หลินเฉาหยางครุ่นคิดก่อนตอบว่า "เรื่องราวยังคงมีความอบอุ่นอยู่บ้าง แต่สไตล์อาจจะแตกต่างออกไปสักหน่อย เพราะค่อนไปทางวรรณกรรมกระแสสำนึกมากกว่าครับ"
เมื่อหลี่ทัวได้ยินดังนั้นก็มีท่าทีตื่นตัวขึ้นมาทันที "กระแสสำนึกเหรอ? ผมยังไม่ค่อยเห็นนักเขียนในประเทศเราเขียนนวนิยายกระแสสำนึกกันสักเท่าไหร่เลยนะ ที่เขียนได้ดีก็ยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่"
แม้วรรณกรรมกระแสสำนึกจะเข้ามาในประเทศจีนตั้งแต่เนิ่นๆ แต่เนื่องจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการวรรณกรรมในประเทศมักจะส่งเสริมค่านิยมแบบคลาสสิก จินตนิยมเชิงปฏิวัติ และสัจนิยมมาโดยตลอด ดังนั้นแนวกระแสสำนึกจึงแทบไม่มีการพัฒนาเลย
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ บรรยากาศในวงการวรรณกรรมค่อยๆ เปิดกว้างขึ้น ความคิดของผู้คนก็เริ่มเป็นอิสระ มีคนในแวดวงวรรณกรรมไม่น้อยที่เริ่มสนใจกระแสสำนึก แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีผลงานชิ้นเอกที่มีอิทธิพลปรากฏออกมาให้เห็น
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับคนส่วนใหญ่ในแวดวงวรรณกรรม วรรณกรรมกระแสสำนึกยังคงเป็นคำศัพท์ที่แปลกใหม่และดูเป็นของนอกเอามากๆ
"ผมจำได้ว่าหยวนเข่อเจียเคยตีพิมพ์บทความวิชาการชิ้นหนึ่งในนิตยสาร 'วารสารวิจัยวรรณกรรม' เมื่อปี 1964 น่าจะชื่อว่า 'บทวิจารณ์นวนิยายกระแสสำนึกของอเมริกาและอังกฤษ' โดยกล่าวว่านวนิยายกระแสสำนึกสมัยใหม่เป็นผลงานที่แสดงออกถึงความคิดอันเน่าเฟะต่างๆ หลังจากชนชั้นนายทุนเริ่มเสื่อมถอย เป็นพวกปฏิกิริยาและเสื่อมทรามเกินไป ทั้งยังต่อต้านสังคม ต่อต้านเหตุผล และต่อต้านสัจนิยม"
หลี่ทัวพูดถึงบทความวิชาการเมื่อสิบกว่าปีก่อน จู้เหว่ยและเถาอวี้เฉิงไม่เคยแม้แต่จะคุ้นหู ทว่าหลินเฉาหยางกลับรับช่วงสนทนาต่อได้
"บทความของเขาชิ้นนั้นผมเคยอ่านครับ หลายๆ จุดเขียนได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "ยูลิสซีส" ของจอยซ์ "สู่ประภาคาร" ของวูลฟ์ หรือ "เสียงกู่ร้องและความบ้าคลั่ง" ของฟอล์กเนอร์... การวิเคราะห์ผลงานกระแสสำนึกเหล่านี้ของเขามีความชัดเจนและลึกซึ้งมาก
แต่บางจุดก็ยังดูจงใจเกินไปหน่อย ที่เอาเรื่องของอุดมการณ์มายัดเยียดใส่ในการสร้างสรรค์วรรณกรรม ถึงอย่างนั้นก็นับว่าหาได้ยากแล้วล่ะครับ นั่นน่าจะเป็นบทความวิจารณ์เพียงชิ้นเดียวในประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ที่ประเมินค่าวรรณกรรมกระแสสำนึกอย่างจริงจัง"
เมื่อหลี่ทัวเห็นว่าหลินเฉาหยางจดจำเนื้อหาในบทความวิชาการได้อย่างขึ้นใจ ความชื่นชมที่เขามีต่อชายหนุ่มก็เพิ่มสูงขึ้นอีกหลายส่วน
ในยุคที่คนส่วนใหญ่ในแวดวงวรรณกรรมยังไม่ได้ให้ความสนใจกับวรรณกรรมกระแสสำนึก หลินเฉาหยางไม่เพียงแต่ศึกษาผลงานและบทความวิชาการในด้านนี้อย่างจริงจัง แต่ยังลงมือเขียนนวนิยายแนวนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง สปิริตแห่งการบุกเบิกและมุ่งมั่นพัฒนาเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง
จู้เหว่ยฟังบทสนทนาของทั้งสองคนแล้ว ในใจก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมา
เนื้อหาที่หลี่ทัวและหลินเฉาหยางกำลังถกเถียงกันอยู่นี้ อย่าว่าแต่อ่านเลย บางเรื่องเขาไม่เคยแม้แต่จะคุ้นหูด้วยซ้ำ
สิ่งเดียวที่เขารู้จักคือฟอล์กเนอร์ ซึ่งก็ต้องขอบคุณนิตยสาร 'วรรณกรรมต่างประเทศ' ด้วย
"เฉาหยาง เมื่อเดือนที่แล้วในนิตยสาร 'วรรณกรรมต่างประเทศ' ก็เพิ่งตีพิมพ์นวนิยายขนาดสั้นของฟอล์กเนอร์ไปหลายเรื่องเลยนะ" จู้เหว่ยกล่าว
หลินเฉาหยางพยักหน้า "ใช่ครับ ผมก็สังเกตเห็นเหมือนกัน"
'วรรณกรรมต่างประเทศ' เป็นนิตยสารรายสองเดือนที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์งานแปลแห่งเซี่ยงไฮ้ มีเนื้อหาหลักในการแปลและแนะนำผลงานศิลปะและวรรณกรรมร่วมสมัยของต่างประเทศ รวมถึงทฤษฎีต่างๆ แนะนำแนวทางวรรณกรรมที่เป็นตัวแทนของยุคสมัย สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความคิดและความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ของวรรณกรรมต่างประเทศ ตลอดจนแนะนำผลงานวรรณกรรมที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติที่สำคัญ นับเป็นช่องทางเพียงไม่กี่ช่องทางในประเทศยุคนี้ ที่ช่วยให้ผู้รักวรรณกรรมได้สัมผัสกับวรรณกรรมต่างประเทศร่วมสมัย
ในฉบับที่ 6 ประจำเดือนธันวาคม ปี 79 นิตยสาร 'วรรณกรรมต่างประเทศ' ได้เริ่มแนะนำแนวคิดเกี่ยวกับวรรณกรรมกระแสสำนึกอย่างเป็นระบบ และได้ตีพิมพ์นวนิยายขนาดสั้นหลายเรื่องของฟอล์กเนอร์ ซึ่งเป็นนักเขียนตัวแทนของวรรณกรรมแนวกระแสสำนึก ดูท่าทางแล้วในอนาคตคงจะมีการแนะนำผลงานของนักเขียนแนวกระแสสำนึกคนอื่นๆ ตามมาอีก
"ผมว่าพอถึงปีหน้า คำว่า 'วรรณกรรมกระแสสำนึก' ก็คงไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรแล้วล่ะครับ" หลินเฉาหยางพูดพลางหัวเราะ
หลี่ทัวพูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "ถึงตอนนั้นใครๆ ก็พากันเขียนกระแสสำนึก ไม่แน่ว่าคุณอาจจะได้เป็นถึง 'เจ้าลัทธิ' เลยก็ได้นะ"
หลินเฉาหยางตอบอย่างสบายๆ ว่า "'เจ้าลัทธิ' อะไรนั่นผมไม่เป็นหรอกครับ ขอแค่อย่าวิจารณ์ผมว่าเป็นพวกปีศาจวัวงูผีก็พอแล้ว"
คำว่า "วิจารณ์" ที่เขาหมายถึง ไม่ใช่ "การจับมาประจาน" แต่เป็น "การติติง"
ตอนนี้กระแสจินตนิยมเชิงปฏิวัติในวงการวรรณกรรมในประเทศถูกกดทับลงไปแล้ว แต่กระแสหลักก็ยังคงเป็นสัจนิยมอยู่ดี สไตล์ของวรรณกรรมกระแสสำนึกจึงยังคงเข้ากันไม่ได้กับกระแสหลัก
"คุณตั้งใจจะลงลึกในเส้นทางวรรณกรรมกระแสสำนึกเลยหรือเปล่า" จู้เหว่ยถามหลินเฉาหยาง
เขาส่ายหน้า "ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ครั้งนี้เป็นเพราะผมกำหนดฤดูกาลในนิยายให้อยู่ในช่วงฤดูร้อน ผมอยากได้ความรู้สึกที่ดูมีความลวงตาผสมอยู่บ้าง เหมือนเวลาที่คุณเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน แล้วรู้สึกหน้ามืดตาลายไปชั่วขณะนั่นแหละครับ"
พอหลินเฉาหยางพูดจบ หลี่ทัวและจู้เหว่ยก็เข้าใจถึงบรรยากาศและความรู้สึกที่เขาต้องการจะสื่อออกมาทันที
การที่หลินเฉาหยางสามารถอธิบายสิ่งที่เขาต้องการนำเสนอให้ผู้อ่านเห็นได้อย่างชัดเจน แม่นยำ และตรงประเด็นเช่นนี้ แสดงว่าเขาจะต้องควบคุมเนื้อหาและอารมณ์ของนิยายได้อย่างแม่นยำเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งสองคนอดไม่ได้ที่จะเกิดความคาดหวังอย่างแรงกล้าต่อผลงานชิ้นนี้ของหลินเฉาหยาง
หลังจากพูดคุยกันอย่างออกรสจนถึงเวลาสองทุ่ม หลินเฉาหยางและเถาอวี้เฉิงก็เดินทางออกจากบ้านของหลี่ทัว
ระหว่างทางกลับบ้าน จู่ๆ ในใจของเถาอวี้เฉิงก็รู้สึกทอดถอนใจขึ้นมา
น้องเขยของเขาคนนี้ปกติดูเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยแสดงออก แต่พอได้เผยฝีมือออกมาเมื่อไหร่ ก็มักจะทำให้ผู้คนต้องทึ่งอยู่เสมอ
เถาอวี้เฉิงเองก็ถือว่าเป็นปัญญาชนคนหนึ่ง แต่หัวข้อที่หลินเฉาหยางและหลี่ทัวคุยกันในวันนี้ มีหลายเรื่องที่เขารู้แค่ผิวเผิน อยากจะเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วยก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดี
ทว่าหลินเฉาหยางกลับสามารถพูดคุยได้อย่างฉะฉาน โต้ตอบกับหลี่ทัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซ้ำยังทำให้หลี่ทัวเกิดความเลื่อมใสได้อีกต่างหาก สิ่งนี้ทำให้เถาอวี้เฉิงต้องปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อน้องเขยคนนี้ใหม่อีกครั้ง
ดูเหมือนว่าการที่เฉาหยางเขียนนิยายได้ดีขนาดนี้คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญจริงๆ แต่เป็นเพราะผ่านการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์มาอย่างหนักหน่วง ถึงได้มีความรู้กว้างขวางเช่นนี้
ผ่านไปอีกสองวัน ขณะที่หลินเฉาหยางกำลังทำงานอยู่ เขาก็สังเกตเห็นตู้หรงซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานกำลังอ่าน "การเก็บเกี่ยว"
"การเก็บเกี่ยว" ฉบับเดือนมกราคมเพิ่งจะจัดจำหน่ายเมื่อไม่นานมานี้ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสิ่งพิมพ์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในวงการวรรณกรรมในประเทศ "การเก็บเกี่ยว" จึงเป็นหนังสือที่บรรดาผู้รักวรรณกรรมทั้งหลายต้องหามาอ่านอยู่เสมอ
"เฉาหยาง "การเก็บเกี่ยว" ฉบับนี้คุณอ่านหรือยัง" หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ ตู้หรงก็ถามหลินเฉาหยาง
"ยังเลยครับ มีอะไรเหรอ"
ตู้หรงบอกว่า "ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็แค่บังเอิญไปเห็นนิยายเรื่องหนึ่ง สไตล์คล้ายกับ "คนเลี้ยงม้า" และ "รองเท้าคู่เล็ก" ของคุณมากเลย"
หลินเฉาหยางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าตู้หรงจะมีความรู้สึกที่เฉียบแหลมขนาดนี้
ยังไม่ทันที่หลินเฉาหยางจะได้พูดอะไร ตู้หรงก็เปิดนิตยสารให้เขาดู "คุณดูสิ เรื่องนี้ไง "รักของพ่อแม่""
"รักของพ่อแม่" ก็คือนิยายเรื่องที่หลินเฉาหยางเคยส่งไปให้หลี่เสี่ยวหลินก่อนหน้านี้นั่นเอง นิยายเรื่องนี้อ้างอิงมาจากละครโทรทัศน์ชื่อเดียวกันในยุคหลัง
อันที่จริง ตัวละครโทรทัศน์เองก็ดัดแปลงมาจากนิยายเช่นกัน แต่ไม่ได้ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องยาวที่สมบูรณ์ หากแต่เป็นรวมเรื่องสั้นและนวนิยายขนาดกลางที่เขียนโดยนักเขียนแนวทหารชื่อหลิวจิง
พล็อตเรื่องของละครโทรทัศน์แท้จริงแล้วเป็นการผสมผสานและร้อยเรียงเรื่องราวทั้งเจ็ดเรื่องในรวมเรื่องสั้นเข้าด้วยกัน ส่วนหลินเฉาหยางนั้นได้นำเรื่องราวเหล่านั้นมาขัดเกลาจนกลายเป็นนวนิยายขนาดกลางความยาวหนึ่งแสนสองหมื่นตัวอักษร
ละครโทรทัศน์เรื่อง "รักของพ่อแม่" ได้รับรางวัลมากมายในปีที่ออกอากาศ ไม่ว่าจะเป็นรางวัลแมกโนเลียขาว รางวัลเฟยเทียน และรางวัลละครโทรทัศน์ยอดเยี่ยมระดับชาติเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน อีกทั้งยังได้คะแนนโหวตในเว็บโต้วป้านสูงถึง 9.4 คะแนน
เป็นที่ทราบกันดีว่าเว็บโต้วป้านนั้นเข้มงวดกับผลงานวรรณกรรมและภาพยนตร์ในประเทศมาโดยตลอด คะแนนโหวตสูงถึง 9.4 จากผู้ใช้งานกว่า 380,000 คน ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความยอดเยี่ยมของเรื่องราวนี้ได้เป็นอย่างดี
"รักของพ่อแม่" ในเวอร์ชันของหลินเฉาหยางยังคงใช้ความรักตลอดห้าสิบปีระหว่างเจียงเต๋อฝู นายทหารเรือหนุ่ม กับอันเจี๋ย คุณหนูผู้มีฐานะร่ำรวย เป็นแกนหลักในการดำเนินเรื่อง บอกเล่าเรื่องราวของทั้งสองคนที่ร่วมกันฟันฝ่าความแตกต่างทางชาติกำเนิด ความเหลื่อมล้ำทางระดับการศึกษา สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่เลวร้าย และความยากลำบากในการเอาชีวิตรอดในยุคสมัยที่พิเศษ พวกเขาเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งห้าคนและร่วมกันก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ นานาไปด้วยกัน
ทว่าในส่วนของระยะเวลาในนิยายนั้นมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ไทม์ไลน์ของ "รักของพ่อแม่" เปลี่ยนเป็นเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงก่อนสถาปนาประเทศ และไปสิ้นสุดที่ช่วงเวลาที่เหล่าเหรินเจียประกาศนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศในปี 1978
"นิยายเรื่องนี้ คุณคิดว่ายังไงบ้างครับ" หลินเฉาหยางถาม
ตู้หรงลังเลเล็กน้อย "ฉันพูดแล้วคุณห้ามโกรธนะ"
"ผมมีอะไรต้องโกรธด้วยล่ะครับ" หลินเฉาหยางหัวเราะ
"ฉันคิดว่านิยายเรื่องนี้เขียนได้ดีกว่า "คนเลี้ยงม้า" กับ "รองเท้าคู่เล็ก" ของคุณอีกนะ"
พอตู้หรงพูดประโยคนี้จบ เธอก็มองหลินเฉาหยางด้วยความรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย
เขาพูดติดตลกว่า "คุณก็พูดออกมาแล้ว ยังจะกลัวผิดใจกันอีกเหรอครับ"
"ไม่ได้กลัวผิดใจกันหรอก ฉันก็แค่เกรงใจความรู้สึกของคุณไง"
"ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไม่ควรพูดออกมาสิครับ"
เมื่อตู้หรงเห็นว่าเขามีสีหน้าผ่อนคลายและไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เธอก็พูดกลั้วหัวเราะว่า "ฉันรู้อยู่แล้วว่าคุณไม่โกรธหรอก"
"งั้นคุณลองบอกหน่อยสิครับ ว่านิยายเรื่องนี้ดีกว่านิยายของผมตรงไหน"
ตู้หรงเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง ผ่านไปครู่ใหญ่เธอจึงพูดขึ้นว่า "ฉันขอพูดถึงจุดที่เหมือนกันของผลงานพวกคุณก่อนแล้วกันนะ จุดที่เหมือนกันก็คือเรื่องราวล้วนโดดเด่นในด้านความเรียบง่าย ธรรมดา และอบอุ่น ส่วนข้อดีของ "รักของพ่อแม่" นั้น ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่ฉันคิดมันจะถูกหรือเปล่า คุณลองฟังดูนะ"
"ฉันคิดว่าอย่างแรกเลยก็คือพล็อตเรื่อง ด้วยความที่มันมีความยาวพอสมควร ระยะเวลาในเรื่อง "รักของพ่อแม่" จึงยาวนานถึงสามสิบปี
เรื่องราวไม่ได้นำเสนอแค่เส้นทางชีวิตคู่หลายสิบปีและความผูกพันที่เจียงเต๋อฝูกับอันเจี๋ยมีให้กันเท่านั้น แต่ยังนำเอาโชคชะตาของปัจเจกบุคคลมาถักทอเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างแนบแน่น เผยให้เห็นถึงภาพรวมทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุค 40 จนถึงยุค 70
ในแง่ของความลึกและความกว้างของเรื่องราว ถือว่ามีความน่าติดตามมากกว่า "คนเลี้ยงม้า" และ "รองเท้าคู่เล็ก"
อีกประการหนึ่งก็คือการออกแบบความขัดแย้งในเรื่อง เมื่อเทียบกับจังหวะการเดินเรื่องที่ราบเรียบและเนิบนาบของ "คนเลี้ยงม้า" และ "รองเท้าคู่เล็ก" แล้ว ความขัดแย้งใน "รักของพ่อแม่" นั้นรุนแรงกว่ามาก
เพราะเนื้อหาไม่ได้ครอบคลุมแค่เรื่องของปัจเจกบุคคลและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระดับสังคมด้วย ทั้งสามระดับนี้เลย
ความแตกต่างทางชาติกำเนิด ความขัดแย้งทางความคิด เรื่องจุกจิกในครอบครัว การสื่อสารระหว่างวัย... ปัญหาแต่ละอย่างสามารถหยิบยกมาเขียนเป็นเรื่องราวใหญ่โตได้เลย
แต่นักเขียนคนนี้กลับนำปัญหามากมายขนาดนี้มาหลอมรวมไว้ในนวนิยายขนาดกลางเพียงเรื่องเดียว จะบอกว่าไม่ฟุ่มเฟือยก็คงไม่ได้
แต่ข้อดีของการทำแบบนี้ก็ชัดเจนมาก นั่นคือความขัดแย้งในนิยายเรื่องนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและดึงดูดใจผู้อ่าน
จุดสุดท้ายที่ฉันคิดว่า "รักของพ่อแม่" ทำได้ดีก็คือโครงสร้างเรื่อง ด้วยความที่เป็นวิธีการเล่าเรื่องที่ครอบคลุมระยะเวลายาวนาน คุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าพล็อตเรื่องในแต่ละช่วงเวลาของนิยายมีความเป็นเอกเทศ
ทว่าโครงสร้างแบบนี้ก็ยังคงรักษาความต่อเนื่องของเส้นเรื่องหลักเอาไว้ได้ โครงเรื่องมีความชัดเจน อารมณ์ความรู้สึกค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปทีละขั้น และในตอนจบก็เต็มไปด้วยพลัง"
เมื่อพูดรวดเดียวจบ ตู้หรงก็ลูบผมตัวเองด้วยความไม่มั่นใจในตอนท้าย พร้อมกับพูดว่า "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่พูดไปมันถูกไหม แต่อย่างไรเสีย นี่ก็คือความรู้สึกของฉัน"
หลินเฉาหยางพยักหน้า "พูดได้ดีครับ ทุกประโยคตรงประเด็นหมดเลย ผมว่าคุณไปเขียนบทความวิจารณ์ได้สบายๆ เลยนะเนี่ย"
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากเขา ใบหน้าของตู้หรงก็เผยความมั่นใจขึ้นมาหลายส่วน "คุณอย่ามาหลอกฉันเลย"
"ผมพูดจริงๆ นะ คุณไม่เพียงแต่อ่านได้อย่างละเอียด แต่ยังสรุปได้ตรงจุดอีกด้วย"
ตู้หรงอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้าง รอยยิ้มของเธอสว่างไสว
"รักของพ่อแม่" เพิ่งจะตีพิมพ์ได้ไม่กี่วัน ตู้หรงถือว่าเป็นนักอ่านกลุ่มแรกๆ ของนิยายเรื่องนี้ เมื่อได้ฟังคำวิจารณ์ของเธอที่มีต่อนิยาย หลินเฉาหยางก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
ตู้หรงเป็นนักศึกษาแถมยังทำงานในห้องสมุด ปริมาณการอ่านของเธอจึงมีมากกว่านักอ่านทั่วไปมาก การที่เธอสามารถให้คะแนน "รักของพ่อแม่" ได้สูงขนาดนี้ ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพของนิยายเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
ผ่านไปอีกสองวัน เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเทศกาลเสี่ยวเหนียนแล้ว เถาอวี้ซูก็เตรียมของขวัญปีใหม่ที่จะนำกลับไปตงเป่ยเรียบร้อยแล้ว
การกลับตงเป่ยเป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว เมื่อพิจารณาว่าหลินเฉาหยางไม่ได้กลับบ้านเกิดมาปีกว่าแล้ว เถาอวี้ซูจึงปรึกษากับพ่อตาเถาไว้ก่อนหน้านี้ว่าปีใหม่ปีนี้จะไปฉลองที่ตงเป่ย
พ่อตาเถา แม่ยายเถา และสองสามีภรรยาหลินเฉาหยางจะเดินทางไปตงเป่ย ส่วนครอบครัวของเถาอวี้เฉิงและเถาอวี้โม่จะอยู่ฉลองที่เยียนจิง
เถาอวี้โม่ตั้งแต่เล็กจนโตยังไม่เคยไปตงเป่ยเลย เดิมทีเธอก็งอแงอยากจะไปด้วย แต่น่าเสียดายที่เถาอวี้ซูปฏิเสธ
เพิ่มคนหนึ่งคน ก็ต้องเสียค่าตั๋วรถไฟเพิ่มอีกตั้งห้าสิบหยวน
วันส่งท้ายปีเก่าของปีนี้ตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ส่วน ม.เยียนจิง จะเปิดเทอมในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากปรึกษาหารือกันแล้ว ทุกคนก็ตัดสินใจว่าจะออกเดินทางในวันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ และเดินทางกลับในวันที่สามเดือนอ้าย
ไปกลับใช้เวลาทั้งหมดเก้าวัน หักเวลาเดินทางที่ใช้ไปเกือบสี่วัน ก็พอดีกับการฉลองปีใหม่ที่ตงเป่ยเลย
ตอนนี้ตั๋วรถไฟต้องซื้อล่วงหน้าสามวัน แถมยังต้องซื้อที่จุดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าด้วย ถ้าไปซื้อที่สถานีรถไฟโดยตรงจะซื้อได้แค่ตั๋วของวันนั้นหรือวันถัดไปเท่านั้น
เมื่อนับวันดูแล้ว เช้าวันนั้นหลินเฉาหยางกำลังจะไปซื้อตั๋วที่จุดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าที่ซีจื๋อเหมิน แต่พอออกจากบ้านก็บังเอิญเจอกับตู้เฟิงเข้าพอดี
"อากาศหนาวขนาดนี้ นายวิ่งมาทำไมเนี่ย" หลินเฉาหยางถาม
"ก็เรื่องบ้านนั่นแหละครับ"
"สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง"
"ผมดูแล้วหลินฝูกุ้ยคงจะร้อนใจนิดหน่อย วันนั้นเขามาหาผมกับเจี้ยนจวินแล้วก็เปรยๆ ขึ้นมาว่ามีคนอยากจะซื้อบ้านของเขา"
เจี้ยนจวินเป็นเพื่อนร่วมกันของตู้เฟิงและหลินฝูกุ้ย และเป็นเพราะเขานี่แหละ ตู้เฟิงถึงได้รู้ว่าหลินฝูกุ้ยต้องการจะขายบ้าน
เมื่อหลินเฉาหยางฟังคำพูดของตู้เฟิง เขาก็เข้าใจความหมายทันที ถ้ามีคนอยากจะซื้อบ้านของหลินฝูกุ้ยจริงๆ เขาคงไม่ตั้งใจวิ่งมาเปรยให้ตู้เฟิงฟังแบบนี้หรอก
"งั้นก็นัดเขาออกมาเจอกันหน่อยสิ"
"ได้ครับ เดี๋ยวผมจัดการให้"
หลังจากนัดแนะเรื่องคุยเรื่องบ้านกับหลินฝูกุ้ยเรียบร้อยแล้ว ตู้เฟิงเห็นหลินเฉาหยางกำลังจะออกจากบ้านจึงถามขึ้นว่า "นี่กำลังจะไปไหนเหรอครับ"
"ไปซื้อตั๋วรถไฟน่ะ อีกสองวันจะกลับตงเป่ยแล้ว"
"พี่กลับไปกับพี่สาวสองคนของผมเหรอครับ"
"มีคุณอาหญิงกับคุณอาเขยของนายด้วย"
"พี่ไปตอนนี้ซื้อตั๋วยากนะ ซื้อตั๋วตู้นอนไม่ได้แน่ๆ"
"ฉันขอไปดูก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยหาวิธีอื่น" หลินเฉาหยางกล่าว
ตู้เฟิงรั้งเขาไว้พร้อมกับพูดว่า "เอาเถอะ เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง"
วันรุ่งขึ้น ตู้เฟิงก็ปรากฏตัวที่อพาร์ตเมนต์ที่ทะเลสาบหล่างรุ่นด้วยใบหูที่แดงก่ำเพราะความหนาว เขาไม่เพียงแต่ซื้อตั๋วตู้นอนให้พวกหลินเฉาหยางได้เท่านั้น แต่ยังจัดการเรื่องการต่อรถให้พวกหลินเฉาหยางเรียบร้อยอีกด้วย
การที่หลานชายอย่างตู้เฟิงช่วยจัดการเรื่องตั๋วรถไฟกลับตงเป่ยให้ ทำให้แม่ยายเถารู้สึกหน้าบานไม่น้อย
"พี่เขย ผมดูแล้วมะรืนนี้พวกพี่ก็จะไปแล้ว เรื่องบ้านถ้าไม่ทันก็เลื่อนไปหลังปีใหม่เถอะครับ" ตู้เฟิงเสนอแนะ
"ตกลง"
ใกล้จะถึงช่วงปีใหม่แล้ว คงไม่มีใครมาขายบ้านเอาตอนนี้หรอก
ทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ ในวันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ สองสามีภรรยาหลินเฉาหยางและเถาอวี้ซู พร้อมด้วยพ่อตาเถาและแม่ยายเถาก็หอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟ







