กระถางสัมฤทธิ์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ในชั่วพริบตานั้น ข้างหูของหลี่กวนอีคล้ายได้ยินเสียงมังกรคำรามพยัคฆ์คำรน เขาเงยหน้าขึ้น มองเห็นมวลเมฆบนท้องฟ้าคล้ายกำลังรวมตัวกัน ฉีกกระชากและหมุนวนเข้าหากัน ในความเลือนรางนั้นมองเห็นพวกมันกลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกรากปะทะกัน ช่างกว้างใหญ่และทรงพลังยิ่งนัก
ราวกับจะกลืนกินตัวหลี่กวนอีเข้าไปในนั้น
ทั้งที่เป็นเวลากลางวัน ทว่าหลี่กวนอีกลับคล้ายมองเห็นแสงของเจ็ดกลุ่มดาวพยัคฆ์ขาวเสียแล้ว
การบรรจบกันของปราณบุ๋นและบู๊ คล้ายจะกลืนกินเจ็ดกลุ่มดาวพยัคฆ์ขาวเข้าไป ลมปราณภายในร่างของหลี่กวนอีเร่งความเร็วในการไหลเวียนโดยไม่รู้ตัว
เสียงของเซวียเต้าหย่งปลุกหลี่กวนอีให้ตื่นขึ้นจากภาพอันยิ่งใหญ่ตระการตานี้
"กวนอี ซวงเทา มัวเหม่ออะไรอยู่? มาคารวะท่านอาจารย์หวังทงสิ"
หลี่กวนอีเดินเข้าไปทำความเคารพ ท่านอาจารย์ผู้นั้นยิ้มและพยักหน้าพลางกล่าว "สง่างามผ่าเผย ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ดีจริงๆ"
เซวียเต้าหย่งหัวเราะร่วน คล้องแขนเดินชมงานไปกับท่านอาจารย์
ส่วนฉางซุนอู๋โฉวก็เดินไปกับหลี่กวนอีอย่างเป็นธรรมชาติ คอยแนะนำแขกเหรื่อที่มาเยือนให้เขารู้จัก
งานชุมนุมกวีแห่งเมืองกวนอี้ในครั้งนี้ สมแล้วที่เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบสามสิบปีของแคว้นเฉิน บัณฑิตผู้มีชื่อเสียง ตระกูลใหญ่ และปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่จากสำนักต่างๆ ล้วนเดินทางมาที่นี่ ห้อมล้อมอยู่ข้างกายหวังทงผู้นั้น รอบกายหวังทงมีศิษย์อยู่สามคน คนที่อายุมากที่สุดอายุยี่สิบต้นๆ แล้ว
หนึ่งในนั้นมาจากตระกูลฝางแห่งชิงเหอ นามว่าฝางจื่อเฉียว มีบุคลิกอ่อนโยนดุจหยก และดูสุขุมเยือกเย็นที่สุด
ฉางซุนอู๋โฉวพูดกลั้วหัวเราะว่า
"ตระกูลฝางแห่งชิงเหอ เป็นหนึ่งในตระกูลที่มีชื่อเสียงของแผ่นดิน ฝางจื่อเฉียวเป็นบุตรสายตรง ในอนาคตย่อมเป็นผู้นำตระกูล"
"เขาเป็นคนเยือกเย็นและมีแผนการมากมาย เริ่มมีชื่อเสียงอยู่บ้างแล้ว"
"ส่วนคนที่อายุสิบเจ็ดสิบแปดปีนั่น เป็นลูกหลานตระกูลตู้แห่งเมืองหลวงแคว้นอิ้ง นามว่าตู้เค่อหมิง"
ฉางซุนอู๋โฉวยื่นนิ้วชี้ไปยังเด็กหนุ่มที่หลับตาอยู่ตรงนั้น
สวมชุดดำ คิ้วคมกริบ บุคลิกของเขาราวกับดาบที่คมกริบ ฉางซุนอู๋โฉวกล่าวเสียงเบา "เด็ดขาด ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ก็เป็นผู้ที่โดดเด่นมากเช่นกัน ในบรรดาศิษย์ของเหวินจงจื่อ ฝางจื่อเฉียวมากแผนการ ส่วนตู้เค่อหมิงเก่งกาจด้านการตัดสินใจ ข้าเคยได้ยินเรื่องทำเนียบกุนซือมาบ้าง"
"มีคนวิจารณ์ว่า ตอนนี้เด็กหนุ่มสองคนนี้หากแยกกันก็ยังถือว่าอ่อนหัดนัก คนหนึ่งมากแผนการแต่ขาดความเด็ดขาด อีกคนแม้มีความเด็ดขาด แต่กลับขาดกลยุทธ์ ทว่าหากนำมารวมกัน บางทีอาจจะติดอันดับในทำเนียบกุนซือแล้วก็เป็นได้ บางทีในอนาคตอาจเป็นคู่หูที่มีหวังติดสิบอันดับแรกของทำเนียบกุนซือเลยทีเดียว"
"พวกเขาเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถร่วมมือกันได้อย่างจริงใจ"
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินนำทางอยู่ด้านหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "แขกทุกท่าน เชิญนั่งขอรับ"
หลี่กวนอีและเซวียซวงเทา ด้วยบารมีของท่านปู่แห่งตระกูลเซวีย จึงได้นั่งในตำแหน่งที่ค่อนข้างอยู่ด้านหน้า ฉางซุนอู๋โฉวทำตัวสนิทสนมราวกับคนคุ้นเคยไปนั่งลงข้างๆ หลี่กวนอี หยิบขนมที่ทำอย่างประณีตสองชิ้นยัดเข้าปาก ท่าทางไม่สงวนท่าทีแม้แต่น้อย ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากใกล้ชิดโดยไม่รู้ตัว
ความรุ่งเรืองด้านวรรณกรรมของแคว้นเฉินนั้นเหนือกว่าแคว้นอิ้งในจงหยวนเสียอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงดินแดนอื่นๆ และเหล่าบัณฑิตกับผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้ต่างก็พาลูกหลานของตนมาด้วย หลี่กวนอีกวาดสายตามอง ก็พอจะเดาอะไรบางอย่างได้คร่าวๆ
เป็นไปตามคาด หลังจากดื่มชาฟังเพลงจบ ฝางจื่อเฉียวผู้นั้นก็เปิดปากพูดขึ้น
"วันนี้ท่านอาจารย์ได้รับคำเชิญจากสหายเก่า ให้มาเยือนเมืองกวนอี้แห่งนี้เพื่อพบปะกับทุกท่าน นับเป็นงานชุมนุมวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่แล้ว ทว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่ง ท่านอาจารย์เชี่ยวชาญทั้งสามศาสนาเก้าลัทธิ แบ่งออกเป็นสี่สายวิชา ได้แก่ 'กลยุทธ์' 'ตัดสิน' และ 'ตักเตือน' ทั้งสามสายนี้ล้วนมีศิษย์สืบทอดแล้ว บัดนี้ยังเหลือเพียงสาย 'สภาวการณ์' ที่ยังไม่มีศิษย์คนใดได้รับสืบทอดวิชา"
"วันนี้ท่านอาจารย์มาที่นี่ ก็เพื่อตามหาศิษย์คนสุดท้ายผู้นี้"
แววตาของเหล่าผู้มีชื่อเสียงมากมายล้วนเปลี่ยนไป
หวังทงมีชื่อเสียงโด่งดังมาก มีศิษย์ไม่น้อย ลูกหลานตระกูลใหญ่ในแคว้นอิ้งและแคว้นเฉิน ล้วนติดตามเขาเพื่อศึกษาเล่าเรียน
สำหรับพวกเขาแล้ว สิ่งนี้เป็นตัวแทนของทรัพยากรและโอกาสอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นเหล่าผู้อาวุโสจึงลุกขึ้นยืน ทิ้งให้บรรดาคนหนุ่มสาวรั้งอยู่หน้าโต๊ะ เซวียเต้าหย่งตบไหล่หลี่กวนอีเบาๆ พลางกล่าว "กวนอี ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้านะ"
"ไม่ต้องกังวลไป ทำอย่างสุดความสามารถก็พอ!"
หลี่กวนอีมองเห็นม้วนกระดาษที่ถูกวางลงมา ดูเหมือนว่าต้องเขียนบทความ เขาปรายตามอง หางตาก็กระตุกวูบ—
หนึ่ง · [ยิ่งใหญ่กว้างขวางเหลือคณา ประชาราษฎร์มิอาจหาคำใดมาสรรเสริญได้ สูงตระหง่านเหนือใคร คือความสำเร็จของพระองค์ เจิดจรัสยิ่งนัก คือบทบัญญัติและแบบแผนของพระองค์]
สอง · [น้ำ ไฟ ทอง ไม้ ดิน และธัญญาหาร ล้วนต้องบำรุงรักษา]
สาม · [จงแต่งร้อยกรองในหัวข้อ 'วิญญูชนต้องมีวิสัยทัศน์และกว้างขวาง' โดยกำหนดให้ลงท้ายด้วยคำว่า 'เหวิน']
สี่ · [สวมเสื้อคลุมแพรพรรณราชสำนักในคืนจันทร์เพ็ญ ล่องเรือไปที่ชายฝั่งไฉ่สือ จงแต่งร้อยกรองโดยใช้คำว่า 'กู้จานเซี่ยวอ้าว ผางรั่วอู๋เหริน' เป็นสัมผัส]
หลี่กวนอี "…………"
นี่มันอะไรกัน?
ของพรรค์นี้มันอะไรกัน?
จบเห่แล้ว ต้องส่งกระดาษเปล่าแน่
ตัวอักษรทุกตัวบนกระดาษนี้เขารู้จักหมด แต่พอนำมารวมกัน หลี่กวนอีกลับไม่รู้เลยว่ามันหมายความว่าอะไร และในเวลานี้ บรรดาลูกหลานตระกูลใหญ่ทุกคนรวมถึงเซวียซวงเทาก็เริ่มลงมือตอบคำถาม ซึ่งก็หนีไม่พ้นการตีความคำสอนของปราชญ์ และนำมาแต่งร้อยกรองให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน
รวมถึงการใช้คำว่า 'เหวิน' เป็นคำสัมผัสท้าย เพื่อแต่งร้อยกรองหนึ่งบท
หลี่กวนอีจำต้องยอมรับข้อหนึ่งว่า การอบรมสั่งสอนอย่างเป็นระบบนานกว่าสิบปีของลูกหลานตระกูลใหญ่นั้น ไม่ได้สูญเปล่าเลย ทุกคนต่างกำลังตวัดพู่กันเขียนอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มถอนหายใจ ยกพู่กันขึ้น แล้วตวัดเขียนลงบนม้วนกระดาษ ลายเส้นพลิ้วไหวราวกับมังกรเหินหงส์ร่อน เป็นลายมือที่สวยงามยิ่งนัก
หลี่กวนอี!
เขียนชื่อแซ่ของตนเองลงไป
เหมือนกับตอนตอบข้อสอบในอดีตที่เขียนคำว่า 'ตอบ' เอาไว้
ในใจรู้สึกปลอบประโลมขึ้นมา อย่างน้อยก็ไม่ถือว่าส่งกระดาษเปล่าล่ะนะ
จากนั้นก็วางพู่กันทิ้งไว้ตรงนั้น
นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น แผ่นหลังเหยียดตรง คนอื่นๆ ล้วนกำลังตวัดพู่กันเขียนอย่างมุ่งมั่น มีเพียงเขาที่นั่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ซึ่งนั่นก็ดึงดูดสายตาของฝางจื่อเฉียว ตู้เค่อหมิง และเด็กหนุ่มที่นำทางมา ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แต่เป็นเพราะมันสะดุดตาเกินไปจริงๆ
ตู้เค่อหมิงเลิกคิ้วขึ้น ชี้ไปที่ม้วนกระดาษ
ตอบคำถามสิ มองข้าทำไม?
ฝางจื่อเฉียวในชุดสีขาวเดินมาข้างกายเด็กหนุ่ม ก้มศีรษะลงถามอย่างอ่อนโยน "น้องชายแซ่หลี่ท่านนี้ มีเรื่องอันใดลำบากใจหรือ? เหตุใดจึงไม่ลงพู่กันเล่า?"
เด็กหนุ่มตอบไปตามตรง "ตอบไม่ได้"
วิญญูชนผู้อ่อนโยนชะงักงันไป ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างจนใจ
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเดินกลับมาอีกครั้ง กลับยกขนมมาให้เด็กหนุ่มพลางกล่าว "เช่นนั้นก็นั่งพักเถิด ดูพวกเขาตอบคำถามไปละกัน" น้ำเสียงของฝางจื่อเฉียวอบอุ่น มองดูตัวอักษรสามตัวที่หลี่กวนอีเขียนลงไป แล้วเอ่ยชม "ลายมือสวยมาก"
เขากล่าวเจือรอยยิ้ม "หากน้ำชาไม่พอ ก็เคาะโต๊ะเบาๆ ได้เลย"
"ถือเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง"
หลี่กวนอีเริ่มจิบชาช้าๆ ตามคาด พลางครุ่นคิดถึงความผิดปกติของกระถางสัมฤทธิ์
เขานึกถึงคำพูดของซือมิ่งแห่งสำนักหยินหยางผู้นั้น
ลมเมฆาของใต้หล้ามารวมตัวกันงั้นหรือ?
การทำเช่นนี้กลับดึงดูดสายตาของคนอื่นๆ โดยเฉพาะบรรดาลูกหลานตระกูลใหญ่ที่ก่อนหน้านี้หวังจะเข้าไปพูดคุยกับเด็กสาว แต่กลับถูกเขาขัดจังหวะ บนใบหน้าของพวกเขามีร่องรอยของความโล่งใจอยู่บ้าง—นึกว่าเป็นผู้ที่เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ ที่แท้ก็เป็นแค่นักสู้หยาบกระด้างคนหนึ่ง
ในใจรู้สึกเบาใจขึ้นมาแล้ว!
ม้วนกระดาษนี้ใช้เวลาเขียนถึงหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ในที่สุดหลี่กวนอีก็ดื่มชาจนหมด แต่ก็ไม่สามารถปลีกตัวไปไหนได้ จึงทำได้เพียงนั่งเงียบๆ หลับตาปรับลมหายใจอยู่ตรงนั้น บรรดาผู้มีชื่อเสียงและกวีด้านนอกกำลังพูดคุยกันเรื่องสัพเพเหระ เป็นฝางจื่อเฉียวและตู้เค่อหมิงที่เก็บรวบรวมม้วนกระดาษ นำมากองรวมกันเป็นตั้งหนา
บรรดาผู้มีชื่อเสียงล้วนอยู่ที่นี่
หวังทงเข้าไปตรวจสอบ เซวียเต้าหย่งหัวเราะเสียงดัง "ฮ่าฮ่าฮ่า ดูของเด็กในบ้านข้าก่อนเถอะ ฮ่าฮ่าฮ่า ทุกท่าน คงไม่มีความคิดเห็นอะไรใช่หรือไม่?" ทุกคนย่อมไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่ยิ้มประจบ เมื่อคลี่ม้วนกระดาษออกมา หวังทงก็เอ่ยชม
"แม่นางเซวียซวงเทา ใช้ถ้อยคำสละสลวย บทความเต็มไปด้วยความห้าวหาญและมีกลิ่นอายของวีรบุรุษ"
"ทว่าร้อยกรองที่เขียนกลับอ่อนหวานดุจสายน้ำแห่งเจียงหนาน สตรีในยุคปัจจุบันที่มีความรู้ความสามารถเกินกว่านางในวัยนี้ มีอยู่ไม่มากนัก"
แววตาของผู้มีชื่อเสียงคนอื่นๆ มีความกระตือรือร้นอยู่บ้าง อยากจะเอ่ยปากพูดคุยเรื่องส่วนตัวกับเซวียเต้าหย่ง
เซวียเต้าหย่งโบกมือ พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า
"หลานสาวบ้านข้าย่อมดีเลิศอยู่แล้ว ลองดูบุตรแห่งกิเลนของบ้านข้าบ้างสิ"
หวังทงยิ้มและพยักหน้า พลางค้นหาม้วนกระดาษ
ฝางจื่อเฉียวยื่นมือไปกดม้วนกระดาษไว้ เอ่ยอย่างอ่อนโยน "...ผู้เฒ่าเซวีย ไว้ค่อยดูหลังจากนี้เถิดขอรับ"
"สุราอุ่นเสร็จแล้ว ยังมีคำถามรอบที่สองอีกนะขอรับ"
เซวียเต้าหย่งหัวเราะเสียงดังลั่น "ฮ่าฮ่าฮ่า เด็กโง่ มีอะไรให้ดูไม่ได้งั้นรึ?!"
"มาๆๆ ต้องให้ทุกท่านร่วมกันชื่นชมสิ!"
ท่านปู่ใหญ่ดึงม้วนกระดาษออกมาคลี่ออกราวกับกำลังโอ้อวดลูกหลานของตน ทุกคนต่างก็อยากรู้อยากเห็นว่า คนที่ทำให้ราชสีห์แห่งยุคโกลาหล ทายาทของเซวียกั๋วกงอย่างเซวียเต้าหย่งให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ จะเป็นผู้มีพรสวรรค์ยิ่งใหญ่เพียงใด ทุกคนมองไป กลับเห็นว่ากระดาษม้วนนั้นขาวสะอาดราวกับหิมะ ด้านบนมีชื่ออยู่หนึ่งบรรทัด ตัวอักษรเขียนได้โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ยิ่งนัก
เกิดความเงียบสงัดขึ้นชั่วขณะ ฉางซุนอู๋โฉวที่กำเมล็ดแตงหอมจากดินแดนประจิมไว้เต็มกำมือถึงกับอึ้งไป
"หืม???"
"หา??!!"
คนที่มีกลยุทธ์ระดับนั้น ทำไมถึงตอบคำถามแค่นี้ไม่ได้ล่ะ?
เพื่อเห็นแก่หน้าของตระกูลใหญ่ต่างๆ คำถามเช่นนี้ ถือว่าง่ายมากแล้วแท้ๆ
เงียบไปพักใหญ่ กว่าจะมีคนพูดตะกุกตะกักขึ้นมา "เอ่อ ลายมือ ช่างพลิ้วไหว อิสระเสรีนัก!"
ฝางจื่อเฉียวพูดอย่างอ่อนโยน "น้องชายผู้นั้นมีท่วงท่าสง่างาม น่าจะเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่ง วัยรุ่นย่อมมีความดื้อรั้นทระนงตน คงจะมองข้ามคำถามเหล่านี้ไป" ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยและเอ่ยชมไม่ขาดปาก มีเพียงผู้เฒ่าเซวียที่มุมปากกระตุก ในใจรู้สึกทั้งขำทั้งโมโหเจ้าเด็กเหลือขอนี่จริงๆ เขาโยนกระดาษเปล่าแผ่นนั้นทิ้ง แสร้งทำเป็นโกรธแล้วกล่าวว่า
"กวนอีล่ะ?"
"ออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้!"
เด็กหนุ่มผู้เงียบขรึมนามว่าเว่ยเสวียนเฉิงชี้ไปที่ศาลาริมน้ำไกลๆ เอ่ยอย่างเงียบๆ
"เมื่อครู่พอจบลง ก็ถูกเด็กสาวรูปงามคนหนึ่งลากตัวไปทางนั้นแล้วขอรับ"
ใบหน้าของผู้เฒ่าเซวียซีดเผือด ก้าวเท้ายาวๆ ตามไป คนอื่นๆ ก็หัวเราะและเดินตามไปด้านหลัง
ตู้เค่อหมิงกล่าว "เจ้าจับประเด็นเก่งจริงๆ นะ เสวียนเฉิง"
เว่ยเสวียนเฉิงพูดอย่างเนิบนาบ "แทงถูกจุดสำคัญ ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าคนผู้นั้นมีความรู้จริงๆ หรือแค่มาหลอกกินหลอกดื่มกันแน่"
เด็กหนุ่มนวดข้อมือของตัวเอง
หนึ่งชั่วยาม เขาชงชาไปถึงเจ็ดกาเต็มๆ
กาทองแดงหนักมาก
ข้อมือปวดมาก
ทั้งสามคนยิ้มและเดินตามไป นี่เป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างพวกเขากับเด็กหนุ่มผู้นั้น
วัยหนุ่มสาวเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ทรนงตน ย่อมมีความจองหองเป็นธรรมดา
ความประทับใจที่มีต่อกัน ยังถือว่าไม่ค่อยดีนัก
เมื่อทุกคนไปถึงก็ชะลอฝีเท้าลง ท่านอาจารย์หวังทงผู้นั้นไอเบาๆ กลิ่นอายสายหนึ่งก็แผ่ซ่านออกมา ปกปิดความเคลื่อนไหวของทุกคน นักสู้ดุดันกล้าหาญ ทว่าบัณฑิตย่อมมีวิธีรับมือในแบบของตน นักสู้ไร้เทียมทานเมื่อประชิดตัว แต่นั่นก็ต้องเข้าประชิดตัวให้ได้เสียก่อน
ทุกคนมองเห็นท่ามกลางพุ่มไม้ดอกไม้ที่ปกคลุมศาลาริมน้ำ เด็กหนุ่มในชุดสีน้ำเงินนั่งขัดสมาธิ ดาบสีดำเล่มนั้นหนักเกินไป จึงต้องปลดออกมา กอดไว้ในอ้อมอก เด็กสาวในชุดหรูหราเลิกคิ้ว เดินไปเดินมา เอ่ยถามอย่างเคลือบแคลง "กวนอี ทำไมเจ้าถึงไม่ตอบล่ะ?"
หลี่กวนอีถอนหายใจ ตอบไปตามตรง "ข้าทำไม่ได้ แถมยังอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ"
เซวียซวงเทาจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้า พลางกล่าว
"ตอนที่เจ้าเล่านิทานประวัติศาสตร์ ไม่เห็นเหมือนคนไม่ได้เรียนหนังสือเลยนี่"
เมื่อครู่นี้นางได้ยินพวกตัวแทนตระกูลใหญ่หัวเราะเยาะเสียงเบา จึงได้โต้แย้งกลับไป
จากนั้นก็รู้สึกหงุดหงิด ลากตัวหลี่กวนอีมาถาม เด็กหนุ่มกลับทำใจกว้าง กอดดาบพลางพูดกลั้วหัวเราะ
"ก็ข้าทำไม่เป็นจริงๆ นี่นา"
ไม่ไกลออกไป ผู้เฒ่าเซวียรู้สึกจนใจ ได้แต่คิดว่าหลี่กวนอีไม่ถนัดด้านบุ๋น ฉางซุนอู๋โฉวกลับรู้สึกอยากรู้อยากเห็น ส่วนคนอื่นๆ กลับแอบขำอยู่ในใจ นานๆ ทีจะได้เห็นผู้เฒ่าเซวียเสียหน้าเช่นนี้ อีกทั้งยังรู้สึกโล่งใจ เพราะด้วยฐานะของผู้เฒ่าเซวีย หากต้องการชื่อเสียงนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
หวังทงยิ้มอย่างอ่อนโยน "ผู้เฒ่าเซวีย เด็กๆ คุยเล่นกัน พวกเรามาแอบฟังคงไม่ดีกระมัง"
เซวียเต้าหย่งพูดอย่างตรงไปตรงมา "ใช่แล้ว เจ้าเด็กนี่ดื้อรั้น ไม่ยอมตอบคำถาม ช่างเสียมารยาทยิ่งนัก"
"ตาเฒ่าอย่างข้าขออภัยด้วย"
หวังทงหัวเราะ "มิได้ๆ"
"ข้ามีชาชั้นดีที่ได้มาจากนอกด่าน ขอเชิญผู้เฒ่าเซวียไปลิ้มรสด้วยกัน"
แต่เซวียซวงเทาก็ยังไม่เชื่อ นางพูดเสียงเบา "ยิ่งใหญ่กว้างขวางเหลือคณา ประชาราษฎร์มิอาจหาคำใดมาสรรเสริญได้ สูงตระหง่านเหนือใคร คือความสำเร็จของพระองค์ เจิดจรัสยิ่งนัก คือบทบัญญัติและแบบแผนของพระองค์ นี่คือบทความจากคัมภีร์ซ่างซู เป็นการสรรเสริญวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ในยุคโบราณ คำถามข้อนี้ คือการให้สรรเสริญพระราชกรณียกิจขององค์ฮ่องเต้ในปัจจุบัน"
ฮ่องเต้ในปัจจุบันงั้นหรือ?
หลี่กวนอีไม่ตอบ
เขาสรรเสริญไม่ออก เงินหนึ่งร้อยสามสิบห้าอีแปะของเฉียนเจิ้งยังถูกห่อไว้อย่างดี
หากได้พบฮ่องเต้ผู้นั้น เขาอยากจะเอาเงินหนึ่งร้อยสามสิบห้าอีแปะนี้ปาใส่หน้ามันเสียด้วยซ้ำ
เขากำดาบแน่น เอ่ยถาม "วีรกรรมของกษัตริย์ในยุคโบราณยังอยู่หรือไม่?"
"ไม่อยู่แล้วนี่"
"ใช่ไหมล่ะ"
"ตำหนักหมื่นห้องล้วนกลายเป็นเถ้าธุลีดิน"
เด็กหนุ่มตอบ "รุ่งเรือง เสื่อมโทรม ไม่ว่าทางไหนก็เหมือนกันหมด ก็เป็นเพียงแค่คำพูดประโยคเดียวเท่านั้น"
"รุ่งเรือง ราษฎรทุกข์ยาก; ล่มสลาย ราษฎรทุกข์ยาก"
หวังทงที่กำลังหันหลังเดินจากไป จู่ๆ ก็หยุดฝีเท้าลง
เซวียซวงเทากล่าว "นี่มัน..."
คนทั่วไปมักพูดว่าประเทศชาติล่มสลาย ราษฎรทุกข์ยาก ทว่าน้ำหนักของสี่คำแรกนี้กลับยิ่งใหญ่กว่ามากนัก
หลี่กวนอีพูดกลั้วหัวเราะ "ตอนที่ข้ามา..."
เซวียซวงเทารับช่วงพูดต่อ "ชายชราคนหนึ่งที่เดินผ่านไปมาเป็นคนท่อง ใช่หรือไม่?"
หลี่กวนอีปรบมือชื่นชม
"คุณหนูใหญ่ช่างฉลาดปราดเปรื่อง รู้จักแย่งตอบก่อนเสียแล้ว"
"ชายชราท่านนั้นแซ่จาง"
เซวียซวงเทาไม่เชื่อเรื่องพรรค์นี้หรอก นางมองหลี่กวนอีแล้วพูดอีกครั้ง "ลองดูคำถามนั้นอีกที ท่านหวังทงบอกว่า วิญญูชนที่จะก้าวไปได้ไกล ต้องมีวิสัยทัศน์และกว้างขวางก่อน จึงค่อยมีศิลปวิทยา นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าวิญญูชนต้องมีวิสัยทัศน์ก่อน นี่เป็นการถามถึงความมุ่งมั่นและความกว้างขวางของเจ้า ไม่ว่าใครที่เป็นบัณฑิตก็สามารถตอบได้สองสามประโยคทั้งนั้นแหละ"
หลี่กวนอีดีดนิ้วลงบนดาบ ยิ้มบางๆ "ข้าคือนักสู้"
"ไม่ถนัดเจรจา"
เซวียซวงเทาเตะหน้าแข้งเด็กหนุ่มเบาๆ
จากนั้นก็เหลือบไปเห็นท่านปู่ของตนที่อยู่ตรงโน้น เห็นเซวียเต้าหย่งจงใจเผยใบหน้าออกมา ขยิบตาให้อย่างบ้าคลั่ง ส่วนหลี่กวนอีที่หันหลังให้ชายชรากลับไม่ทันสังเกตเห็น เพราะกลิ่นอายบัณฑิตของท่านอาจารย์หวังทงปกปิดไว้ ประกอบกับเซวียเต้าหย่งจงใจเก็บซ่อนกลิ่นอายของตน เซวียซวงเทาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นมือออกไป
บนฝ่ามือขาวผ่อง มีกำไลหยกเลี่ยมทองวงหนึ่ง นางยิ้มบางๆ "เช่นนั้น ท่านผู้มาเยือน"
"กำไลหยกเลี่ยมทองวงนี้ ซื้อความมุ่งมั่นของเจ้า บอกข้ามาเถอะ"
"การค้าขายเช่นนี้ คุ้มค่าหรือไม่?"
เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาพลางกล่าว "ได้สิ"
"ตอนที่ข้ามา บังเอิญพบกับท่านอาจารย์สองท่านพอดี ท่านอาจารย์สองท่านนั้นบังเอิญพูดกันคนละประโยค"
"ไม่ทราบว่าคุณหนูใหญ่ อยากฟังแบบบุ๋น หรือแบบบู๊ล่ะ?"
เซวียซวงเทาถาม "ถ้าเป็นแบบบู๊ล่ะ?"
หลี่กวนอีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ลูกผู้ชายเกิดมาอยู่ท่ามกลางฟ้าดิน"
"พึงถือกระบี่สามฉื่อเพื่อปราบสี่คาบสมุทร สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน!"
น้ำเสียงของเขาหยอกล้อ ไม่ได้พูดประโยคที่ว่า 'ไฉนเลยจะยอมอยู่ใต้บังคับบัญชาผู้อื่นไปตลอดกาล' ออกมา
เพียงแค่ถือกระบี่สามฉื่อ สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ ก็ถือว่าสง่างามและเปิดเผยเป็นที่สุดแล้ว
ประกายแสงสายหนึ่งวาบผ่านก้นบึ้งดวงตาของฉางซุนอู๋โฉว
เซวียซวงเทาพยักหน้าอย่างงุนงง เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "แล้วถ้าเป็นแบบบุ๋นล่ะ?"
"บุ๋นงั้นหรือ?"
หลี่กวนอีกำดาบ สิ่งที่ได้พบเห็นและได้ยินในช่วงเวลานี้ ประสบการณ์การเร่ร่อนตลอดสิบปีที่ผ่านมา เขาเอ่ยอย่างเนิบนาบ "ตั้งปณิธานเพื่อฟ้าดิน ลิขิตชะตาเพื่อมวลมนุษย์"
เพียงแค่ประโยคเดียว ก็มีกลิ่นอายอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตแล้ว
รอยยิ้มของฝางจื่อเฉียวชะงักไปเล็กน้อย
"สืบทอดวิชาที่สูญหายเพื่อปราชญ์ในอดีต"
ตู้เค่อหมิงเลิกคิ้วขึ้น
เดิมทีเด็กหนุ่มตั้งใจจะพูดประโยคสุดท้ายออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ถือเสียว่าเป็นการหยอกล้อเพื่อนให้สนุกสนาน
แต่จู่ๆ เขากลับหยุดชะงัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ในใจรู้สึกจุกอก จดหมายถึงบ้านแต่ละฉบับของเฉียนเจิ้ง ชาวนาเฒ่าที่ขายลูกสาว โลกที่บัดซบนี้แล่นผ่านเข้ามาในสายตา จากนั้นก็ลุกโชนขึ้นในอกราวกับเปลวเพลิง
ในเวลานี้ ประโยคสุดท้ายนั้นไม่ได้ถูกเปล่งออกมาอย่างง่ายดายอีกต่อไป
เหตุผลนั้นน่าขันยิ่งนัก
เพราะหลี่กวนอีเข้าใจความหมายของประโยคสุดท้ายนั้นอย่างแท้จริง
ส่วนสามประโยคแรกนั้น ก็เป็นเพียงแค่การท่องจำตามตำรา
ตอนที่ท่านอ่านหนังสือ ท่านไม่มีทางเข้าใจพลังของตัวอักษรเลย ต่อเมื่อได้ผ่านกาลเวลาอันยาวนาน ได้พบเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย ในช่วงเวลาหนึ่ง การศึกษาจึงจะบรรลุผล ตัวอักษรที่เคยท่องจำในวัยเยาว์ จะพุ่งทะลวงเข้ากลางหว่างคิ้วอย่างแม่นยำราวกับคมดาบ
หลี่กวนอียกดาบสีดำขึ้น ชี้ไปยังท้องฟ้าและผืนดินเบื้องหน้า
ในชั่วพริบตานนี้ เขาเข้าใจน้ำหนักของคำพูดเหล่านั้น ดังนั้นประโยคสุดท้าย จึงพวยพุ่งออกมาจากหัวใจราวกับเปลวเพลิง เขาเอ่ยปากเสียงเบา ราวกับเป็นการเปล่งเสียงของตนเองต่อแผ่นดินนี้เป็นครั้งแรก—
"เบิกมรรคาแห่งสันติ เพื่อหมื่นทิวา"
และแล้ว บรรดาผู้มีชื่อเสียงเหล่านั้นก็ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ อีกเลย