พูดจบ เขาก็ดึงหนังสือภาษาจีนเล่มหนึ่งออกมาจากโต๊ะ พลิกดูไปพลางอธิบายไปว่า:
“ตอนนี้ ฉันกำลังเรียนหนังสืออยู่”
“และกฎของโรงเรียนข้อที่ยี่สิบสามคือ: ห้ามรบกวนการเรียนของผู้อื่น”
“พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าฉันถือหนังสือภาษาจีนเรียนไม่หยุดแม้แต่วินาทีเดียว แล้วมีใครมารบกวนฉันระหว่างนั้น...”
“คนคนนั้นก็จะกลายเป็นนักเรียนเลว”
“เดิมทีฉันสามารถใช้กลอุบายนี้เล่นงานพวกเธอทุกคนจนตายได้”
“ถ้าใครไม่เชื่อ พวกเรามาทดลองกันตรงนี้เลยก็ได้ จะได้รู้ว่าวิธีนี้ได้ผลจริงหรือเปล่า”
“ในอีก 5 วินาทีข้างหน้า ฉันจะตั้งใจเรียน ขอเชิญขัดจังหวะได้ตามสบาย”
ท่ามกลางความเงียบ หลี่ชิงหมิงก็เริ่มตั้งใจเรียนหนังสือขึ้นมาจริงๆ
ส่วนเรื่องการขัดจังหวะเขา...
ไม่มีใครกล้าเสี่ยง
อย่างน้อยในบรรดาคนกว่ายี่สิบที่ยังรอดชีวิตอยู่ตรงนี้ ก็ไม่มีคนบ้าแบบนั้น
หลังจากผ่านไป 5 วินาทีเช่นนั้น หลี่ชิงหมิงก็ยัดหนังสือภาษาจีนกลับเข้าไปอย่างเบื่อหน่าย แล้วพูดกับทุกคนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า:
“เอาล่ะ ฉันเรียนเสร็จแล้ว น่าเสียดายที่ไม่มีผู้กล้าคนไหนยอมสละชีพ”
“นี่เป็นแค่การสาธิตตัวอย่างเฉยๆ ฉันคิดวิธีเล่นคล้ายๆ กันนี้ได้อีกเจ็ดวิธี”
“ในจำนวนนั้นมีอย่างน้อยสองวิธีที่พวกเธอไม่มีทางต้านทานได้เลย ต่อให้หลับตาไม่ทำอะไรเลยก็จะกลายเป็นนักเรียนเลวอยู่ดี”
“ดูสิ ฉันอุตส่าห์ชี้แนะขนาดนี้แล้ว พวกเธอก็น่าจะเข้าใจกันแล้วนะ—”
เมื่อถึงจุดนี้ เขาก็ล้วงกระเป๋าสองข้างอีกครั้ง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้เหมือนเช่นเคย ยกขาขวาวางพาดบนขาซ้าย แล้วมองไปรอบๆ อย่างพึงพอใจ
“สำหรับพวกเธอแล้ว”
“ฉันในตอนนี้”
“น่ากลัวกว่าผู้บงการเยอะ”
เมื่อมองใบหน้าที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นหวาดผวาเหล่านั้น
ในที่สุดหลี่ชิงหมิงก็เผยรอยยิ้มที่พึงพอใจออกมา
...
13:48:07 ภายในเต็นท์บัญชาการ
ไป๋โจ้วยืนอยู่หน้าจอภาพ จ้องมองเลข “46” นิ่งโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ส่วนคนอื่นๆ ยังคงพูดคุยเรื่องไร้สาระกันอยู่
“ผอ.โจว นักข่าวกับผู้ปกครองมารออยู่ข้างนอกแล้วครับ”
“ไอ้สารเลวที่เป็นทหารกล้าคนนั้น มันไปปลุกปั่นในโซเชียลมีเดีย บอกว่ามันมาถึงตั้งนานแล้ว แต่เป็นพวกเราเองที่ถ่วงเวลาการช่วยเหลือ”
“คนข้างนอกกำลังจะควบคุมไม่อยู่แล้ว ท่านนายกเทศมนตรีก็แสดงความกังวลต่อเรื่องนี้ด้วย”
“แดนลับระดับความรุนแรงไม่เกินระดับ 3 ในเขตเมือง เวลาช่วยเหลือโดยเฉลี่ยคือ 27 นาที ตอนนี้พวกเราใช้เวลาเกินกว่านั้นแล้ว”
“เวลาที่ผู้ประสบภัยติดอยู่ใกล้จะครบ 30 นาทีแล้ว ใกล้ถึงขีดจำกัดที่คนปกติจะเสียสติแล้วครับ”
เมื่อเผชิญหน้ากับเนื้อหาเหล่านี้ โจวเฉิงที่ยืนอยู่ข้างกายไป๋โจ้วก็ทำเพียงพยักหน้า
เรื่องอื่นไม่พูดถึง แต่ความหนักแน่นของเขาก็ยังมีอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นคงไต่เต้ามาถึงตำแหน่งนี้ไม่ได้
แต่ในไม่ช้า ก็มีข่าวสารจากหูฟังที่ทำให้เขาเองก็ทนไม่ไหวเช่นกัน
“ผอ.โจว... ทหารกล้าขั้นศูนย์คนที่สองที่มาช่วย... เหมือนจะเมานะครับ...”
“???” โจวเฉิงตกตะลึงพลางกระชับหูฟัง “เมาแค่ไหน?”
“เขาคลานมาถึงแนวเขตป้องกันภัย ปากก็ตะโกนว่า ‘ทหารกล้ามีอิสระ สู้! สู้โว้ย!’ ไม่ไหวแล้ว... ขอกำลังคนสองคนมาควบคุมเขาหน่อยได้ไหมครับ”
“บ้าเอ๊ย... พวกทหารกล้าอิสระนี่ไม่มีใครพึ่งพาได้เลยหรือไง! แล้วทหารกล้าขั้นศูนย์คนต่อไปจะมาถึงเมื่อไหร่?”
“ต้องรออีกสิบกว่านาทีครับ...”
“...” โจวเฉิงมองไปยังจอภาพอย่างดุดัน แล้วพูดเสียงเครียด “ไป๋โจ้ว ฉันทนไม่ไหวแล้ว พอแค่นี้เถอะ”
“ชู่ว์” ไป๋โจ้วจ้องหน้าจอแล้วพูด “ยังไม่มีใครเสียชีวิต เด็กๆ เริ่มจับทางกฎได้แล้ว ใกล้แล้วล่ะ ฉันรู้สึกได้ พวกเขากำลังจะแหวกออกมาได้แล้ว”
“ฉันว่าใกล้จะได้ลงไปนอนในหลุมมากกว่า...” โจวเฉิงพลันยื่นมือไปคว้าไมโครโฟนที่ปกเสื้อของไป๋โจ้ว “พอแค่นี้แหละ ฉันไม่เล่นด้วยแล้ว”
“อย่ามาแย่งของฉันนะ!” ไป๋โจ้วสะบัดมือด้วยความโกรธ เสียงดัง ‘เพียะ’ ปัดมือโจวเฉิงออกไป แต่เธอก็ตระหนักได้ทันทีว่าทำผิดไปแล้ว จึงรีบหันกลับมาอ้อนวอนอย่างเกินจริง “คุณสัญญากับฉันแล้วนี่ว่าจะให้เวลาพวกเขา 40 นาที สัญญากันไว้ดีๆ แล้วไม่ใช่เหรอ?”
“...”
ระหว่างที่สีหน้าของโจวเฉิงกำลังเปลี่ยนไปมา ชายสวมหมวกที่ฟันผุเต็มปากก็พรวดพราดเข้ามาในเต็นท์
“ไอ้คนที่เพิ่งมานั่นมันขี้เมาไม่ใช่เหรอ? แบบนี้ก็น่าจะให้ฉันเข้าไปได้แล้วสิ? ยังจะรออะไรอีก?”
“ฟังคำสั่ง!” โจวเฉิงหันกลับไปตวาด “ไปรอที่ทางเข้า!”
“ไม่เอาน่าเจ้านาย...” ชายสวมหมวกพูดเสียงขมขื่นพลางยกไม้เบสบอลขึ้นพาดบ่า “ศาสตราวิเศษนี่ฉันยังเช่าเขามาเลยนะ ถ้าจัดการผู้บงการไม่ได้ฉันก็เจ๊งหมดตัว... นี่ดูสิ ที่ฉันทุ่มเงินขนาดนี้ ก็เพื่อช่วยพวกคุณปลดปล่อยชาวเมืองไม่ใช่เหรอ?”
“เลิกตอแหลซะที” โจวเฉิงแค่นเสียงเย็นชา “ฉันดูประวัติแกแล้ว ทั้งพนันทั้งยา หนี้สินรุงรัง ห้าปีก่อนโดนบริษัทเลิกจ้าง ความแข็งแกร่งของตัวเองก็ไม่เท่าไหร่แต่ดันชอบเสี่ยงโชคในแดนลับ หวังแค่ว่าจะฆ่าผู้บงการแล้วได้ของดีๆ มาพลิกชีวิต ใครๆ ก็รู้ว่าแกคิดอะไรอยู่”
“...งั้นเป้าหมายของเราก็ตรงกันไม่ใช่เหรอ?” ชายสวมหมวกถ่มน้ำลายแล้วหัวเราะหึๆ “เข้าใจอะไรให้มันชัดๆ หน่อยนะเจ้านาย แดนลับนี้มีแต่ทหารกล้าขยะๆ อย่างฉันถึงจะเข้าไปได้ ตอนนี้เป็นตาพวกคุณที่ต้องมาขอร้องฉันแล้ว ถ้าขัดใจขึ้นมาล่ะก็ ป๋าก็ไม่ทำแล้วโว้ย!”
“หนวกหูจริง” ไป๋โจ้วโบกมือทั้งที่ยังหันหลังอยู่ “นากาตะ จัดการลากเขาออกไป”
“ครับ” ชายแว่นดำจึงเดินเข้าไปหา พร้อมกับทำท่าเชิญ
“ไอ้ขยะจากหน่วยงานอย่ามาแตะตัวฉัน!” ชายสวมหมวกสบถพลางเดินออกไป “พวกแกคิดให้ดีๆ นะ คนข้างนอกน่ะสนับสนุนฉันกันทั้งนั้น การกระทำของพวกแกมันตัวร้ายชัดๆ ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายธรรมะ!”
“บ้าเอ๊ย” โจวเฉิงหันกลับมาสบถ “ฉันจะสู้กับมันให้ถึงที่สุดเลย! ม.6 ห้อง 4 เป็นกำลังใจให้ฉันด้วย!”
“พวกเขาไม่ได้ยินหรอก” แต่ไป๋โจ้วกลับจ้องหน้าจอแล้วพูดอย่างเย็นชา “อย่ากระพือปีกหน่อยเลยเจ้าแมลงวันอ้วน ที่เรียกว่าผู้นำน่ะ ส่วนใหญ่แล้วการไม่ทำอะไรเลยคือสิ่งที่ดีที่สุด”
“...อย่างน้อยคุณก็... ปิดไมโครโฟนก่อนค่อยพูดสิ...”
“อะ... ขอโทษค่ะ...”
...
β1-2103257, 36 นาที 15 วินาทีหลังการปะทุ
ภายในห้องเรียน หลังจากการถกเถียงกันหลายครั้ง เจิ้งรุ่ยซิงและยัยแว่นก็จำต้องยอมรับความจริงสองข้อร่วมกัน
หนึ่ง กฎของแดนลับคงเป็นได้แค่กฎของโรงเรียนเท่านั้น
สอง หลี่ชิงหมิงในตอนนี้ สามารถใช้กฎเล่นงานทุกคนได้อย่างง่ายดายจริงๆ
จุดที่พิลึกพิลั่นยิ่งกว่าคือ หลี่ชิงหมิงสามารถสร้างกฎขึ้นมาเองได้ตามใจชอบ
ก็เพราะไม่มีใครรู้ว่ากฎของโรงเรียนคืออะไร หรือแม้กระทั่งมีกี่ข้อ เรื่องนี้ทำให้หลี่ชิงหมิงมีสิทธิ์ในการตีความกฎแต่เพียงผู้เดียว เขาสามารถกุเรื่องกฎที่ดูกำกวมขึ้นมาเพื่อเล่นสนุกกับคนอื่นได้สบายๆ
แต่นี่ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าท้อใจที่สุด
เพื่อที่จะปิดทางหนีของพวกเขา หลี่ชิงหมิงถึงกับจงใจเปิดเผยความลับส่วนตัวของเขาออกมาไม่น้อย
เช่นเมื่อครู่เขาถือนาฬิกาพกแล้วพูดว่า: “เจ้านี่มันยิงเข็มพิษได้สามเล่ม”
เขายังลูบขาโต๊ะแล้วพูดว่า: “ในนี้ซ่อนลูกดอกอาบยาพิษที่สามารถปลิดชีวิตคนได้ 7 คน”
กระทั่งชี้ไปที่โคมไฟเพดาน: “ข้างในมีผงพิษ”
ในขณะที่ทุกคนกำลังรู้สึกว่าข้อสุดท้ายนี่มันออกจะไร้สาระไปหน่อย
หลี่ชิงหมิงก็หยิบหน้ากากกันแก๊สพิษออกมาจากกระเป๋าหนังสือ
เอาเถอะ กฎโรงเรียนคงจะกำหนดให้เขาต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างซื่อสัตย์ล่ะมั้ง
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่ากฎโรงเรียนข้อไหนก็ต้องมี “ห้ามทะเลาะวิวาท” อย่างแน่นอน
แต่มีน้อยมากที่จะมี “ห้ามฆ่าคน”
อาจเป็นเพราะสถานการณ์ของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน บางที่ที่ให้อิสระมากเกินไปอาจต้องเพิ่มข้อนี้เข้าไป
แต่สำหรับแดนลับแห่งนี้ สำหรับหลี่ชิงหมิงแล้ว
การกระทำอย่างการใช้เข็มพิษจากนาฬิกาพกของเขา เกรงว่าจะนิยามว่าเป็นการทะเลาะวิวาทได้ยาก
นี่จึงทำให้หลี่ชิงหมิงไม่เพียงแต่มีสิทธิ์ในการตีความกฎ แต่ยังมีสิทธิ์ในการประหารชีวิตอีกด้วย
เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ ทุกคนก็จำต้องยอมรับว่า...
เป็นอย่างที่หลี่ชิงหมิงพูด เขาในตอนนี้ น่ากลัวกว่าผู้บงการมากนัก
เมื่อมองใบหน้าที่โหดเหี้ยมและล้อเลียนของหลี่ชิงหมิง หลายคนก็เริ่มคิดถึงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของหัวเม่นทะเล ผู้บงการคนนี้ถึงกับค่อยๆ ดูใจดีมีเมตตาและเป็นมิตรขึ้นมาเลยทีเดียว