"เจ้าลองมาดูคริสตัลพวกนี้สิ"
ทันทีที่เห็นเฮตตี้ กาเวนก็โยนคริสตัลมาตรฐานสีม่วงอ่อนก้อนหนึ่งใส่มืออีกฝ่ายโดยตรง
หญิงสาวมองดูของในมือด้วยความอยากรู้อยากเห็น บนใบหน้าเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจในทันที
"นี่คือสิ่งทื่ท่านเคยบอกข้า คลังสมบัติในภูเขานั่น..."
"ใช่แล้ว เอามาจากที่นั่นแหละ" กาเวนพยักหน้า แม้ว่าครั้งนี้เขาจะไม่ได้พาเฮตตี้ไปด้วย แต่ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่เมืองแทนซานเขาก็ได้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคลังสมบัติในเทือกเขาทมิฬให้อีกฝ่ายฟังแล้ว "คริสตัลพวกนี้เป็นเทคโนโลยีในยุคจักรวรรดิกอนดอร์ เจ้าลองดูสิว่าจะทำความเข้าใจโครงสร้างรูนของมันได้ไหม"
จอมเวทคนใดก็ตามที่สมองไม่ได้ถูกประตูหนีบ เมื่อเห็นคริสตัลเหล่านี้ย่อมตระหนักถึงความล้ำค่าของพวกมัน เฮตตี้ถูกคริสตัลสีม่วงอ่อนอันงดงามดึงดูดความสนใจไปในทันที ทว่าหลังจากลูบคลำอย่างหลงใหลอยู่ครู่หนึ่ง เธอกลับทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆ ด้วยความละอายใจ "ท่านบรรพบุรุษ... ขออภัย ข้าละอายใจเหลือเกิน... ข้าเป็นเพียงจอมเวทระดับสาม เกรงว่าจะสร้างของที่ล้ำลึกเช่นนี้ไม่ได้..."
กาเวนมองลึกเข้าไปในดวงตาของเฮตตี้ "ข้าไม่ได้ให้เจ้าสร้าง แค่ให้วิเคราะห์โครงสร้างรูนของมัน ถ้าเป็นไปได้ก็วาดโครงสร้างรูนนี้ออกมา หากพูดถึงการสร้างแล้ว เกรงว่าในยุคนี้คงไม่มีใครสร้างของพรรค์นี้ได้หรอก นี่คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้พลังเวทจากบ่อน้ำแห่งห้วงลึกสีครามโดยตรง"
"บ่อน้ำแห่งห้วงลึกสีคราม..." เมื่อได้ยินชื่ออันเลื่องลือนี้ เฮตตี้ก็อดไม่ได้ที่จะทวนคำซ้ำ จากนั้นจึงมองคริสตัลในมือด้วยสายตากระตือรือร้น "ถ้าแค่สกัดและเรียงลำดับโครงสร้างรูนที่อยู่ข้างในออกมาล่ะก็ ไม่ยากหรอกเจ้าค่ะ ขอแค่มีเครื่องสะท้อนคริสตัลสักชุดก็สามารถฉายภาพสิ่งที่สลักอยู่ข้างในออกมาได้แล้ว แต่แค่สกัดโครงสร้างรูนออกมา... มันจะมีความหมายหรือเจ้าคะ หากไม่มีเทคโนโลยีการฉีดพลังเวทและวิธีการกระตุ้นที่คู่ควร โครงสร้างรูนก็เป็นเพียงแค่กองรูปทรงเรขาคณิตเท่านั้น..."
"เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง" กาเวนพยักหน้าพลางกล่าว "คริสตัลพวกนี้ไม่สามารถผลิตเพิ่มได้อีกแล้ว อย่างน้อยก่อนที่พวกมันจะถูกใช้จนหมด ข้าก็อยากจะเก็บข้อมูลไว้ให้ได้มากที่สุด"
เฮตตี้ร้องอ้อแล้วเก็บคริสตัลไป ความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของเธอยังคงอยู่ ทว่าหลังจากได้รับข่าวคราวที่แน่ชัดของ 'คลังสมบัติในภูเขา' ความตื่นเต้นทางจิตใจก็ทำให้สีหน้าของเธอดูดีขึ้นมาก กาเวนจึงฉวยโอกาสนี้สอบถามถึงสถานการณ์การก่อสร้างค่ายพัก
"ก่อนพระอาทิตย์ตกดินน่าจะกางเต็นท์เสร็จทั้งหมด และสามารถสร้างรั้วล้อมรอบได้หนึ่งชั้น ข้าตั้งใจว่าจะติดตั้งกับดักเวทมนตร์และรูนเตือนภัยไว้รอบๆ ด้วย น่าจะเพียงพอที่จะป้องกันสัตว์ร้ายได้ คนตัดไม้พบไม้คุณภาพดีมากมายในป่าทางตะวันตก ตอนนี้ท่อนไม้หยาบๆ ที่ตัดมาถูกกองไว้ที่ต้นแม่น้ำสายขาวชั่วคราว รอให้พรุ่งนี้ตัดเพิ่มอีกหน่อย ค่อยปล่อยให้ไม้ลอยตามน้ำลงมาเลย นอกจากนี้ตามข้อมูลที่ท่านให้มา ข้าส่งคนสองคนไปทางตะวันออกและพบเหมืองเหล็กแล้วจริงๆ แต่ตอนนี้เรายังไม่มีความสามารถในการถลุงแร่ คงทำได้แค่ค่อยเป็นค่อยไป ปัญหาที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือคนไม่พอ ทีมล่วงหน้าส่วนใหญ่มาเพื่อตรวจสอบสถานการณ์และสร้างด่านหน้า การรวบรวมทรัพยากรต้องรอกำลังคนชุดหลังเจ้าค่ะ"
"อีกสามวันกองกำลังหลักก็จะตามมา ถึงตอนนั้นปัญหาเรื่องกำลังคนก็จะบรรเทาลง เครื่องมือและเสบียงก็จะตามมาด้วย" กาเวนพูดพลางหันไปมองค่ายพักที่กำลังสร้างเสร็จอย่างช้าๆ
เขามีแผนการมากมาย มีโครงการมากมาย แนวคิดอันเปิดกว้างของผู้ข้ามมิติและความรู้อันอุดมสมบูรณ์ของกาเวนเซซิลทำให้เขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ ดังนั้นเมื่อมองดูค่ายพักที่เพิ่งเป็นรูปเป็นร่างนี้ ในใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความทะเยอทะยานขึ้นมา
เต็นท์แต่ละหลังถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบตามแผนที่วางไว้ และในค่ายพักยังมีการขุดคูระบายน้ำล้อมรอบ รอให้พรุ่งนี้ผันน้ำจากแม่น้ำสายขาวเข้ามาในคูน้ำเหล่านี้ พวกมันก็จะสามารถใช้ป้องกันอัคคีภัยซึ่งเป็นอันตรายที่สุดสำหรับค่ายเกิดใหม่ได้ ช่างฝีมือกำลังแปรรูปไม้ นำมาตอกเข้าด้วยกันเพื่อทำเป็นรั้วที่เรียบง่ายและดั้งเดิมที่สุด รั้วนั้นอาจไม่ค่อยมีประโยชน์ในการป้องกันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดของจริง แต่มันก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้างเมื่อต้องรับมือกับสัตว์ร้าย คนตัดไม้ที่มุ่งหน้าไปยังป่าทางตะวันตกก่อนหน้านี้ได้ถอนตัวกลับมาแล้ว และกำลังพักผ่อนอยู่ในขณะนี้...
ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดี
ทว่าเมื่อเดินเข้าไปในเขตค่ายและมองดูรอบๆ อย่างละเอียดอีกครั้ง กาเวนกลับอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
เขามองเห็นสีหน้าอันชาชินและหวาดกลัวของช่างฝีมือและแรงงานสามัญชนเหล่านั้น ตลอดจนสารพัดเทคนิคการอู้งานของพวกเขาที่เรียกไม่ได้เลยว่าชาญฉลาด และบนเต็นท์กับรั้วที่ดูเหมือนจะเป็นระเบียบเรียบร้อยตามมาตรฐานเหล่านั้น กลับสามารถมองเห็นร่องรอยของการลดสเปควัสดุและการทำแบบขอไปทีอยู่ทุกหนทุกแห่ง การตอกตะปูขาดไปสองสามตัวถือเป็นเรื่องปกติที่สุด บางเต็นท์ถึงกับไม่ได้ผูกให้แน่นหนาเลยด้วยซ้ำ
ช่างฝีมือภายใต้การดูแลของเฮตตี้ยังคงสามารถทำงานของตนเองได้อย่างถูกต้อง ทว่าแรงงานสามัญชนที่มาช่วยงานเหล่านั้นกลับทำแบบสุกเอาเผากินสุดๆ ก่อนหน้านี้กาเวนก็เคยคิดไว้แล้วว่าสามัญชนส่วนใหญ่ในยุคนี้ไม่มีการศึกษาเลยแม้แต่น้อย ทั้งอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงได้อธิบายให้ทุกคนฟังอย่างละเอียดล่วงหน้าแล้วว่าเต็นท์เหล่านี้ควรกางอย่างไร และค่ายพักทั้งหมดควรวางผังอย่างไร แต่จากที่เห็นตอนนี้ นอกจากการวางเต็นท์และรั้วไว้ในตำแหน่งที่เขากำหนดไว้อย่างเข้มงวดแล้ว ตัวชี้วัดแต่ละอย่างในค่ายแห่งนี้แทบจะไม่ผ่านเกณฑ์เลยสักอย่าง!
หรือว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าเต็นท์และรั้วเหล่านี้คือที่หลบภัยเพียงแห่งเดียวของพวกเขาในถิ่นทุรกันดาร และเป็นหลักประกันในการใช้ชีวิตในช่วงเวลาต่อจากนี้?
กาเวนคิดอย่างฉุนเฉียว ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ในทันที:
ใช่แล้ว พวกเขาไม่รู้หรอก
เพราะของพวกนี้ล้วนเป็นของเจ้าผู้ครองแคว้น ไม่ใช่ของพวกเขา ถึงแม้ว่าเต็นท์เหล่านี้จะให้พวกเขาอยู่ต่อไป พวกเขาก็ไม่เชื่อว่าตัวเองจะอาศัยอยู่ได้ตลอดไป ไม่ช้าก็เร็ว เมื่อมีการรังวัดที่ดินรกร้างเสร็จแล้ว พวกเขาก็จะถูกไล่ต้อนให้ไปอยู่ในที่ดินรกร้างเหล่านั้น ส่วนเต็นท์ก็จะถูกรื้อถอนและกลายเป็นปราสาทกับคอกม้าของเจ้าผู้ครองแคว้น
นี่คือกฎเกณฑ์ทั่วไปของยุคสมัยนี้ ทุกคนต่างเชื่อมั่นในสิ่งนี้
แม้จะผ่านพ้นภัยพิบัติในแคว้นเซซิลเก่ามาแล้ว แม้จะลี้ภัยตามขบวนมาจนถึงที่นี่ แม้จะเริ่มสร้างบ้านเกิดแห่งใหม่แล้ว ทว่าสำหรับสามัญชนและทาสติดที่ดินเหล่านี้ที่เอาชีวิตรอดมาได้ในยุคสมัยอันแข็งทื่อและเน่าเฟะ พวกเขาได้ปรับตัวเข้ากับความทุกข์ยากมานานแล้ว และคุ้นเคยกับการคงความชาชินเอาไว้ในระหว่างที่เผชิญความทุกข์ยาก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เกิดความคิดที่ว่าหลังผ่านพ้นมหันตภัยย่อมมีโชคลาภตามมามากนัก และไม่มีความกระตือรือร้นหรือความมีชีวิตชีวาใดๆ ในการสร้างบ้านเกิดแห่งใหม่เลย
กาเวนตระหนักได้ว่าก่อนหน้านี้ตัวเองคิดตื้นเกินไปหน่อย ในขณะเดียวกันก็ตระหนักได้ว่าแผนการส่วนหนึ่งที่ตนเองอุตส่าห์ทุ่มเทเวลาคิดค้นขึ้นมาอย่างยากลำบากก่อนหน้านี้ เกรงว่าจะไม่สามารถทำให้สำเร็จได้โดยง่าย
เขารีบเรียกเฮตตี้และรีเบคก้ามาหาทันที
ที่หน้าเต็นท์หลังหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะตรงตามข้อกำหนด ทว่าเมื่อมองดูอย่างละเอียดแล้วกลับขาดเสาค้ำยันไปหลายต้น แถมยังเอียงกระเท่เร่ไปทั้งหลัง เขาชี้ไปยังจุดที่ทำแบบขอไปทีเหล่านั้น "พวกเจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้?"
เฮตตี้ไม่เข้าใจความหมายของกาเวนในทันที ยังคิดว่าเขากำลังจะตำหนิเธอ จึงรีบก้มหน้าลง "ขออภัยเจ้าค่ะ ท่านบรรพบุรุษ ข้าดูแล..."
"ไม่ นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องการดูแล เจ้าไม่มีทางจ้องมองพวกเขาตอกตะปูทุกตัวให้ดีได้หรอก" กาเวนขัดจังหวะเธอ "นี่เป็นปัญหาทัศนคติของคนทำงาน"
"ท่านบรรพบุรุษ ท่านจะเรียกร้องจากสามัญชนและทาสติดที่ดินเหล่านั้นมากเกินไปไม่ได้นะเจ้าคะ" รีเบคก้าครุ่นคิดแล้วอธิบาย "ส่วนใหญ่พวกเขาไม่มีความรู้หรอกเจ้าค่ะ นอกจากการทำงานในไร่นาและเหมืองแร่ที่บรรพบุรุษของพวกเขาคุ้นเคยแล้ว พวกเขาไม่สามารถรับมืองานอื่นที่ซับซ้อนกว่านี้ได้เลย คนพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่เคยแม้แต่จะกางเต็นท์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านยังกำหนดขนาดและฟังก์ชันของเต็นท์ไว้เป็นพิเศษ รวมถึงผังของค่ายพักทั้งหมดด้วย สำหรับพวกเขาแล้วมันซับซ้อนเกินไปเจ้าค่ะ"
กาเวนส่ายหน้า "มันซับซ้อนขนาดนั้นเชียวหรือ?"
เฮตตี้พยักหน้าเบาๆ "มีแต่การตั้งค่ายทหารเท่านั้นแหละเจ้าค่ะที่จะเข้มงวดขนาดนี้ สามัญชนและทาสติดที่ดินพวกนี้ทำไม่ได้หรอก"
"ไม่ นี่ไม่ได้ซับซ้อนเลยสักนิด ข้าได้แยกย่อยทุกขั้นตอนที่พวกเขาต้องทำให้กลายเป็นระดับพื้นฐานที่สุดแล้ว แต่ละคนแค่ต้องทำสิ่งเดียวเท่านั้น ตอกตะปู ผูกเชือกให้แน่น หรือเลื่อยไม้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้แผนผังของค่ายทั้งหมดเลย สิ่งที่ต้องทำนั้นไม่ได้ซับซ้อนไปกว่าการใช้แรงงานเลยสักนิด" กาเวนมองรีเบคก้าและเฮตตี้ "พวกเจ้าคิดว่าสามัญชนและทาสติดที่ดินโง่เขลาจนไม่สามารถทำได้แม้กระทั่งเรื่องแค่นี้งั้นหรือ?"
เฮตตี้และรีเบคก้ามองหน้ากัน พวกเธอมองออกว่าตอนนี้กาเวนไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่กลับยังไม่ตระหนักว่ากุญแจสำคัญของปัญหาอยู่ที่ใด ส่วนคำถามของกาเวน สำหรับทั้งสองคน โดยเฉพาะในสายตาของเฮตตี้แล้ว มันช่างเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเสียเหลือเกิน
สามัญชนและทาสติดที่ดินย่อมโง่เขลาอยู่แล้ว
พวกเธอเกิดในยุคนี้ เติบโตในยุคนี้ และทั้งสองคนก็ไม่ใช่ผู้จุดประกายความคิดที่มีความรอบรู้และพรสวรรค์ล้ำเลิศอะไร เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีความรู้ความเข้าใจที่ล้ำหน้าเกินยุคสมัยนี้ไปมากนัก
อันที่จริงเฮตตี้และรีเบคก้าถือเป็นพวกนอกคอกที่มีหัวก้าวหน้าสุดขีดในหมู่ขุนนางยุคปัจจุบันแล้ว เฮตตี้ไม่เคยอนุญาตให้อัศวินหรือทหารในตระกูลปล้นชิงทรัพย์สินของสามัญชนและทาสติดที่ดินตามอำเภอใจ และยังหาวิธีที่จะทำให้ทุกคนในแคว้นอิ่มท้อง ส่วนรีเบคก้านั้นยิ่งไปกว่านั้น เธอได้ทำลายกฎเหล็กของระบบทาสติดที่ดินตลอดชีพ จัดเตรียมช่องทางเลื่อนสถานะให้พวกเขากลายเป็นเสรีชนได้ อีกทั้งยังอนุญาตให้สามัญชนและทาสติดที่ดินเดินทางไปมาได้อย่างอิสระภายในแคว้นของตน และอนุญาตให้สามัญชนทำการค้าได้อย่างเสรี...
กฎเกณฑ์ที่กระจัดกระจายเหล่านี้แต่ละข้อสามารถกล่าวได้ว่าเป็นการท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติ ทว่าการถูกจองจำทางความคิดโดยรวมยังคงทำให้พวกเธอไม่สามารถก้าวข้ามกรอบความคิดหนึ่งไปได้อย่างสิ้นเชิง: สามัญชนและทาสติดที่ดินเป็นพวกต่ำต้อย
บางทีพวกเธอเองอาจจะไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่สิ่งที่เป็นจิตใต้สำนึกไม่ใช่สิ่งที่จะปฏิเสธได้เพียงแค่ลมปาก
แน่นอนว่ากาเวนก็รู้เรื่องนี้ดี ดังนั้นการที่เขาเรียกเหลนสาวทั้งสองคนมาจึงไม่ใช่เพื่อต่อว่าพวกเธอหรือจุดประกายความคิดอะไรให้พวกเธอ เขาไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขั้นคิดว่าเพียงแค่คำพูดไม่กี่คำของตนเอง ก็จะสามารถเปลี่ยนสามัญชนและทาสติดที่ดินในค่ายแห่งนี้ให้กลายเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ กระตือรือร้น และเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ได้
นี่จะเป็นกระบวนการที่ยาวนาน ทว่าในตอนนี้ เขาต้องการเพียงแค่ให้คนเหล่านี้สามารถทำตามข้อกำหนดในการทำงานที่เขาสั่งให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดก็พอ
"เรียกทุกคนมารวมตัวกัน สามัญชน ทาสติดที่ดิน ทหาร ทั้งหมดนั่นแหละ" กาเวนสั่ง "ตอนที่ฟ้ายังสว่างอยู่"
คนที่กำลังทำงานและคนที่กำลังพักผ่อนถูกเรียกมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว แม้แต่แอมเบอร์ที่กำลังโม้เรื่องการผจญภัยในคลังสมบัติบนภูเขาของตัวเองให้เบ็ตตี้ฟัง ก็ยังรีบตามมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ข้างกายเธอมีเบ็ตตี้ที่มีสีหน้างุนงงเดินตามมาด้วย
ไม่มีใครรู้ว่าบรรพบุรุษเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนผู้นี้ต้องการจะทำอะไร แม้แต่เฮตตี้และรีเบคก้าเองก็ยังอยู่ในอาการสับสนมึนงง
ส่วนสามัญชนและทาสติดที่ดินเหล่านั้น พวกเขาเพียงแค่ทำตามคำสั่งมารวมตัวกันอย่างชาชิน สามัญชนรวมกันเป็นกลุ่มหนึ่ง ทาสติดที่ดินรวมกันเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ถัดไปด้านข้างมีทหารที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อยยืนอยู่
หลายคนคิดว่า 'นายท่านคนใหม่' ของตนมีคำสั่งอีกแล้ว และอาจจะเป็นคำสั่งที่ซับซ้อนยิ่งกว่า 'ระบบกางเต็นท์' ที่แสนซับซ้อนเหล่านั้นเสียอีก ดังนั้นบางคนจึงเริ่มมีสีหน้าอมทุกข์ พวกเขาคิดว่าทำงานเสร็จแล้วจะได้นอนเสียอีก
กาเวนยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ก้มมองดูคนร้อยกว่าคนเบื้องล่าง เขามองเห็นแอมเบอร์ที่แอบซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนอย่างลับๆ แล้ว เดิมทีอยากจะลากตัวคนที่อาจจะก่อกวนได้ทุกเมื่อคนนี้ออกมา แต่เมื่อคิดดูแล้วก็ไม่พูดอะไร
จากนั้นเขาก็กระแอมในลำคอ ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงอันดังในระดับที่ทุกคนสามารถได้ยินชัดเจน "ประชาชนแห่งเซซิล ข้ามีเรื่องจะกล่าว เกี่ยวกับอนาคตของพวกเจ้า ตลอดจนกฎหมายใหม่ของแคว้นเซซิล!"