แมลงสาบ คือชื่อเรียกโดยทั่วไปของแมลงใน “อันดับแมลงสาบ” (Blattodea) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์ขาปล้อง ชั้นแมลง อันดับแมลงสาบ
สิ่งมีชีวิตชนิดนี้อยู่บนโลกมานานกว่า 350 ล้านปี ยาวนานยิ่งกว่าไดโนเสาร์เสียอีก
แต่ในระบบนิเวศทั้งหมด ความหมายของการมีอยู่ของแมลงสาบนั้นไม่ใหญ่นัก
แน่นอนว่า ไม่ได้หมายความว่ามันไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ในธรรมชาติมันมีคุณสมบัติเป็นผู้ย่อยสลาย สามารถเร่งการย่อยสลายสารอินทรีย์ให้กลายเป็นสารอนินทรีย์ได้
นอกจากนี้ มันยังมีคุณค่าบางอย่างในทางการแพทย์ เช่น ยาสีฟันที่มีแอคทีฟเปปไทด์ของยาขาวหยุนหนานก็มีสารสกัดจากแมลงสาบ บางทีทุกวันที่คุณแปรงฟันอาจเท่ากับคุณกำลังจูบกับแมลงสาบอยู่ก็เป็นได้
แต่คุณูปการเหล่านี้เมื่อเทียบกับอันตรายที่มันนำมาแล้ว ช่างห่างชั้นกันลิบลับ
แมลงสาบเป็นพาหะของเชื้อโรคหลายชนิด เช่น บาซิลลัสบิด, ซัลโมเนลลาพาราไทฟอยด์เอและบี, ซูโดโมแนส แอรูจิโนซา, โปรตีอุส รวมถึงพยาธิไส้เดือนและพยาธิปากขอ เป็นสื่อกลางในการแพร่กระจายโรคที่สำคัญ แต่ตัวมันเองกลับไม่ป่วย
ในขณะเดียวกัน ร่างกายที่แบนราบของแมลงสาบทำให้มันเก่งกาจในการอาศัยอยู่ในซอกเล็กๆ สามารถอยู่รอดได้เกือบทุกที่ที่มีน้ำและอาหาร ดังนั้นพวกมันจึงมุดเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องชั่งอิเล็กทรอนิกส์ ตู้กดน้ำ และอุปกรณ์สื่อสาร เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
เมื่อพวกมันกัดสายไฟหรือชิ้นส่วนจนขาด ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ก็จะทำให้อุปกรณ์ขัดข้อง การสื่อสารหยุดชะงัก และอุบัติเหตุอื่นๆ ที่ไม่คาดคิด
ในประวัติศาสตร์ เบื้องหลังการระบาดของโรคเกือบทุกครั้ง จะสามารถเห็นปีกของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมลงสาบโบกสะบัดอยู่
ดังนั้น คำกล่าวที่ว่าแมลงสาบไม่มีประโยชน์เลยจึงไม่ถูกต้องนัก แต่โทษของมันมีมากกว่าคุณประโยชน์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ต้องสงสัย
ยิ่งไปกว่านั้น คุณสมบัติการเป็นผู้ย่อยสลายของแมลงสาบก็ไม่ใช่สิ่งที่ทดแทนไม่ได้ อย่างน้อยในเมืองก็เป็นเช่นนั้น
เช่น หนอนนกสามารถทดแทนบทบาทของแมลงสาบในโรงงานแปรรูปขยะได้อย่างสมบูรณ์แบบ แถมต้นทุนยังต่ำกว่า
ส่วนแมลงสาบในธรรมชาตินั้น...
นั่นไม่อยู่ในขอบเขตการกำจัดของสวีหยุน
ก่อนหน้านี้สวีหยุนพูดไว้อย่างชัดเจนว่า เขาตั้งใจจะกำจัดแมลงสาบใน 'พื้นที่อยู่อาศัย' ซึ่งก็คือแมลงสาบเยอรมัน แมลงสาบอเมริกัน และแมลงสาบตะวันออก ซึ่งเป็นแมลงรบกวนที่พบได้ทั่วไปในเมือง
สาเหตุที่แมลงสาบกำจัดไม่หมด ส่วนใหญ่เป็นเพราะตัวเมียต้องการผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวในชีวิต ก็สามารถวางไข่ได้ตลอดชีวิต
หลังจากแมลงสาบตัวผู้และตัวเมียผสมพันธุ์กัน ปลายท้องของตัวเมียจะเกิดสิ่งที่รูปร่างคล้ายฝักถั่วเรียกว่าฝักไข่ ซึ่งไข่จะถูกวางอยู่ข้างในนั้น
ตัวเมียหนึ่งตัวสามารถผลิตฝักไข่ได้น้อยสุดสิบกว่าฝัก มากสุดกว่าเก้าสิบฝัก ในหนึ่งฝักไข่สามารถฟักเป็นตัวอ่อนได้น้อยสุด 10 ตัว มากสุดกว่า 50 ตัว นี่คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญว่าทำไมแมลงสาบถึงฆ่าไม่หมด
และหากฟีโรโมนสามารถสังเคราะห์กับอิมิดาโคลพริดเป็นยาพิษชนิดใหม่ได้ นั่นย่อมเป็นตัวช่วยสำคัญอย่างยิ่งในการกำจัดแมลงสาบ
"การกำจัดแมลงสาบแบบเจาะจง..."
ภายในห้องทำงาน แววตาของเถียนเหลียงเหว่ยดูลุ่มลึกอยู่บ้าง เขาลูบคางแล้วถามสวีหยุนว่า
"ไม่ทำวิจัยแบบครอบจักรวาล แต่พุ่งเป้าไปที่สปีชีส์เดียว เสี่ยวสวี นี่เธอคิดจะเดินสายธุรกิจแล้วเหรอ?"
น้ำเสียงของเถียนเหลียงเหว่ยไม่ใช่การซักไซ้ แต่ก็แฝงความเห็นบางอย่างไว้อย่างนุ่มนวล
ในยุคปัจจุบัน การที่นักวิจัยเปิดบริษัทไม่ใช่เรื่องที่ไม่สามารถทำได้
ตรงกันข้าม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถเกือบทุกคนมักจะเปิดบริษัทของตัวเองหรือร่วมมือกับสถาบันต่างๆ
การใช้ความรู้หาเงินไม่ใช่เรื่องน่าอาย
ในประเทศจีนมักใช้อายุ 65 ปีเป็นเส้นแบ่ง นักวิชาการระดับสูงที่อายุเกิน 65 ปีและทำธุรกิจควบคู่ไปด้วยจะมีน้อยลง ส่วนผู้เชี่ยวชาญที่อายุต่ำกว่า 65 ปีเกือบทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับแวดวงธุรกิจบ้าง
เช่น เถียนเหลียงเหว่ยเองก็มีสถาบันความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจี๋หลิน เพื่อวิจัยเซลล์ NK โดยเฉพาะ ทุกอย่างถูกกฎหมายและระเบียบ ไม่ได้มีสถานการณ์ที่ต้องจ่ายภาษีย้อนหลังเป็นพันล้าน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากอายุของสวีหยุนในปัจจุบัน เถียนเหลียงเหว่ยยังคงไม่ค่อยวางใจให้เขาไปจับงานธุรกิจในตอนนี้
ในมุมมองของเขา สวีหยุนสามารถฝึกฝนในส่วนงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปก่อนสักสองสามปี
รอให้ประสบการณ์ ความสามารถ และเครือข่ายทางสังคมแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ค่อยพิจารณาเรื่องการลงสนามไปทำธุรกิจ
อย่างไรเสีย มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในฐานะสถาบันการศึกษาระดับแนวหน้าของประเทศ ค่าตอบแทนด้านการวิจัยก็ถือว่าสูงมาก คนที่อายุสามสิบแล้วมีทรัพย์สินหลักล้านหรือสิบล้านจากการแบ่งส่วนสิทธิบัตรก็มีอยู่ไม่น้อย จึงไม่มีเรื่องที่เรียกว่าการเสียเวลาเปล่า
เมื่อเผชิญกับคำถามที่ค่อนข้างอ้อมค้อมของอาจารย์ สวีหยุนลังเลอยู่สองสามวินาที ก่อนจะตอบว่า
"ก็มีความคิดนี้อยู่ครับ แต่ไม่ใช่ตอนนี้แน่นอน ตอนนี้อิมิดาโคลพริดรุ่นที่สี่ยังวิจัยไม่สำเร็จเลย ไม่มีเทคโนโลยีแล้วจะไปเปิดบริษัทได้ยังไงครับ?
อีกอย่างต่อให้ถึงเวลาต้องทำธุรกิจ ผมก็ต้องขอความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยของเราอยู่ดี ก็เป็นคนของมหาวิทยาลัยฯ ไปทั้งชีวิตนี่ครับ"
คำพูดสุดท้ายของสวีหยุนถือเป็นการยกยอ แต่ก็เป็นความในใจส่วนหนึ่งเช่นกัน
เพราะการมีมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นภูเขาใหญ่หนุนหลัง ทั้งการสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจและทรัพยากรเครือข่ายต่างๆ ล้วนไม่ใช่สิ่งที่การลงสนามด้วยตัวเปล่าจะเทียบได้ อย่าเห็นว่ามหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีนถูกจัดอันดับไว้หลังมหาวิทยาลัยชิงหัว, ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้เจียวทง, และฟู่ตั้น แต่ถ้าพูดถึงรากฐานแล้ว มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน, มหาวิทยาลัยสภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน และสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินต่างหากคือสามยักษ์ใหญ่ที่แท้จริงของประเทศ
"เอาเถอะ ฉันเคารพความคิดของเธอ"
เมื่อเห็นว่าคำพูดของสวีหยุนแฝงทัศนคติบางอย่างเอาไว้ เถียนเหลียงเหว่ยจึงไม่ยืนกรานอีกต่อไป และเปลี่ยนหัวข้อกลับมาที่ปัจจุบัน
"ว่ามาสิเสี่ยวสวี ตอนนี้เธอจะทำยังไง?"
สวีหยุนหยิบกระดาษที่พับไว้อย่างเรียบร้อยออกมาจากตัวอีกครั้ง ส่งให้เถียนเหลียงเหว่ย
"อาจารย์ครับ ผมอยากขอจัดตั้งห้องปฏิบัติการเคมียาหนึ่งห้อง นี่คือรายการอุปกรณ์ครับ"
เถียนเหลียงเหว่ยรับกระดาษมา ขณะที่ดูก็พึมพำกับตัวเอง
"เครื่องวัดค่าการนำไฟฟ้า... เครื่องโครมาโทกราฟีของเหลวแบบเกรเดียนท์... เครื่องทดสอบการละลายของยา... เครื่องวัดค่าการหักเหของแสงอัตโนมัติ... หืม? อุปกรณ์หลอมละลายและแข็งตัวซ้ำด้วยพัลส์ไฟฟ้ากับ ICP-MS700?"
เถียนเหลียงเหว่ยวางรายการลง นิ้วชี้เคาะเบาๆ บนโต๊ะ
"เสี่ยวสวี อุปกรณ์อื่นไม่มีปัญหา แต่สองอย่างสุดท้ายนี่... ค่อนข้างยุ่งยากนะ"
อุปกรณ์หลอมละลายและแข็งตัวซ้ำด้วยพัลส์ไฟฟ้า และ ICP-MS700 เป็นอุปกรณ์ในโครงการพัฒนาเครื่องมือวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ
เครื่องหลังราคาถูกกว่าหน่อย เจ็ดล้านกว่าหยวนก็สุดแล้ว แต่เครื่องแรกราคาสูงเกือบถึงสิบห้าล้านหยวน
หากผู้ขอเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาระดับศาสตราจารย์หรือนักวิชาการระดับสูงก็คงไม่มีปัญหา แต่สวีหยุนเป็นเพียงนักศึกษาปริญญาเอกที่กำลังศึกษาอยู่ ทั้งยังขอจัดตั้งห้องปฏิบัติการอิสระ พูดตามตรงว่านี่มันค่อนข้างจะเกินขอบเขตไปหน่อย
"ช่วยไม่ได้ครับอาจารย์"
บนใบหน้าของสวีหยุนปรากฏรอยยิ้มขมขื่น เขาพยักหน้าเบาๆ
"ความแม่นยำในระยะสั้นของ ICP-MS700 สูงกว่า ICP-OES และ GFAAS มากครับ และยังเกี่ยวข้องกับการรบกวนจากกรดเมทริกซ์ของกลุ่มเมทิล ข้อได้เปรียบของ ICP-MS มันนำหน้าไปไกลเกินไปจริงๆ ถ้าไม่มีสองเครื่องนี้จะไปสู้กับใครได้ล่ะครับ"
เถียนเหลียงเหว่ยจ้องเขาอย่างไม่สบอารมณ์
"ใช่ๆๆ อุปกรณ์มันดี แต่ทำไมเธอไม่พูดด้วยล่ะว่าค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่อง ICP-MS700 แต่ละครั้งมันเป็นสี่เท่าของสองเครื่องหลังนั่นน่ะ? ไม่พูดถึงราคาแล้วเอาเบนท์ลีย์ไปเทียบคุณภาพกับบีวายดีงั้นเหรอ?"
จากนั้นเขาก็ถอนหายใจยาวๆ หยิบแบบฟอร์มคำร้องที่เก็บแยกไว้ออกมาจากลิ้นชัก แล้วเลื่อนไปตรงหน้าสวีหยุน
"กรอกซะ"
สวีหยุนรับแบบฟอร์มมา กำลังจะจรดปากกาลงไป แต่สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นมุมขวาล่างของแบบฟอร์ม
"เอ๊ะ อาจารย์ครับ ไม่ถูกนะครับ"
"ตรงไหนไม่ถูก?"
"ทำไมตราประทับบนแบบฟอร์มนี้ถึงเป็นตราส่วนตัวของอาจารย์ล่ะครับ?"
เถียนเหลียงเหว่ยยกแก้วชาเก๋ากี้ขึ้นจิบ ขณะเดียวกันก็เหลือบมองสวีหยุนอย่างเหนื่อยหน่าย
"เรื่องธรรมดาจะตาย เธอไม่มีคุณสมบัติพอจะขอเครื่องมือระดับนี้ ฉันเลยแบ่งโควตาโครงการเสริมจากโครงการร้อยผู้ทรงคุณวุฒิปีนี้ให้เธอไง ไม่ต้องห่วง ขั้นตอนทุกอย่างถูกต้องตามระเบียบ
แล้วก็บอกไว้ก่อนนะ ตอนใช้เครื่องมือก็ระวังหน่อย ทำพังก็ขายตัวใช้หนี้เอาเองแล้วกัน เอาล่ะๆ เลิกพูดไร้สาระ อย่ามัวโอ้เอ้ รีบกรอก กรอกเสร็จก็ไสหัวไปได้!"
เมื่อมองดูเถียนเหลียงเหว่ยที่ดูเหมือนจะหงุดหงิดรำคาญ สวีหยุนนิ่งไปครู่หนึ่ง สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้มหน้าลงเขียนใบคำร้อง
ยี่สิบกว่านาทีต่อมา ใบคำร้องก็ถูกกรอกเสร็จเรียบร้อย
เถียนเหลียงเหว่ยรับแบบฟอร์มมา มองดูขึ้นๆ ลงๆ อยู่หลายครั้งแล้วทำปากจ๊อกแจ๊ก
"อืม ก็ดูเป็นรูปเป็นร่างดี แต่เรื่องอุปกรณ์สามารถขอตามเกณฑ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาได้ ส่วนงบประมาณเธอก็อย่าหวังว่าจะได้ระดับเดียวกันเลยนะ อีกอย่างทีมวิจัยสำหรับห้องปฏิบัติการอิสระเธอก็ต้องหาเอง อย่างมากฉันก็เบิกค่าอาหารกับค่าใช้จ่ายกิจกรรมกลุ่มให้ได้สักครั้งสองครั้งแค่นั้น"
"เรื่องทีมวิจัยไม่มีปัญหาครับ ผมมีคนที่เลือกไว้แล้ว"
สวีหยุนตอบกลับด้วยสีหน้าสงบ แล้วถามต่อว่า
"อาจารย์ครับ ถ้างบประมาณไม่ได้ระดับเดียวกัน จะถูกลดลงไปประมาณเท่าไหร่ครับ?"
เถียนเหลียงเหว่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า
"งบวิจัยสารพิษชีวภาพโดยทั่วไปจะให้เป็นช่วงๆ ระดับอาจารย์ที่ปรึกษาระยะแรกก็น่าจะประมาณสองถึงสามล้านหยวน หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับผลงานของเธอ ถ้าเป็นระดับรางวัลโนเบลเป็นร้อยล้านก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
ส่วนเธอ... งบค่าเครื่องมือฉันจะพยายามของบให้ได้ห้าแสนหยวน งบค่าวัสดุประมาณสามแสนหยวน ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดห้าหมื่น คณะช่วยอีกห้าหมื่น รวมเป็นงบเก้าแสนหยวน ในจำนวนนี้เป็นกระแสเงินสดสี่แสนหยวน ก็ประมาณนี้แหละ”
สวีหยุนพยักหน้าเบาๆ ในใจพลันเกิดความรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
งบประมาณเก้าแสนหยวน ตัวเลขนี้สำหรับสวีหยุนแล้วไม่ถือว่ามาก ชาติก่อนอย่าว่าแต่เก้าแสนเลย โครงการระดับชาติเก้าสิบล้านหรือเก้าร้อยล้านเขาก็เคยมีส่วนร่วมมาแล้ว
แต่เก้าแสนหยวนในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ มันอาจจะงัดแงะพื้นที่ว่างเปล่าขนาดมหึมา ช่วยให้สวีหยุนและผู้คนนับไม่ถ้วนบรรลุความปรารถนาที่ใฝ่หามาทั้งชีวิต...
ฆ่าแมลงสาบ