อันที่จริงก็อย่างที่หลี่ชิงหมิงพูด การเดาว่าคือกฎของโรงเรียนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
คนส่วนใหญ่แค่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ประกอบกับตารางเรียนที่อัดแน่นจนเกินไป จึงไม่มีเวลาสรุปและทบทวนความคิด
นอกจากนี้ก็มีบางคนที่พอจะเดาออกอยู่บ้าง เพียงแต่ยังไม่กล้าฟันธง หรือไม่ก็เลือกที่จะเก็บเงียบไว้คนเดียว
เมื่อไช่จื้อซินเห็นดังนั้นก็จำต้องกลับไปนั่งที่เดิมอย่างเจ็บใจ บ่นอุบอิบกับตัวเองว่า "จะใจกว้างไปทำไม... ลากคนไปตายด้วยเยอะๆ ไม่ดีกว่าเหรอ..."
แถวหน้า ยัยแว่นที่เรียนเก่งที่สุดก็ลุกขึ้นพูดกับทุกคนว่า "ทุกคนใจเย็นๆ ก่อน อย่าเพิ่งเชื่อหลี่ชิงหมิงง่ายๆ ความจริงตอนแรกฉันก็นึกถึงกฎของโรงเรียนเหมือนกัน แต่มีบางจุดที่มันไม่สอดคล้องกัน... เอาเป็นว่าระวังตัวไว้ก่อน นี่อาจจะเป็นกับดักของหลี่ชิงหมิงก็ได้"
พอเธอทักขึ้นมา เส้นประสาทของทุกคนที่เพิ่งจะผ่อนคลายลงก็กลับมาตึงเครียดขึ้นอีกเล็กน้อย
จริงด้วยสิ มันยากที่จะเชื่อว่าหลี่ชิงหมิงเป็นคนดีมีน้ำใจ ทุกย่างก้าวของเขาน่าจะเป็นแผนการก่ออาชญากรรมที่รัดกุมมากกว่า
ท่ามกลางสายตาลังเลของทุกคน ยัยแว่นก็ขยับแว่นตาอีกครั้ง แล้วมองไปยังคนที่ล้มฟุบลงไป
"ในหมู่คนพวกนี้ มองแวบเดียวก็รู้ว่าทำผิดกฎโรงเรียน น่าจะมีสัก 1 ใน 3
"ส่วนนักเรียนชายที่เหลือส่วนใหญ่ ก็น่าจะซวยเพราะเผลอพูดคำหยาบออกมา นี่ก็ถือเป็นกรรมตามสนองจากการใช้คำพูดไม่สุภาพในวันธรรมดานั่นแหละ เฮ้อ ถึงเวลาคับขัน อยากจะเก็บคำพูดกลับมาก็ไม่ทันแล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น นักเรียนชายที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดต่างก็ยกมือปิดปากด้วยความหวาดกลัว
เชี่ยเอ๊ย! ห้ามพูดคำหยาบเด็ดขาดเลยนะโว้ย!
จากนั้น ยัยแว่นก็ชี้ไปยังนักเรียนหญิงธรรมดาๆ สองสามคนที่ฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะ "แต่อีก 1 ใน 3 ที่เหลือ ฉันหาจุดบอดไม่เจอจริงๆ พวกเขาไม่แม้แต่จะพูดอะไร ไม่เคยแตะต้องคนอื่น แถมยังไม่ลุกจากที่นั่งด้วยซ้ำ แล้วไปทำผิดกฎโรงเรียนตอนไหนกัน"
"ปกติแล้ว ฉันขี้เกียจอธิบายให้พวกมือสมัครเล่นฟังหรอกนะ" หลี่ชิงหมิงถอนหายใจออกมาอย่างหาได้ยาก ขยับข้อต่อร่างกายพลางลุกขึ้นยืน "แต่ช่วยไม่ได้ ฉันจำเป็นต้องให้พวกนายเข้าใจสถานการณ์ให้ชัดเจน"
เขาพูดพลางเดินตรงไปยังข้างกายนักเรียนหญิงที่ดูไร้เดียงสาที่สุดคนหนึ่ง สังเกตท่าทางการหลับใหลของเธอเล็กน้อยแล้วพูดว่า "เธอย้อมผม"
"หา?" ยัยแว่นถามอย่างไม่เข้าใจ "ผมเธอดำมากเลยนะ ไม่มีสีอื่นปนสักเส้น... เดี๋ยวก่อน! เธอย้อมผมสีดำงั้นเหรอ???"
นักเรียนหญิงอีกคนยกมือขึ้นอย่างเหม่อลอย "ฉันเป็นพยานได้... ความจริงแล้วเธอมีผมหงอกเยอะมาก..."
"แต่ปกติแล้วการย้อมผมดำก็ถือว่าอนุโลมไม่ใช่เหรอ..." ยัยแว่นครุ่นคิดกับตัวเอง "แต่นั่นมันเป็นเกณฑ์การปฏิบัติที่ใช้ดุลยพินิจ ในฐานะผู้ควบคุม การบังคับใช้กฎโรงเรียนตามที่ตนเองเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา... มันก็สมเหตุสมผลอยู่"
ในขณะเดียวกัน หลี่ชิงหมิงก็สังเกตตัวอย่างรายต่อไปเสร็จสิ้น "เธอทาเล็บ"
ถัดจากนั้น ก็ต่อด้วยทีละคนๆ
"ชุดนักเรียนของเธอมีรอยขีดเขียน
"ส่วนหมอนี่... กลิ่นแบบนี้ น่าจะรักษาความสะอาดไม่ดีพอ
"เขาถ่มน้ำลายตอนอ่านหนังสือช่วงเช้า
"เขาเรียกฉายาคนอื่น
"ส่วนเธอ... อันนี้ฉันไม่รู้จริงๆ ฉันไม่ใช่กล้องวงจรปิดนะ"
"บุหรี่ไฟฟ้า!" จี๋เสี่ยวเสียงยกมือขึ้นกะทันหัน ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้ามาจากไหน "เธอแอบสูบบุหรี่ไฟฟ้าในห้องน้ำ ฉันเดาว่ามันอยู่ในกระเป๋านักเรียน"
"งั้นก็ใช่เลย ห้ามพกพาบุหรี่ทุกชนิด" หลี่ชิงหมิงพยักหน้าอย่างสบายใจ ก่อนจะยกมือห้ามเพื่อนร่วมโต๊ะของเธอ "ไม่ๆ อย่าไปค้นกระเป๋านักเรียนคนอื่น ทำแบบนั้นก็ผิดกฎเหมือนกัน"
นักเรียนหญิงร่วมโต๊ะที่กำลังจะค้นกระเป๋าเพื่อหาหลักฐานตัวแข็งทื่อในพริบตา
"แล้วเธอล่ะ?" จู่ๆ ยัยแว่นก็ชี้ไปที่ริมหน้าต่าง "ฉันจดจ่ออยู่กับการสังเกตจางชิงอีมาตลอด ตั้งแต่คาบแรกจนถึงตอนนี้เธอไม่เคยลุกจากที่นั่งเลย แถมยังคุยแค่กับเย่เฉี่ยนตลอดเวลา เธอคงไม่พูดคำหยาบกับคนที่ตัวเองชอบหรอกมั้ง?"
พอถูกทักขึ้นมา หลี่ชิงหมิงก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังร่างสูงโปร่งที่เต็มไปด้วยความน่าเสียดายนั้น
จางชิงอี ฉันต้องขอบใจเธอด้วยซ้ำ
เป็นเพราะการสารภาพรักอันงุ่มง่ามของเธอ ฉันถึงมั่นใจ 100% ว่ากฎของแดนลับก็คือกฎของโรงเรียน
กฎข้อที่สิบเจ็ด ห้ามนักเรียนชายหญิงมีความรักและคบหากันอย่างใกล้ชิดเกินควร
ฉันเพิ่งจะท่องจำได้ขึ้นใจไม่ใช่หรือไง?
ในขณะที่หลี่ชิงหมิงกำลังพิจารณาว่าจำเป็นต้องเปิดเผยเรื่องส่วนตัวหรือไม่ เย่เฉี่ยนที่เหม่อลอยมาตลอดก็เอ่ยปากขึ้น
"เธอพูด" เย่เฉี่ยนพยักหน้าอย่างเศร้าหมอง "จางชิงอีพูดคำหยาบ"
หลี่ชิงหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง
จากนั้นก็เข้าใจกระจ่าง
ก็ดีเหมือนกัน
หมอนี่สมองมีไม่พอใช้จริงๆ ด้วย
เพิ่งจะเตือนไปหยกๆ ว่าต้อง [ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์] ดูสิว่าเจ้าโง่นี่โกหกคำโตแค่ไหนเพื่อรักษาหน้า
อีกด้านหนึ่ง จู่ๆ ยัยแว่นก็จับจุดอะไรบางอย่างได้ เธอชี้ไปที่เอวของหลี่ชิงหมิงแล้วพูดว่า "แล้วนายล่ะ! นายพกอาวุธเดินไปเดินมาโจ่งแจ้งขนาดนี้! แบบนี้มันผิดกฎโรงเรียนชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?"
"พูดได้แค่ว่าฉันดวงดี" หลี่ชิงหมิงก้มหน้าตบด้ามดาบที่เอวเบาๆ "การห้ามพกพาสิ่งของอันตรายอยู่ในขอบเขตของกฎหมายรักษาความสงบเรียบร้อย โรงเรียนหลายแห่งก็รวบไปไว้ในกฎโรงเรียนด้วย แต่โรงเรียนเราดันไม่มีเสียอย่างนั้น อีกอย่าง ที่ฉันยังปลอดภัยดีอยู่แบบนี้ ก็เลยตัดพวกกฎระเบียบความประพฤติของนักเรียนมัธยมอะไรเทือกนั้นออกไปได้"
จากนั้น เขาก็ตบเสื้อแจ็กเก็ตชุดนักเรียนบนตัว "นี่ก็โชคดีเหมือนกัน ปกติช่วงฤดูใบไม้ผลิฉันจะไม่ใส่เสื้อแจ็กเก็ต โชคดีที่หานชุนตั้งข้อสงสัยก็เลยหยิบมาคลุมไว้ ต้องขอบคุณบุญคุณช่วยชีวิตของเขาเลยล่ะ"
หลี่ชิงหมิงพูดถึงตรงนี้ บนใบหน้าก็ปรากฏร่องรอยของความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด เขาปรายตามองเย่เฉี่ยนอีกครั้ง
"นายพูดถูก การเอาชีวิตรอดคือความน่าจะเป็นล้วนๆ ที่นี่มันวุ่นวายไร้ระเบียบสิ้นดี
"ถ้าไม่มีความบังเอิญพวกนี้ ฉันคงเป็นคนแรกที่ล้มลงไปแล้ว
"คนที่เก่งกาจที่สุดกับคนที่โง่เขลาที่สุด ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักหรอก
"นี่มัน...
"ยอดเยี่ยมไปเลย!"
ท่ามกลางความตื่นเต้นที่ปะทุขึ้นมากะทันหันนี้ ทุกคนต่างมั่นใจว่าหลี่ชิงหมิงกำลังสนุกไปกับมันจริงๆ
สนุกกับความตื่นเต้นที่อธิบายไม่ได้ สนุกกับความโกลาหลที่ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน สนุกกับความตายที่เข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ภายใต้รอยยิ้มราวกับปีศาจนั่น ความหวาดกลัวที่เพิ่งจะจางหายไป ก็กลับมาเกาะกุมในหัวใจของทุกคนอีกครั้ง
"ใครมีกฎโรงเรียนบ้าง?" คนหนึ่งถามขึ้นมากะทันหัน "รีบพูดมาเร็วเข้า พวกเราจะได้จดจำไว้!"
"ในออฟฟิเชียลแอคเคานต์น่าจะมี แต่ที่นี่มันเปิดไม่ได้น่ะสิ แม่ง... แม่จ๋าดีที่สุด ฉันหมายถึงแม่จ๋าดีที่สุด!"
"มีแบบกระดาษไหม?"
"กฎโรงเรียนแบบกระดาษ... ฉันยังไม่แน่ใจเลยว่าบนโลกนี้มันมีของพรรค์นั้นอยู่ด้วย..."
"ต่อให้มีก็ไม่มีใครพกมาหรอกมั้ง?"
"แล้วมีใครท่องจำได้บ้างไหม?"
"ใครจะไปว่างท่องไอ้..."
"นี่..."
"นี่..."
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
และมองไปยังชายคนนั้นอีกครั้งเช่นกัน
ท่ามกลางสายตาที่เลื่อนลอยและสิ้นหวังของคนกลุ่มนี้ ชายคนที่ท่องกฎโรงเรียนได้ขึ้นใจได้กลับไปนั่งที่เดิมของเขาแล้ว
ยัยแว่นในตอนนี้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว เธอได้แต่ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "หลี่ชิงหมิง... การท่องกฎโรงเรียน ก็เป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมตัวเข้าแดนลับของนายเหมือนกันเหรอ?"
"ใครจะไปเตรียมเรื่องพรรค์นี้กัน?" หลี่ชิงหมิงมองเธออย่างไม่ค่อยเข้าใจ "การเข้าใจกฎของโรงเรียนไม่ใช่หน้าที่ของนักเรียนหรือไง การที่พวกเธอละเลยมันต่างหากที่ฉันไม่เข้าใจ"
"..." ยัยแว่นถึงกับพูดไม่ออก ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ดังตุบ
คนอื่นๆ ก็อึดอัดจนพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ ยากที่จะหาจุดยืนมาโต้แย้งได้จริงๆ
หลังจากนิ่งเงียบไปหลายวินาที เจิ้งรุ่ยซิงก็กัดฟันกรอด ถามหลี่ชิงหมิงออกไปตรงๆ "ชิงหมิง นายพูดมาตรงๆ เถอะ ทำยังไงนายถึงจะยอมบอกกฎโรงเรียนให้พวกเราฟัง?"
"ดีมาก นายฉลาดกว่าที่เห็นนะ" หลี่ชิงหมิงยกมือขึ้นอย่างพึงพอใจและกล่าวว่า "ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ห้ามพูดกับฉัน ห้ามขัดจังหวะฉัน ดูอยู่เงียบๆ แล้วก็หัดใช้สมองของพวกนายซะบ้าง"