หากเป็นยุคหลังที่ได้นั่งรถไฟความเร็วสูง การเดินทางจากเยียนจิงไปยังมณฑลเฮยหลงเจียงซึ่งอยู่ไกลที่สุดในตงเป่ยก็ใช้เวลาเพียงห้าหกชั่วโมงเท่านั้น
น่าเสียดายที่ตอนนี้ยังอยู่ในยุครถไฟขบวนสีเขียว การเดินทางระยะไกลเริ่มต้นก็ปาเข้าไปสิบสองชั่วโมงแล้ว การเดินทางของพวกหลินเฉาหยางในครั้งนี้เมื่อรวมเวลาเปลี่ยนขบวนรถก็ใช้เวลาไปถึงหนึ่งวันครึ่งเต็มๆ ต่อให้ได้นั่งตู้นอนแบบแข็งก็ยังทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้าอยู่ดี
กว่าจะได้ลงจากรถไฟก็แทบแย่ พอออกจากสถานีหลินเฉาหยางก็เห็นหลินเอ้อชุนผู้เป็นพ่อนั่งยองๆ หลังค่อมอยู่ข้างแปลงดอกไม้ตรงทางออก ใบหน้าถูกลมหนาวพัดจนแดงก่ำ
"พ่อ!"
ไม่ได้เจอกันปีกว่า ในช่วงเวลาที่หนาวเหน็บที่สุดของฤดูหนาวเช่นนี้ พอคิดว่าพ่อต้องรอพวกเขาอยู่ท่ามกลางลมหนาวมาตลอด หลินเฉาหยางก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก
หลินเอ้อชุนเงยหน้าขึ้นมาเห็นหลินเฉาหยางก็เผยรอยยิ้มเต็มใบหน้าทันที จากนั้นเขาก็เห็นพ่อตาเถากับแม่ยายเถายืนอยู่ข้างๆ รอยยิ้มก็ยิ่งดูเป็นมิตรมากขึ้น แต่ก็แฝงไปด้วยความประหม่าเล็กน้อย
ในสายตาของหลินเอ้อชุน พ่อตาเถาคือปัญญาชนผู้ยิ่งใหญ่แห่งเยียนจิง การที่เขาจะรู้สึกประหม่าเมื่อได้พบก็เป็นเรื่องปกติ
"คุณดอง ในที่สุดก็ได้เจอกันสักที!"
พ่อตาเถาไม่รอให้หลินเฉาหยางแนะนำตัว ก็เดินเข้าไปจับมือหลินเอ้อชุนอย่างกระตือรือร้น
การกระทำของเขาช่วยคลายความกังวลให้หลินเอ้อชุนได้ในทันที "คุณดอง เดินทางมาเหนื่อยๆ คงจะลำบากไม่น้อยเลยใช่ไหม"
ทักทายกันอยู่สองสามประโยค พวกหลินเฉาหยางก็รู้ว่าหลินเอ้อชุนมารอที่สถานีรถไฟตั้งแต่เช้าแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลาบ่ายสองกว่าๆ
พอคิดว่าหลินเอ้อชุนต้องรอพวกเขาอยู่ท่ามกลางลมหนาวนานหลายชั่วโมง แม้แต่แม่ยายเถาก็ยังรู้สึกซาบซึ้งใจ
"เร็วเข้า รีบขึ้นรถกลับบ้านกันเถอะ อากาศที่ตงเป่ยของเราหนาวกว่าที่เยียนจิงเยอะเลย"
รถที่หลินเอ้อชุนพูดถึงคือรถลากเทียมลา ซึ่งจอดอยู่ตรงลานหน้าสถานีรถไฟ
เขาพาพวกเขานำสัมภาระไปวางบนรถ จัดแจงให้ทุกคนขึ้นไปนั่ง พอเตรียมจะบังคับรถก็ตบหัวตัวเองฉาดหนึ่ง "เกือบลืมไปเลย"
"ลืมอะไรหรือครับ" หลินเฉาหยางถาม
"พวกแกรอฉันแป๊บนึงนะ"
หลินเอ้อชุนไม่ได้ตอบคำถามของหลินเฉาหยาง เขาลงจากรถแล้ววิ่งเหยาะๆ ไปที่ร้านอาหารรัฐวิสาหกิจข้างสถานีรถไฟ ผ่านไปไม่นานก็เห็นเขาเตะชายหนุ่มหน้าตาซื่อบื้อคนหนึ่งออกมาจากร้าน
"ให้แกเข้าไปผิงไฟแป๊บเดียว นี่ก้นติดเก้าอี้ไปแล้วใช่ไหม" หลินเอ้อชุนไล่ต้อนเอ้อร์ไหมไถพลางด่าทอเดินมาทางนี้
"ลุงเข้าไปพักตั้งชั่วโมงนึง ฉันผิงไฟแป๊บเดียวไม่ได้หรือไง" เอ้อร์ไหมไถเถียงกลับเสียงอ่อย
พอเอ้อร์ไหมไถเห็นหลินเฉาหยางก็มีสีหน้าดีใจสุดๆ "ต้า... เฉาหยาง ฉันได้ยินมาว่านายกลายเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้วนี่!"
หลินเฉาหยางแนะนำเอ้อร์ไหมไถให้พ่อตาเถาและแม่ยายเถารู้จัก จากนั้นทั้งสองก็มองดูเอ้อร์ไหมไถที่เอาแต่ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องที่หลินเฉาหยางได้เป็น "นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่" ไปตลอดทาง
"เฉาหยาง นายไปเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ได้ยังไงเนี่ย"
"ฉันฟังที่คุณป้าบอก เรื่องคนเลี้ยงม้าที่นายเขียนน่ะ ดังระเบิดเลย!"
"คนในหมู่บ้านต่างก็บอกว่าการเป็นนักเขียนทำเงินได้ดี เขียนนิยายเรื่องนึงได้ตั้งหลายร้อยแน่ะ"
...
วันนี้เอ้อร์ไหมไถอาสามากับหลินเอ้อชุนเพื่อรับหลินเฉาหยาง จุดประสงค์ก็เพื่อหาข้อมูลปฐมภูมิ จะได้เอาไปโม้กับคนในหมู่บ้านตอนกลับไป
เมื่อรถลากเทียมลาเข้ามาในหมู่บ้าน ก็ดึงดูดความสนใจของพวกเด็กซนที่กำลังเล่นอยู่ข้างนอกทันที และยังทำให้ชาวบ้านหันมาสนใจด้วย
เมื่อหลายวันก่อนหลินเฉาหยางเขียนจดหมายมาที่บ้าน เพื่อบอกวันที่เขาจะเดินทางกลับ
ช่วงหลายวันนี้เป็นเพราะการป่าวประกาศอย่างแข็งขันของคุณนายจางกุ้ยฉิน ข่าวที่ว่าหลินเฉาหยางจะพาลูกสะใภ้นักศึกษามหาวิทยาลัยและครอบครัวพ่อตาตลบมาที่บ้านเกิดจึงเป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ฤดูหนาวในตงเป่ยนั้นยาวนาน ช่วงเวลานี้ไม่มีงานเกษตรให้ทำแล้ว ทุกบ้านต่างว่างงานจนเบื่อหน่าย การได้มารวมตัวกันพูดคุยก็ถือเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่ง เรื่องใหญ่ระดับที่หลินเฉาหยางซึ่งเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดแบบนี้ มากพอที่จะทำให้ในหมู่บ้านคึกคักไปได้หลายวัน
พวกเขากลับมาถึงบ้านและนั่งลงได้เพียงครู่เดียว ในลานบ้านก็เต็มไปด้วยเพื่อนบ้านที่มามุงดูความคึกคัก
ทุกคนเบื่อที่จะดูเถาอวี้ซูซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว คราวนี้จุดสนใจหลักของทุกคนจึงอยู่ที่ศาสตราจารย์จาก ม.เยียนจิง ตั้งแต่หมู่บ้านเสี่ยวหยางถุนก่อตั้งมา ยังไม่เคยมีคนที่มีการศึกษาสูงขนาดนี้ปรากฏตัวขึ้นเลย
พ่อตาเถาและแม่ยายเถาถูกฝูงชนมุงดูผ่านหน้าต่าง ตอนแรกก็ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่ แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มปรับตัวได้
ฤดูหนาวมืดเร็ว ตอนนี้ข้างนอกเริ่มมืดแล้ว อาหารก็ทำเสร็จไปพอสมควร จางกุ้ยฉินเดินมาที่ประตูแล้วขึ้นเสียงดัง
"ถึงเวลากลับบ้านไปกินข้าวก็กลับไปสิ หรือว่ารอจะมากินฟรีที่บ้านฉันเนี่ย"
พอคุณดองที่เป็นศาสตราจารย์มา ท่าทีของจางกุ้ยฉินก็ยิ่งอวดดีกว่าเมื่อก่อน คาดว่าวันนี้ต่อให้เลขาธิการคอมมูนมาเองก็คงถูกเธอไล่ตะเพิดออกไปแน่ๆ
ฤดูหนาวในตงเป่ยไม่มีงานที่ต้องใช้แรงงานหนัก ทุกคนจึงกินข้าวกันแค่สองมื้อ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลากินข้าว พอจางกุ้ยฉินมาไล่ ก็ยังมีอีกหลายคนที่หน้าด้านไม่ยอมไป เพราะอยากดูความคึกคักต่อ
ในขณะที่เธอกำลังยื้อยุดกับทุกคนอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีคนตะโกนดังขึ้นมาจากข้างนอก
"คุณป้า ขอผมเข้าไปหน่อย ขอผมเข้าไปหน่อย!"
ระหว่างที่พูด ก็เห็นชายร่างบึกบึนคนหนึ่งเบียดเสียดมาถึงหน้าประตู ในอ้อมแขนยังอุ้มทารกที่ห่อผ้าอ้อมอยู่ด้วย
"ต้าหมิงจื่อ ไอ้อสรพิษเอ๊ย อากาศหนาวขนาดนี้อุ้มเด็กออกมาทำไมฮะ"
จางกุ้ยฉินปากก็ด่า แต่ก็ยอมหลีกทางให้ต้าหมิงจื่อเข้ามาในบ้าน
ต้าหมิงจื่อเข้ามาในบ้านก็ทักทายพวกหลินเฉาหยางก่อน จากนั้นก็ประคองทารกในห่อผ้าอ้อมไปตรงหน้าพ่อตาเถา
"คุณลุงครับ เด็กคนนี้เพิ่งเกิดได้ไม่กี่วัน ยังไม่ได้ตั้งชื่อจริงเลย คุณลุงเป็นปัญญาชน ช่วยตั้งชื่อให้หน่อยสิครับ!"
เมื่อรู้จุดประสงค์ที่ต้าหมิงจื่อมา หลินเฉาหยางและคนอื่นๆ ก็หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
พ่อตาเถามองเด็กด้วยความลำบากใจ แล้วพูดว่า "เรื่องตั้งชื่อแบบนี้ ให้คนในครอบครัวเป็นคนตั้งน่าจะเหมาะสมกว่านะ"
"พวกเราเป็นคนบ้านนอก ตั้งชื่อก็ทั้งเชยทั้งไม่เพราะ จะไปเพราะสู้ชื่อที่ปัญญาชนอย่างพวกคุณลุงตั้งได้ยังไงล่ะครับ
อย่างอวี้ซูบ้านคุณลุง ชื่อเพราะมาก คนก็ไม่เพียงแต่สวย แถมยังฉลาดอีก คุณลุงช่วยผมหน่อยเถอะครับ" ต้าหมิงจื่ออ้อนวอน
พ่อตาเถาจนใจ ไม่คิดเลยว่ามาตงเป่ยวันแรกจะต้องมารับภารกิจแบบนี้
"นามสกุลอะไรหรือ แล้วเด็กมีรุ่นตัวอักษรไหม"
"บ้านผมแซ่หลี่ รุ่นของเด็กคนนี้ต้องใช้คำว่า 'ชาง' บ้านผมได้ลูกชายครับ เพิ่งเกิดได้ครึ่งเดือน" ต้าหมิงจื่ออธิบาย
พ่อตาเถาจ้องมองเด็กอยู่ไม่กี่วินาที ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "เกิดในเดือนสิบสอง ตำรา 'เฟิงสูทงอี้' ในสมัยราชวงศ์ฮั่นกล่าวไว้ว่า 'เดือนสิบสอง หมายถึงการเชื่อมต่อ เป็นการเชื่อมต่อระหว่างปีเก่ากับปีใหม่ จึงต้องมีการเซ่นไหว้ครั้งใหญ่เพื่อตอบแทนคุณ' เป็นช่วงเวลาของการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ รุ่นตัวอักษรชาง งั้นก็เติมคำว่า 'ฉี' ที่แปลว่าการอธิษฐานลงไป เธอคิดว่ายังไงล่ะ"
ถึงแม้ต้าหมิงจื่อจะไม่เข้าใจการอ้างอิงคัมภีร์ของพ่อตาเถา แต่ฟังดูก็รู้ว่ายอดเยี่ยมมาก "หลี่ชางฉี หลี่ชางฉี..."
เขาพึมพำชื่อนี้อยู่หลายรอบ ใบหน้าเผยรอยยิ้มโง่งมที่มีความสุข
"เพราะมาก เพราะจริงๆ! ต่อไปลูกชายผมจะชื่อหลี่ชางฉีแล้ว!"
หลังจากดีใจเสร็จ เขาก็โค้งคำนับพ่อตาเถา "คุณลุง ขอบคุณมากจริงๆ ครับ"
พ่อตาเถาโบกมือ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม "เรื่องเล็กน้อยน่ะ"
"เมื่อกี้คุณลุงบอกว่า ชื่อนี้มีที่มายังไงนะครับ" ต้าหมิงจื่อถาม
พ่อตาเถาทวนคำพูดเมื่อครู่ของเขาอีกครั้ง ต้าหมิงจื่อท่องจำในใจหลายรอบ นี่ล้วนเป็นต้นทุนเอาไว้ไปโม้กับคนอื่นในวันข้างหน้า
พูดจบเขาก็อุ้มเด็กเดินออกจากประตู ผู้คนที่มุงดูความคึกคักอยู่ข้างนอกต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์
"สมกับเป็นปัญญาชนจริงๆ ดูชื่อที่เขาตั้งสิ แค่อ่านก็ไม่เหมือนใครแล้ว"
"เขาเป็นถึงศาสตราจารย์ใหญ่ การตั้งชื่อก็ต้องมีที่มาทั้งนั้นแหละ เห็นไหม นี่แหละที่เรียกว่าการอ้างอิงคัมภีร์"
"มิน่าล่ะเฉาหยางถึงได้เป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ มีพ่อตาแบบนี้คอยดูแล จะเรียนรู้ความรู้ได้น้อยเหรอ"
"เอ้อชุนนี่วาสนาดีจริงๆ!"
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่ ต้าหมิงจื่อก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้เด็กในมือหายไปแล้ว แต่กลับมีไก่ป่าที่ถูกแช่แข็งจนแข็งโป๊กเพิ่มมาตัวหนึ่ง
"ให้คุณลุงลองชิมของแปลกใหม่ดูครับ"
"แบบนี้ไม่ค่อยเหมาะมั้ง..."
พ่อตาเถายังอยากจะปฏิเสธ แต่ต้าหมิงจื่อทิ้งของไว้แล้วก็เดินจากไป ไล่ตามก็ไม่ทัน พ่อตาเถาจึงได้แต่รับไว้ด้วยความจนใจ
ตอนกลางวันหลินเอ้อชุนไปสถานีรถไฟ จางกุ้ยฉินก็รับหน้าที่ทำอาหารอยู่ที่บ้าน ยุ่งอยู่ค่อนวัน อาหารเย็นของบ้านหลินในวันนี้อุดมสมบูรณ์เทียบเท่ากับนี้เยี่ยฟ่าน ทำให้พ่อตาเถาและแม่ยายเถาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัวดองอย่างเต็มเปี่ยม
ตอนที่คนในครอบครัวกินข้าว ฝูงชนที่มุงดูอยู่ข้างนอกก็สลายตัวไปในที่สุด
นี่ไม่ใช่เพราะทุกคนไม่อยากดูความคึกคักแล้ว แต่เป็นเพราะอุณหภูมิตอนกลางคืนต่ำเกินไป ยืนอยู่ข้างนอกนานๆ ก็หนาวจนทนไม่ไหว
กินข้าวเสร็จ เถาอวี้ซูก็มากระซิบกระซาบกับหลินเฉาหยาง
"เมื่อกี้คุณสังเกตแม่ฉันไหม"
หลินเฉาหยางส่งสายตายืนยันให้เธอ ก่อนกินข้าวคนในหมู่บ้านเกาะหน้าต่างมุงดู เถาอวี้ซูนั้นทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว จุดสนใจของพวกเขาจึงไปอยู่ที่พ่อตาเถาและแม่ยายเถา
สิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจในตัวพ่อตาเถาก็คือสถานะศาสตราจารย์และความรู้ของเขา แต่ของพรรค์นี้มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น หลายคนมองพ่อตาเถาได้ไม่กี่ทีก็หันไปมองแม่ยายเถาแทน
เรื่องรูปร่างหน้าตานั้นสะดุดตากว่าความรู้เยอะ ตอนนี้แม่ยายเถาอายุมากแล้ว แม้จะไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเหมือนก่อน แต่ก็ยังพอมองเห็นเค้าความงามในวัยสาวได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอกับเถาอวี้ซูที่ราวกับถอดแบบกันมา พอทุกคนเห็นเถาอวี้ซู ก็ยิ่งนึกภาพหน้าตาของแม่ยายเถาตอนสาวๆ ออกได้อย่างชัดเจน
หลายคนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ มิน่าล่ะเถาอวี้ซูถึงได้สวยขนาดนี้ ที่แท้ก็มีแม่สวยนี่เอง
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของทุกคนไม่ดังนัก แต่ก็ยังลอยไปเข้าหูแม่ยายเถา ทำให้แม่ยายเถารู้สึกเกร็งไปทั้งตัว ทุกการกระทำดูแข็งทื่อไปหมด แฝงไปด้วยความรู้สึกห่วงภาพลักษณ์อยู่บ้าง
รอจนล้างถ้วยชามเสร็จ เถาอวี้ซูก็เริ่มเอาของที่ซื้อมาฝากที่บ้านออกมา
ตอนที่เธอกับหลินเฉาหยางกลับไปครั้งที่แล้ว สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนให้เงินพวกเขามาห้าร้อยหยวน เดิมทีเถาอวี้ซูคิดจะส่งเงินกลับมา แต่สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนยืนกรานที่จะไม่รับ เถาอวี้ซูจึงเปลี่ยนเงินเป็นสิ่งของแทน
แต่เธอก็รู้ดีว่า สำหรับสองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนที่คุ้นเคยกับความประหยัดมัธยัสถ์แล้ว เงินก้อนนี้เอาไปซื้อของกินไม่ได้เด็ดขาด เธอจึงเปลี่ยนเป็นของใช้ทั้งหมด
เธอซื้อเสื้อผ้าให้พวกเขาสองคนคนละสองชุด ชุดฤดูใบไม้ผลิ-ใบไม้ร่วงหนึ่งชุด ชุดฤดูหนาวหนึ่งชุด แถมยังซื้อผ้าห่มนวมมาอีกหนึ่งผืน ส่วนที่เหลือก็เป็นพวกของใช้ในชีวิตประจำวัน กระติกน้ำร้อน กะละมังเคลือบ สบู่...
ยุคนี้จะซื้ออะไรก็ต้องใช้ตั๋วแลกสินค้า มีแค่เงินอย่างเดียวไม่ได้ โควตาตั๋วแลกสินค้าในชนบทมีน้อยกว่าชาวเมืองมาก ตั๋วแลกสินค้าของแต่ละที่ก็มักจะใช้ร่วมกันไม่ได้ ดังนั้นจึงทำได้แค่นำสิ่งของกลับมา ของที่เถาอวี้ซูนำกลับมาเหล่านี้ล้วนเป็นของที่สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนได้ใช้ประโยชน์ทั้งนั้น
"โธ่เอ๊ย พวกแกนี่นะ กลับมาทีไรก็หอบของมาเยอะแยะขนาดนี้ ต้องเสียเงินไปตั้งเท่าไหร่เนี่ย"
"ก็เป็นของใช้ในบ้านทั้งนั้นแหละค่ะ พ่อกับแม่ได้ใช้แน่นอน"
ด้วยความประหยัดของสองสามีภรรยาหลินเอ้อชุน ของที่เถาอวี้ซูซื้อให้พวกเขานี้ก็เพียงพอให้พวกเขาใช้ไปได้เป็นสิบปีแปดปีเลยทีเดียว
เก็บของที่เอาออกมาเสร็จหมดแล้ว เวลาล่วงเลยมาจนถึงทุ่มกว่า
บ้านตระกูลหลินมีสามห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องครัว อีกสองห้องเป็นห้องนอน ภายในห้องล้วนมีเตียงเตา เตียงเตามีความยาวจากเหนือจรดใต้ประมาณสองเมตร และกว้างจากตะวันออกจรดตะวันตกเกือบสี่เมตร นอนได้หลายคนอยู่ แต่เมื่อคำนึงถึงความเหมาะสม ตอนกลางคืนจึงต้องแบ่งที่นอนกันสักหน่อย
ท้ายที่สุด สหายชายสามคนนอนห้องนอก สหายหญิงสามคนนอนห้องใน แบบนี้ถึงแม้จะลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนก็ยังสะดวกกว่า
พอถึงเวลานอนตอนกลางคืน เถาอวี้ซูเพิ่งมุดเข้าไปในผ้าห่ม จางกุ้ยฉินก็ประคองหนังสือ 'รองเท้าคู่เล็ก' เล่มเดี่ยวเข้ามาใกล้เธอ
"อวี้ซู ตัวนี้อ่านว่าอะไรเหรอ"
"แม่คะ ตัวนี้อ่านว่า 'ซวิ่น' แปลว่าทำให้เชื่องหรือฝึกให้เชื่อง ความหมายเดิมหมายถึงม้าที่ถูกฝึกจนเชื่องค่ะ"
"อ้อ" จางกุ้ยฉินพยักหน้า "ยังไงนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างพวกเธอก็รู้เยอะกว่าอยู่ดี"
เถาอวี้ซูยิ้ม แล้วถามด้วยความสงสัย "แม่คะ แม่อ่านนิยายของเฉาหยางมาตลอดเลยเหรอคะ"
"แหงสิ" สีหน้าของจางกุ้ยฉินเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "หนังสือที่ลูกชายฉันเขียน ถ้าคนอื่นมาถามแล้วฉันไม่รู้อะไรเลย จะไม่โดนคนเขาหัวเราะเยาะเอาเหรอ"
เถาอวี้ซูเม้มปากยิ้ม คิดในใจว่าเหล่าไท่ไท่คงแค่อยากเอาไปอวดคนในหมู่บ้านเสียมากกว่า
จางกุ้ยฉินไม่เคยเรียนหนังสือ ตอนสาวยังเคยเรียนชั้นเรียนขจัดความไม่รู้หนังสือ น่าเสียดายที่หลายปีมานี้เอาแต่ทำงานเกษตร ตัวหนังสือที่เรียนมาก็ลืมไปหมดแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการอ่านนิยายเลย
"งั้นช่วงหลายวันนี้ฉันต้องช่วยติวให้แม่ซะแล้ว จะพยายามให้แม่อ่านนิยายของเฉาหยางให้เข้าใจแจ่มแจ้งไปเลย" เถาอวี้ซูพูด
จางกุ้ยฉินพูดอย่างดีใจ "ดีเลย"
แม่ยายเถาที่มองดูเถาอวี้ซูกับจางกุ้ยฉินพูดคุยกันอย่างมีความสุขอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก
เถาอวี้ซูสังเกตเห็นสีหน้าของแม่ จึงพูดกับเธอว่า "แม่คะ ว่างๆ แม่ก็ลองอ่านนิยายของเฉาหยางดูสิคะ"
เมื่อมีจางกุ้ยฉินอยู่ด้วย แม่ยายเถาก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ตอบเสียงอู้อี้ "ฉันไม่ค่อยชอบอ่านนิยายน่ะ"
เถาอวี้ซูยิ้มมองแม่ที่กำลังแสร้งทำเป็นไม่สนใจ และไม่ได้เปิดโปงเธอ
ลับหลังพ่อเคยบอกเธอตั้งนานแล้วว่า แม่แอบอ่านนิยายของเฉาหยางมาตลอด
ด้วยความรู้สึกอยากแกล้ง เถาอวี้ซูจึงหยิบนิตยสาร 'การเก็บเกี่ยว' ที่เพิ่งตีพิมพ์ในเดือนนี้ออกมา
"เอ้อ ช่วงนี้ฉันเห็นนิยายเรื่องนึงเขียนดีมากเลย ว่างๆ แม่ลองอ่านดูสิคะ"
"ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่ชอบอ่านนิยาย" แม่ยายเถาพูดอย่างรำคาญ
เธอแอบถลึงตาใส่เถาอวี้ซู รู้สึกว่ายัยเด็กคนนี้กำลังหาเรื่องเธออยู่
เธออุตส่าห์พูดต่อหน้าคุณดองไปหยกๆ ว่าไม่ชอบอ่านนิยาย แม้แต่นิยายของลูกเขยก็ยังไม่ได้อ่าน แต่ตอนนี้ลูกสาวกลับมาให้เธออ่านนิยายเรื่องอื่น ถ้าเธออ่าน คุณดองจะคิดกับเธอยังไงล่ะ
เถาอวี้ซูไม่ได้เซ้าซี้ต่อ หันไปตอบข้อสงสัยให้จางกุ้ยฉินอีกครั้ง
คืนนั้นผ่านไปโดยไม่มีบทสนทนาใดๆ อีก
วันรุ่งขึ้นหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ เถาอวี้ซูก็เล่าเรื่องที่จางกุ้ยฉินอ่านนิยายให้หลินเฉาหยางฟัง
"ลำบากเหล่าเหรินเจียแย่เลย"
สำหรับความในใจของคุณนายจางกุ้ยฉิน หลินเฉาหยางเดาได้ไม่ยากเลย
เถาอวี้ซูถามอีกว่า "อันเจี๋ยในเรื่อง 'รักของพ่อแม่' ของคุณ เอาแม่ฉันเป็นต้นแบบใช่ไหม"
ตอนที่เถาอวี้ซูรู้เรื่อง 'รักของพ่อแม่' ต้นฉบับของนิยายเรื่องนี้ก็ถูกส่งไปที่ 'การเก็บเกี่ยว' ตั้งนานแล้ว เธอไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้เลย จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่นิยายถูกตีพิมพ์ลงใน 'การเก็บเกี่ยว' เธอถึงได้รู้เนื้อหาที่แน่ชัดของนิยาย
เมื่อหลายวันก่อนเธอกำลังยุ่งอยู่กับการเขียนบทความวิจารณ์ สองสามีภรรยาต้องการซื้อบ้าน หลินเฉาหยางกำลังทุ่มเทเขียนนิยายอย่างเอาเป็นเอาตาย เธอก็อยากหาเงินเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้สามีบ้าง ดังนั้นก่อนหน้านี้เธอจึงหาเวลามาอ่านนิยายที่หลินเฉาหยางใช้ชื่อแฝงเขียนไม่ได้เลย
ในช่วงสองวันที่อยู่บนรถไฟกลับตงเป่ย ในที่สุดเธอก็ได้เปิดอ่านนิยายเรื่องนี้ มองแวบเดียวเธอก็ดูออกว่านิสัยของอันเจี๋ยในเรื่อง 'รักของพ่อแม่' ช่างเหมือนกับแม่ของเธอเหลือเกิน
"คุณเขียนถึงแม่ฉันแบบนี้ ไม่กลัวแม่โกรธเหรอ"







