วันที่ยี่สิบสองตุลาคม
ในที่สุดนักร้องพเนจรอย่างตู้ฮุยก็เริ่มบันทึกเสียงเพลงแล้ว
อัลบั้มใหม่มีชื่อว่า "กลางสายฝน" เมื่อยืนอยู่ในห้องบันทึกเสียง มองดูอุปกรณ์ชั้นยอดราคาแพงและอาจารย์ผู้ฝึกสอนมืออาชีพ ตู้ฮุยก็รู้สึกราวกับกำลังฝันไป
เสียงดนตรีบรรเลงดังขึ้น เขาหยิบกีตาร์ขึ้นมาดีดเพลงที่ร้องท่ามกลางสายฝนในวันนั้น ในหัวของตู้ฮุยก็หวนนึกถึงวันเวลาแห่งการร่อนเร่พเนจรในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยไม่รู้ตัว
ภายในห้องบันทึกเสียงที่คับแคบ...
ตู้ฮุยได้หลอมรวมความรู้สึกตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งหมดลงไปในเพลงนี้
เขารอคอยวันนี้มานานแสนนานแล้ว
..............................
จางเซิ่งถือบัตรผ่านเดินเข้ามาในห้องบันทึกเสียง
สวีเซิ่งหนานพยักหน้าให้จางเซิ่ง จากนั้นก็ยื่นหูฟังอันหนึ่งให้เขา
ในหูฟังมีเสียงที่ค่อยๆ แหบพร่าของตู้ฮุยดังแว่วมา เมื่อมองผ่านหน้าต่าง จางเซิ่งเห็นว่าขอบตาของตู้ฮุยแดงก่ำ เขาจมดิ่งอยู่ในเสียงดนตรี อารมณ์ความรู้สึกแผ่ซ่านออกมาจนถึงนอกห้องบันทึกเสียง
"ร้องได้ดีกว่าเมื่อก่อน พลังในการสื่ออารมณ์รุนแรงมาก..."
"แต่ว่านอกจากเพลงโปรโมตหลักอย่าง 'กลางสายฝน' กับเพลง 'ราตรีเยียนจิง' แล้ว เพลงอื่นๆ ล้วนธรรมดามาก มีความซ้ำซากจำเจสูงเกินไป..."
หลังจากตู้ฮุยร้องเพลงนี้จบ สวีเซิ่งหนานก็ถอดหูฟังออกแล้วส่ายหน้าให้จางเซิ่ง
ในฐานะแมวมองและผู้จัดการพาร์ตไทม์ที่เคยปลุกปั้นนักร้องยอดนิยมอย่าง "ม่อจื่อ" มาก่อน สวีเซิ่งหนานไม่ได้รู้สึกพึงพอใจในตัวตู้ฮุยเป็นพิเศษนัก
รูปลักษณ์ภายนอกของตู้ฮุยนั้นธรรมดา อนาคตย่อมไม่อาจพัฒนาไปทางสายซีรีส์ไอดอลได้ แม้ว่าน้ำเสียงจะมีเอกลักษณ์ระดับหนึ่ง แต่ก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าร้องได้แค่เพลงบางแนวเท่านั้น ส่วนความสามารถในการแต่งเพลงถือว่าพอใช้ได้ ทว่าเนื้อเพลงตรงไปตรงมาและเรียบง่ายเกินไป ขาดชั้นเชิงการเขียนของนักแต่งเพลงระดับแนวหน้า จะบอกว่าเป็นเพลงป็อปตลาดๆ ก็ไม่ได้มีท่วงทำนองติดหูคอยส่งเสริมเหมือนเพลงเหล่านั้นเลย...
หากประเมินโดยรวมแล้ว สวีเซิ่งหนานคงจัดให้ตู้ฮุยเป็นนักร้องทั่วไปในระดับ B ซึ่งนักร้องระดับนี้ถือว่าได้มาตรฐานในการออกอัลบั้มแล้ว โอกาสขาดทุนมีไม่มากนัก แต่ถ้าจะให้โด่งดัง
ก็ยังขาดอะไรไปอีกหน่อย
"พี่เซิ่งหนาน พี่คิดว่าขีดจำกัดสูงสุดของเขาไม่สูงงั้นเหรอครับ"
"ใช่ ของหลายๆ อย่างมันขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ พรสวรรค์ของเขาไม่สูงนัก"
"พรสวรรค์ไม่สูง ความสำเร็จในอนาคตก็จะไม่สูงด้วยเหรอครับ"
"แม้ว่าจะไม่อาจตัดสินคนคนหนึ่งแบบนั้นได้ แต่สำหรับตอนนี้ฉันก็ยังคงประเมินเขาไว้ไม่สูงอยู่ดี"
"..."
หลังจากบันทึกเสียงเสร็จ ตู้ฮุยก็ออกจากห้องบันทึกเสียง
หลังจากผลักประตูออกมา เขาก็ดันได้ยินบทสนทนาระหว่างจางเซิ่งกับสวีเซิ่งหนานพอดี
ส่วนลึกในใจของตู้ฮุยราวกับถูกเข็มทิ่มแทงอย่างแรง แต่หลังจากนั้นเขาก็รีบยิ้มและเดินเข้าไปหาจางเซิ่งทันที
จางเซิ่งมองตู้ฮุยพลางพยักหน้า "อัดเสร็จแล้วเหรอ"
"บอสจาง อัดเสร็จแล้วครับ!"
"เป็นยังไงบ้าง"
"ก็ไม่เลวครับ อารมณ์ที่ผมอยากสื่อถูกถ่ายทอดออกมาจนหมดแล้ว..."
"อ้อ กลับไปอัดใหม่อีกรอบ"
"หา?"
"กลับไปอัดใหม่อีกรอบ"
"???"
ตู้ฮุยชะงัก มองจางเซิ่งอย่างไม่อยากจะเชื่อ
จางเซิ่งไม่ได้บอกว่าเพลงนี้ดี และไม่ได้บอกว่าเพลงนี้แย่ เขาเพียงแค่นั่งอยู่บนเก้าอี้และมองตู้ฮุยอย่างเงียบๆ
สวีเซิ่งหนานก็หันหน้ามามองจางเซิ่งด้วยความแปลกใจเช่นกัน
เห็นเพียงจางเซิ่งมีสีหน้าเรียบเฉย จ้องมองตู้ฮุยแล้วพูดซ้ำอีกครั้ง
ตู้ฮุยหันไปมองสวีเซิ่งหนานตามสัญชาตญาณ สวีเซิ่งหนานก็พยักหน้า
"ผมว่าก็น่าจะพอได้แล้วนะครับ..." อาจารย์ผู้ฝึกสอนไว้หนวดเคราเฟิ้มที่อยู่ข้างๆ ลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ
แต่หลังจากเห็นสีหน้าจริงจังของจางเซิ่ง เขาก็กลืนคำพูดลงคอไป
สีหน้าของจางเซิ่งเย็นชา ปราศจากความรู้สึกใดๆ
ส่วนสวีเซิ่งหนานก็ไม่ปริปากพูดอะไรเลย
นั่นทำให้อาจารย์ผู้ฝึกสอนหนวดเคราเฟิ้มเดาไม่ออกว่าจางเซิ่งมีฐานะอะไรกันแน่ ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไร
ในที่สุดตู้ฮุยก็พยักหน้าและเดินเข้าไปในห้องบันทึกเสียง เขาบันทึกเสียงเพลง "กลางสายฝน" อีกครั้งด้วยความรู้สึกสับสนงุนงง...
การบันทึกเสียงครั้งนี้ ดูเหมือนผลลัพธ์จะแย่กว่าเมื่อครู่เล็กน้อย...
หลังจากบันทึกเสียงเสร็จ แม้แต่สวีเซิ่งหนานก็ยังขมวดคิ้ว
"เอาเป็นว่า ใช้เวอร์ชันก่อนหน้านี้ดีไหม" สวีเซิ่งหนานปรายตามองจางเซิ่ง
"อัดต่อไป!"
"คนเราพออัดหลายรอบเข้า อารมณ์มันก็จะหายไป แล้วก็จะกลายเป็นความด้านชา..."
"อัดต่อไป!"
"..."
สวีเซิ่งหนานมองจางเซิ่งแล้ว ในที่สุดก็พยักหน้าให้ตู้ฮุย
เวลาผ่านไปทีละน้อย
ตู้ฮุยบันทึกเสียงเพลงเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่สภาพของเขากลับแย่ลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นเริ่มร้องเพี้ยนแล้ว...
ทว่าจางเซิ่งราวกับเป็นหุ่นยนต์ เขาสั่งให้ตู้ฮุยเดินเข้าไปอัดเสียงต่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้อัดออกมาแย่แค่ไหนก็ให้ทำต่อไป
อาจารย์ผู้ฝึกสอนหนวดเคราเฟิ้มแอบดึงสวีเซิ่งหนานไปด้านข้าง "พี่เซิ่งหนาน นี่ไม่ได้มาก่อกวนใช่ไหมครับ สภาพนักร้องยิ่งอัดยิ่งแย่ เขาจะเกิดความสงสัยในตัวเอง ในสถานการณ์ที่เหนื่อยล้าแบบนี้ อารมณ์มีแต่จะถูกกดดันจนพังทลายลงนะครับ!"
สวีเซิ่งหนานได้ยินคำพูดเหล่านั้นแล้ว ก็มองไปที่จางเซิ่งและตู้ฮุยซึ่งอยู่ในห้องบันทึกเสียง
หลังจากบันทึกเสียงไปกว่ายี่สิบรอบ อารมณ์ของตู้ฮุยก็เริ่มพังทลาย หลังจากเดินออกจากห้องบันทึกเสียงอีกครั้ง ดูเหมือนว่าเขาจะสูญเสียความรู้สึกที่มีต่อ "เพลง" ไปจนหมด และกลายเป็นความด้านชาไปทั้งตัว
"อัดอีกรอบ!"
"น่าจะพอได้แล้วนะครับ ก่อนที่คุณจะมา นักร้องก็อัดเพลงเดียวกันนี้ไปยี่สิบกว่ารอบแล้ว ถ้ายังขืนอัดต่อไปนักร้องได้เป็นบ้าแน่! มีที่ไหนเขาอัดกันแบบนี้!"
อาจารย์ผู้ฝึกสอนหนวดเคราเฟิ้มเริ่มร้อนรน ก้าวเข้าไปขวางตู้ฮุยไว้โดยสัญชาตญาณ
"อัดอีกรอบ!"
ตู้ฮุยไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่มีใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อย จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องบันทึกเสียงอีกครั้ง
แววตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ริมฝีปากถูกกัดจนเห็นรอยแดงจางๆ จากนั้นเขาก็สวมหูฟังอีกครั้งแล้วขยับเข้าไปใกล้ไมโครโฟน
"บ้าไปแล้ว นี่มันทั้งเสียเงินทั้งเสียเวลา! เวอร์ชันที่อัดใหม่ มีเวอร์ชันไหนดีกว่าเมื่อกี้บ้าง"
"สภาพร่างกายและจิตใจของคนเรามันมีจุดสูงสุด พอถึงจุดสูงสุดแล้วก็มีแต่จะดิ่งลง คนนอกอย่างคุณอย่ามาสั่งการมั่วๆ แถวนี้เลย อย่าทำให้พวกเราเสียเวลา!"
อาจารย์ผู้ฝึกสอนหนวดเคราเฟิ้มดูเหมือนจะโกรธจัด เขามองตู้ฮุยที่มีสภาพย่ำแย่ลงเรื่อยๆ แล้วโมโหจนแทบอยากจะตบโต๊ะ
ทว่า...
ในที่สุดสวีเซิ่งหนานก็ตบไหล่เขา แววตาของเธอทอประกายประหลาด "อาจารย์หู ปล่อยให้เขาลองดูเถอะ พวกเราอดทนกันอีกนิดนะ"
"..."
อาจารย์หูท่านนั้นมองสวีเซิ่งหนาน แล้วหันไปมองจางเซิ่งกับตู้ฮุยในห้องบันทึกเสียง
เขาอั้นจนหน้าดำหน้าแดง ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือถูกสถานการณ์บีบบังคับ เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ในที่สุดก็พยักหน้า
เขาเห็นตู้ฮุยเดินออกจากห้องบันทึกเสียงมาอีกครั้ง
ตู้ฮุยนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ ใบหน้าซีดเซียวจนไร้สีเลือด เขานั่งหอบหายใจอยู่บนเก้าอี้...
เขาไม่ปริปากพูด เอาแต่ก้มหน้า ใครๆ ก็รู้ว่าเขากำลังตกอยู่ในอารมณ์ที่เจ็บปวดอย่างแสนสาหัส หรือกระทั่งสิ้นหวัง
ทีมงานบางคนที่อยู่ข้างๆ เริ่มจะทนดูไม่ได้ อยากจะยื่นขวดน้ำแร่ให้ตู้ฮุย แต่กลับถูกจางเซิ่งปฏิเสธ
จางเซิ่งไม่ได้ให้เขาเข้าไปอัดเสียงต่อ แต่กลับรออย่างเงียบๆ และเฝ้ามองเขา
เวลาผ่านไปทีละน้อย
สวีเซิ่งหนานเอาแต่มองจางเซิ่ง
เนิ่นนานให้หลัง จางเซิ่งก็เดินไปที่ข้างหูของตู้ฮุยแล้วกระซิบประโยคหนึ่งเสียงเบา
จากนั้น ตู้ฮุยที่เดิมทีก้มหน้าอยู่ก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ร่างกายของเขาดูเหมือนจะสั่นเทาเล็กน้อย ลำคอเปล่งเสียงที่แหบแห้งอย่างยิ่งออกมา
เขาสะพายกีตาร์ เดินเข้าไปในห้องบันทึกเสียงอีกครั้งทีละก้าว ร่างกายของเขาดูอ่อนล้ามาก ทุกย่างก้าวล้วนแบกรับความกดดันอันมหาศาล!
เรี่ยวแรงทั้งร่างของเขาถูกดึงออกมาใช้จนหมดเกลี้ยงแล้ว
อาจารย์ผู้ฝึกสอนหูจงเซี่ยนมองแผ่นหลังของตู้ฮุย...
เขาแทบอยากจะลากตัวอีกฝ่ายออกมาเดี๋ยวนั้น
ในสภาพแบบนี้ ไม่มีใครอัดเพลงออกมาได้ดีหรอก และเขาก็ไม่เคยเห็นใครอัดเพลงกันแบบนี้มาก่อนเลย...
เขาปรายตามองจางเซิ่ง หากไม่ใช่เพราะยังไม่รู้แน่ชัดว่าจางเซิ่งมีฐานะอะไร เขาคงเตะจางเซิ่งออกไปตั้งนานแล้ว
เขารู้สึกว่าจางเซิ่งก็แค่คนนอกที่มาคอยชี้นิ้วสั่งคนเป็นมืออาชีพ คำว่าก่อกวนยังไม่พอที่จะอธิบายพฤติกรรมของจางเซิ่งด้วยซ้ำ เขาถึงขั้นสงสัยว่าจางเซิ่งมีความแค้นอะไรกับตู้ฮุยหรือเปล่า ถึงได้จงใจมาหาเรื่องตู้ฮุยแบบนี้
ด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองอันสับสนวุ่นวายนี้ เขาจึงสวมหูฟัง
ตู้ฮุยเริ่มร้องเพลง "กลางสายฝน" อีกครั้ง
เดี๋ยวก่อน!
อารมณ์เพลงเปลี่ยนไป!
สีหน้าของหูจงเซี่ยนเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาได้ยินเสียงลำคอที่แหบแห้งอย่างยิ่งของตู้ฮุย ทว่ากลับมีพลังอันน่าอัศจรรย์ขุมหนึ่งทิ่มแทงทะลุทุกสิ่งรอบตัว
เนื้อเพลงเหมือนเดิม ท่วงทำนองเหมือนเดิม
ทว่า...
เขาเริ่มตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
สวีเซิ่งหนานก็ชะงักไปเช่นกัน ที่เมื่อครู่เธอประเมินว่าตู้ฮุยมีความยืดหยุ่นในการพัฒนาน้อย ดูเหมือนว่าเธอจะประเมินผิดไป
อารมณ์เพลงเปลี่ยนไปแล้ว!
ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปแล้ว!
ท่วงทำนองเหมือนเดิม คีย์เดิม ทว่ากลับมีภาพลอยเข้ามากระทบหน้า
ภายในภาพนั้น...
เลือนรางราวกับมีพายุฝนห่าใหญ่ตกลงมารอบตัว...
ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำ ร่างที่พังทลายกำลังร้องเพลงอย่างบ้าคลั่ง...
สิ้นหวัง!
ท่ามกลางความสิ้นหวังอันลึกล้ำ กลับแฝงไปด้วยความดื้อรั้นอย่างยึดติดอยู่เล็กน้อย
อารมณ์ของเธอหลอมรวมคล้อยตามไปกับอารมณ์ของเพลงนี้
ภาพนั้นทวีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น!
เธอมองเห็นคนธรรมดาที่ไม่ยอมจำนนท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง ล้มลงครั้งแล้วครั้งเล่า และลุกขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า
เธอมองเห็นว่าหลังจากพายุฝนผ่านพ้นไป รอบด้านเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ทว่ากลับมีร่างหนึ่งยืนหยัดอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
ไม่มีกลิ่นอายความห้าวหาญเทียมฟ้า ทว่ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกของการลอกคราบเพื่อถือกำเนิดใหม่!
เพลงหนึ่งเพลง!
บันทึกเสียงจบลง
อารมณ์ของเธอยังคงจมดิ่งอยู่กับมัน
จางเซิ่งไม่ได้สวมหูฟัง และไม่ได้ฟังเพลง เขาเพียงแค่มองสีหน้าของสวีเซิ่งหนานกับหูจงเซี่ยน จากนั้นมุมปากก็เผยรอยยิ้มออกมา
ตู้ฮุยยืนอยู่ในห้องบันทึกเสียงเป็นเวลานาน ในที่สุดเขาก็เดินออกมา มองจางเซิ่งด้วยเหงื่อที่ท่วมหัว
แม้ว่าภายในแววตาที่อ่อนล้าจะเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยที่แดงก่ำยิ่งกว่าเดิม ทั่วทั้งร่างราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงหยดสุดท้ายออกไปจนหมด ทุกก้าวเดินล้วนฝืนทนเป็นอย่างมาก
ทว่า...
เขากลับไม่มีความหวาดกลัวเลย!
"อัดเสร็จแล้วเหรอ"
"อัดเสร็จแล้วครับ!"
"ดี พักผ่อนสักหน่อยเถอะ พักจนพอแล้วก็ออกมาไปกับฉัน"
"ครับ!"
เมื่อเขาได้ยินคำพูดของจางเซิ่ง เขาก็ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ในทันที
หอบหายใจเฮือกใหญ่ วินาทีนี้เขาไม่อยากขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย...
จางเซิ่งเดินตามสวีเซิ่งหนานและหูจงเซี่ยนออกจากห้อง มาถึงห้องโถงด้านนอก
"เมื่อกี้ผมคิดมาตลอดว่าคุณเป็นแค่คนนอก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าผม... จะคิดผิดไป ต้องขอโทษด้วยครับ!" หูจงเซี่ยนยื่นมือออกไปจับมือกับจางเซิ่ง บนใบหน้าแฝงความรู้สึกผิดอยู่หลายส่วน
วันนี้...
เขาเหมือนได้เป็นพยานรู้เห็นบางสิ่งบางอย่าง
"คุณเดาไม่ผิดหรอก ผมเป็นแค่คนนอกจริงๆ นั่นแหละ..." จางเซิ่งหัวเราะออกมา
"หา? แล้วคุณ..." หูจงเซี่ยนฝันก็ยังคิดไม่ถึงว่าจางเซิ่งจะตอบแบบนี้
"ผมแค่รู้สึกว่าเขามีศักยภาพ เพลงที่อัดไปเมื่อกี้ ไม่ใช่จุดสูงสุดของเขาอย่างแน่นอน หรือพูดอีกอย่างคือ เขายังไม่ก้าวข้ามขีดจำกัด ดังนั้น ผมก็เลยคอยกระตุ้นศักยภาพของเขาออกมา... ดูจากสายตาของพวกคุณ ผมก็รู้แล้วว่า เขาน่าจะก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้แล้ว"
คำพูดของจางเซิ่งทำให้หูจงเซี่ยนชะงักไป และทำให้ใบหน้าของสวีเซิ่งหนานเผยรอยยิ้มเจื่อนๆ ออกมาเช่นกัน "ฉันก็นึกว่าคุณอยากจะโต้แย้งคำพูดก่อนหน้านี้ของฉันซะอีก..."
"เขาสามารถดังได้!" จางเซิ่งไม่รอให้สวีเซิ่งหนานพูดจบ ก็หรี่ตามองสวีเซิ่งหนานและพูดแทรกขึ้นมา
"เมื่อหลายชั่วโมงก่อนฉันไม่เชื่อหรอก แต่ตอนนี้..." สวีเซิ่งหนานมองไปที่ห้องพลางพยักหน้าเบาๆ "บางทีเขาอาจจะดังได้จริงๆ ก็ได้"







