การเกิดใหม่ของยักษ์ใหญ่การเงิน · khram
ตอนที่ 121
บทที่ 121 ผู้นำขอคำปรึกษาเรื่องปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจ
ลู่หมิงเพิ่งกลับมาได้ไม่นาน พอถึงช่วงสายของวันต่อมา คนทั้งหมู่บ้านก็รู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว
คนจากคณะกรรมการหมู่บ้านและชาวบ้านต่างพากันมาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน ทว่ากลับไม่มีแม่สื่อแม่ชักแต่อย่างใด ความจริงแล้วบรรดาแม่สื่อต่างก็รู้อยู่แก่ใจว่าเกณฑ์พื้นฐานในการจับคู่นั้นมักจะดูจากความเหมาะสมของฐานะทั้งสองฝ่าย ที่ไม่มีใครมาทาบทามลู่หมิงเลยสักคนก็เพราะแม่สื่อในหมู่บ้านมองซ้ายมองขวาแล้วพบว่า หญิงสาววัยออกเรือนที่พวกตนรู้จักล้วนมีฐานะไม่คู่ควร จึงไม่กล้าจับคู่ส่งเดชให้ตัวเองต้องอับอาย
อีกทั้งเรื่องที่ลู่หมิงพาแฟนสาวหน้าตาสะสวยกลับมาด้วยก็แพร่สะพัดไปทั่ว จึงยิ่งไม่มีใครพูดถึงเรื่องการดูตัวอีกเลย
การกลับมาของลู่หมิงทำให้หมู่บ้านคึกคักกว่าปีก่อนๆ ชาวบ้านต่างพากันจับเข่าคุยกันอย่างออกรส บ้างก็พูดถึงแฟนสาวคนสวยที่เขาพามาด้วย บ้างก็พูดถึงมูลค่าทรัพย์สินของเขา และบ้างก็พูดถึงรถหรูคันนั้น...
หลังจากลู่หมิงกลับมาถึงบ้านเกิด ในวันส่งท้ายปีเก่าเขาก็เข้าไปในตัวอำเภอเพื่อซื้อดอกไม้ไฟมูลค่าหลายหมื่นหยวนกลับมา คืนนั้นเขาได้จัดแสดงดอกไม้ไฟชุดใหญ่อย่างอลังการในหมู่บ้านตระกูลลู่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน เคยเห็นแต่การแสดงดอกไม้ไฟอันเจิดจรัสในโทรทัศน์ ซึ่งการได้เห็นด้วยตาตัวเองนั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เด็กๆ ในหมู่บ้านต่างก็ตื่นเต้นกันเป็นพิเศษในคืนข้ามปีปีนี้
ขณะนี้เป็นคืนข้ามปี การแสดงดอกไม้ไฟจบลงแล้ว ลู่หมิงกับอันอี้โหรวแฟนสาวตัวน้อยยังคงอยู่ที่ลานหน้าบ้าน ลู่หมิงหยิบไฟเย็นขึ้นมาจุดชนวน แฟนสาวที่อยู่ข้างๆ ทำหน้าตาคาดหวังแล้วพูดขึ้นว่า "ฉันก็อยากเล่น เอามาให้ฉันหน่อยสิ!"
จากนั้น ลู่หมิงก็จุดไฟเย็นแล้วยื่นให้แฟนสาว ทว่าพออันอี้โหรวยื่นมือไปรับ ลู่หมิงกลับชักแขนกลับเพื่อทิ้งระยะห่าง เขาไม่พูดอะไรสักคำและแกว่งไฟเย็นในมือด้วยสีหน้าจริงจัง เมื่อแฟนสาวเห็นว่าตัวเองโดนแกล้งก็หน้ามุ่ยและพุ่งเข้าไปแย่งด้วยความโมโห
ลู่หมิงใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอวแฟนสาวเอาไว้เพื่อรวบตัวเธอมาไว้ข้างกาย ส่วนมืออีกข้างก็ชูไฟเย็นขึ้นสูงและเล่นอย่างสนุกสนาน โดยไม่สนใจเสียงประท้วงของแฟนสาวในอ้อมแขนเลยแม้แต่น้อย
ผู้เป็นแม่ที่ยืนอยู่ตรงประตูบ้านมองดูภาพทั้งสองคนหยอกล้อกันเหมือนเด็กๆ ที่ไร้ความกังวล เธอก็รู้สึกยินดีไปกับพวกเขาจากใจจริง
...
หลังผ่านพ้นวันขึ้นปีใหม่ พอถึงวันที่สอง ลู่หมิงก็แจกอั่งเปาซองละ 1,000 หยวนให้กับชาวบ้านกว่าสามร้อยครัวเรือนทุกบ้าน และยังแจกอั่งเปาซองละ 100 หยวนให้เด็กๆ ในหมู่บ้านทุกคนด้วย
ถือเป็นการสร้างความสิริมงคล
ความจริงแล้วมีชาวบ้านบางส่วนที่เห็นลู่หมิงให้อั่งเปาแค่ 1,000 หยวน ก็อดค่อนขอดในใจไม่ได้ว่ามีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้านแต่กลับขี้เหนียวขนาดนี้ อย่างน้อยก็ควรแจกสัก 10,000 หยวนสิ ทว่าชาวบ้านกลุ่มนี้ก็ไม่ได้แสดงความคิดในใจออกมาแต่อย่างใด
ความกระตือรือร้นที่ควรมีก็ไม่ลดน้อยลงเลย มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
...
บ่ายวันเดียวกัน รถบัสขนาดกลางจากตัวอำเภอคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหมู่บ้านตระกูลลู่ เจ้าหน้าที่หมู่บ้านพากลุ่มคนราวห้าหกคนมุ่งตรงไปยังบ้านของลู่หมิง
ขณะนี้ ลู่หมิงกับอันอี้โหรวและพ่อแม่กำลังนั่งล้อมวงเล่นไพ่นกกระจอกกันสี่คนพอดี
"เหล่าลู่เอ๊ย เลขาธิการเฝิงผู้นำระดับอำเภอมาสวัสดีปีใหม่ที่บ้านแล้ว!"
ลู่หมิงและคนอื่นๆ ที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงตะโกนของเลขาธิการสาขาพรรคประจำหมู่บ้าน ประตูบ้านเปิดกว้างอยู่จึงได้ยินอย่างชัดเจน
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็ประหลาดใจไปชั่วขณะ ลู่หมิงอดหัวเราะไม่ได้ "นี่ข่าวลือไปถึงหูผู้นำระดับอำเภอแล้วเหรอครับเนี่ย?"
ผู้เป็นแม่รีบพูดขึ้นว่า "พ่อของลูก รีบออกไปต้อนรับผู้นำระดับอำเภอเร็วเข้า อย่าปล่อยให้ผู้หลักผู้ใหญ่ต้องรอนานอยู่ข้างนอกเดี๋ยวจะเสียมารยาท"
ลู่หมิงลุกขึ้นยืนและเดินตามพ่อออกไปต้อนรับแขก
ฉากต่อไปคือการทักทายปราศรัยและเชิญแขกเข้ามาในบ้าน จากนั้นก็สนทนากันตามมารยาท อันอี้โหรวสวมบทบาทเป็นผู้ต้อนรับ เธอเก็บไพ่นกกระจอกบนโต๊ะอย่างรวดเร็วก่อนที่แขกจะเข้ามาในบ้าน และคอยรินน้ำชาเสิร์ฟให้ทุกคน
สองพ่อลูกตระกูลลู่ ผู้นำอันดับหนึ่งของอำเภอ ผู้นำคนอื่นๆ และเลขาธิการสาขาพรรคประจำหมู่บ้านนั่งดื่มชาพร้อมกับพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ ส่วนอันอี้โหรวก็นั่งเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ อยู่เงียบๆ ด้านข้าง คอยรินน้ำชาให้ทุกคนเป็นระยะ
เพียงเวลาสั้นๆ แค่สองสามวัน คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลอันก็เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามเสียแล้ว
หลังจากคุยเรื่องสัพเพเหระกันอยู่สิบกว่านาที ในที่สุดเลขาธิการเฝิงก็ดึงบทสนทนาเข้าสู่ประเด็นหลัก ซึ่งก็คือจุดประสงค์ในการมาเยือนครั้งนี้
เลขาธิการเฝิงมองไปที่ลู่หมิงแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "สหายลู่หมิง การที่คณะผู้นำอำเภอของเรามาโดยไม่ได้นัดหมายในครั้งนี้ อย่างแรกก็คือมาสวัสดีปีใหม่ถึงบ้าน ฮ่าๆ อย่างที่สองคืออยากใช้โอกาสนี้ขอคำปรึกษาจากคุณเรื่องปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจของอำเภอฉี่ โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการทุน คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้นี่นา"
เห็นได้ชัดว่าเลขาธิการเฝิงและคณะผู้นำอำเภอย่อมหวังให้ลู่หมิงมาลงทุนในอำเภอฉี่ การดึงดูดการลงทุนก็คือการดึงดูดการลงทุน ในเมื่ออำเภอนี้ให้กำเนิดมหาเศรษฐีระดับซูเปอร์ขึ้นมาคนหนึ่งแล้ว หากไม่สามารถรั้งทุนก้อนใหญ่ที่สุดในท้องถิ่นเอาไว้ได้ จะไปพูดถึงการดึงดูดการลงทุนอะไรได้อีก?
แม้เลขาธิการเฝิงกับพวกจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่การมาเยือนโดยไม่ได้นัดหมายก็เป็นการบอกลู่หมิงทางอ้อมอยู่แล้วว่า หวังให้เขาช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของบ้านเกิด ซึ่งลู่หมิงก็เข้าใจความหมายนั้นได้ในทันที
หัวข้อการสนทนาต่อจากนั้น เลขาธิการสาขาพรรคประจำหมู่บ้านและพ่อของลู่หมิงก็แทบจะแทรกบทสนทนาไม่ได้เลย
"มิกล้าให้คำปรึกษาหรอกครับ" ลู่หมิงถ่อมตัวก่อนจะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "สำหรับเรื่องปัญหาการพัฒนาในอนาคตของอำเภอเรา ในมุมมองส่วนตัวแล้ว ผมมีข้อเสนอแนะอยู่เรื่องหนึ่ง"
เลขาธิการเฝิงตอบรับทันที "พูดมาได้เลยครับ ยินดีรับฟังรายละเอียด"
ลู่หมิงพูดอย่างเป็นระบบว่า "ในมุมมองของผม การพัฒนาเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นควรเปลี่ยนจากวิธีการเดิมๆ ที่เน้นดึงดูดเม็ดเงินลงทุน มาเป็นการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถแทน พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เปลี่ยนจากการแย่งชิงทุนมาเป็นการแย่งชิงคน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวครับ"
คณะผู้นำอำเภอและคนอื่นๆ ต่างไม่พูดอะไรสักคำ เพราะเห็นได้ชัดว่าลู่หมิงยังพูดไม่จบ จึงตั้งใจฟังต่อไป
ลู่หมิงพูดต่อ "สิ่งที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 คือบุคลากรที่มีความสามารถ เมื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สองของศตวรรษใหม่ ทุนไม่ได้เป็นสิ่งที่ขาดแคลนอีกต่อไป สิ่งที่ขาดแคลนอย่างแท้จริงคือคน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ปัจจัยการพัฒนาที่สำคัญที่สุดในศตวรรษใหม่คือบุคลากร ดังนั้นข้อสรุปของผมก็คือ แทนที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อรั้งทุนเอาไว้ สู้เอาเวลาไปใส่ใจกับการรั้งคนเก่งๆ เอาไว้ดีกว่า โดยเฉพาะบุคลากรคนหนุ่มสาวซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ"
เลขาธิการเฝิงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า "อะไรคือเหตุผลรองรับแนวคิดนี้เหรอครับ?"
ลู่หมิงเรียบเรียงคำพูดในใจอย่างรวดเร็วแล้วพูดอย่างเป็นระบบว่า "หากมองจากภาพรวม วิกฤตการณ์การเงินโลกปี 2008 ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดทั่วโลกได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายประการ ตัวชี้วัดของโลกาภิวัตน์ทุกรูปแบบเกิดการถดถอยในระดับที่แตกต่างกัน ความต้องการของตลาดโลกกำลังหดตัวลง เค้กก้อนนี้ยากที่จะขยายให้ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องเหมือนเมื่อก่อนได้อีก หากเค้กขยายใหญ่ขึ้นไม่ได้ก็ลำบากแล้วครับ"
"ปัญหาที่จะตามมาก็คือการแย่งชิงเค้ก ใครแย่งชิ้นใหญ่กว่าได้ก็หมายความว่าส่วนแบ่งของคนอื่นจะลดลง เศรษฐกิจโลกทั้งระบบกำลังมุ่งหน้าสู่การแข่งขันแบบแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในตลาดที่อิ่มตัว ดังนั้นมันอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ประการหนึ่ง นั่นก็คือภูมิทัศน์ของโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ สัญญาณที่ผมเห็นก็คือกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์กำลังก่อตัวขึ้น และเริ่มมีเค้าลางว่าจะกลายเป็นเทรนด์หลัก นี่คือบริบทของสภาพแวดล้อมโดยรวมครับ"
เลขาธิการสาขาพรรคประจำหมู่บ้านและพ่อของลู่หมิงเริ่มรู้สึกว่าตัวเองฟังไม่รู้เรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ จึงหาข้ออ้างปลีกตัวออกไปก่อน
...







