หลี่ป้านเฟิงตกลงธุรกิจนี้กับฉินอ้วนน้อยเรียบร้อยแล้ว และเตรียมตัวจะไปเก็บดอกเบญจมาศลายงูบนภูผาหมอกขม
เย็นวันนั้น ฉินอ้วนน้อยกลับไปเก็บสัมภาระและชวนหลี่ป้านเฟิงไปค้างที่บ้านเขาสักคืน แต่หลี่ป้านเฟิงปฏิเสธอย่างสุภาพ
ผู้บำเพ็ญสายเรือนพักต้องอยู่ในเรือนอย่างน้อยวันละสองชั่วโมง นี่คือกฎการบำเพ็ญขั้นพื้นฐานที่สุด ตัวอย่างของเฉียวเยว่เซิงก็มีให้เห็น หลี่ป้านเฟิงจึงไม่กล้าฝ่าฝืนกฎ
ทั้งสองนัดพบกันที่ร้านบะหมี่ตอนแปดโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น แต่หลี่ป้านเฟิงไม่มีนาฬิกาข้อมือและไม่มีเครื่องบอกเวลาใดๆ กว่าเขาจะไปถึงร้านบะหมี่ก็เกือบจะเที่ยงแล้ว
จะโทษว่าหลี่ป้านเฟิงขี้เซาก็ไม่ได้ ในเรือนติดตัวนั้นแยกไม่ออกว่ากลางวันหรือกลางคืน คุณภาพการนอนหลับจึงดีเกินไปจริงๆ
ฉินอ้วนน้อยร้อนใจมาก "พี่หลี่ ทำไมเพิ่งมาล่ะ? พวกเราต้องรีบหน่อย ต้องไปเขตในกันก่อน"
"ไปเขตในทำไม?"
"ไปซื้อเครื่องมือที่ถนัดมือหน่อย"
หลี่ป้านเฟิงไม่เข้าใจ "ไม่ได้จะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรหรอกเหรอ? มีพลั่ว มีกระสอบก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่หรือไง? ของพวกนี้ยังต้องไปซื้อที่เขตในอีกเหรอ?"
ฉินอ้วนน้อยส่ายหน้า "ไม่ทันแล้ว ไว้ถึงที่แล้วค่อยคุยกัน"
เขาเลี้ยงบะหมี่หยางชุนหลี่ป้านเฟิงสองชาม ส่วนฉินอ้วนน้อยกินเองไปแปดชาม รวบรวมเรี่ยวแรงจนเต็มเปี่ยมแล้วทั้งสองก็วิ่งไปที่เขตในด้วยกัน
หลี่ป้านเฟิงใช้แรงไปแค่สามส่วน ฉินอ้วนน้อยก็วิ่งตามอยู่ข้างหลังอย่างยากลำบาก ผู้บำเพ็ญสายอาหารขอเพียงกินอิ่ม ไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือความอดทนก็เหนือกว่าคนธรรมดามาก จึงพอจะตามผู้บำเพ็ญสายเดินทางได้ทัน
ก่อนหน้านี้ตอนเดินช้าๆ จากเขตในมา หลี่ป้านเฟิงใช้เวลาไปค่อนวัน แต่ตอนนี้วิ่งกลับไป ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงก็ถึงเขตในแล้ว
ฉินอ้วนน้อยวิ่งจนพูดไม่ออก เขาพาหลี่ป้านเฟิงตรงไปที่ถนนซุ้มประตูทันที
พอมาถึงถนนสายนี้ หลี่ป้านเฟิงก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อย เพราะคฤหาสน์เก่าตระกูลเหออยู่แถวนี้ และลู่เสี่ยวหลันก็ยังอยู่ในคฤหาสน์
ฉินอ้วนน้อยไม่รู้เรื่องคฤหาสน์เก่าตระกูลเหอ ที่ที่เขาจะไปคือร้านของชำเฝิงจี้
เถ้าแก่ร้านของชำกำลังถือไม้ขนไก่ปัดฝุ่นชั้นวางของ พอเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามาก็รีบยิ้มต้อนรับทันที "เถ้าแก่ฉิน หมู่นี้ไม่ค่อยเห็นหน้าเลย ส่วนลูกค้าท่านนี้ ขอบคุณที่มาอุดหนุนอีกนะครับ"
เขาจำฉินอ้วนน้อยได้ และก็จำหลี่ป้านเฟิงได้เช่นกัน บนหัวของหลี่ป้านเฟิงยังสวมหมวกปีกกว้างที่ซื้อจากที่นี่อยู่เลย
ฉินอ้วนน้อยไม่มีอารมณ์จะทักทาย จึงถามตรงๆ "เถ้าแก่เฝิง มีของดีๆ ไหม? ฉันจะออกไปทำธุรกิจสักหน่อย"
ดูเหมือนธุรกิจของฉินอ้วนน้อยจะไม่เหมาะที่จะคุยกันตรงหน้าเคาน์เตอร์ เถ้าแก่เฝิงจึงเรียกลูกจ้างคนหนึ่งมาเฝ้าหน้าร้าน แล้วพูดกับหลี่ป้านเฟิงและฉินอ้วนน้อยว่า "ทั้งสองท่านเชิญดื่มชาในห้องด้านในก่อนครับ"
หลี่ป้านเฟิงและฉินอ้วนน้อยตามเถ้าแก่เฝิงเข้าไปในห้องด้านใน สิ่งที่เรียกว่าห้องด้านในนั้นมีชั้นวางของมากกว่าห้องด้านนอกเสียอีก สินค้าวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ ดูแออัดมาก หากไม่ใช่เพราะกลางห้องมีโต๊ะชาตั้งอยู่ ก็คงเป็นโกดังดีๆ นี่เอง
ทั้งสามนั่งลงข้างโต๊ะชา เถ้าแก่เฝิงชงชาแล้วลดเสียงถาม "อย่าหาว่าผมปากมากเลย ขอถามสักประโยค ทั้งสองท่านจะไปทำธุรกิจอะไรหรือครับ?"
"ภูผาหมอกขม ไปเก็บดอกไม้" ฉินอ้วนน้อยตอบตรงๆ
เถ้าแก่เฝิงครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะหยิบเคียวขนาดเล็กเล่มหนึ่งลงมาจากชั้นวาง
ตัวเคียวเล่มนี้ยาวไม่ถึงสิบเซนติเมตร ด้ามจับยิ่งสั้นกว่า พอดีกับกำมือเดียว
ฉินอ้วนน้อยมองเคียวจิ๋วเล่มนี้แล้วชะงักไปครู่ใหญ่ "เถ้าแก่เฝิง เอาเคียวเล่มนี้ให้ฉันทำไม? ของพรรค์นี้เอาไปเกี่ยวข้าวยังไม่รอดเลย"
เถ้าแก่เฝิงก็แปลกใจเช่นกัน "เถ้าแก่ฉิน คุณไม่ได้จะขึ้นไปเก็บดอกไม้บนภูผาหมอกขมหรือครับ? เคียวเล่มนี้เหมาะจะเก็บดอกไม้พอดี"
ฉินอ้วนน้อยขมวดคิ้ว "ฉันไม่ได้เห็นคุณเป็นคนอื่น แต่คุณกำลังเห็นฉันเป็นไอ้โง่นะ ซื้อเคียวเนี่ย ฉันยังต้องมาซื้อที่นี่อีกเหรอ?"
เถ้าแก่เฝิงทำหน้าจนใจ "เถ้าแก่ฉิน คุณเป็นคนบอกเองว่าจะเก็บดอกไม้ ผมก็เลยเอาเครื่องมือเก็บดอกไม้มาให้ ผมทำผิดตรงไหนล่ะครับ?"
ฉินอ้วนน้อยเริ่มร้อนรน "คุณไม่เข้าใจจริงๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจกันแน่ ดอกไม้บนภูผาหมอกขมนั่น มันใช่ของที่จะเก็บได้สุ่มสี่สุ่มห้าหรือไง?"
เถ้าแก่เฝิงส่ายหน้าติดๆ กัน "คราวนี้ผมไม่เข้าใจจริงๆ แล้วล่ะครับ เคียวเล่มนี้ คุณจะเอาก็เอา ไม่เอาก็ช่างเถอะ"
ระหว่างที่ทั้งสองโต้เถียงกัน หลี่ป้านเฟิงก็มองเห็นเค้าลางบางอย่าง
ฉินอ้วนน้อยรู้ตื้นลึกหนาบางบนภูผาหมอกขมอยู่บ้าง แต่ก็รู้ไม่มาก
เขารู้กฎเกณฑ์ในยุทธภพอยู่บ้าง แต่มันก็มีขีดจำกัด
หลี่ป้านเฟิงเติบโตมาในสถานสงเคราะห์ อาศัยการรับจ้างทำสารพัดเพื่อส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัย เขาเคยพบเจอผู้คนมากมาย ผ่านเรื่องราวมาก็เยอะ เขามองปราดเดียวก็รู้ว่า คนที่เก๋าเกมจริงๆ คือเถ้าแก่เฝิงคนนี้
หลี่ป้านเฟิงรีบไกล่เกลี่ย หันไปพูดกับฉินอ้วนน้อย "พี่น้อง ฉันก็ฟังไม่เข้าใจเหมือนกัน ตกลงนายอยากซื้ออะไรกันแน่?"
ฉินอ้วนน้อยขมวดคิ้ว "ซื้ออาวุธ!"
"ซื้ออาวุธไปทำไม?"
ฉินอ้วนน้อยอธิบายเพียงประโยคเดียว "ดอกไม้น่ะเก็บง่าย แต่ตอนลงเขามันไม่ง่าย"
แค่ประโยคเดียวก็อธิบายความนัยได้ชัดเจนแล้ว
ดอกเบญจมาศลายงูล้ำค่ามาก มีคนไม่น้อยที่อยากขึ้นเขาไปเก็บดอกไม้ คาดว่าคงมีคนไม่น้อยที่อยากแย่งดอกไม้เช่นกัน ฉินอ้วนน้อยถึงอยากซื้ออาวุธไว้ป้องกันตัว
เถ้าแก่เฝิงย่อมเข้าใจความหมายของฉินอ้วนน้อย เขาจึงตอบกลับไปประโยคหนึ่ง "พกเคียวลงเขาง่าย แต่ถ้าพกง้าวมังกรเขียว ทางก็จะเดินลำบากแล้ว"
หลี่ป้านเฟิงถาม "คำพูดนี้หมายความว่ายังไงครับ?"
เถ้าแก่หัวเราะ "คนพกเคียวคือชาวนา คนพกง้าวมังกรเขียวคือเทพเจ้ากวนอู
ชาวนาก้มหน้าก้มตาเดิน อย่างมากก็เจอโจรลักเล็กขโมยน้อยสักคนสองคน ฟันฉับเดียว เรื่องก็จบ
แต่เทพเจ้ากวนอูถือง้าวมังกรเขียวเดิน ต้องฝ่าห้าด่านสังหารหกขุนพล ถ้าไม่มีฝีมืออย่างท่านกวนอู จะยังลงจากเขานี้ได้อีกหรือ?"
ระหว่างที่พูด เถ้าแก่ก็ลูบคมเคียว หลี่ป้านเฟิงตาถึงจริงๆ เขามองออกว่านี่คือมีดชั้นดี
หลี่ป้านเฟิงพูดขึ้น "มีดเล่มนี้ราคาเท่าไหร่? ฉันซื้อ"
ฉินอ้วนน้อยที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง "ซื้อนี่ไปจะทำประโยชน์อะไรได้ พวกเราไปดูร้านอื่นกันเถอะ ฉันมีช่องทางอีกเยอะแยะ"
เถ้าแก่เฝิงไม่ได้รั้งไว้ "เถ้าแก่ฉิน งั้นคุณก็ไปดูร้านอื่นเถอะ อาวุธที่คุณต้องการ ที่นี่ไม่มีหรอกครับ"
เถ้าแก่เฝิงคนนี้เป็นคนดี เขาไม่อยากทำร้ายฉินอ้วนน้อย
หลี่ป้านเฟิงยืนกรานจะซื้อเคียวเล่มนี้ เถ้าแก่ตั้งราคาห้าร้อย หลี่ป้านเฟิงก็ไม่ได้ต่อราคา เตรียมจะยืมเงินฉินอ้วนน้อยห้าร้อยหยวน
ฉินอ้วนน้อยปวดใจแทบแย่ "ของแค่นี้เนี่ยนะ ตั้งห้าร้อยหยวนเชียว?"
หลี่ป้านเฟิงกำลังขัดสนเงินทอง เถ้าแก่เฝิงมองออก
เมื่อวันก่อนที่ช่วยบอกทางให้ ชายหนุ่มคนนี้ก็ซื้อหมวกปีกกว้างไปใบหนึ่งกับไม้ขนไก่อีกอัน เถ้าแก่เฝิงจำได้แม่นยำ ว่านี่คือคนที่รู้ความ
"ลูกค้าท่านนี้ ไม่ทราบว่าเรียกขานอย่างไรครับ?"
หลี่ป้านเฟิงตอบ "ฉันแซ่หลี่ ชื่อหลี่ชี"
"เถ้าแก่หลี่ มีดเล่มนี้ผมให้คุณเชื่อไว้ก่อน รอคุณไปเก็บดอกไม้กลับมา ค่อยมาจ่ายเงินก็แล้วกันครับ"
ให้ฉันเชื่อ?
หลี่ป้านเฟิงอึ้งไป
เถ้าแก่เฝิงยังคงยิ้มแย้ม "คุณเป็นคนที่จะทำการใหญ่สำเร็จ ผมเชื่อใจคุณครับ"
หลี่ป้านเฟิงกล่าวขอบคุณ แล้วรับเคียวมาเก็บไว้
เถ้าแก่เฝิงหยิบพลั่วขนาดเล็กยาวสิบกว่าเซนติเมตรออกมาจากใต้เคาน์เตอร์ ยื่นให้หลี่ป้านเฟิง "ดอกไม้บางชนิดหยั่งรากลึก เก็บยาก คุณดูสิว่าพลั่วอันนี้เหมาะไหม?"
หลี่ป้านเฟิงรับพลั่วมาดูรูปทรงและลูบคมของมัน ก่อนจะถามประโยคหนึ่ง "พลั่วอันนี้ราคาเท่าไหร่ครับ?"
เถ้าแก่เฝิงหัวเราะ "ถ้าพูดถึงวัสดุและฝีมือการทำ พลั่วอันนี้ดีกว่าเคียวเล่มนั้นอยู่บ้าง ตามหลักแล้ว แปดร้อยก็ไม่ถือว่าแพง คุณเป็นคนตาถึง ถ้าคิดว่าเหมาะสม เจ็ดร้อยหยวนก็เอาไปเลยครับ"
"เจ็ดร้อย..." หลี่ป้านเฟิงลังเลเล็กน้อย ของน่ะเป็นของดี แต่จะให้ติดหนี้อีก มันก็ดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
เถ้าแก่เฝิงรู้ถึงความลำบากใจของหลี่ป้านเฟิง "คุณเอาไปใช้ดูก่อน ใช้ถนัดมือก็ค่อยเอาเงินมาให้ ถ้าไม่ถนัดก็เอาของมาคืน"
หลี่ป้านเฟิงเก็บพลั่วไว้ และคิดอยากจะซื้อถุงผ้าจากเถ้าแก่สักสองสามใบ
เถ้าแก่เฝิงให้มาแค่สองใบ "ถุงผ้าสองใบก็พอใช้แล้ว ดอกไม้เก็บง่าย แต่เอาลงเขาไม่ง่ายหรอกนะ"
หลี่ป้านเฟิงเชื่อฟังคำแนะนำ เถ้าแก่เฝิงจึงยิ้มถาม "คุณดูสิว่ายังมีอะไรอยากซื้ออีกไหม?"
เรือนติดตัวไม่มีหน้าต่าง มองไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน แยกกลางวันกลางคืนไม่ออก หลี่ป้านเฟิงจึงอยากซื้อนาฬิกาสักเรือน
เถ้าแก่เฝิงหยิบนาฬิกาพกออกมาเรือนหนึ่ง ตัวเรือนใหญ่กว่าเหรียญหนึ่งหยวนอยู่สองรอบ ตัวเรือนสีเงินแวววาวจนสะท้อนเงาคนได้
แป๊ก!
พอกดเปิดฝาครอบออก บนหน้าปัดสีขาวก็มีตัวเลขนูนบอกเวลาสิบสองขีดที่งดงามประณีต
เม็ดมะยม หรือก็คือแกนหมุนไขลานนาฬิกาพก อยู่ตรงตำแหน่งสิบสองนาฬิกา เถ้าแก่เฝิงบีบแกนหมุน บิดไปสองสามที แล้วดึงแกนหมุนออกมาสองจังหวะ
หลี่ป้านเฟิงเคยเห็นนาฬิกากลไกแบบนี้ ถ้าไม่ดึงเม็ดมะยมออกมา จะใช้สำหรับไขลาน ดึงออกมาจังหวะหนึ่งใช้ตั้งเวลา ดึงออกมาสองจังหวะใช้ตั้งวันที่
บนหน้าปัดก็ไม่มีวันที่ แล้วเขาดึงออกมาสองจังหวะทำไม?
ติ๊กต่อก ติ๊กติ๊กต่อก~
นาฬิกาพกส่งเสียงกล่องดนตรีออกมา
เป็นทำนองที่คุ้นหูมาก เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
ห้างสรรพสินค้า? ร้านอาหาร?
แขกวีไอพีชั้นบนหนึ่งท่าน?
หลี่ป้านเฟิงเคยทำงานพาร์ทไทม์ในสถานที่เหล่านี้ เขาประทับใจทำนองนี้มาก แต่นึกชื่อไม่ออกสักที
ไม่ได้ฟังเพลงมานานแล้ว
เสียงนี้ทำให้หลี่ป้านเฟิงรู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน
"นาฬิกาเรือนนี้ราคาเท่าไหร่?"
เถ้าแก่เฝิงหิ้วสายนาฬิกาพก "นาฬิกาพกของประเทศเชอมัน ของแท้รับประกันคืนเงิน สองพันสอง เรือนนี้ผมให้คุณเชื่อไม่ได้แล้วนะ"
หลี่ป้านเฟิงหวั่นไหวเล็กน้อย แต่ราคาก็ทำเอาอ้าปากค้าง
ฉินอ้วนน้อยพูดอย่างหมดความอดทน "ซื้อของพรรค์นี้ไปจะมีประโยชน์อะไร! สู้ซื้อนาฬิกาตั้งโต๊ะยังดีกว่า!"
เถ้าแก่เฝิงยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร
ฉินอ้วนน้อยเร่งให้รีบไป หลี่ป้านเฟิงกวาดตามองชั้นวางของ เพื่อดูว่ายังมีอะไรที่พอจะใช้ได้อีกไหม สายตาของเขาหยุดชะงักอยู่ที่ของแปลกประหลาดชิ้นหนึ่ง
มันคือตู้ไม้ ตู้ไม้แดงแบบโบราณ ขนาดเท่ากับตู้หัวเตียงสองใบซ้อนกัน ด้านบนตู้มีดอกผักบุ้งโลหะอยู่สามดอก
พูดให้ถูกก็คือ มันไม่ใช่ดอกผักบุ้ง แต่มันคือลำโพงสามตัว ตัวหนึ่งใหญ่มาก ปากลำโพงใหญ่กว่าปากจานเสียอีก ส่วนอีกสองตัวเล็กกว่ามาก ปากลำโพงขนาดพอๆ กับกำปั้น
"นี่คือเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบใช้ไฟฟ้าเหรอ?" หลี่ป้านเฟิงตาเป็นประกาย เขาเคยเห็นของสิ่งนี้ในโทรทัศน์ มันก็คือเครื่องที่ใช้แผ่นเสียงเปิดเพลง
"เครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบใช้ไฟฟ้า?" เถ้าแก่เฝิงส่ายหน้า "เจ้านี่ไม่ได้เรียกว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบใช้ไฟฟ้าหรอกนะ"
จะเรียกว่าอะไรไม่สำคัญ
มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบใช้ไฟฟ้า ก็พิสูจน์ว่ามีไฟฟ้า
มีไฟฟ้าก็สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือได้
ถ้าชาร์จโทรศัพท์มือถือได้ โลกนี้ก็สมบูรณ์แบบแล้ว!
ต่อให้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องซื้อนาฬิกาแล้ว
แต่คำตอบของเถ้าแก่เฝิงทำให้หลี่ป้านเฟิงผิดหวังมาก "ที่นี่เราไม่มีของที่ใช้ไฟฟ้าหรอกครับ นี่คือเครื่องเล่นแผ่นเสียง ไม่ได้ใช้ไฟฟ้า"
หลี่ป้านเฟิงคิดไม่ตก ไม่ใช้ไฟฟ้า แล้วของสิ่งนี้จะส่งเสียงออกมาได้ยังไง?
จนกระทั่งวันนี้เขาถึงเพิ่งรู้ว่า เครื่องเล่นแผ่นเสียงในยุคแรกเริ่มที่สุดนั้น ไม่เกี่ยวกับไฟฟ้า ไม่เกี่ยวกับแม่เหล็ก เกี่ยวข้องกับของแค่สองอย่างเท่านั้น คือเข็มเล่นแผ่นเสียงและแผ่นเสียง
เถ้าแก่เฝิงวางแผ่นเสียงครั่งลงบนถาดรองของเครื่องเล่นแผ่นเสียง หยิบก้านหมุนออกมาจากลิ้นชักใต้เครื่อง เสียบเข้ากับเครื่องเล่นแผ่นเสียง แล้วออกแรงหมุนไปสิบกว่ารอบ
นี่คือการไขลานให้เครื่องเล่นแผ่นเสียง
พอไขลานจนตึง เขี่ยสลักนิดเดียว แผ่นเสียงก็หมุนอย่างรวดเร็วอยู่บนถาดรอง
เถ้าแก่เฝิงวางเข็มลงบนแผ่นเสียง เสียงเพลงที่เจือด้วยเสียงรบกวนเล็กๆ น้อยๆ ก็ล่องลอยออกมาจากปากลำโพง
"เมฆา~ ลอย~ ลับ,
แสงจันทร์กระจ่างสาดส่องผู้คนมา,
กลมเกลียวเปี่ยมสุข,
เมามายในยามนี้~"
จันทร์กระจ่างบุปผางาม
เครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณ มีหลักการทำงานง่ายมาก
บนแผ่นเสียงมีร่องลึกตื้นไม่เท่ากัน ร่องเหล่านี้เกิดจากเข็มที่สั่นสะเทือนไปตามเสียงเพลง และสลักลงบนแผ่นเสียงไปพร้อมๆ กัน
และตอนนี้เมื่อปล่อยให้เข็มแล่นไปตามร่องบนแผ่นเสียง เสียงที่เกิดจากการเสียดสี ก็จำลองเสียงเพลงในตอนนั้นขึ้นมาใหม่
นี่คือหลักการทางเสียงของเครื่องเล่นแผ่นเสียง
คุณภาพเสียงไม่กล้าพูดว่าดี หรืออาจจะบอกว่าหยาบไปสักหน่อยด้วยซ้ำ
แต่หลี่ป้านเฟิงชอบทำนองนี้มาก ฟังแล้วรู้สึกสบายใจยิ่งนัก
น่าเสียดายที่เวลาสั้นไปหน่อย ไม่ถึงสามนาที เข็มก็เลื่อนไปจนสุด ลานก็หมด แผ่นเสียงจึงหยุดลง
ฉินอ้วนน้อยทำหน้าเหยียดหยาม "มีอะไรน่าฟังกัน ฟังเพลงเดียว ยังต้องมานั่งหมุนก้านไขลานตั้งครึ่งค่อนวัน ไม่เปลืองแรงไปหน่อยหรือไง"
"ถ้าไม่อยากขึ้นสาย (ไขลาน) ก็ฟังเพลงได้เหมือนกัน" เถ้าแก่เฝิงหยิบแผ่นเสียงแผ่นใหม่มาวางบนถาดรอง
เขาหยิบถ้วยเหล็กมาใบหนึ่ง แล้วเติมน้ำสองถ้วยลงในลำโพงตัวเล็กข้างๆ ลำโพงตัวใหญ่
เถ้าแก่เฝิงจุดไม้ขีดไฟ แล้วเปิดประตูบานเล็กตรงมุมขวาล่างของเครื่องเล่นแผ่นเสียง
ในประตูเป็นช่องลับ ในช่องลับมีกล่องเหล็กใบหนึ่งยึดติดไว้ ในกล่องมีไขมันอยู่ครึ่งกล่อง ตรงกลางไขมันมีไส้เทียนตั้งอยู่
เมื่อจุดไส้เทียน เปลวไฟก็สว่างวาบไปทั่วทั้งช่องลับ
หลี่ป้านเฟิงไม่รู้ว่านั่นคือไขมันอะไรกันแน่ ขนาดอยู่ห่างตั้งไกลยังสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ร้อนระอุ
ฟู่! ฟู่! ฟู่!
ลำโพงตัวเล็กทางขวาของลำโพงตัวใหญ่พ่นละอองน้ำออกมาเป็นจังหวะ
ลำโพงตัวเล็กทางซ้ายมีหน้าที่เติมน้ำ ลำโพงตัวเล็กทางขวามีหน้าที่ระบายไอน้ำ
นี่มันการทำงานแบบไหนกัน?
หรือว่า...
แผ่นเสียงเริ่มหมุนบนเครื่องเล่นแผ่นเสียง
เครื่องเล่นแผ่นเสียงขับเคลื่อนด้วยไอน้ำ?
นี่มันเครื่องจักรที่ละเอียดอ่อนขนาดไหนกัน?
หลี่ป้านเฟิงเบิกตากว้าง การศึกษาที่ได้รับมาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาถูกท้าทายอีกครั้ง
รอประมาณหนึ่งนาที ความเร็วในการหมุนของแผ่นเสียงก็ค่อยๆ คงที่ เถ้าแก่เฝิงจึงวางเข็มลงบนแผ่นเสียง
"ผี~เสื้อ~น้อยบินจากไป,
ใจก็ไม่อยู่ด้วย,
ค่ำคืนเหน็บหนาวยาวนานใครเล่าจะมา,
ซับน้ำตาที่อาบสองแก้ม~~"
หญ้าป่าดอกไม้ไร้ค่าพานพบชุนเซิง
ช่างเป็นทำนองที่ไพเราะเหลือเกิน







