"ฆ่าเขาเหรอ? แค่นี้เนี่ยนะ?" ชิงหลิงประหลาดใจเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าการทดสอบจะง่ายดายขนาดนี้ มันง่ายเสียยิ่งกว่าตอนเล่นเกมกับอู๋ต้าไห่ด้วยซ้ำ
เกาหยางเองก็ประหลาดใจเช่นกัน เขาก็รู้สึกว่ามันง่าย ง่ายเสียจนน่าสงสัย
"ใช่" กระต่ายขาวมองทั้งสอง "ง่ายมากเลยใช่ไหมล่ะ ตัดหัว หรือใช้ของมีคมแทงทะลุหัวใจ วิธีการก็คล้ายๆ กับการฆ่าคนนั่นแหละ"
"ฆ่าเขาน่ะง่าย แล้วจะจัดการศพยังไงล่ะ?" ชิงหลิงมีความกังวล
"ไม่ต้องห่วง ฉันจะจัดการเอง" กระต่ายขาวในถุงมือสีขาวเคาะวิทยุสื่อสารที่เอวเบาๆ เป็นการบอกใบ้ว่าตนยังมีพวกพ้อง ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม
ชิงหลิงไม่ลังเลอีกต่อไป เธอเดินไปหาหนิวเซวียน ในมือปรากฏกริชเล่มเล็กคมกริบขึ้นมา
เธอนั่งยองๆ กรีดเสื้อเชิ้ตของหนิวเซวียนออก หาตำแหน่งหัวใจให้แม่นยำ เล็งปลายมีดไปที่หน้าอกซึ่งขยับขึ้นลงเบาๆ ขณะที่ปลายมีดกำลังจะแทงทะลุหัวใจ เกาหยางก็ร้องห้าม "เดี๋ยวก่อน!"
ชิงหลิงชะงัก หันไปมองเกาหยางอย่างสงสัย
"ชิงหลิง รอก่อน" เกาหยางบอก
กระต่ายขาวหันมามองเกาหยางเช่นกัน "ทำไมล่ะ? ไม่อยากเข้าร่วมองค์กรของเราแล้วเหรอ?"
"เปล่าครับ" เกาหยางถามหยั่งเชิง "ผมแค่ไม่เข้าใจ ทำไมถึงต้องฆ่าเขา เขายังไม่ได้กลายร่างเป็นอสูรเสียหน่อย" อีกอย่าง คุณแน่ใจได้ยังไงว่าหนิวเซวียนต้องเป็นผู้หลงลืมแน่ๆ? ประโยคหลังเกาหยางไม่ได้ถามออกไป คิดว่าอีกฝ่ายคงมีความสามารถพิเศษอะไรสักอย่าง
"ไม่มีทำไมหรอก การฆ่าอสูรไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล" น้ำเสียงของกระต่ายขาวราบเรียบเป็นปกติ "ถ้าต้องบอกเหตุผลให้ได้ล่ะก็ องค์กรของเราต้องการผู้ตื่นรู้ที่เด็ดขาด จุดยืนมั่นคง และมีพลังต่อสู้ เราไม่ต้องการคนที่จะเกิดความเห็นอกเห็นใจหรือสงสารอสูร"
"ก็แค่ผู้หลงลืมคนหนึ่ง" กระต่ายขาวก้าวไปข้างหน้า เตะหนิวเซวียนที่นอนอยู่บนพื้น "ถ้านายไม่อยากฆ่าเขา งั้นเปลี่ยนตัวเอาก็ได้ อืม ฉันเห็นเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่านซือซือคนนั้น ชอบนายอยู่ใช่ไหมล่ะ? เดี๋ยวฉันช่วยดูให้ว่าเธอเป็นผู้หลงลืมหรือเปล่า ถ้าใช่ก็ฆ่าเธอทิ้งซะเลยสิ"
เกาหยางตระหนกในใจ ช่างเป็นทักษะการสังเกตที่เฉียบแหลมยิ่งนัก
"คิดดีหรือยัง?" กระต่ายขาวเร่งเร้า
เกาหยางเงียบ
เขาไม่ใช่พ่อพระอะไรที่ไหน คนอย่างหนิวเซวียน ตายก็ตายไปสิ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหมอนี่ก็ไม่ใช่คน แต่เป็นแค่อสูรโมหะตนหนึ่ง
ทว่า มีบางจุดที่ทำให้เขาสะกิดใจ
อย่างแรกคือคำพูดของกระต่ายขาวที่ว่า ฆ่าผู้หลงลืมตนนี้ซะ
เธอสามารถพูดตรงๆ ได้ว่าให้ฆ่าอสูรตนนี้ ทำไมต้องเน้นย้ำว่าเป็นผู้หลงลืม? อย่างน้อยนี่ก็อธิบายได้เรื่องหนึ่งว่า ท่าทีที่องค์กรของเธอมีต่อผู้หลงลืม (อสูรโมหะ) จะต้องแตกต่างจากอสูรประเภทอื่นแน่ๆ
ตามหลักตรรกะปกติ อสูรประเภทอื่นนอกเหนือจากอสูรโมหะล้วนอันตรายมาก ท่าทีที่ผู้ตื่นรู้มีต่อพวกมันย่อมต้องเป็นการกำจัดทิ้ง ดังนั้นในทางกลับกัน ในเมื่อท่าทีที่มีต่ออสูรโมหะนั้นแตกต่างออกไป ความเป็นไปได้สูงก็คือสิ่งที่ตรงข้ามกับการกำจัด ไม่กำจัด
กระต่ายขาวบอกว่านี่คือบททดสอบ แต่ในสายตาของเกาหยาง มันดูเหมือนเป็นการเลือกมากกว่า
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้หลงลืมที่ "ไร้เดียงสา" กระต่ายขาวก็พยายามชักจูงอยู่ตลอด
ก็แค่ผู้หลงลืมคนหนึ่ง
ประโยคนี้ เป็นการบั่นทอนและลดทอนคุณค่าการมีอยู่ของผู้หลงลืม
จากนั้น กระต่ายขาวก็ยกเรื่องที่จะฆ่าว่านซือซือมา "ข่มขู่" เขา นี่คือวิธีการชักจูงด้วยการเปรียบเทียบที่เห็นได้ทั่วไป ด้านหนึ่งคือว่านซือซือที่น่ารักไร้เดียงสา อีกด้านคือหนิวเซวียนที่ชอบรังแกคนอื่นเกินทน
ใครสำคัญกว่ากันนั้น ชัดเจนมาก
มันเหมือนกับกลอุบายที่สามีภรรยาใช้กัน ภรรยาบอกสามีก่อนว่าตัวเองถูกใจกระเป๋าใบละสองหมื่น ผ่านไปสักพักก็บอกสามีอีกว่าถูกใจกระโปรงตัวละไม่กี่ร้อย เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว สามีก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ซื้อกระโปรงให้ทันที
พฤติกรรมของกระต่ายขาวในตอนนี้ คือต้องการให้เขาและชิงหลิงตัดสินใจในทันที ฆ่าหนิวเซวียนซะ
ถ้าพวกเขาฆ่าหนิวเซวียนโดยไม่ลังเล อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้สองข้อ หนึ่ง พวกเขาคิดว่าผู้หลงลืมสามารถฆ่าได้ สอง พวกเขาคิดว่ามีการเลือกปฏิบัติระหว่างผู้หลงลืมด้วยกัน
ซึ่งสองข้อนี้ก็ขัดแย้งกันเอง
การเมินเฉยต่อชีวิตของอสูร แสดงให้เห็นว่าในสายตาของคนคนนี้ อสูรนั้นไม่มี "สิทธิในการมีชีวิต" แต่สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ไม่มี "สิทธิในการมีชีวิต" กลับได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างออกไป ความรู้สึกก็เหมือนกับ... แมวที่ฉันเลี้ยงเองห้ามฆ่า แต่แมวของคนอื่นฆ่าได้ตามสบาย นี่มันสองมาตรฐานเกินไปแล้ว
"ถ้าไม่ฆ่า ฉันจะถือว่าพวกนายยอมแพ้" กระต่ายขาวมองนาฬิกาข้อมือ "เวลาเหลือน้อยแล้ว ยังไงก็ต้องเผื่อเวลาให้ฉันจัดการศพบ้างสิ"
ลองเสี่ยงดูสักตั้ง เผื่อจักรยานจะกลายเป็นมอเตอร์ไซค์
เกาหยางตัดสินใจเด็ดขาด "ผมขอปฏิเสธ"
"อะไรนะ?" กระต่ายขาวคิดว่าตัวเองหูฝาด
"พวกเราไม่ฆ่าผู้หลงลืม" เกาหยางพูดอย่างหนักแน่น
ชิงหลิงถลึงตาใส่เกาหยาง นายบ้าไปแล้วเหรอ?
เกาหยางกะพริบตา เชื่อผมสิ! นี่มันกับดัก!
"ไม่เอาน่า" กระต่ายขาวกลั้นขำไว้ไม่อยู่ "พ่อหนุ่ม ฉันขอแนะนำว่าอย่าอวดฉลาดไปหน่อยเลย การ์ตูนโชเน็นสายเลือดเดือดพวกนั้นมันเป็นพิษนะ ดูให้น้อยลงหน่อยจะดีกว่า โอกาสมีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ฉันก็แค่ทำตามขั้นตอน พลาดครั้งนี้ไป ประตูขององค์กรก็จะไม่เปิดรับพวกนายอีก คิดให้ดีๆ ล่ะ"
"คิดดีแล้วครับ ไม่ฆ่า" เกาหยางบอก
"โอเค" กระต่ายขาวผายมือทั้งสองข้าง หันไปมองชิงหลิง "หมอนั่นตกรอบแล้ว แล้วเธอล่ะ?"
ชิงหลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กริชในมือก็หายวับไป เธอตัดสินใจเชื่อเกาหยาง ประสบการณ์บอกเธอว่า หมอนี่ดวงดีมาก อย่างน้อยก็ยังไม่เคยพาเธอไปซวย
กระต่ายขาวถอนหายใจอย่างเสียดาย "พวกนายสองคนคุณสมบัติดีมากเลยนะ หมายเลขลำดับก็อยู่ต้นๆ น่าเสียดายจัง ฉันขอถามหน่อยได้ไหม ทำไมถึงไม่อยากฆ่าผู้หลงลืมล่ะ?"
เอ๋?
ไม่มั้ง? ไม่ผ่านเหรอ? หรือว่าเขาจะคิดมากไปเองจริงๆ?
จู่ๆ เกาหยางก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา แต่เดินมาถึงขั้นนี้แล้วจะถอยก็ไม่ได้ เขาเค้นสมองคิดหาคำตอบ แล้วก็แต่งเรื่องมั่วๆ ขึ้นมา "เพราะว่า... ระเบียบครับ"
"ระเบียบ?"
"ผมคิดว่า โลกนี้มีระเบียบการทำงานของมันอยู่ การฆ่าฟันผู้หลงลืมอย่างมั่วซั่ว จะเป็นการทำลายระเบียบนั้น" เกาหยางพูดด้วยสีหน้าจริงจัง หน้าไม่แดงใจไม่เต้น
กระต่ายขาวดูเหมือนกำลังครุ่นคิด
ดูเหมือนจะยังหลอกไม่เนียนพอ เกาหยางรีบนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้ทันที งัดคำพูดขึ้นมาอีกประโยค "โมหะ โลภะ โทสะ หลงผิด เกิด ตาย ล้วนว่างเปล่า ชีวิตคนเราแสนสั้น ดั่งความฝันตื่นหนึ่ง"
เด็กสาวสวมหน้ากากกระต่ายขาวดูเหมือนจะตกใจเล็กน้อย เธอก้าวฉับๆ เข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเกาหยาง เขย่งเท้าขึ้นเล็กน้อย เอียงคอ จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเกาหยาง
ผ่านหน้ากากกระต่ายขาว เกาหยางก็มองเห็นดวงตากลมโตสุกใสและน่ารักคู่หนึ่งเช่นกัน
"ว่าแล้วเชียว นายมีสายตาแบบเดียวกับหัวหน้าเลยนะ" น้ำเสียงของกระต่ายขาวเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นมาก
"สายตาแบบไหนครับ?" เกาหยางถาม
"อืม" กระต่ายขาวคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ก็แบบ ดูเซื่องซึมเหมือนคนยังไม่ตื่น แต่จริงๆ แล้วเป็นสายตาที่ดูลึกล้ำคาดเดาไม่ได้สุดๆ น่ะ"
เกาหยางคิดในใจ บอกมาตรงๆ ว่าตาปลาตายก็สิ้นเรื่อง
"คนที่มีสายตาแบบนี้เก่งกันทุกคนเลยหรือเปล่านะ?" กระต่ายขาวหันไปมองชิงหลิง
"ไม่รู้สิ"
"ดันพูดประโยคเดียวกับหัวหน้าเป๊ะเลย" กระต่ายขาวเดินเข้าไปตบไหล่เกาหยาง "เอาล่ะ การประเมินผ่าน"
"อ้อ"
เกาหยางทำหน้านิ่ง แต่ถ้าที่ก้นเขามีหางล่ะก็ มันคงกระดิกส่ายไปมาอย่างแรงแล้ว พนันถูกจริงๆ ด้วย!
กระต่ายขาวหันหลังกลับ ใช้เท้าเตะหนิวเซวียนที่ยังสลบไสลอยู่
"กฎนี้หัวหน้าของเราเป็นคนตั้ง มีแค่สามข้อ จำไว้ให้ดีล่ะ"
"หนึ่ง ห้ามเป็นฝ่ายลงมือฆ่ามนุษย์ก่อนเด็ดขาด"
"สอง ห้ามเป็นฝ่ายลงมือฆ่าผู้หลงลืมก่อนเด็ดขาด"
"สาม ห้ามมีความรักในที่ทำงานเด็ดขาด"
"ผู้ใดฝ่าฝืน จะถูกอัปเปหิออกจากองค์กรถาวร"
"..." เกาหยางคิดว่าตัวเองหูฝาด กฎสองข้อแรกฟังดูสูงส่งมาก แต่ข้อสุดท้ายมันบ้าอะไรเนี่ย? มิน่าล่ะอู๋ต้าไห่ถึงได้หื่นกระหายขนาดนั้น แต่ถึงจะอนุญาตให้มีความรักในที่ทำงานได้ หมอนั่นก็คงไม่มีใครเอาอยู่ดี
"พวกเราได้เข้าร่วมองค์กรแล้วเหรอ?" ชิงหลิงถาม
"อย่าเพิ่งใจร้อน ตอนนี้พวกนายถือว่าอยู่ในช่วงทดลองงาน ถ้าอยากบรรจุเป็นตัวจริง ยังมีการทดสอบรอบสุดท้ายอีก" กระต่ายขาวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบของชิ้นเล็กๆ ออกมา เธอโยนมันไปเบาๆ ชิงหลิงรับไว้และพิจารณามันในมือ มันคือกุญแจทองเหลืองดีไซน์โบราณดอกหนึ่ง
"หาประตูของกุญแจดอกนี้ให้เจอ แล้วเข้าไปเดินเล่นข้างในสักหน่อย" กระต่ายขาวบอก
"แค่นี้เหรอ?"
"แค่นี้แหละ" กระต่ายขาวทวนคำอย่างสงบ
"ขอผมดูหน่อย" เกาหยางรับกุญแจทองเหลืองมาจากมือชิงหลิง ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านมาถึงปลายนิ้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพลังการรับรู้ไปกระตุ้นสัมผัสที่หกของตัวเอง หรือเป็นแค่อุปาทานไปเองกันแน่ เกาหยางกำกุญแจแน่น "แต่ว่า เราจะไปหาประตูได้ที่ไหนล่ะ?"
กระต่ายขาวชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว "ให้คำใบ้อีกนิดละกัน ขอบเขตจำกัดอยู่แค่ในเขตซานชิง"
"ยังมีคำใบ้อื่นอีกไหม?" ข้อมูลที่มีประโยชน์ เกาหยางไม่เคยรังเกียจว่ามันจะเยอะเกินไป
"ขอคิดดูก่อนนะ" กระต่ายขาวลูบคางครุ่นคิด "ระวังตัวด้วย อย่าตายซะล่ะ"







