หมู่บ้านวูลส์ธอร์ปตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอังกฤษ พันธุ์ไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไปในป่ามีอยู่สามชนิดหลักๆ คือ
โอ๊กอังกฤษ ต้นพอปลาร์ และต้นเชอร์รี
ในบรรดาต้นไม้เหล่านี้ ต้นพอปลาร์เนื่องด้วยเติบโตเร็วและมีความหนาแน่นน้อย จึงมักถูกนำมาใช้เป็นฟืนสำหรับจุดไฟอยู่ตลอดทั้งปีในหมู่บ้านแถบชนบททางเหนือที่ไม่ได้ถูกปกคลุมด้วยป่าไม้สน
ครั้งนี้เสี่ยวหนิวก็ตั้งใจจะมาหาต้นพอปลาร์นี่แหละ ถือเป็นการเตรียมตัวเล็กน้อยสำหรับการไปเยี่ยมบ้านคนอื่นในลำดับถัดไป
หลังจากออกจากที่พักและเดินทางไปทางตะวันตกประมาณร้อยกว่าเมตร ในที่สุดเสี่ยวหนิวและสวีหยุนก็เลือกต้นพอปลาร์แคระที่สูงประมาณ 1201 มิลลิเมตรได้ต้นหนึ่ง
ขั้นตอนการตัดต้นไม้คงไม่ต้องเสียเวลาบรรยายให้มากความ ก็อย่างว่านี่ไม่ใช่นิยายแนวแฟนตาซีเสียหน่อย คงไม่มีสิ่งมีชีวิตพิสดารอย่างนางไม้พฤกษาหรือปีศาจต้นไม้อะไรทำนองนั้นปรากฏตัวออกมา
ต้นพอปลาร์ที่มีขนาดความหนาเท่าม้วนกระดาษชำระหนึ่งม้วนทำได้เพียงยอมให้ชายฉกรรจ์สองคนจัดการแต่โดยดี สุดท้ายมันก็ถูกตัดออกเป็นท่อนไม้หลายท่อน
ระหว่างนั้น ปัญหาเดียวที่น่ารำคาญคือสวีหยุนรู้สึกระคายเคืองที่เท้า—เขาสวมรองเท้าสมัยมัธยมปลายของเสี่ยวหนิว ซึ่งน่าจะประมาณไซส์ 40 เมื่อเทียบกับไซส์ 42 ของเขาแล้วก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง
เรื่องรองเท้านี้ทุกคนคงทราบกันดีว่า ต่อให้หลวมหรือคับไปเพียง 0.5 เซนติเมตร ก็ถือเป็นการทำลายความสบายในการสวมใส่จนย่อยยับ
ดังนั้นเมื่อออกแรงบิดเอวและสะโพกอยู่หลายครั้ง ข้อเท้าข้างที่ใช้เป็นหลักในการทรงตัวของสวีหยุนก็ปรากฏรอยแดงบวมจากการถูกบีบอัดขึ้นอย่างรวดเร็ว
สวีหยุนเห็นดังนั้นก็ได้แต่ส่ายหัวเล็กน้อย—แค่ผิวถลอกนิดหน่อยไม่นับว่าเป็นปัญหาใหญ่อะไร แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากมากมายที่จะต้องเผชิญในอนาคต
พูดง่ายๆ ก็คือ การเริ่มต้นช่างยากเข็ญเสียนี่กระไร
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงกว่า ในที่สุดเสี่ยวหนิวและสวีหยุนก็จัดการฟืนที่ต้องเตรียมทั้งหมดจนเสร็จเรียบร้อย
สิ่งที่ควรกล่าวถึงคือ ตลอดกระบวนการทั้งหมดคุณชายเสี่ยวหนิวไม่ได้อู้งานเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่ได้ปฏิบัติต่อสวีหยุนเหมือนเป็นคนรับใช้หรือทาส
เท้าของเขาสวมรองเท้าของสวีหยุน แต่กลับขยันขันแข็งช่วยสวีหยุนแบ่งเบาภาระงาน แถมยังหาเรื่องชวนสวีหยุนคุยเป็นครั้งคราวอีกด้วย
ภาพที่ดูขัดแย้งกันเล็กน้อยนี้ ก็ถือเป็นภาพสะท้อนความคิดทางสังคมของอังกฤษในศตวรรษที่ 17 ในช่วงระหว่างการปฏิวัติชนชั้นกลางและการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์—หรือก็คือระหว่างปี 1640 ถึง 1688
หากจะพูดอย่างจริงจัง ก็อาจถือได้ว่าเป็นความขัดแย้งในเชิงการรับรู้ด้านนิติธรรมเลยทีเดียว
แน่นอนว่า
เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ แต่ตัวสวีหยุนเองก็ยังยากที่จะปรับตัวเข้ากับแนวความคิดเช่นนี้ได้ในทันที
เพราะศตวรรษที่สิบเจ็ดกับศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดไม่ได้ต่างกันแค่ตัวเลขเกือบสี่ร้อยปีเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงหลายระลอกในทุกมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
ดังนั้นจึงคาดการณ์ได้ว่า ในวันข้างหน้า การปะทะกันทางความคิดและมุมมองต่อโลกจะยังคงดำเนินต่อไป
ครั้งนี้สวีหยุนและเสี่ยวหนิวช่วยกันมัดฟืนได้ทั้งหมดสองมัด พอดีกับที่แต่ละคนจะแบกไปคนละมัด เดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกราวกับเด็กเลี้ยงแกะที่กำลังลงจากภูเขา
ตอนนี้เสี่ยวหนิวเนื่องจากทะเลาะกับมารดา จึงย้ายมาอยู่ที่เรือนในสวนแห่งนั้น และเมื่อดูจากความคล่องแคล่วที่เขาแนะนำบ้านหลังนั้นแล้ว เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
คุณชายเสี่ยวหนิวทั้งพักอาศัยและเรียนหนังสือที่เรือนในสวน ส่วนอาหารสองมื้อนอกเหนือจากมื้อเช้าก็จะไปแก้ปัญหาที่บ้านของลุง
ถูกต้อง
คนอังกฤษในศตวรรษที่ 17 กินข้าวสามมื้อ ชนชั้นสูงบางคนถึงกับมีน้ำชายามบ่ายเพิ่มเข้ามาอีกมื้อ—นี่คือหนึ่งในผลประโยชน์ที่ได้จากการขยายอาณานิคม นักวิชาการในยุคหลังบางส่วนเชื่อว่าอังกฤษได้ทำการปรับปรุงคุณภาพของคนรุ่นใหม่ให้ดีขึ้นในช่วงเวลานี้เอง
เพราะความแตกต่างระหว่างการอาบน้ำสามวันครั้งกับสามสิบวันครั้งนั้นเป็นเพียงเรื่องภายนอก แต่ความแตกต่างทางโภชนาการระหว่างการกินข้าววันละสองมื้อกับสามมื้อ อาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลทางสรีรวิทยาหลายอย่างของคนรุ่นหลังได้
จุดนี้สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนมากในประเทศจีนปัจจุบันเช่นกัน
เด็กที่เกิดหลังปี 2000 มีร่างกายที่ดีขึ้นกว่าเด็กที่เกิดหลังปี 1990 อย่างน้อยหนึ่งระดับ โดยเฉพาะในบางพื้นที่ทางภาคใต้ ส่วนสูงของคนรุ่นใหม่นั้นเพิ่มขึ้นพรวดพราดจริงๆ
ดังนั้นคำกล่าวอ้างที่ว่าห้ามกินเนื้อสัตว์ ไข่ และนมจึงเป็นเรื่องโง่เง่าทั้งสิ้น เจตนาของคนพูดช่างน่าประณามยิ่งนัก!
กลับมาที่เรื่องเดิม
ชนบทของอังกฤษก่อนยุคอุตสาหกรรมจะมาถึงนั้นไม่มีเสียงรบกวนใดๆ มีเพียงเสียงฝีเท้าซ่าๆ และเสียงร้องของนกน้ำ ทุกสิ่งทุกอย่างดูสอดคล้องและเป็นธรรมชาติ
ไม่มีความวุ่นวายและความเจริญของเมือง เมื่อมองไปไกลๆ ท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า หมู่บ้านอันเงียบสงบปรากฏให้เห็นรำไรอยู่ท่ามกลางสายหมอกบางๆ...
สวีหยุนพลันรู้สึกสะท้อนใจขึ้นมา
เมื่อคุ้นเคยกับความอึกทึกครึกโครมของเมืองใหญ่แล้ว ยังจะมีใครจดจำเส้นทางเล็กๆ ในชนบทได้อีกบ้าง?
ทั้งสองคนเดินต่อไปเช่นนี้ราวหนึ่งกิโลเมตร หลังจากอ้อมผ่านป่าเขาแห่งหนึ่ง ก็ปรากฏบ้านหลังหนึ่งที่มีรั้วล้อมรอบอยู่เบื้องหน้า
ตัวบ้านสร้างด้วยอิฐแดงทั้งหมด รอยต่อปูนระหว่างก้อนอิฐค่อนข้างหนา ส่วนที่เป็นบัว คิ้ว ทับหลัง ครอบผนัง และขอบหน้าต่าง ล้วนทำจากหินสีเทาขาว
บ้านหลังนี้ก็เป็นการออกแบบให้มีชั้นเตี้ยเช่นกัน เมื่อดูจากหลังคาทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วแล้ว น่าจะมีโครงสร้างภายในเป็นบ้านชั้นเดียวบวกกับห้องเก็บของใต้หลังคาชั้นสอง ขนาดโดยรวมน่าจะใหญ่กว่าที่พักของนิวตันถึงหกเท่า
เพียงแค่ดูจากรูปแบบและการจัดวาง ก็ถือได้ว่านี่คือกระท่อมชนบทสไตล์อังกฤษในศตวรรษที่สิบเจ็ดที่ค่อนข้างเป็นแบบฉบับทีเดียว
ไม่มีความหรูหราเหมือนสถาปัตยกรรมของชนชั้นสูงในกรุงลอนดอน แต่กลับมีกลิ่นอายของชีวิตชีวามากกว่า
ทางด้านขวาของประตูหน้าบ้านมีคอกวัวง่ายๆ สร้างเอาไว้ จะเห็นได้ว่าขณะนี้มีชายคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับอะไรบางอย่างในคอกวัว
เมื่อเดินมาถึงริมรั้ว เสี่ยวหนิวก็วางมัดฟืนที่แบกมาลงบนเสาผูกม้าที่หักอยู่ท่อนหนึ่งก่อน
จากนั้นก็ปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ แล้วตะโกนเรียกชายในคอกวัวว่า
“คุณลุงวิลเลียม คุณลุงวิลเลียม รบกวนเปิดประตูให้หน่อยครับ!”
เมื่อได้ยินเสียงของนิวตัน ชายในคอกวัวก็เงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ ทำให้สวีหยุนได้เห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน
นี่คือชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบห้าสี่สิบหกปี รูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีน้ำตาลคล้ำ
เขาสวมเสื้อคลุมแขนยาวติดกันสีเรียบๆ ที่เอวมีผ้ากันเปื้อนผืนหนึ่งคาดอยู่ และตัดผมสั้นซึ่งหาได้ยากในยุคนี้
จากรูปพรรณสัณฐานแล้ว ชายผู้นี้ค่อนข้างคล้ายกับผู้การโอลก้า—แน่นอนว่าถ้ากำลังนอนอยู่บนพื้นก็จะยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่
คุณชายเสี่ยวหนิวมีชื่อเสียงในด้านการเข้าสังคมด้วยสีหน้าที่เย็นชา ในสายตาของเขา คนส่วนใหญ่แบ่งออกได้เป็นแค่สองประเภท คือพวกปัญญาอ่อนกับพวกที่ค่อนข้างปัญญาอ่อน
ตลอดช่วงชีวิตของนิวตันผู้เฒ่า มี “วิลเลียม” เพียงสองคนที่ทำให้เขาเอ่ยปากเรียกด้วยความกระตือรือร้นได้
หนึ่งคือเหรียญวิลเลียม ซึ่งนิวตันผู้เฒ่าเป็นผู้ผลิตขึ้นเองในปี 1714
สองคือลุงของเขา
วิลเลียม เอสคิว
วิลเลียมรักใคร่เอ็นดูนิวตันมาตั้งแต่เด็ก นอกจากจะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ใกล้ชิดกันอย่างยิ่งแล้ว เขายังถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้มีพระคุณในชีวิตของเสี่ยวหนิวอีกด้วย
วิลเลียม เอสคิว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ หากนับตามวุฒิการศึกษาแล้วก็ถือเป็นรุ่นพี่ของนิวตัน ในตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะเขาและอาจารย์ใหญ่สโตกส์ของโรงเรียนมัธยมที่เสี่ยวหนิวเรียนอยู่ร่วมกันเกลี้ยกล่อม ฮันนาก็คงไม่มีทางยอมปล่อยให้เสี่ยวหนิวไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เป็นแน่
อาจกล่าวได้ว่า
การเกลี้ยกล่อมของวิลเลียมในครั้งนั้น ได้เปลี่ยนทิศทางของโลกทั้งใบ
หากตอนนั้นเขาไม่ได้ไปเกลี้ยกล่อมฮันนา ผู้ที่วางรากฐานฟิสิกส์คลาสสิกก็คงต้องไปเชิญผู้มีความสามารถท่านอื่นมาแทนแล้ว
ในขณะนี้ วิลเลียม เอสคิว มีสถานะเป็นพ่อค้าวัสดุ เดินทางไปมาระหว่างอิตาลี สเปน และฝรั่งเศส สินค้าที่ซื้อขายส่วนใหญ่คือผ้าฝ้าย ผ้าลินิน และเหล็กดิบ
แต่ในเวลานี้เนื่องจากการระบาดของกาฬโรคในเนเธอร์แลนด์และบริเตนใหญ่ ห่วงโซ่การค้าของวิลเลียมจึงหยุดชะงักลงอย่างกะทันหันเมื่อไม่นานมานี้
ปัจจุบันแม้ว่าในมือของเขาจะมีผ้าฝ้ายและผ้าลินินอยู่จำนวนหนึ่ง แต่กลับไม่มีเงินทุนสำรองเพียงพอ
ตามบันทึกในจดหมายที่นิวตันผู้เฒ่าเขียนด้วยลายมือ
จนถึงก่อนปี 1668 ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัววิลเลียมค่อนข้างลำบาก
บ้านของวิลเลียมนับรวมตัวเขาด้วยแล้วมีสมาชิกหกคน ในสถานการณ์เช่นนี้เขายังสามารถอนุญาตให้นิวตันมากินข้าวด้วยได้ ก็พอจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาสนิทสนมกันมากเพียงใด