ตอนนี้ทั้งเก้าคนเปรียบเสมือนโคมไฟระย้าบนเพดาน ห้อยต่องแต่งแกว่งไปมาด้วยเชือกเส้นเดียว
หลินฉินมองลงไปเบื้องล่าง หัวใจก็หล่นวูบไปครึ่งดวง
เบื้องล่างคือความว่างเปล่าที่ลึกประมาณสิบเมตร
หากไม่ได้จับเชือกเอาไว้ ป่านนี้คงตกลงไปตายสนิทแล้วอย่างแน่นอน
"เฮ้ย นักเขียน จับให้แน่นๆ สิโว้ย!" เฉียวเจียจิ้นสังเกตเห็นว่าหานอีม่อกำลังไถลตัวรูดต่ำลงไปเรื่อยๆ จึงรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที "ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ทำไมแกถึงมาหมดแรงเอาดื้อๆ วะ?"
"ฉัน..." ใบหน้าของหานอีม่อเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่มือซ้ายก็ยังคงคลายออกเรื่อยๆ
เฉียวเจียจิ้นอยู่ใกล้กับหานอีม่อมาก เขาจึงรีบปล่อยมือข้างหนึ่งทันที คว้าเชือกของอีกฝ่ายมาพันรอบเอวไว้หนึ่งรอบ ทว่าเขามีเพียงมือเดียว ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็พันให้แน่นไม่ได้
สารวัตรหลี่เห็นดังนั้นก็ยื่นมือเข้าไปช่วย สองคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ นำปลายเชือกของหานอีม่อมัดเข้ากับเอวของเขาจนสำเร็จ
ทุกคนเพิ่งจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่ากลับได้ยินเสียงร้องอู้อี้ดังขึ้นมาอีก
เมื่อหันไปมอง เถียนเถียนก็สุดจะกลั้นจนเผลอร้องออกมา ตอนนี้เองที่พวกเขานึกขึ้นได้ว่ามือของเธอก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
แต่หญิงสาวคนนี้ดูมีความอดทนสูงมาก เธอทนจนกระทั่งเลือดของตัวเองไหลอาบชุ่มเชือกถึงได้ส่งเสียงร้องออกมา
เธอปล่อยมือขวาออกและใช้เพียงมือซ้ายข้างเดียวจับเชือกเอาไว้ แต่เดิมทีแรงของผู้หญิงก็น้อยอยู่แล้ว การจะใช้มือเดียวพยุงน้ำหนักตัวทั้งหมดไว้จึงยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เธอจึงไถลรูดลงไปอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของฉีเซี่ยเปลี่ยนไป เขารีบยื่นมือออกไปคว้าข้อมือข้างที่บาดเจ็บของเธอไว้ทันที
เพียงแค่สัมผัสชั่วครู่ เขาก็พบว่าร่างกายอันผอมบางของเถียนเถียนกำลังสั่นเทาเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา ข้อมือของเธอก็เย็นเฉียบเป็นอย่างมาก
"โอ้โห ไอ้นักต้มตุ๋น แกก็เป็นคนดีใช้ได้เหมือนกันนี่หว่า" เฉียวเจียจิ้นเอ่ยปากพูด
ฉีเซี่ยถอนหายใจอย่างจนใจพลางกล่าวว่า "ฉันก็แค่ไม่อยากเห็นศพอีกแล้ว นายอย่าคิดมากไปเลย"
เวลาผ่านไปทุกนาทีทุกวินาที ท่อนแขนของทุกคนต่างก็เริ่มปวดเมื่อยขึ้นมา
การห้อยต่องแต่งเป็นเวลานานไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครทั้งนั้น แม้แต่หน้าผากของสารวัตรหลี่ก็เริ่มมีเหงื่อผุดซึมออกมาแล้ว
"พวกเราต้องห้อยอยู่แบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่?" หลินฉินหันไปถามฉีเซี่ยที่อยู่ข้างๆ
"ไม่รู้สิ" ฉีเซี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
เขารู้ว่าตอนนี้ไม่มีคำใบ้ของ "เกมต่อไป" อีกแล้ว แต่ทุกคนก็ยังคงมองไม่เห็นความหวังใดๆ
หากผู้จัดงานใจร้ายกว่านี้อีกสักหน่อย ปล่อยให้ทุกคนห้อยต่องแต่งอยู่แบบนี้ต่อไป การเสียชีวิตของพวกเขาก็เป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น
แต่ว่า...
ไม่มีคำใบ้ของเกมต่อไปแล้วจริงๆ หรือ?
ภายในใจของฉีเซี่ยรู้สึกว้าวุ่นเล็กน้อย
จะมีคำใบ้อะไรที่ยังไม่รู้ซ่อนอยู่ในที่ที่มองไม่เห็นหรือเปล่านะ?
เขาก้มหน้ามองลงไปยังพื้นเบื้องล่าง หากมีคำใบ้อะไรซ่อนอยู่ จะต้องอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งเบื้องล่างนี้อย่างแน่นอน
"หือ?"
เขากวาดสายตามองออกไป เนื่องจากพื้นถล่มลงมา บริเวณก้นหลุมจึงปรากฏกำแพงใหม่ขึ้น บนกำแพงตรงมุมในสุดด้านล่างนั้น ดูเหมือนจะมีประตูอยู่บานหนึ่ง
ทว่าประตูบานนั้นสำหรับทุกคนแล้วช่างเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมจริงๆ
พวกเขายังอยู่ห่างจากพื้นเบื้องล่างอีกราวๆ สิบเมตร หากกระโดดลงไปจากความสูงระดับนี้ ไม่มีทางเลยที่จะปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
หลินฉินมองตามสายตาของฉีเซี่ยอยู่พักใหญ่ และพบความผิดปกตินั้นเช่นกัน
"นั่นประตูเหรอ?"
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็พากันมองลงไปเบื้องล่าง และพบเข้ากับประตูไม้เก่าซอมซ่อบานนั้นที่ก้นหลุมจริงๆ
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงอ้าปากค้างด้วยความสิ้นหวัง ประตูบานนั้นก็ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ
ร่างเงาสีดำของใครบางคนเดินออกมาจากเงามืด ฉีเซี่ยเพ่งมองไป ชายคนนี้สวมชุดสูทสีดำเช่นกัน แต่หน้ากากของเขาแตกต่างจากมนุษย์หัวแกะอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่เขาสวมอยู่กลับเป็นหัวงูขนาดยักษ์สีเขียวเข้ม
"ไม่ได้พบกันนานเลยนะทุกท่าน ฉันคือ "มนุษย์งู"" เขาเอ่ยปากพูดอย่างเนิบช้า
"มนุษย์แม่มึงสิ!" เฉียวเจียจิ้นตะโกนลั่น "หลังจากแกะกับหมาแล้วก็เป็นงูเรอะ? แกเชื่อไหมว่าฉันจะลงไปฆ่าแกเดี๋ยวนี้แหละ?"
"กรุณาอย่าเพิ่งใจร้อน" น้ำเสียงของมนุษย์งูนั้นราบเรียบมั่นคง เขาเงยหน้าขึ้นมองทุกคนเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ "พวกคุณกำลังอยู่ในการทดสอบรอบสุดท้าย ข้างมือของฉันมีคันโยกอยู่หนึ่งอัน เพียงแค่ฉันดึงมัน พวกคุณก็จะค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมา ไม่มีใครต้องได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่คนเดียว"
ทุกคนมองตามเสียงไป ที่ข้างประตูไม้มีคันโยกที่ไม่สะดุดตาอันหนึ่งอยู่จริงๆ เมื่อครู่นี้เป็นเพราะแสงไฟสลัวเกินไปจึงไม่มีใครสังเกตเห็น
"งั้น... งั้นตอนนี้คุณช่วยดึงมันลงมาได้ไหมคะ?" เซียวหร่านเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
"ฉัน..." มนุษย์งูยิ้มออกมาบางๆ อย่างยากที่จะสังเกตเห็น ก่อนจะเอ่ยปากว่า "ฉันจะเล่นเกมกับพวกคุณสักเกมหนึ่ง จะรอดชีวิตไปได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับผลงานของพวกคุณเองแล้วล่ะ"
"เกมอีกแล้วเรอะ..." เส้นผมของหมอจ้าวยุ่งเหยิงเล็กน้อย เขากัดฟันกรอด ราวกับอยากจะกินเลือดกินเนื้อคน
"ฟังให้ดีนะทุกท่าน เกมนี้มีชื่อว่า "ใช่กับไม่"" มนุษย์งูเดินก้าวมาข้างหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวกับทุกคนที่ห้อยต่องแต่งแกว่งไปมาอยู่กลางอากาศ "หลังจากนี้ พวกคุณทุกคนจะสามารถตั้งคำถามกับฉันได้ทั้งหมดสามคำถาม โดยคำตอบของฉันจะมีเพียงคำว่า "ใช่" กับ "ไม่" เท่านั้น โปรดจำไว้ว่าฉันจะไม่พูดโกหก เมื่อถามครบสามคำถามแล้ว หากฉันตกลงที่จะช่วยพวกคุณ ฉันก็จะดึงคันโยกลงมา หากฉันไม่ตกลง ฉันก็จะล็อคประตูบานนี้ ปล่อยให้พวกคุณดิ้นรนเอาชีวิตรอดกันเอาเอง"
ฉีเซี่ยขมวดคิ้วมุ่น
สามคำถาม?
ตอบได้เพียง "ใช่" กับ "ไม่"?
เกมนี้ออกจะเล่นแง่มากไปหน่อยแล้ว
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของทุกคนก็คือการทำให้มนุษย์หัวงูตนนี้ปล่อยพวกเขาลงไป ดังนั้นจึงทำได้เพียงตั้งคำถามวนเวียนอยู่กับหัวข้อนี้เท่านั้น แต่เขาจะยอมตกลงงั้นหรือ?
ครูอนุบาลเซียวหร่านฉวยจังหวะที่ทุกคนกำลังครุ่นคิด ตัดสินใจโพล่งถามออกไปทันที "นี่ คุณปล่อยพวกเราลงไปได้ไหมคะ?!"
"อย่า!" ฉีเซี่ยสะดุ้งโหยง เขารีบยื่นมือออกไปปิดปากเซียวหร่าน ทว่าหญิงสาวคนนี้เป็นคนพูดจาฉับไว คำถามนั้นจึงลอยเข้าหูมนุษย์งูไปอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเสียแล้ว
มนุษย์งูเพียงแค่แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา แล้วเอ่ยปากตอบ "ไม่"
"เฮ้ย! สาวสวย?!" เฉียวเจียจิ้นตะโกนลั่น "มีโอกาสแค่สามคำถามนะเว้ย เธออย่ามาทำเสียเรื่องสิวะ!"
"ฉัน..."
เซียวหร่านก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกลำบากใจ สีหน้าของเธอดูเศร้าหมองเป็นอย่างมาก
"เหลืออีกสองคำถาม" มนุษย์งูถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างแนบเนียน เพื่อให้ตัวเองขยับเข้าไปใกล้ประตูไม้มากยิ่งขึ้น
ดูท่าทางเขาจะลอยแพทุกคนเสียแล้ว
คำถามที่หลุดปากออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจของเซียวหร่าน ทำให้เกมนี้กลายเป็นระดับความยากขั้นนรกแตก
มนุษย์งูย่อมไม่มีทางปล่อยพวกเขาลงไปง่ายๆ อย่างแน่นอน
หากเขามีใจอยากจะช่วยคนจริงๆ แล้วจะตั้งเกมนี้ขึ้นมาทำไมกัน?
แต่ในทางกลับกัน หากเขาไม่อยากช่วยคน แล้วจะทำอย่างไรให้เขายอมตกลงดึงคันโยกลงมาล่ะ?
ต่อให้เปลี่ยนคำถามเป็น "คุณจะไม่ปล่อยพวกเราลงไปใช่ไหม" คำตอบของเขาก็จะกลายเป็นคำว่า "ใช่" อยู่ดี
"ไอ้นักต้มตุ๋น แกมีวิธีไหมวะ?" เฉียวเจียจิ้นหันกลับมามองฉีเซี่ย
ฉีเซี่ยค่อยๆ หลับตาลง ภายในใจสับสนว้าวุ่น
วิธีการ... วิธีการ...
ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง จะไปมีวิธีการอะไรมากมายขนาดนั้นกันเล่า?
ทุกย่างก้าวตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้ล้วนต้องพึ่งพาวิธีการของฉีเซี่ย เขาเอาสิทธิ์อะไรมาแบกรับชีวิตของคนมากมายขนาดนี้เอาไว้?
แต่แล้วเขาก็รู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาในทันที
หากเขายอมแพ้ ทุกคนยังมีหนทางรอดชีวิตอยู่อีกงั้นหรือ?
"ฉันจะมาตายอยู่ที่นี่ไม่ได้..." แววตาของฉีเซี่ยทอประกายริบหรี่ขึ้นมาอีกครั้ง "เธอยังรอฉันอยู่..."
น้ำเสียงอ่อนโยนของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นในหัวของฉีเซี่ย "เซี่ย รู้ไหม? ถนนบนโลกใบนี้มีอยู่มากมายหลายสาย และทุกคนก็ล้วนมีเส้นทางที่เป็นของตัวเอง"
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ความคิดในหัวพลันกระจ่างชัดขึ้นมากในชั่วพริบตา
ใช่แล้ว เขาทำพลาดไปตรงที่มัวแต่เดินตามเกมของอีกฝ่ายมาโดยตลอด
"มนุษย์หัวงู" ฉีเซี่ยเอ่ยปากเรียกด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
สารวัตรหลี่ชะงักไปเล็กน้อย เขาหันกลับมาถาม "นี่ นายจะถามอะไร? พวกเรามาตกลงกันก่อนดีกว่า จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยแบบเมื่อครู่นี้อีก"
"ไม่เป็นไร ฉันคิดหนทางรอดชีวิตออกแล้วล่ะ" ฉีเซี่ยก้มหน้าลงมองมนุษย์งูเบื้องล่างด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม "พวกคุณไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างกำลังจะจบลงแล้ว"
"นายมีวิธีจริงๆ เหรอ?" จางเฉินเจ๋อเอ่ยถาม
"น่าจะล่ะมั้ง" ฉีเซี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ครุ่นคิดถึงสองคำถามที่กำลังจะถามต่อไปอย่างถี่ถ้วน
ไม่สิ พูดให้ถูกก็คือคำถามเดียวต่างหาก
ต้องการเพียงแค่คำถามเดียวเท่านั้น เกมกระดานนี้ก็จะจบลงทันที
เกมนี้ตั้งแต่แรกเริ่มก็ไม่ควรไปหมกมุ่นว่าจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายยอมดึงคันโยกลงมา เพียงแค่พิจารณาหลักตรรกะของคำว่า "ใช่" และ "ไม่" ก็เพียงพอแล้ว
มนุษย์งูดูเหมือนจะสนใจในตัวฉีเซี่ยเป็นอย่างมาก ดวงตาคู่นั้นกำลังจ้องมองออกมาจากช่องโหว่ของหน้ากากหนังงู
ฉีเซี่ยทิ้งช่วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้นว่า "มนุษย์งู สมมติว่าคำถามต่อไปของฉันคือ "คุณจะดึงคันโยกลงมาหรือไม่" คำตอบของคุณจะเหมือนกับคำตอบของคำถามนี้ไหม?"