ในคอกวัว
เมื่อได้ยินเสียงทักทายของเสี่ยวหนิว วิลเลียมก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดีใจอย่างยิ่ง
"ฮาเลลูยา! ไอแซกน้อย? ทำไมวันนี้หลานมาเช้าขนาดนี้ล่ะ?"
พูดพลางเขาก็รีบวางหญ้าแห้งที่หนีบไว้ใต้รักแร้ลงข้างๆ ใช้สองมือเช็ดผ้ากันเปื้อนสองสามที แล้วเดินแกมวิ่งมาที่ข้างรั้ว
เขารับฟืนจากมือเสี่ยวหนิวอย่างคุ้นเคย สวมกอดเสี่ยวหนิวเบาๆ เมื่อผละออกก็เบนสายตาไปมองสวีหยุนที่อยู่ด้านหลังเสี่ยวหนิว
เขาพิจารณาการแต่งกายของสวีหยุนอยู่ครู่หนึ่ง โดยหยุดสายตาไว้ที่แว่นตากรอบทองคู่นั้นเป็นพิเศษ แล้วเอ่ยถามอย่างเกรงใจเล็กน้อยว่า
"ไอแซก ท่านนี้คือ..."
เสี่ยวหนิวลอบสบตากับสวีหยุนอย่างแนบเนียน แล้วเอ่ยตามบทที่พวกเขาเตี๊ยมกันไว้ก่อนหน้านี้ว่า
"นี่คือเพื่อนชาวตะวันออกที่ผมรู้จักในวิทยาลัยทรินิตีครับ พ่อแม่ของเขาเป็นพ่อค้าอยู่ทางเนเธอร์แลนด์
เนื่องจากเขาพลัดหลงกับครอบครัวระหว่างทางที่ออกจากลอนดอน ก็เลยมาหาผมที่วูลส์ธอร์ปชั่วคราว ตอนนี้เตรียมจะพักอยู่ที่บ้านพักในสวนหลังนั้นครับ
คุณน้าดูสิครับ รองเท้าคู่นี้ที่ผมใส่อยู่ก็คือของขวัญที่เขานำมาให้"
สิ้นเสียงเสี่ยวหนิว สวีหยุนก็ประสานมือคารวะวิลเลียม
"สวัสดีครับ ผมชื่อลี่เฟยอวี่ บรรพบุรุษมาจากสำนักเฟิงหลิงเยว่อิ่งแห่งตะวันออก ปัจจุบันตั้งรกรากอยู่ที่เนเธอร์แลนด์ครับ"
"สวัสดี ฉันคือวิลเลียม เอสคิว เป็นน้าชายของไอแซก"
วิลเลียมเดินเข้าไปสวมกอดสวีหยุนเป็นการทักทายอย่างเรียบง่าย สีหน้าของเขาดูแปลกไปเล็กน้อย
"นายเฟย... เฟยอวี๋ใช่ไหม... ไม่คิดเลยว่าเด็กไอแซกไปอยู่ลอนดอนมาไม่กี่ปี จะได้คบหากับเพื่อนจากต่างแดนด้วย นี่เป็นข่าวที่น่ายินดีจริงๆ
นายเฟยอวี๋ ฉันในนามของตระกูลเอสคิวขอต้อนรับเธอสู่วูลส์ธอร์ป ถึงแม้หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้จะไม่ได้เจริญรุ่งเรืองเหมือนลอนดอน และไม่ได้หรูหราเหมือนอัมสเตอร์ดัม แต่เชื่อฉันเถอะ เธอจะหลงรักที่นี่"
สวีหยุนหัวเราะแห้งๆ พยักหน้ารับ ส่วนหางตาก็กระตุกยิกๆ ไม่หยุด
ให้ตายเถอะ เฟยอวี๋อีกแล้ว
ว่าแต่ทำไมพวกคนอังกฤษพวกนี้ถึงชอบออกเสียงวรรณยุกต์เสียงที่สองกันนักนะ? ชื่อเฟยอวี้มันไม่ดีตรงไหน?
และในขณะที่สวีหยุนกับวิลเลียมกำลังสนทนากันอยู่นั้น ประตูบ้านที่อยู่ด้านหลังวิลเลียมก็ถูกเปิดออก มีเด็กสาวผมบลอนด์อายุราวๆ สิบเจ็ดสิบแปดปีเดินออกมา
เด็กสาวคนนี้หน้าตาธรรมดา บนใบหน้ามีรอยกระซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวยุโรป แต่ทั่วทั้งร่างกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นวัยรุ่น ดูมีชีวิตชีวามาก
"พ่อคะ แม่ถามว่าพ่อเอาหินลับมีดไปไว้ไหน?"
วิลเลียมหันไปมองเธอ ครุ่นคิดอยู่ไม่กี่วินาทีแล้วตอบว่า
"ลูกลองไปดูหลังตู้สิ น่าจะอยู่ข้างๆ โมเดลธงขาวที่พ่อเอากลับมาจากฝรั่งเศสคราวก่อนนั่นแหละ"
เด็กสาวร้องอ้อ แล้ววิ่งเหยาะๆ กลับเข้าบ้านไป
วิลเลียมหันกลับมา ยิ้มขอโทษสวีหยุนพลางกล่าวว่า
"ขอโทษที นั่นลิซ่าลูกสาวฉันเอง เอะอะโวยวายไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ต้องขออภัยด้วย"
สวีหยุนเดิมทีตั้งใจจะพูดตามมารยาทง่ายๆ สองสามประโยค แต่พอได้ยินชื่อลิซ่า รูม่านตาของเขาก็หดเกร็งลงทันที
ความรู้สึกชาซ่านของการได้เป็นประจักษ์พยานในหน้าประวัติศาสตร์แล่นพล่านขึ้นมาในใจอีกครั้งอย่างช้าๆ
คนที่พอจะรู้จักปู่นิวตันมาบ้างย่อมรู้ดีว่า ปรมาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ท่านนี้ครองตัวเป็นโสดจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
แต่โสดก็ส่วนโสด ประสบการณ์ความรักของเสี่ยวหนิวกลับถูกคนรุ่นหลังบางกลุ่มนำไปแต่งเติมเสียจนกลายเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความดราม่าสุดขีด
ตามข่าวลือ
ความรักครั้งแรกของเสี่ยวหนิวเริ่มต้นขึ้นในสมัยเรียนที่โรงเรียนเดอะคิงส์สกูลในแกรนแธม ตอนนั้นเขาอาศัยอยู่กับวิลเลียม คลาร์ก เภสัชกรท้องถิ่น และก่อนที่จะไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในวัย 19 ปี เขาก็ได้หมั้นหมายกับแอนน์ สตอเรอร์ ลูกเลี้ยงของเภสัชกร
หลังจากนั้นเป็นเพราะนิวตันหมกมุ่นอยู่กับงานวิจัยของเขาจนทำให้ความรักจืดจางลง คุณหนูสตอเรอร์จึงแต่งงานกับคนอื่นไป
แต่ในความเป็นจริง นี่เป็นเพียงการแนะนำในหนังสือ "ยอดนักคณิตศาสตร์" ของอีริก เทมเพิล เบลล์ และอีฟส์เท่านั้น
ซึ่งมีข้อผิดพลาดที่ใหญ่มากๆ อยู่สองประการ
หนึ่งคือเสี่ยวหนิวไม่เคยหมั้นหมายเลยสักนิด
สองคือหญิงสาวที่เสี่ยวหนิวตกหลุมรักไม่ได้ชื่อแอนน์ สตอเรอร์เลยสักนิด
วิลเลียม สตูกลีย์ เพื่อนร่วมยุคของนิวตันได้บันทึกไว้ใน "บันทึกความทรงจำชีวิตของเซอร์ไอแซก นิวตัน" ว่า หลังจากนิวตันเสียชีวิต สตูกลีย์เคยไปสัมภาษณ์คุณนายวินเซนต์ ซึ่งก็คือคุณหนูสตอเรอร์ คนรักของนิวตันในอดีต
คุณนายวินเซนต์มีชื่อว่าแคเธอรีน ไม่ใช่แอนน์ แอนน์คือชื่อน้องสาวของเธอต่างหาก (ผมเจอไฟล์สแกนต้นฉบับดั้งเดิมของสตูกลีย์ในหอสมุดบอดเลียน ต่อมาก็ติดต่อไปหาผู้เชี่ยวชาญในประเทศที่เคยศึกษานิวตันอย่างคุณเมินจื้อเหว่ยแห่งมหาวิทยาลัยจี๋หลิน ในที่สุดก็ยืนยันเรื่องนี้ได้ สองวันนี้ที่อัปเดตแค่วันละตอนก็เพราะวุ่นอยู่กับเรื่องนี้นี่แหละ)
ตอนนั้นแอนน์ สตอเรอร์อายุเท่าไหร่กันล่ะ?
สามขวบ!
เด็กทารกวัยนี้อย่าว่าแต่ลักษณะทางเพศเลย แค่พูดก็ยังพูดไม่ค่อยจะรู้เรื่องด้วยซ้ำ
เสี่ยวหนิวมีชื่อว่าไอแซก ไม่ใช่โจเซฟที่ชอบอึใส่กางเกงเสียหน่อย จะไปชอบเด็กสามขวบได้ก็แปลกแล้ว
อีริก เทมเพิล เบลล์ เขียนหนังสือ "ยอดนักคณิตศาสตร์" ในปี 1934 ซึ่งห่างจากยุคของเสี่ยวหนิวถึงสองร้อยกว่าปี ความน่าเชื่อถือในด้านความรักของเสี่ยวหนิวจึงไม่สูงนัก
ทว่าเวอร์ชันที่แพร่หลายในปัจจุบันกลับมีแต่ชื่อแอนน์ สตอเรอร์ มีเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่จะพูดถึงชื่อแคเธอรีน สตอเรอร์ รวมถึงนักเขียนหน้าโง่บางคนที่ถูกหลอกมาเป็นสิบๆ ปีด้วย
หากลองคิดให้ลึกซึ้งลงไปอีก ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงแต่กลับถูกฝังรากลึกในทำนองนี้ ไม่รู้ว่ายังมีอีกมากเท่าไหร่ที่ยังคงถูกเผยแพร่ออกไปโดยไม่ได้รับการพิสูจน์ข้อเท็จจริง
กลับมาที่หัวข้อเดิมกันต่อ
นอกจากแคเธอรีนแล้ว เสี่ยวหนิวยังมีประสบการณ์ความรักที่ 'โด่งดัง' มากอีกเรื่องหนึ่ง
ข่าวลือบอกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง เสี่ยวหนิวไปตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่งอีก แต่ตอนที่กำลังขอเธอแต่งงาน จิตใจของเขากลับล่องลอยไป ในหัวเหลือเพียงทฤษฎีบททวินามที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ตอนนั้นเสี่ยวหนิวสูบกล้องยาสูบ เขาจึงคว้านิ้วของหญิงสาวมาจับไว้ แล้วเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่แยงกล้องยาสูบ จึงยัดมันลงไปในกล้องยาสูบอย่างแรง
หญิงสาวร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ตะโกนสไตล์นิยายน้ำเน่าว่า "คุณไม่เคยแคร์ฉันเลย" แล้วก็เดินจากเขาไป เสี่ยวหนิวจึงไม่ได้แต่งงานไปตลอดชีวิตเพราะเหตุนี้
ข่าวลือนี้อย่าว่าแต่ไม่มีเวลา สถานที่ และตัวบุคคลเลย ผู้เล่าเรื่องถึงกับสามารถอ่านใจนิวตันในตอนนั้นได้ด้วยซ้ำว่ากำลังคิดอะไรอยู่ นี่มันจะดูเพ้อเจ้อเกินไปหน่อยแล้ว
ประกอบกับนักวิจัยจำนวนมากในยุคหลังได้ทำการตรวจสอบแล้ว อย่าว่าแต่หญิงสาวเลย แม้แต่กล้องยาสูบหรือขี้เถ้าก็ยังหาไม่เจอด้วยซ้ำ
และนอกจากข่าวลือที่เป็นจริงหนึ่งเรื่องและเท็จหนึ่งเรื่องข้างต้นแล้ว ประสบการณ์ความรักที่โด่งดังที่สุดที่เหลืออยู่ของนักเรียนเสี่ยวหนิวก็คือ...
ความรักกับลูกพี่ลูกน้องสาว
มีข่าวลือว่าตอนที่นิวตันหลบภัยโรคระบาดในปี 1665 เขาไปพักอยู่ที่บ้านน้าชาย และที่นั่น เขาก็ตกหลุมรักลูกพี่ลูกน้องสาวที่ฉลาด ใฝ่รู้ และมีความคิดลึกซึ้ง
ลูกพี่ลูกน้องสาวเองก็ชอบนักศึกษาหนุ่มที่มีความรู้กว้างขวาง มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และเก่งกาจในการใช้เหตุผลโน้มน้าวใจคนผู้นี้มากเช่นกัน
พวกเขามักจะไปเดินเล่นด้วยกันบ่อยๆ นิวตันชอบพูดพร่ำยาวเหยียดแบบสดๆ ร้อนๆ ซึ่งเนื้อหาที่เขาพูดส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเรื่องที่เขากำลังศึกษาและวิจัยอยู่
ถึงแม้ลูกพี่ลูกน้องสาวจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่เธอก็ยังตั้งใจฟังอย่างอดทน ราวกับรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก ทั้งคู่จึงเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกันเช่นนี้เอง
ทว่านิวตันเป็นคนขี้อายโดยกำเนิด จึงไม่ได้สารภาพรักในใจกับลูกพี่ลูกน้องสาวอย่างทันท่วงที
พอเขากลับไปที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก็กลับไปจดจ่อหมกมุ่นอยู่กับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อีกครั้ง
เขาไม่เคยให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวเลย ในขณะที่ลูกพี่ลูกน้องสาวของเขากลับเข้าใจผิดคิดว่านิวตันเย็นชาใส่เธอ จึงแต่งงานกับคนอื่นไปด้วยความผิดหวัง
ความจริงของความรักครั้งนี้ไม่มีใครล่วงรู้ ในปากของพวกเพจเรียกยอดไลก์หลายๆ เพจ ชื่อลูกพี่ลูกน้องสาวของนิวตันถึงกับถูกเรียกแบบผ่านๆ ด้วยสรรพนามง่ายๆ เหมือนกับผู้หญิงที่ถูกขอแต่งงานคนข้างต้นเป๊ะ
ทว่าสิ่งที่แตกต่างจากผู้หญิงข้างต้นที่ไม่สามารถหาพบได้ในเอกสารใดๆ เลยก็คือ ลูกพี่ลูกน้องสาวของนิวตันคนนี้มีตัวตนอยู่จริง
เธอมีชื่อว่าลิซ่า เอสคิว (อ้างอิงจากไฟล์สแกนต้นฉบับลายมือจดหมายฉบับที่ 13 ปี 1712 จากหอสมุดบอดเลียน Newton-manuscript)
นิวตันมักจะไปที่บ้านน้าชายบ่อยๆ จริงในช่วงที่อยู่วูลส์ธอร์ป ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ก่อนตายปู่นิวตันได้มอบต้นฉบับบางส่วนและมรดกให้กับลูกๆ ของลิซ่า เอสคิว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นลูกของฮันนาที่เหลืออยู่ หรือลูกคนอื่นๆ อีกสามคนของน้าวิลเลียม ล้วนไม่ได้รับสิทธิพิเศษนี้
นอกจากนี้ ตามคำบอกเล่าในอัตชีวประวัติของเอ็ดมันด์ ฮัลลีย์ เพื่อนของเสี่ยวหนิวและผู้ค้นพบดาวหางฮัลลีย์ เสี่ยวหนิวก็เคยพูดถึงเรื่องราวในอดีตเกี่ยวกับลูกพี่ลูกน้องสาวให้เขาฟังเช่นกัน
ดังนั้นในแง่ของเอกสารอ้างอิง จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่เสี่ยวหนิวจะเคยมีความรักที่เริ่มต้นแต่ไม่มีจุดจบแบบนี้จริงๆ
จากเรื่องนี้ทำให้เห็นว่า...
รักทางไกลมันไม่มีจุดจบที่ดีจริงๆ...
อะไรนะ คุณไม่มีแม้แต่แฟนที่คบกันทางไกลงั้นเหรอ?
งั้นก็ช่างมันเถอะ