"ศิษย์พี่!
ศิษย์พี่!"
เด็กหญิงอายุสิบสี่สิบห้าปีกำลังปีนขึ้นเขา เนื่องจากภูเขาสูงชันมากจนต้องใช้ทั้งมือและเท้า นางไม่ได้สงวนท่าทีเหมือนเด็กสาววัยเดียวกันที่ตีนเขา และไม่ได้บอบบางเหมือนพวกนาง นางตะโกนเรียกไปพลางปีนขึ้นเขาไปพลาง ซ้ำยังปีนได้ค่อนข้างเร็วอีกด้วย
ทันใดนั้นเบื้องหน้าก็เปิดกว้าง มาถึงยอดเขาแล้ว
"ศิษย์พี่!"
เด็กสาวยืดตัวขึ้นตรง มองซ้ายมองขวา
แม้ว่ายอดเขาฝูชิวจะไม่แคบเหมือนยอดเขาสูงชันอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้มีพื้นที่กว้างขวางนัก มองปราดเดียวก็เห็นทั่วแล้ว
รอบด้านมีเพียงต้นไม้ใบหญ้าและโขดหินระเกะระกะ กับต้นสนโบราณรูปร่างประหลาดขนาดใหญ่เป็นพิเศษต้นหนึ่ง ไม่มีอย่างอื่นอีก
อ้อ... จะว่ามีก็มีอยู่
นั่นคือลูกจิ้งจอกตัวเท่าฝ่ามือที่อยู่บนพื้น ลูกสัตว์ตัวเล็กแค่นี้โตไวมาก เพียงไม่กี่วันก็เปลี่ยนไปมาก ตอนนี้มันกำลังนั่งนิ่งๆ อย่างว่าง่าย หางแกว่งไปมาซ้ายขวา แหงนหน้าจ้องมองนาง
"ไม่ได้อยู่ที่นี่เหรอ?"
ไม่ใช่ว่าอยู่ที่นี่หรอกหรือ?
เด็กหญิงรู้สึกสงสัยเล็กน้อย เพิ่งจะเตรียมตัวเดินลงไป ก็เห็นลูกจิ้งจอกตัวนั้นนั่งอยู่บนพื้น จึงยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก
"ศิษย์พี่ล่ะ?"
สิ้นเสียง ก็เห็นคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากต้นสนโบราณ
เขาคือศิษย์พี่เล็กที่นางกำลังตามหาพอดี
"หืม?"
เด็กหญิงชะงักไปทันที มองดูหลินเจวี๋ย สลับกับมองต้นสนโบราณที่ลำต้นหนากว่าตัวคนต้นนั้น "ศิษย์พี่ ท่าน... ท่านออกมาจากต้นไม้ได้ยังไง?"
"วิชาเร้นพฤกษา"
หลินเจวี๋ยตอบนางอย่างตรงไปตรงมา
หากเป็นตอนที่เพิ่งมาถึงอารามแห่งนี้ เขาอาจจะยังหลบเลี่ยงเด็กหญิงคนนี้ หรือไม่ก็กำชับนางว่าอย่าไปบอกท่านอาจารย์กับบรรดาศิษย์พี่ ทว่าหลังจากอยู่มาได้ไม่กี่วัน เขาก็พอจะรู้ธรรมเนียมของอารามแห่งนี้ รวมถึงนิสัยใจคอของท่านอาจารย์และศิษย์พี่แล้ว
นักพรตพวกนี้ขี้เกียจจะมาสนใจเรื่องพรรค์นี้
การใช้ชีวิตอย่างอิสระไร้กังวลและสบายใจถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ขณะเดียวกัน สำนักฝูชิวก็ไม่มีกฎห้ามศิษย์ในสำนักฝึกฝนวิชาอาคมอื่น หรือห้ามไปเรียนวิชาจากที่อื่นแต่อย่างใด มิเช่นนั้น นักพรตอวิ๋นเฮ่อคงไม่ให้เขาไปเรียนวิชาจากเจ้าสำนักเซียนหยวน และสำนักฝูชิวก็คงไม่มีวิชาอาคมอื่นนอกจากเจ็ดวิชาแรกเริ่มนั่นแล้ว
หลินเจวี๋ยพอจะเดาได้ว่า หลังจากตนกราบเข้าสำนักฝูชิวแล้ว เวลาส่วนใหญ่น่าจะหมดไปกับการอยู่บนเขา ในช่วงไม่กี่ปีนี้คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสวิชาอาคมอื่นมากนัก มีแค่วิชานี้วิชาเดียวก็ไม่เสียหายอะไร
วิชาอาคมนี้ก็จำเป็นต้องฝึกฝนและต้องทำความเข้าใจต่อไป
ตอนนี้หลินเจวี๋ยเพิ่งจะเรียนรู้ได้สำเร็จ การแสดงพลังยังไม่เสถียร ใช้งานยังไม่คล่องแคล่วพอ ต้องปรับสภาพจิตใจให้ดีก่อนจึงจะเร้นกายเข้าไปในต้นไม้ได้ ขณะเดียวกันอาจเป็นเพราะ 'แก่นแท้ดินไม้' และกลิ่นอายวิญญาณในยางท้อ หลินเจวี๋ยจึงสามารถเดินทางทะลุผ่านทั้งไม้เป็นและไม้ตายได้ตามใจชอบตั้งแต่แรก ทว่าการเคลื่อนที่ในเนื้อไม้นั้นไม่ค่อยคล่องตัวนัก มีแรงต้านและกินแรงมาก อีกทั้งหากเขาต้องการซ่อนตัวในต้นไม้ ต้นไม้ต้นนั้นจะต้องกว้างกว่าตัวเขา มิฉะนั้นส่วนที่เกินมาของร่างกายก็จะโผล่ออกมา
ได้ยินมาว่าหากฝึกฝนจนถึงขั้นสูง ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความแตกต่างระหว่างรูปทรงของต้นไม้กับรูปร่างของตัวเองอีกต่อไป ต่อให้เป็นต้นไม้ที่หนาเท่าปากชาม หรือแผ่นประตูแผ่นไม้กระดานแบนๆ ก็สามารถซ่อนตัวเข้าไปได้
ข้อที่สำคัญที่สุดคือ หากตอนนี้หลินเจวี๋ยซ่อนตัวอยู่ในต้นไม้ เขาจะไม่สามารถหายใจข้างในนั้นได้
ดังนั้นจึงอยู่ได้ไม่นาน
จุดนี้ถือว่าอันตรายถึงชีวิตทีเดียว
อันที่จริงจนถึงตอนนี้หลินเจวี๋ยพอจะรู้แล้วว่า วิชาอาคมนี้เกี่ยวข้องกับทั้งพรสวรรค์และอุปนิสัยแต่กำเนิด ไม่ใช่ว่าขยันแล้วจะฝึกฝนได้ราบรื่น ต่อให้ปกติเขาจะระมัดระวังเวลาตัดฟืน และไม่เคยทำร้ายหรือถอนทำลายต้นไม้ใบหญ้าโดยไร้เหตุผล ทว่าอย่างมากก็คงฝึกได้ถึงแค่ขั้นสูง หากจะฝึกให้ถึงขั้นในตำนานที่สามารถเคลื่อนที่ผ่านระบบรากไม้และกิ่งก้านใบที่สัมผัสกันได้นั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
นี่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
บนโลกนี้มีวิชาอาคมนับไม่ถ้วน คนก็นับไม่ถ้วน แต่ละคนล้วนมีความถนัดต่างกันไป จะมีใครที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศในทุกด้านได้เล่า? ยิ่งไปกว่านั้นเวลาและเรี่ยวแรงก็มีไม่พอด้วย
หลินเจวี๋ยก็รู้สึกพอใจแล้ว
แต่ก็ยังต้องฝึกฝนอยู่ดี
และการฝึกฝนเช่นนี้ หากทำต่อเนื่องเป็นเวลานาน ย่อมไม่อาจปิดบังบรรดาศิษย์พี่ในอารามและนักพรตอวิ๋นเฮ่อได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ จะต้องปิดบังไปทำไม
"ศิษย์น้องหญิง กลิ่นอายวิญญาณธาตุดินที่ข้าให้ไป เจ้ากินหรือยัง?"
"กินแล้วเจ้าค่ะ กินแล้วรู้สึกแปลกประหลาดนิดหน่อย เหมือนฝันไปหลายเรื่อง ท่านอาจารย์บอกว่ารอให้ข้าเริ่มเรียนวิชา 'บดหิน' ความเข้าใจเหล่านี้ก็จะแสดงประโยชน์ออกมาให้เห็นเอง"
"เช่นนั้นก็ดี"
"ศิษย์พี่ ที่ข้ามาหาท่านก็เพื่อจะบอกว่า ท่านอาจารย์เพิ่งบอกข้าว่า นักพรตหวั่งจีจื่อ เจ้าสำนักเซียนหยวน วันนี้จะบรรยายธรรมให้ศิษย์ที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ฟัง จึงให้พวกเราไปร่วมฟังด้วย"
"ดีเลย! เมื่อไหร่ล่ะ?"
"ท่านอาจารย์บอกว่าไม่ต้องกลับไปแล้ว พวกเราตรงไปได้เลย ท่านตกลงกับเจ้าสำนักเซียนหยวนไว้แล้ว" ศิษย์น้องหญิงเล็กรีบกล่าว "ท่านขอให้อีกาตัวหนึ่งช่วยนำทางให้พวกเรา แล้วก็ให้ข้ามาเรียกท่าน"
พูดจบนางก็ตบกระเป๋าสะพายของตัวเอง
"ของกินระหว่างทางข้าเตรียมมาพร้อมแล้ว ทางค่อนข้างไกล พวกเราต้องเดินให้เร็วหน่อย"
"งั้นก็ไปกันเถอะ"
หลินเจวี๋ยหันกลับไปมองลูกจิ้งจอกแวบหนึ่ง แล้วจึงเดินตามศิษย์น้องหญิงเล็กลงเขาไป
มีอีกาตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้ด้านล่างจริงๆ เมื่อเห็นสองคนกับหนึ่งจิ้งจอกลงมา มันก็กระพือปีกบินขึ้นทันที บินไปตามเส้นทางที่คนสามารถเดินได้ นำทางพวกเขามุ่งหน้าสู่สำนักเซียนหยวน
เขาอีซานกว้างใหญ่มาก ความกว้างจากเหนือจรดใต้และออกจรดตกล้วนกินพื้นที่หลายสิบลี้ หรือแม้กระทั่งความกว้างจากเหนือจรดใต้อาจเกือบร้อยลี้ มียอดเขาที่พอจะเรียกชื่อได้กว่าร้อยยอด อารามเต๋าก็มีไม่น้อย สำนักเซียนหยวนอยู่ค่อนข้างใกล้ ทว่าทางเดินที่ต้องขึ้นเขาลงเขาแถมยังเดินลำบากนั้น ก็กินทั้งเวลาและเรี่ยวแรงไปมากทีเดียว
สองคนกับหนึ่งจิ้งจอกแทบจะวิ่งเอาเลยทีเดียว
เด็กหญิงมีนิสัยร่าเริงอย่างยิ่ง คุ้นเคยกับศิษย์พี่แล้ว ต่อให้เดินเร็วปานนี้ ก็ยังคงมีเรื่องชวนคุยไม่ขาดปาก
"ศิษย์พี่ดูสิ ตรงนั้นมีต้นสนอยู่ต้นหนึ่ง ด้านหนึ่งสีเขียวอีกด้านสีแดง! ท่านรู้หรือไม่ เมื่อวานศิษย์พี่สามบอกข้าว่านั่นคือรอยที่ทูตของเทพารักษ์ภูเขาลูบผ่าน ตรงไหนที่ทูตลูบผ่านก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง"
"เขาอาจจะเมาก็ได้"
"จริงด้วย..."
ภูเขาสูงชัน ไม่นานก็เหนื่อยจนหอบแฮ่ก
แต่สำนักเซียนหยวนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขาแล้ว
นี่คือยอดเขาที่สูงชันและงดงามล้ำเลิศ ราวกับจิตรกรสายอิมเพรสชันนิสต์สาดหมึกวาดลงในภาพทิวทัศน์อย่างตามใจชอบ ทว่าในสภาพอากาศที่สายฝนปนหมอกเพิ่งหยุดตกเช่นนี้ ภูเขาลูกนี้กลับก้าวเข้าสู่ความเป็นจริงภายใต้เมฆหมอกที่ลอยอ้อยอิ่ง ไม่รู้ว่าเป็นเช่นนี้ประจำหรือเพราะพวกเขาสองคนโชคดี บนดวงอาทิตย์เหนือศีรษะยังมีรุ้งทรงกลดประดับอยู่ ยิ่งทำให้ที่นี่ดูราวกับแดนเซียน
บนเขามีกลุ่มอาคารตั้งอยู่ ไม่ใช่อารามเต๋าแบบลานบ้านอย่างสำนักฝูชิว แต่เป็นตำหนักและหอคอยที่กระจายตัวอยู่ตามไหล่เขา ตรงกลางเชื่อมต่อกันด้วยบันไดหิน ดูโอ่อ่าสง่างามมาก
เวลานี้ภายในอารามมีควันธูปลอยกรุ่น ผสมผสานกับเมฆหมอกจนยากจะแยกออก
"ใหญ่จัง"
ศิษย์น้องหญิงเล็กอดรำพึงออกมาไม่ได้
พูดจบนางก็หันหน้ามาอธิบายให้ศิษย์พี่ข้างกายฟัง
"ท่านอาจารย์บอกว่าสำนักเซียนหยวนเป็นอารามเร้นกายที่ใหญ่ที่สุดในเขาอีซาน รับศิษย์ไว้มากมาย แต่พวกเขาเพียงแค่บำเพ็ญเพียรเท่านั้น โดยพื้นฐานแล้วไม่มีผู้แสวงบุญจากตีนเขาขึ้นมาจุดธูปไหว้พระเลย"
"งั้นก็ไปกันเถอะ"
หลินเจวี๋ยก้าวเดินไปข้างหน้า
ประตูใหญ่ของสำนักเซียนหยวนเปิดกว้าง มีนักพรตสวมชุดนักพรตเดินเข้าออกอยู่ข้างใน ชุดนักพรตของหลินเจวี๋ยและศิษย์น้องหญิงเล็กยังตัดไม่เสร็จ จึงสวมเพียงเสื้อผ้าธรรมดา เมื่อนักพรตเหล่านี้เห็นเข้าก็ล้วนประหลาดใจ และไม่ได้คิดว่าพวกเขาเป็นผู้แสวงบุญที่มาไหว้พระในอารามหรืออะไรทำนองนั้น
ความจริงแล้วเขาอีซานนั้นห่างไกลความเจริญอยู่แล้ว ที่นี่ก็ยังเป็นส่วนลึกของเขาอีซานอีก การที่นักพรตเหล่านี้มาสร้างอารามอยู่ที่นี่ก็เพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างสงบ อย่าว่าแต่ผู้แสวงบุญเลย ต่อให้เป็นผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ ก็ยากที่จะเดินมาถึงที่นี่ได้
"ทั้งสองท่านคือ..."
"สหายเต๋าเมตตา" หลินเจวี๋ยเห็นว่านักพรตที่เอ่ยปากถามนั้นยังดูหนุ่มแน่น จึงประสานมือคารวะตอบ "พวกเราเป็นศิษย์ที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ของสำนักฝูชิว ซึ่งเป็นมิตรกับสำนักของท่าน ได้ยินว่าเจ้าสำนักของท่านจะบรรยายธรรมให้ศิษย์ใหม่ฟังในวันนี้ ท่านอาจารย์ของข้าจึงให้พวกเรามาแวะเยือนและร่วมฟังด้วย"
"สหายเต๋าจากสำนักฝูชิวเองหรือ ท่านเจ้าสำนักบรรยายธรรมอยู่ทางด้านนี้ ข้าจะพาพวกท่านไปเอง"
"ขอบคุณศิษย์พี่เต๋ามาก"
ในเมื่ออีกฝ่ายกระตือรือร้นและมีมารยาท หลินเจวี๋ยจึงเปลี่ยนสรรพนามเรียกขาน
"ขอบคุณศิษย์พี่เต๋ามากเจ้าค่ะ!"
ศิษย์น้องหญิงเล็กแทบจะเลียนแบบน้ำเสียงของเขามาเลย
ดังนั้นทั้งสองจึงเดินตามนักพรตหนุ่มผู้นี้ไปข้างหน้าสิบกว่าจ้าง แล้วเดินขึ้นไปตามบันไดหินทางซ้าย จนมาถึงหน้าตำหนักใหญ่หลังหนึ่ง
ประตูตำหนักก็เปิดอยู่เช่นกัน ภายในมีควันสีฟ้าลอยอ้อยอิ่ง
บนพื้นในตำหนักมีเบาะรองนั่งสิบกว่าใบปูอยู่ มีนักพรตน้อยสิบกว่าคนนั่งอยู่ ส่วนใหญ่ก็ดูอายุสิบกว่าปี มีสองสามคนที่อายุราวยี่สิบปี ทุกคนล้วนสวมชุดนักพรตใหม่เอี่ยม ด้านหน้ามีชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ กำลังตอบคำถามของเหล่านักพรตน้อยอย่างไม่เร่งร้อน
"เต๋านั้นลึกล้ำ และก็ไม่ลึกล้ำ สัจธรรมอันเป็นไปตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง นั่นก็คือเต๋า ตั้งแต่พวกเจ้าถือกำเนิดมาบนโลก สิ่งที่ได้เห็นได้ยิน รอบตัวล้วนมีแต่เต๋าทั้งสิ้น ทว่าหากต้องการทำความเข้าใจเต๋า กลับเป็นเรื่องยากยิ่งนัก"
นักพรตเฒ่าดูอ่อนวัยกว่านักพรตอวิ๋นเฮ่อเล็กน้อย
"ท่านเจ้าสำนัก เริ่มบรรยายธรรมได้หรือยังขอรับ?"
"เจ้าเด็กนี่! บำเพ็ญเพียรจะใจร้อนได้อย่างไร? พึงรู้ไว้ว่านี่คือเรื่องที่ยิ่งรีบก็ยิ่งช้าที่สุดในโลกแล้ว" นักพรตเฒ่ากล่าวพลางมองไปยังคนทั้งสามที่อยู่ด้านนอก "บอกแล้วว่ายังมีศิษย์จากอารามอื่นยังมาไม่ถึง พวกเจ้าอดทนรอสักครู่จะเป็นไรไป? ยิ่งไปกว่านั้น นี่ก็มาถึงแล้วไม่ใช่หรือ?"
นักพรตหนุ่มที่นำทางหลินเจวี๋ยและศิษย์น้องมา ยืนอยู่ตรงประตู โค้งคารวะและเรียกท่านเจ้าสำนัก ก่อนจะกล่าวว่า "สหายเต๋าสองท่านจากสำนักฝูชิวมาเยือนขอรับ บอกว่ามาร่วมฟังท่านเจ้าสำนักบรรยายธรรม"
หลินเจวี๋ยก็รีบยืนอยู่ตรงประตูและประสานมือคารวะเข้าไปด้านในเช่นกัน
"คารวะท่านนักพรตหวั่งจีจื่อ"
"คารวะท่านนักพรตหวั่งจีจื่อเจ้าค่ะ"
นักพรตเฒ่าเลิกคิ้วขึ้น แล้วถามว่า "พวกเจ้ามากันแค่สองคนหรือ?"
ในน้ำเสียงฟังออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน
"มีแค่พวกเราสองคนขอรับ"
หลินเจวี๋ยที่ยืนอยู่ด้านนอกส่งเสียงตอบ
"หึ! เมื่อก่อนตอนศิษย์สำนักฝูชิวของพวกเจ้ามาฟังธรรม อย่างน้อยตอนมาครั้งแรกเจ้าสำนักก็ยังจะตามมาด้วยสักรอบเพื่อรักษามารยาท ตอนนี้ตาเฒ่าอวิ๋นเฮ่อนั่น แม้แต่ระยะทางแค่นี้ก็ไม่อยากจะเดินแล้วหรือ?"
ศิษย์น้องหญิงเล็กก้มหน้าฟัง รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ยืนอยู่ตรงประตูทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ จึงได้แต่กลอกตาแอบมองศิษย์พี่ของตนเงียบๆ
"ท่านอาจารย์สุขภาพไม่ค่อยดีขอรับ"
หลินเจวี๋ยเองก็เริ่มไม่แน่ใจนัก
"หืม? เกิดอะไรขึ้น? มาก็มาแล้ว จะมายืนคุยอยู่ตรงประตูทำไม เข้ามานั่งสิ!"
นักพรตเฒ่าสะบัดแขนเสื้อ พัดควันสีฟ้าในตำหนักให้กระจายออก
นักพรตน้อยสิบกว่าคนก็หันขวับกลับมา มองดูนักพรตสองคนที่มาจากอารามอื่นซึ่งปล่อยให้พวกเขารอมาเนิ่นนาน บ้างก็อยากรู้อยากเห็น บ้างก็ไม่พอใจ บ้างก็รู้สึกแปลกใจที่พวกเขายังไม่สวมชุดนักพรตด้วยซ้ำ และบ้างก็อดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรนักเพราะท่าทีของเจ้าสำนักตนเอง
ส่วนหลินเจวี๋ยก็พาศิษย์น้องหญิงเล็กเดินเข้าไปในตำหนัก
มีเบาะรองนั่งว่างอยู่สองใบพอดี
หลินเจวี๋ยรู้ว่าเตรียมไว้ให้พวกเขาสองคน จึงเดินไปนั่งลงพร้อมกับศิษย์น้องหญิงเล็ก
"ครั้งนี้อารามของพวกเจ้าทำไมถึงรับศิษย์สองคนล่ะ? ไม่ใช่ว่ารับแค่คนเดียวก็เต็มแล้วหรือ?" นักพรตหวั่งจีจื่อถามต่อ
"ข้าเองก็ไม่ทราบขอรับ คงเป็นวาสนากระมัง"
"วาสนาอะไรกัน? ไม่ใช่ว่ามีดวงตาที่ดีคู่หนึ่งหรอกหรือ? ตอนนี้สุขภาพท่านอาจารย์พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ถึงขั้นเดินไม่กี่ก้าวก็ไม่ไหวแล้วจริงๆ หรือ?"
"ไม่ปิดบังท่านนักพรต ตั้งแต่ท่านอาจารย์กลับมาที่อาราม สุขภาพของท่านก็ดูแย่ลงเรื่อยๆ จริงๆ ขอรับ"
หลินเจวี๋ยเลือกที่จะพูดตามความจริง
บางทีความจริงใจอาจเป็นวิธีรับมือที่ดีที่สุด เดิมทีในน้ำเสียงของหวั่งจีจื่อควรจะมีความไม่พอใจอยู่บ้าง ทว่าเมื่อได้ฟังแล้ว เขากลับเพียงแค่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมา
"หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ!"
"..."
"ตอนหนุ่มเขาบำเพ็ญเพียรใจร้อนเกินไป หยินหยางเสียสมดุล แต่กลับลุ่มหลงในความก้าวหน้า ไม่ยอมเสียเวลาปรับสมดุลเสียที พอแก่ตัวลงย่อมทิ้งรากเหง้าของโรคภัยเอาไว้ ได้ยินว่าเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขาไปเยี่ยมสหายเก่ามา ส่วนใหญ่คงฝืนรีดเร้นพลังปราณวิญญาณออกมาบ้าง ตอนนี้พอกลับมาที่อาราม พลังปราณถดถอย ประกอบกับได้พบสหายเก่าผู้นั้นแล้ว หมดห่วงในใจแล้ว ย่อมทำได้เพียงรอความตายเท่านั้น
"นี่ก็คือเหตุผลที่เขาให้พวกเจ้ามาฟังข้าบรรยายธรรมที่นี่
"ตัวเองยังบำเพ็ญเพียรได้ไม่ดี จะไปบรรยายธรรมให้คนอื่นฟังได้อย่างไร?"
หวั่งจีจื่อพูดพลางชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ลืมที่จะกำชับเหล่านักพรตน้อยที่อยู่ด้านล่างว่า
"ในหมู่พวกเจ้า ก็มีบางคนที่นิสัยใจร้อน ต้องนำเรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ จำไว้ว่า ไม่ว่าอย่างไรหยินหยางก็ห้ามเสียสมดุลเด็ดขาด พึงรู้ไว้ว่าหยินหยางเสียสมดุลนั้น คือวิถีการบำเพ็ญเพียรของพวกปีศาจ หากมนุษย์ไปเรียนรู้เข้า ย่อมทิ้งผลร้ายตามมาในภายหลังแน่นอน"
ด้านล่างมีเสียงขานรับดังขึ้นระงม
ส่วนหลินเจวี๋ยก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองศิษย์น้องหญิงเล็ก ประจวบเหมาะกับที่ศิษย์น้องหญิงเล็กก็กำลังหันหน้ามามองเขาเช่นกัน ใบหน้าของนางขาวผ่อง เครื่องหน้าหมดจด ดวงตาเบิกกว้าง ทว่ากลับดูเหม่อลอยอยู่บ้าง
ทั้งสองสบตากัน นอกจากจะได้รู้สาเหตุที่ท่านอาจารย์สุขภาพไม่ดีแล้ว ยังจดจำคำเตือนของหวั่งจีจื่อเอาไว้ในใจด้วย
"เลิกพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว วันนี้จะบรรยายเรื่องปราณทั้งห้าแห่งฟ้าดินและกลิ่นอายวิญญาณหยินหยางให้พวกเจ้าฟัง สองคนจากสำนักฝูชิว ก็ตั้งใจฟังที่ปินเต้าพูดให้ดี จะเก็บเกี่ยวไปได้มากน้อยแค่ไหน ล้วนแล้วแต่พวกเจ้า"
หวั่งจีจื่อนั่งขัดสมาธิสะบัดแขนเสื้อ
นักพรตน้อยด้านล่างที่อดไม่ได้ที่จะแอบมองหลินเจวี๋ยกับศิษย์น้องหญิงเล็กมาตลอด เมื่อได้ยินเสียงก็รีบนั่งตัวตรงทันที ทำท่าทางตั้งใจฟัง แต่ก็ยังมีคนเบนความสนใจมาที่พวกเขาอยู่ดี ไม่รู้ว่ากำลังมองหลินเจวี๋ย หรือกำลังมองศิษย์น้องหญิงเล็กที่ค่อนข้างสะสวยและขาวผ่องกันแน่







