หลังจากนั่งรถมานานถึงเจ็ดแปดชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงอำเภอในบ้านเกิดอีกครั้ง
เมื่อถึงตัวอำเภอ ลู่หมิงให้หลี่เฉิงเย่าซื้อตั๋วรถกลับไปฉลองปีใหม่ด้วยตัวเอง ตอนนี้ตั๋วกลับบ้านเกิดหายากมาก แต่ตั๋วออกต่างจังหวัดสามารถซื้อได้ตลอดเวลา
ส่วนลู่หมิงขับรถกลับไปที่บ้านเกิดในชนบทด้วยตัวเอง
เมื่อรถยนต์แล่นเข้าสู่ถนนในหมู่บ้าน ก็หมายความว่าใกล้จะถึงบ้านแล้ว ตอนนี้แทบทุกหมู่บ้านมีถนนคอนกรีตตัดผ่านหมดแล้ว หมู่บ้านตระกูลลู่ที่ลู่หมิงอาศัยอยู่มีขนาดไม่ใหญ่นัก ทั้งหมู่บ้านมีเพียงสามร้อยกว่าครัวเรือนเท่านั้น
ตลอดทางที่ขับรถจากตัวอำเภอมายังชนบท โดยเฉพาะตอนที่วิ่งอยู่บนถนนในตัวอำเภอ ระยะห่างห้าสิบเมตรด้านหลังรถไม่มีรถคันอื่นเลย ทุกคันต่างทิ้งระยะห่างออกไปไกลลิบ
เวลาที่เจ้าของรถคันอื่นเห็นโลโก้รถ ในใจต่างก็คิดว่า: แม่ร่วงเอ๊ย ขืนเฉี่ยวชนขึ้นมาไม่มีปัญญาจ่ายค่าเสียหายหรอก!
ตอนที่รถแล่นเข้าหมู่บ้าน ตลอดทางก็ดึงดูดสายตาผู้คนมากมาย โลโก้รถมายบัค 62S-Landaulet คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้จัก แต่รูปลักษณ์ภายนอกก็เผยให้เห็นถึงความหรูหราที่ปิดไม่มิด ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้เรื่องรถเลยก็ยังดูออกว่านี่คือรถหรู
"ใกล้ถึงแล้ว" ลู่หมิงที่กำลังขับรถเอ่ยขึ้น
"เดี๋ยวพอเจอคุณลุงคุณป้าฉันควรทำตัวยังไงดี ต้องช่วยล้างจานทำงานบ้านอะไรพวกนี้ไหม ต้องทำตัวให้ดูขยันขันแข็งหน่อยหรือเปล่า" แฟนสาวตัวน้อยที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับตอนนี้ไม่มีความง่วงนอนหลงเหลืออยู่เลย เธอกะพริบตาปริบๆ ด้วยความตื่นเต้นปนประหม่าเล็กน้อย
ลู่หมิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ปรายตามองเธอแวบหนึ่งแล้วพูดว่า "คุณดูละครมากไปหรือเปล่า เป็นสาวสวยเงียบๆ ก็พอแล้ว"
แฟนสาวตัวน้อยทำปากยื่นแล้วพยักหน้า
ลู่หมิงพูดต่อ "พ่อแม่ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาแท้ๆ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร เป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ ดีมากๆ เลยล่ะ"
อันอี้โหรวเหม่อมองทิวทัศน์ทุ่งนาภายนอกรถอย่างครุ่นคิด ผ่านไปครู่หนึ่งก็หันมาจ้องมองลู่หมิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วพูดว่า "ฉันพบว่าคุณนี่เป็นเหมือนปริศนาเลยนะ ตามหลักการแล้ว ครอบครัวในชนบทธรรมดาๆ ไม่น่าจะหล่อหลอมคนแบบคุณขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นรากฐาน วิสัยทัศน์ ความรู้ความเข้าใจ หรือสภาพแวดล้อม ล้วนเป็นไปไม่ได้... อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันไม่ได้เหยียดอะไร แค่ไม่เข้าใจน่ะ..."
ลู่หมิงหัวเราะในใจ จะให้บอกแม่หนูนี่ได้ยังไงว่าผมเป็นคนทะลุมิติมา เขาจึงหัวเราะแล้วตอบว่า "ต้องยอมรับนะว่าโลกนี้มีอัจฉริยะอยู่จริง ขอยืมคำพูดของเชอร์ล็อก โฮมส์มาใช้หน่อยแล้วกัน: เมื่อตัดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ออกไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ว่าจะน่าเหลือเชื่อแค่ไหน นั่นก็คือความจริง ความจริงก็คือพ่อแม่ผมเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา และผมเรียนจบแค่ ม.ปลาย"
อันอี้โหรวพูดกลั้วหัวเราะว่า "ช่างเถอะ ยังไงคุณก็เป็นของฉัน!"
"ถึงแล้ว"
ลู่หมิงใช้สายตาบุ้ยใบ้ไปทางบ้านหลังใหม่เอี่ยมที่อยู่ตรงหน้า
จากนั้นก็ขับรถเลี้ยวเข้าทางแยก มุ่งหน้าไปยังบ้านหลังนั้น นี่เป็นบ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปีที่แล้ว เป็นบ้านสองชั้นครึ่งที่ดูธรรมดาๆ มีลานบ้านค่อนข้างกว้าง ตอนกลับบ้านเมื่อปีที่แล้วเขาเคยบอกพ่อกับแม่ไว้ว่าให้ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายไม่ทำตัวโดดเด่น
แต่ตอนนี้ต่อให้คิดจะทำตัวไม่โดดเด่นก็คงไม่ได้แล้ว
รถแล่นเข้ามาในลานบ้าน ทั้งสองคนลงจากรถ แม่ของลู่หมิงเดินออกมาจากในบ้านแล้ว พอเห็นลูกชายและเห็นว่าเขาพาแฟนสาวกลับมาด้วยก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง
ลู่หมิงหยิบตู้เซฟออกมาจากรถ ปิดประตูรถ พอเห็นแม่ก็ยิ้มแล้วพูดว่า "แม่ครับ ผมขอแนะนำให้รู้จัก นี่คืออันอี้โหรว พอใจไหมครับ"
"สวัสดีค่ะคุณป้า!"
อันอี้โหรวดูว่านอนสอนง่ายและมีมารยาทมาก เธอเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายก่อนด้วยรอยยิ้มบางๆ แสนหวาน
"ดีๆๆ!" แม่ของลู่หมิงยิ้มแย้มแจ่มใส หันไปพูดกับลูกชายว่า "พอใจ พอใจมากเลย เจ้าเด็กบ้าเอ๊ย แกหาแฟนสวยหยดย้อยขนาดนี้ได้ คงใช้โชคไปหมดทั้งแปดชาติแล้วล่ะมั้ง"
พออันอี้โหรวได้ฟัง รอยยิ้มก็ยิ่งหวานเชื่อมขึ้นไปอีก ทั้งยังแฝงความเขินอายเล็กน้อย
"แม่พูดแบบนี้..." ลู่หมิงเห็นแม่ทำท่าจะเข้ามาช่วยหิ้วตู้เซฟ จึงรีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้องครับแม่ ผมหิ้วเองได้ เจ้านี่หนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน"
"หนักขนาดนั้นเลยเหรอ ใส่ของอะไรไว้ล่ะ" แม่ของลู่หมิงอดสงสัยไม่ได้
"ยังจำกล่องเมื่อปีที่แล้วได้ไหมครับ" ลู่หมิงยิ้ม
"ทำไมถึงเอามาเยอะขนาด... เข้าบ้านก่อนค่อยคุยกัน" แม่ของลู่หมิงได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าตกตะลึง กล่องเมื่อปีที่แล้วเธอจำได้ดี ข้างในมีแต่ธนบัตรเป็นมัดๆ
พอเข้าบ้าน ลู่หมิงก็วางตู้เซฟลงลวกๆ จึงโดนแม่ดุเข้าให้ "ลูกคนนี้นี่ ทำไมถึงได้มักง่ายแบบนี้ เงินตั้งกล่องเบ้อเร่อ เอามาวางทิ้งขว้างได้ยังไง ยกเข้าไปไว้ในห้องนู่น"
ลู่หมิงยกตู้เซฟเข้าไปไว้ในห้อง กลับมาที่ห้องนั่งเล่นแล้วนั่งลงตรงที่ว่างข้างๆ อันอี้โหรว มองซ้ายมองขวาแล้วถามขึ้นว่า "แม่ครับ แล้วพ่อล่ะ"
"พ่อแกกำลังทำกับข้าวอยู่" แม่หยิบของกินเล่นออกมาให้ พร้อมกับรินชาสามถ้วย
ทั้งสามคนนั่งคุยสัพเพเหระกันในห้องนั่งเล่น แม่ของลู่หมิงคุยได้สองสามประโยคก็วกกลับมาที่เรื่องของอันอี้โหรว "เสี่ยวอี้จ๊ะ ถ้าเจ้าเด็กบ้านี่กล้ารังแกหนู ก็บอกป้าเลยนะ ป้าจะเป็นที่พึ่งให้หนูเอง ป้าจะจัดการเขาให้"
อันอี้โหรวยิ้มหวาน "ขอบคุณค่ะคุณป้า คุณป้าคะ ลู่หมิงดีกับหนูมากค่ะ"
"งั้นก็ดีแล้ว" แม่ของลู่หมิงยิ้มอย่างพอใจ จากนั้นก็หันไปมองลูกชายแล้วพูดต่อ "แกห้ามทำให้หนูอี้เสียใจเด็ดขาดนะ อย่าคิดว่าเป็นบอสใหญ่แล้วจะเหลิงล่ะ"
"รับทราบครับ~ ท่านแม่ ผมจะรักและทะนุถนอมว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่คนนี้ให้ดีที่สุด จะไม่รังแกเธอเด็ดขาด โอเคไหมครับ แม่วางใจได้เลย" ลู่หมิงลากเสียงยาวตอบรับเป็นฉากๆ ก่อนจะหันไปเหล่มองแฟนสาวตัวน้อย "หาแบ็กอัปได้แล้ว ดีใจไหมล่ะ"
แม่ของลู่หมิงเห็นสายตารักใคร่กลมเกลียวของทั้งคู่ก็รู้สึกยินดีและปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ผ่านไปสักพักก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น
สำหรับแฟนสาวที่ลูกชายคบหาคนนี้ แม่ของลู่หมิงรู้สึกพอใจมาก ตอนแรกยังแอบกังวลว่าลูกชายจะเอาไม่อยู่ ถึงกับเคยเตือนว่าอย่าแต่งงานกับคนสวยขนาดนี้เลย หาคนธรรมดาๆ ก็พอแล้ว แต่ตอนนี้หลังจากที่ได้เห็นลูกชายและบริษัทใหญ่โตของเขาในข่าวโทรทัศน์ เธอก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
"ลูก ทำไมถึงเอาเงินกลับมาเยอะแยะขนาดนี้อีกล่ะ ในข่าวก็บอกว่าลูกเป็นมหาเศรษฐีระดับแสนล้าน ไม่คิดเลยว่าธุรกิจของลูกจะใหญ่โตขนาดนี้ ตอนนี้คนทั้งหมู่บ้าน หรือแม้แต่ทั้งอำเภอก็รู้จักลูกกันหมดแล้ว" แม่ของลู่หมิงเอ่ยขึ้น
"ช่วงก่อนปีใหม่มีคนมาเหยียบหัวกระไดบ้านจนแทบไม่แห้ง ตอนแรกแม่กับพ่อก็ดีใจและภูมิใจในตัวลูกมาก แต่หลังๆ มานี้มีคนแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนเอาของขวัญมาให้เพื่อผูกมิตรทุกวัน น่ารำคาญจะตายชัก ถ้าไม่ติดว่ากลัวเพื่อนบ้านจะนินทา แม่กับพ่อก็ไม่อยากกลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านหรอก อยากไปหลบพักผ่อนเงียบๆ ข้างนอกมากกว่า"
ลู่หมิงอดหัวเราะไม่ได้ ดูเหมือนแม่จะชอบอวดแบบเนียนๆ ซะแล้ว แต่ก็อย่างว่าแหละ ตอนแรกที่คนมากันเต็มบ้านพ่อแม่ก็ต้องภูมิใจอยู่แล้ว แต่ถ้ามากันทุกวันแบบนี้ก็คงรับมือไม่ไหวเหมือนกัน
แม่ของลู่หมิงทอดถอนใจออกมา "ช่วงนี้แม่เข้าใจคำพูดที่ว่า 'ยากจนอยู่กลางตลาดยังไร้คนถามไถ่ ร่ำรวยอยู่กลางป่าเขาก็ยังมีญาติห่างๆ มาเยือน' อย่างลึกซึ้งเลยล่ะ"
ได้ยินดังนั้น ลู่หมิงก็ยิ้ม "นี่แหละครับคือเหตุผลที่ผมเอาเงินกลับมาด้วย ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงในหมู่บ้านส่วนใหญ่ที่มีความลำบากก็ไม่กล้าถ่อไปหาผมที่หนิงโจวหรอกครับ พวกเขาเลยมาหาพ่อกับแม่แทนไงล่ะ"
ตั้งแต่มีชื่อเสียงจนถึงตอนนี้ นอกจากคุณลุงเขยรองแล้วก็ไม่มีใครไปหาลู่หมิงอีกเลย
สถานะของเขาในวันนี้เปรียบเสมือนหุบเหวที่ขวางกั้น แม้แต่ตอนที่คุณลุงเขยรองไปหาลู่หมิง ก็ยังต้องระมัดระวังเวลาพูดคุยกับผู้น้อยอย่างเขา เพราะกลัวว่าจะทำให้เขาไม่พอใจ การเปลี่ยนแปลงสถานะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั้นมีน้ำหนักมากกว่าเรื่องของลำดับอาวุโสไปไกลแล้ว
ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับน้ำใจไมตรี ผู้คนมองว่าน้ำใจต้องมีไปมีกลับ ความแตกต่างของสถานะที่มากเกินไปจะทำให้น้ำใจถูกใช้ลดน้อยลงและจืดจางลงเรื่อยๆ
ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงในชนบทแม้จะไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้โง่เขลา ออกจะหัวหมอด้วยซ้ำ หากไม่ถึงคราวลำบากจริงๆ ก็จะไม่บากหน้ามาขอร้องง่ายๆ หรอก
ลู่หมิงเลือกที่จะใช้เงินจำนวนเล็กน้อยซึ่งถือว่าจิ๊บจ๊อยมากสำหรับเขาเพื่อซื้อขาดน้ำใจเหล่านั้น คนที่เคยมาขอร้องแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะไม่กลับมาขอความช่วยเหลืออีก ช่องว่างระหว่างสถานะของทั้งสองฝ่ายห่างกันเกินไปจนแทบจะติดต่อกันไม่ได้ด้วยซ้ำ
แม้แต่คนที่จะมาคุยสัพเพเหระกับพ่อแม่ของลู่หมิงก็ยังต้องระมัดระวังตัว ต่อให้จะพูดล้อเล่นก็ต้องคิดทบทวนในใจแล้วทบทวนอีก การแวะมาเยี่ยมเยียนส่วนใหญ่ก็เพื่อกระชับความสัมพันธ์เป็นหลัก จะไม่อ้าปากขอร้องใครง่ายๆ สายสัมพันธ์ที่พึ่งพาความเป็นญาติมิตรนี้มีค่ามากนะ ถ้าไม่ถึงเวลาสำคัญจริงๆ ใครจะกล้าใช้พร่ำเพรื่อล่ะ
...







