"ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ?"
"จะเป็นไปได้ยังไงที่จะไม่รู้สึกอะไรเลย"
หลินจิ้งไม่เชื่อ
นิมิตประหลาดปรากฏขึ้นขนาดนั้น เจ้ากลับบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยเนี่ยนะ
"จี๊..." กระรอกใบสนร้องตอบอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม
มันไม่รู้สึกถึงอะไรเลยจริงๆ
หลินจิ้งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้
"บางทีอาจเป็นเพราะพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ตื่นขึ้นมานั้นทรงพลังเกินไป ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของเจ้าในตอนนี้จึงยังไม่อาจควบคุมได้"
"เจ้าต้องขยันบำเพ็ญเพียรให้มากนะ"
กระรอกใบสน : ???
มันอ้าปากค้างเล็กน้อย ถึงแม้มันจะรู้ตัวว่าตนเองมีพรสวรรค์ไม่เลว แต่มันก็ไม่ได้มองโลกในแง่ดีขนาดหลินจิ้ง
บรรลุระดับฝึกปราณขั้นที่หนึ่งสำเร็จ หลินจิ้งในตอนนี้อารมณ์ดีเป็นอย่างมาก
ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะระดับพลังของกระรอกใบสนต่ำเกินไปหรือเปล่า เขาจึงยังไม่สัมผัสได้ถึงสิ่งที่เรียกว่าการสะท้อนกลับของสัตว์อสูรเลยในตอนนี้
"จริงสิ" หลินจิ้งเลิกเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ
เขาพลันนึกขึ้นได้ว่า ตามคำแนะนำใน 'คู่มือสำนัก' ศิษย์สายนอกที่บรรลุระดับฝึกปราณสำเร็จ จะได้รับโอกาสไปยังหอคัมภีร์สายนอกเพื่อเลือกเรียนวิชาอาคมพื้นฐานได้หนึ่งวิชา
เขาอยากรู้มากว่าภายในหอคัมภีร์สายนอกของสำนักพิชิตอสูรมีวิชาอาคมอะไรบ้าง
ตั้งแต่เข้าสำนักพิชิตอสูรมา นี่เป็นครั้งแรกที่หลินจิ้งก้าวออกจากเรือน นอกจากเขาแล้ว ก็ยังมีกระรอกใบสนที่ถูกเขาลากให้ออกมาด้วยกัน
กระรอกใบสนในยามนี้ ก็ต้องการออกมาสูดอากาศเพื่อผ่อนคลายความรู้สึกอันซับซ้อนในใจเช่นกัน
ตลอดทาง พวกเขาบังเอิญพบศิษย์สายนอกที่สวมชุดคลุมสีเขียวเหมือนกันอยู่ไม่น้อย ทว่าไม่ได้มีการพูดคุยทักทายกัน
เมื่อเดินตามแผนที่ในหน้าสุดท้ายของคู่มือสำนัก ไม่นานหลินจิ้งและกระรอกใบสนก็มาถึงจุดหมาย
เบื้องหน้าหอคัมภีร์ถูกรายล้อมไปด้วยต้นไม้โบราณเขียวชอุ่ม เมื่อสายลมแผ่วเบาพัดผ่าน ใบไม้ก็ส่งเสียงซู่ซ่า ผสมผสานกับเสียงร้องยาวของนกกระเรียนเซียนที่ดังแว่วมาจากมวลเมฆเป็นระยะ ทำให้รู้สึกสดชื่นเบิกบาน ราวกับจิตใจได้รับการชำระล้างจนบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ที่ศาลาใกล้ๆ มีศิษย์จับกลุ่มสามห้าคนกำลังพูดคุยหารือเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียร บรรยากาศดูสงบร่มรื่นยิ่งนัก
"ที่นี่แหละ..."
หลินจิ้งพึ่งจะก้าวเข้าไปในหอคัมภีร์ ก็มีคนผู้หนึ่งเดินสวนออกมาเสียก่อน
"ศิษย์น้องหลิน!" เสียงแหบพร่าอันคุ้นเคยดังขึ้น หลินจิ้งมองคนผู้นั้นด้วยความประหลาดใจ
เขาสวมชุดยาวสีขาว รูปร่างดูผอมบางเล็กน้อย แววตาเผยให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าและอ่อนแรงอย่างลึกซึ้ง... ถ้าไม่ใช่ศิษย์พี่โอวหยางแล้วจะเป็นใครไปได้?
"ศิษย์พี่โอวหยาง? ท่านมาทำอะไรที่นี่" หลินจิ้งถามด้วยความประหลาดใจ
"ข้ากำลังปฏิบัติภารกิจของสำนัก ประจำการอยู่ที่หอคัมภีร์สายนอก มีหน้าที่จัดระเบียบวิชาอาคมและช่วยศิษย์น้องสายนอกเลือกวิชา" โอวหยางฮ่าวหัวเราะหึๆ
"บังเอิญจริงๆ ดูเหมือนว่าเจ้าจะบรรลุระดับฝึกปราณสำเร็จแล้วสิ เร็วกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก นี่ตั้งใจมาเลือกวิชาอาคมหรือ? ให้ข้าช่วยวิเคราะห์ให้ไหมล่ะ"
"ศิษย์พี่โอวหยาง ท่านยังคงชอบวิเคราะห์เหมือนเดิม ภารกิจนี้เหมาะกับท่านมาก" หลินจิ้งกล่าว
"ช่วยไม่ได้ ขัดสนเงินทองนี่นา การซื้อยาบำรุงทุกวันมันสิ้นเปลืองศิลาวิญญาณมาก ทำได้เพียงรับภารกิจให้มากขึ้นเท่านั้น" โอวหยางฮ่าวส่ายหน้าอย่างกระอักกระอ่วน
"ข้าพาพวกเจ้าเข้าไปเถอะ"
พูดจบ เขาก็เชิญหลินจิ้งเข้าไปในหอคัมภีร์
และเมื่อทั้งสองเดินเข้าไปในหอคัมภีร์ด้วยกัน บรรดาศิษย์สายนอกรอบๆ ก็เริ่มกระซิบกระซาบกันทันที
"ศิษย์สายนอกคนนั้นเป็นใครกัน? ดูเหมือนจะสนิทสนมกับศิษย์พี่โอวหยางมาก! มีความสัมพันธ์อะไรกันแน่"
"ศิษย์พี่โอวหยางก็มีเมตตากับทุกคนไม่ใช่หรือ?"
"ไม่เหมือนกันสิ ศิษย์พี่โอวหยางถึงกับเดินออกไปต้อนรับคนผู้นั้นเลยนะ เขาเป็นถึงยอดฝีมือของสายใน ว่ากันว่าเป็นอัจฉริยะที่สามารถท้าชิงตำแหน่งศิษย์สืบทอดได้เลยเชียว! เขาไม่ทำแบบนี้กับคนทั่วไปหรอก ทั้งสองฝ่ายต้องมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ"
"ศิษย์พี่โอวหยางคนนี้... เก่งกาจมากเลยหรือ?" ศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักมาไม่นานเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"แน่นอนสิ สัตว์อสูรที่ศิษย์พี่โอวหยางทำพันธสัญญาด้วยคือปีศาจจิ้งจอก สัตว์อสูรประเภทนี้จะสูบพลังหยางของคน เจ้าเห็นท่าทางของเขาแล้วใช่ไหมล่ะ? เข้าใจหรือยัง ปีศาจจิ้งจอกของเขาต้องถูกเลี้ยงดูมาอย่างดุดันมากแน่ๆ..."
…………
ภายในหอคัมภีร์
ชั้นหนึ่ง
โอวหยางฮ่าวแนะนำว่า
"ชั้นหนึ่งทางนี้เก็บรักษาตำราที่สามารถยืมอ่านได้โดยตรง อย่างเช่นประวัติศาสตร์ทวีป ประวัติศาสตร์อาณาจักรโบราณ ประวัติศาสตร์สำนัก เจ้าสามารถหาอ่านได้ที่นี่ พวกเราขึ้นไปเลือกวิชาอาคมที่ชั้นสองกันเถอะ"
เขาดึงแขนหลินจิ้งให้เดินตามไป
อย่างกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง
"ระดับฝึกปราณขั้นที่หนึ่ง สามารถเลือกวิชาอาคมพื้นฐานได้หนึ่งวิชา..."
"ความจริงแล้ว หอคัมภีร์สายนอกก็ไม่ได้มีเคล็ดวิชาบังคับสัตว์ที่ดีอะไรมากมายนัก โดยทั่วไป ศิษย์สายนอกมักจะเลือกเรียนวิชาอาคมเล็กๆ ที่สามารถหล่อเลี้ยงรากกระดูก สายเลือด และพลังวิญญาณให้สัตว์เลี้ยงได้ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของพวกมัน"
"แบบนี้ถือเป็นกระแสหลักและเหมาะสมกับศิษย์สำนักพิชิตอสูรที่สุดแล้ว"
เมื่อมาถึงชั้นสอง ศิษย์พี่โอวหยางชี้ไปยังหยกบันทึกวิชาที่เรียงรายอยู่บนชั้นหนังสือที่สะดุดตาที่สุด
พวก 'วิชาหล่อเลี้ยงจิต' หรือ 'วิชาบำรุงปราณ' เมื่อดูจากคำอธิบายแล้ว โดยพื้นฐานคือวิชาอาคมที่ศิษย์ใช้ลมปราณแท้จริงของตนเองไปหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและเลือดลมของสัตว์เลี้ยง แน่นอนว่าบางส่วนก็สามารถใช้กับตัวเองได้เช่นกัน
หลินจิ้งมองไปยังชั้นหนังสืออีกแห่งหนึ่ง
ตำราบนนั้นอย่าง 'วิชาลูกไฟ' 'วิชาบังคับสิ่งของ' 'วิชาพัวพัน' 'วิชาศรน้ำ' 'วิชาทรายดูด' ดูเป็นปกติกว่ามาก
"ศิษย์พี่โอวหยาง แล้วพวกนี้ล่ะ" หลินจิ้งถาม
เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์พี่โอวหยางก็มองตามสายตาของหลินจิ้งไปแล้วยิ้มออกมา
"ก็ใช่ว่าจะเลือกไม่ได้หรอกนะ แต่พวกนี้มีเพียงตัวผู้บำเพ็ญเพียรเองที่ฝึกฝนได้ ไม่มีประโยชน์ต่อสัตว์เลี้ยง และโดยทั่วไปสัตว์วิญญาณก็เรียนรู้ไม่ได้ด้วย"
"อย่างกระรอกใบสนของเจ้า ยากมากที่จะเรียนรู้วิชาพัวพันธาตุไม้ได้ เจ้าเรียนไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรมันมากนัก"
"สถานการณ์ส่วนใหญ่ของพวกมัน ยังคงต้องพึ่งพาความสามารถทางเผ่าพันธุ์ของตัวเอง"
"วิชาอาคมล้ำค่าที่ให้สัตว์วิญญาณเรียนรู้ได้ ส่วนใหญ่มักจะถูกเก็บซ่อนไว้ที่สายใน"
ศิษย์พี่โอวหยางมองไปที่กระรอกใบสน กระรอกใบสนพองแก้มอย่างไม่ยอมรับ
"สรุปก็คือ 'วิชาอาคมปกติ' แบบนี้ เหมาะสำหรับตัวผู้บำเพ็ญเพียรที่เป็นมนุษย์เรียนรู้เท่านั้น แต่สำหรับศิษย์สำนักพิชิตอสูรอย่างพวกเรา ความปกตินั่นแหละคือหลุมพรางอันยิ่งใหญ่"
"ศิษย์สำนักพิชิตอสูรส่วนใหญ่ ไม่เหมาะที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชากระแสหลัก ดังนั้นเวลาฝึกวิชาอาคมพวกนี้ จึงมักจะลงแรงมากแต่ได้ผลน้อย"
"และเรี่ยวแรงของคนเราก็มีจำกัด ดังนั้นสู้เอาเรี่ยวแรงที่มีจำกัดไปทุ่มเทให้กับการเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยง เพิ่มพูนพลังของพวกมัน แล้วรอรับการสะท้อนกลับจากสัตว์เลี้ยง แบบนี้มักจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการฝึกฝนด้วยตัวเองเสียอีก"
"หากสัตว์เลี้ยงเป็นวานรนักสู้หรือวัวเขาเดี่ยว ก็สามารถเลือกวิชาสนับสนุนที่ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายของพวกมัน แต่ถ้าเป็นกระรอกใบสน ก็สามารถเลือกวิชาสนับสนุนที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของพวกมันได้"
"แน่นอน หากศิษย์น้องหลินสงสัยใคร่รู้จริงๆ จะเลือก 'วิชาโจมตีหรือป้องกันปกติ' สักวิชาก็ไม่เป็นไร"
ยังไงเจ้าก็อายุยืน ต้นทุนในการลองผิดลองถูกก็ต่ำอยู่แล้ว... โอวหยางฮ่าวบ่นพึมพำในใจ
"อย่างนี้นี่เอง..." หลินจิ้งยังไม่ทันได้ตัดสินใจ กระรอกใบสนก็รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "จี๊!!!"
มันนึกขึ้นมาได้กะทันหันว่า ด้วยความเร็วในการฝึกบำเพ็ญเพียรของหลินจิ้ง แค่ฝึกเคล็ดวิชาปกติก็ช้าเป็นเต่าคลานอยู่แล้ว ขืนไปแบ่งสมาธิเรียนวิชาโจมตีอีก... นี่มันไม่เอาชีวิตกันเลยหรือ?
"จริงสิ!" ตอนนี้เอง โอวหยางฮ่าวดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาตบมือฉาดแล้วกล่าว "ศิษย์น้องหลิน เวลาเจ้าเลือกวิชาอาคม ให้สังเกต 'ศักยภาพของวิชาอาคม' ด้วยนะ"
"ศักยภาพของวิชาอาคม?"
"ใช่แล้ว วิชาอาคมที่เลือก ควรจะเป็นวิชาที่สามารถติดตัวเจ้าไปตลอดชีวิต อย่างวิชาบังคับสิ่งของ แม้จะเป็นวิชาพื้นฐาน แต่ถึงจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเอวี๋ยนอิง ก็อาจจะยังคงใช้อยู่ เมื่อเทียบกันแล้ว วิชาพื้นฐานบางวิชา พอระดับพลังสูงขึ้น ก็มักจะถูกคัดทิ้งไปอย่างง่ายดาย"
"ศิษย์น้อง ไม่ทราบว่าเจ้าเคยได้ยินเรื่องจิตวิญญาณวิชาอาคมหรือไม่?"
จิตวิญญาณวิชาอาคม? หลินจิ้งมองอีกฝ่ายแล้วส่ายหน้า
โอวหยางฮ่าวกล่าวว่า "วิชาอาคมใดวิชาหนึ่ง หากฝึกฝนจนถึงขีดสุด วิชาอาคมนั้นก็จะถือกำเนิดจิตวิญญาณ และมีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง"
"สำนักพิชิตอสูรของเราตั้งอยู่ในแดนรกร้างใหญ่ของอาณาจักรโบราณเทียนหยวนแห่งทวีปเทียนหยวน ในแดนรกร้างใหญ่นี้ แม้สำนักเราจะนับเป็นสำนักชั้นยอด มีผู้ฝึกตนขั้นเอวี๋ยนอิงคอยประจำการ แต่ถ้าเทียบกับอาณาจักรโบราณเทียนหยวนทั้งหมด ก็ถือเป็นเพียงสำนักชั้นสามเท่านั้น"
"และสำนักอันดับหนึ่งของอาณาจักรโบราณเทียนหยวน สำนักหลิงเต้า ก็คือสำนักที่เน้นฝึกฝนวิชาอาคมแห่งเต๋าเป็นหลัก ว่ากันว่าภายในสำนักนั้น มีผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากที่บรรลุสัจธรรมแห่งวิชา ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของอาคม จนสามารถทำให้วิชาอาคมที่ฝึกฝนถือกำเนิดจิตวิญญาณที่แท้จริงได้
จิตวิญญาณวิชาอาคมสามารถสื่อสารกับพลังฟ้าดิน สามารถโจมตีได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังเวทของผู้บำเพ็ญเพียร ทั้งยังสามารถสืบทอดให้คนรุ่นหลัง ช่วยเหลือพวกเขาในการฝึกฝนวิชาอาคมที่สอดคล้องกัน หรือแม้กระทั่งคุ้มครองพวกเขาในเส้นทางแห่งเต๋าได้"
"อาจกล่าวได้ว่า มันคือ 'สัตว์เลี้ยงอีกรูปแบบหนึ่ง' ที่ถือกำเนิดจากวิชาอาคมเลยล่ะ" โอวหยางฮ่าวรำพึง "อย่างเช่นจิตวิญญาณเต่าดำที่นักพรตเต่าดำแห่งสำนักหลิงเต้าฝึกฝนขึ้นมาจากวิชาโล่เต่าดำนั้น แข็งแกร่งยิ่งกว่าสัตว์อสูรหายากทั่วไปเสียอีก!"
"บางที วันข้างหน้าเจ้าอาจจะฝึกฝนจนเกิดจิตวิญญาณวิชาอาคมได้ กลายเป็นคนแรกของสำนักเราก็ได้นะ!" ศิษย์พี่โอวหยางหัวเราะหึๆ "ขอเพียงเจ้าใจจดใจจ่อมากพอ! มุ่งมั่นฝึกฝนวิชาเดียวไปครึ่งค่อนชีวิต"
หลินจิ้งฟังเข้าใจแล้ว ศิษย์พี่โอวหยางหมายความว่ายังไงเขาก็อายุยืนอยู่แล้ว ก็แค่ใช้เวลาขัดเกลามันไปเรื่อยๆ ก็พอ
อายุขัยที่มากกว่าผู้บำเพ็ญเพียรปกติถึงสิบเท่า หากมุ่งเน้นขัดเกลาวิชาอาคมเพียงวิชาเดียว ย่อมง่ายต่อการทำความเข้าใจวิชาอาคมนั้นอย่างถ่องแท้
"เจ้าลองดูก็ได้นะ" ศิษย์พี่โอวหยางยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าเข้าท่า จึงกล่าวว่า "ถ้าประสิทธิภาพในการฝึกฝนช้าเกินไป ถึงตอนนั้นค่อยเปลี่ยนก็ยังทัน"
"เข้าท่าจริงหรือ ไม่ว่าจะเป็นวิชาอาคมอะไรก็ล้วนถือกำเนิดจิตวิญญาณได้ทั้งนั้นหรือ?" หลินจิ้งสงสัย
"ในทางทฤษฎีก็เป็นเช่นนั้น" ศิษย์พี่โอวหยางกล่าวอย่างจริงจัง
หลินจิ้งชี้ไปยังวิชาอาคมหนึ่ง
'วิชาคุมกำเนิด'
"แล้ววิชานี้ล่ะ?"
โอวหยางฮ่าวมองแวบหนึ่งแล้วก็ต้องอึ้งไป
'วิชาคุมกำเนิด' เป็นวิชาอาคมที่ศิษย์สำนักพิชิตอสูรจำเป็นต้องฝึกฝน เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงในความดูแลออกไปทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงข้างนอก
เพราะถึงอย่างไร สัตว์เลี้ยงที่กำลังตั้งท้องและหลังคลอดนั้น จะสูญเสียพลังปราณไปอย่างมาก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการฝึกบำเพ็ญเพียร
"หากฝึกฝนจนถึงขีดสุด จะสามารถถือกำเนิดจิตวิญญาณคุมกำเนิดได้หรือไม่?"
"อ่า..." ศิษย์พี่โอวหยางกล่าว "กะ... ก็น่าจะได้กระมัง?"
"รู้สึกไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่" หลินจิ้งส่ายหน้า
เขากวาดสายตามองไปตามชั้นหนังสือแต่ละชั้น จิตวิญญาณวิชาอาคมงั้นหรือ...
"ยังคงเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงตามปกติต่อไปก่อนดีกว่า!"
พูดจบ หลินจิ้งก็เดินไปที่มุมหนึ่ง หยิบวิชาฟื้นฟูพื้นฐานเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า 'วิชาหล่อเลี้ยงจิต' ขึ้นมา วิชานี้ใช้ลมปราณแท้จริงในการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้า
พรสวรรค์ทางเผ่าพันธุ์ของกระรอกใบสนสามารถเร่งการเติบโตของพืชวิญญาณได้ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้พลังวิญญาณจำนวนมากและทำให้จิตใจเหนื่อยล้า
วิชานี้สามารถช่วยแบ่งเบาภาระของมันได้บ้าง และเร่งการเจริญเติบโตของพืชวิญญาณ นี่เกี่ยวพันกับแผนการใหญ่ในการทำฟาร์มของหลินจิ้ง เขาต้องการทรัพยากรที่พึ่งพาตนเองได้ เพราะถึงอย่างไรตัวเขาเองก็สิ้นเปลืองทรัพยากรมากเกินไป!
ประการที่สอง เขาตั้งใจว่าในเวลาว่างจากการบำเพ็ญเพียร จะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการบำเพ็ญเซียนให้มากขึ้น เมื่อครู่ตอนอยู่ชั้นหนึ่ง เขาเห็นตำราเกี่ยวกับการหลอมโอสถอยู่ไม่น้อย วิชาอาคมเล็กๆ ที่ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าทางจิตใจนี้ ในด้านการเรียนรู้ ตัวเขาเองก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน
อืม สรุปก็คือ วิชาอาคมนี้ไม่เพียงแต่ใช้สนับสนุนสัตว์เลี้ยงได้เท่านั้น แต่ยังเหมาะที่จะนำมาใช้เร่งการซึมซับความรู้เรื่องการหลอมโอสถด้วย เพื่อที่จะใช้เลือดหลอมโอสถ เขาต้องปูพื้นฐานให้ดีเสียก่อน จะให้ไม่รู้แม้กระทั่งประโยชน์ของวัตถุดิบบางอย่างเลยก็คงไม่ได้
"นี่... จู่ๆ สมองของเจ้าก็กลับมาเป็นปกติได้อย่างไรเนี่ย" ศิษย์พี่โอวหยางฮ่าวไม่เข้าใจ จากความประทับใจที่เขามีต่อศิษย์น้องหลินผู้นี้ อีกฝ่ายไม่น่าจะใช่คนที่เลือกวิชาอาคมปกติเลย เขาเกือบจะคิดไปแล้วว่าหลินจิ้งจะเลือก 'วิชาคุมกำเนิด' เสียอีก!