โจวอีหังมาถึงตีนเขาอู๋วั่ง ขณะกำลังจะขึ้นเขา จู่ๆ ในใจก็เกิดความระแวดระวังขึ้นมา เขาเห็นเทพเจ้าที่ดินตนหนึ่งผุดขึ้นมาจากดิน บนหมวกที่สวมอยู่บนหัวยังมีก้อนหินวางทับอยู่
"เทพเจ้าที่ดินตามมาถึงที่นี่ เกรงว่าเจ้าพ่อหลักเมืองเซวียกับสือหลงจื่อและคนอื่นๆ คงอยู่ไม่ไกลแล้ว!"
เขากำลังจะลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยมเพื่อกำจัดเทพเจ้าที่ดินตนนี้ทิ้ง จะได้ไม่ต้องกลับไปส่งข่าว จู่ๆ เสียงของสือหลงจื่อและพรรคพวกก็ดังขึ้น "ท่านเจ้าพ่อหลักเมือง เทพที่ดินได้ถามเทพปีศาจและสัตว์ปีศาจแถวนี้แล้ว มีคนเห็นสวี่อิงปรากฏตัวอยู่ที่นี่"
เสียงของเจ้าพ่อหลักเมืองเซวียดังขึ้น กล่าวว่า "แล้วตาเฒ่าโจวล่ะ?"
"ฟังจากเทพที่ดินบอก โจวอีหังก็มาถึงแถวนี้แล้ว พวกเราสะกดรอยตามเขามาตลอดทางจนถึงที่นี่ วิชาต้นไม้ใบหญ้าล้วนเป็นทหารของตาเฒ่านี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ถึงกับสามารถหาสถานที่ซ่อนตัวของสวี่อิงเจอ"
"สมควรขอบคุณเขาให้ดีๆ ไว้เจอเขาเมื่อไหร่ ก็ค่อยส่งเขาเดินทางไปปรโลกสักรอบเถอะ"
"ขอรับ"
โจวอีหังใจสั่นสะท้าน รีบเร้นกายอย่างเงียบเชียบ นึกในใจว่า "ตอนนี้ข้ายังมีอาการบาดเจ็บอยู่ ไม่เหมาะที่จะปะทะกับพวกมัน ซ่อนตัวอยู่ในที่มืดจะดีกว่า"
ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็เห็นเทพเจ้าที่ดินจำนวนมากมายมหาศาลผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ค้นหาไปทั่วทั้งภูเขาและทุ่งหญ้า
โจวอีหังนึกในใจ "ต่อให้สวี่อิงซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน เกรงว่าคงถูกพวกเทพที่ดินเหล่านี้ขุดขึ้นมาจนได้ ทว่า การที่พวกมันคิดจะค้นหาให้ทั่วทั้งภูเขาและป่าเขากลับไม่ใช่เรื่องง่ายนัก"
ทันใดนั้น มีเทพที่ดินตนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นมา "ท่านเจ้าพ่อหลักเมือง ดูบนฟ้าสิ!"
โจวอีหังรีบเงยหน้ามองฟ้า จิตใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขาเห็นว่าบนท้องฟ้าเหนือเขาอู๋วั่งมีนาแสงอยู่ผืนหนึ่ง ขนาดประมาณครึ่งหมู่ สิ่งที่เรียกว่านาแสงก็คือปราณบริสุทธิ์ของดวงอาทิตย์ในแสงแดดที่ควบแน่นเข้าด้วยกัน ปลูกอยู่กลางอากาศดั่งต้นกล้าข้าวสีเหลืองทองอร่าม รองรับแสงแดดยามเช้ากลางนภากาศ ส่องประกายบาดตา
มองจากที่ไกลๆ ก็ดูคล้ายกับนาข้าวที่เปล่งแสงได้
นาแสงผืนนั้นในเขาอู๋วั่งมีขนาดใหญ่ถึงครึ่งหมู่ นาแสงที่ใหญ่โตปานนี้ อย่าว่าแต่โจวอีหังกับเจ้าพ่อหลักเมืองเซวียไม่เคยเห็นมาก่อนเลย กระทั่งได้ยินก็ยังไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ!
"ใต้หน้าแสงผืนนี้ ต้องเป็นสวี่อิงแน่ คนผู้นี้ฝึกฝนวิชานอกรีต ตบะรุดหน้าขนานใหญ่ ดังนั้นจึงเกิดนิมิตประหลาดที่แม้แต่เทพปีศาจก็ไม่อาจแสดงออกมาได้!"
โจวอีหังกล่าวเสียงต่ำ "คนผู้นี้ ช่างเป็นอัจฉริยะหาตัวจับยากในการฝึกวิชานอกรีตจริงๆ ฆ่าเขาทิ้งช่างน่าเสียดายนัก ประเดี๋ยวค่อยเหลือศพแบบครบถ้วนให้เขาแล้วกัน"
เขารีบพุ่งทะยานไปยังนาแสงขนาดครึ่งหมู่ผืนนั้นอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน เจ้าพ่อหลักเมืองเซวียหลิงฝู่ก็นำพาสือหลงจื่อและทวยเทพตนอื่นๆ มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่นาแสงครอบคลุมอยู่เช่นกัน
เบื้องล่างนาแสง สวี่อิงโคจรเคล็ดวิชาชักนำไท่อี พลังวัตรในร่างทวีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ พลังวัตรถูกไฟวิปลาสหยางบริสุทธิ์ดอกนั้นหล่อหลอมจนกลายเป็นหยางบริสุทธิ์
เมื่อตบะของเขาเลื่อนระดับขึ้น ความมืดมิดในดินแดนซีอี๋ก็ค่อยๆ ถอยร่นไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง เผยให้เห็นอาณาเขตที่กว้างใหญ่ขึ้น
อาณาเขตใหม่เหล่านี้ได้รับการหล่อหลอมจากเสียงอสนีบาต มีดวงตะวันสาดส่อง ผนวกกับพลังวัตรที่กลายสภาพเป็นสายฝน หยาดฝนรดน้ำหล่อเลี้ยง ทำให้กลายเป็นเปี่ยมล้นไปด้วยชีวิตชีวา สวี่อิงก็รู้สึกเพียงว่าเลือดลมของตนเองพลุ่งพล่านขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ในระหว่างที่เขาหายใจเข้าออก ได้ก่อให้เกิดลมพายุพัดหอบเอาทรายและก้อนหินม้วนตัวขึ้นมา ในดวงตายังมีแสงสว่างยาวครึ่งฉื่อวูบวาบเข้าออก นั่นคือการปรากฏของสัมผัสเทวะ!
เด็กสาวในโลงศพได้มอบไฟวิปลาสหยางบริสุทธิ์ให้แก่เขา ทำให้การฝึกฝนรวดเร็วรุดหน้าอย่างผิดปกติ แม้กระทั่งสัมผัสเทวะก็ยังได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง
"หากเปิดจุดเสวียนกวนแห่งนี้ จะเกิดอะไรขึ้น?"
สัมผัสเทวะของสวี่อิงมาถึงเบื้องหน้าความมืดมิด แหงนหน้ามองจุดเสวียนกวนของร่างกายมนุษย์แห่งนี้
เห็นเพียงจุดเสวียนกวนแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดิน ด้านหนึ่งคือแม่น้ำสวรรค์ที่ไหลทะลักลงมา อีกด้านหนึ่งคือเทือกเขาอันงดงามตระการตาที่ตั้งตระหง่าน ต่างก็ไหลหลากลงมาจากฟากฟ้า!
มีเพียงการทะลวงผ่านประตูที่ทอดขวางอยู่ระหว่างฟ้าดินแห่งนี้เท่านั้น จึงจะสามารถสำรวจโลกภายในร่างกายที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าในเบื้องหลังได้!
"เด็กสาวในโลงศพบอกว่า เคล็ดวิชาซ่อนทิวทัศน์เร้นกายของปรมาจารย์นั่วนั้นผิดพลาด การเดินตามเส้นทางของนางต่างหากจึงจะถูกต้อง ทว่า ผู้บำเพ็ญเพียรที่เหมือนกับนางล้วนหายสาบสูญไปหมดแล้ว เคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญเพียรก็ถูกแทนที่ด้วยวิชานั่วของปรมาจารย์นั่ว"
สวี่อิงกล่าวในใจเงียบๆ "เช่นนั้น วิชานั่วคือมรรคาที่ถูกต้อง หรือวิชาบำเพ็ญเพียรคือมรรคาที่ถูกต้องกันแน่?"
วิชานั่วได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทว่าเคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญเพียรกลับกลายเป็นเคล็ดวิชาฝึกฝนของพวกปีศาจ ในช่วงเวลานี้เกิดเรื่องราวอะไรขึ้นกันแน่?
เขาปลุกเร้าเลือดลม รวบรวมสมาธิ กำลังจะผลักบานประตูแห่งจุดเสวียนกวนให้เปิดออก จู่ๆ แผ่นดินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ข้างหูมีเสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย สวี่อิงยืนไม่อยู่ รีบหยุดการโคจรเคล็ดวิชา และทรงตัวให้มั่นคง!
หยวนชีก็ถูกเหวี่ยงจนตีลังกากลิ้งโค่โร่ รีบเอาหางม้วนรัดก้อนหินยักษ์ไว้ก้อนหนึ่งด้วยความตื่นตระหนกสงสัย
"การรุกรานของแดนหยินไม่ได้เกิดขึ้นในตอนกลางคืนหรอกหรือ? ทำไมตอนกลางวันถึงรุกรานด้วยล่ะ?" ระฆังใหญ่กล่าวด้วยความสงสัย
สวี่อิงยืนทรงตัวได้มั่นคง มองไปตามทิศทางของเสียง ก็อดตะลึงงันไม่ได้ เขาเห็นว่าห่างออกไปทางทิศตะวันตกสิบลี้ แผ่นดินสั่นสะเทือน ฝุ่นควันคลุ้งตลบ ท่ามกลางหมู่เขา ดวงตะวันดวงหนึ่งโผล่พ้นออกมาจากฝุ่นละออง!
แสงแดดสาดส่อง เปล่งประกายเจิดจ้า!
ท่ามกลางแสงสว่าง ภูเขาสูงตระหง่านลูกหนึ่งผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ตัวภูเขาอันใหญ่โตบดบังฟ้าบังตะวัน แขวนลอยอยู่กลางนภากาศ!
มีก้อนหินขนาดยักษ์ร่วงหล่นลงมาจากภูเขาที่ลอยอยู่กลางอากาศอย่างต่อเนื่อง บ้างก็ตกลงมากระแทกพื้นดิน บ้างก็ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ
สวี่อิงมองดูเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างเหม่อลอย หันขวับกลับไปมองด้านหลังอย่างงุนงง ตรงนั้นคือทิศตะวันออก ดวงตะวันอีกดวงกำลังลอยเด่นขึ้นมา ดวงตะวันสองดวง ดวงหนึ่งอยู่ทิศตะวันออก ดวงหนึ่งอยู่ทิศตะวันตก ส่องแสงระยิบระยับสะท้อนซึ่งกันและกัน
ข้างหูของเขามีเสียงของระฆังใหญ่ดังขึ้น "อาอิ้ง เจ้าไปทำอะไรมาอีกแล้ว?"
สวี่อิงพึมพำ "ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย นี่ใช่เรื่องที่ข้าพอจะทำได้งั้นหรือ?"
"เรื่องนี้พูดยากนะ"
ระฆังใหญ่ลอยเข้ามา กล่าวว่า "ข้าสะกดเขาหินน้อยมาสามพันปีก็สงบสุขมาตลอด ไม่เคยเจอเรื่องประหลาดอะไรเลย ตั้งแต่มาเจอเจ้า คืนแรกก็เกิดเรื่องแล้ว เริ่มจากแม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทาง จากนั้นก็บ่อน้ำโบราณโลงศพดำ ศาลเจ้าของข้าก็ยังถูกรื้อทิ้ง! แล้วก็มาเฆี่ยนตีเทพโรคระบาด ระหว่างทางยังต้องถูกคนตามฆ่าอีก ตอนนี้ ใต้ดินยังมีดวงตะวันโผล่ออกมาอีก ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ล้วนมีเจ้าอยู่ด้วย เจ้ายังจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับเจ้าอีกงั้นหรือ?"
สวี่อิงแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ ก้าวเท้าเดินออกไป
หยวนชีรีบตามเขาไป ร้องถามว่า "อาอิ้ง เจ้าจะไปไหน? ท่านระฆังพูดถูกแล้ว เจ้าอย่าไปก่อคดีอีกเลย!"
สวี่อิงหันกลับมาหัวเราะพลางกล่าว "ดวงตะวันดวงนี้กับยอดเขาลูกนี้ ก็อยู่ใกล้ๆ เขาอู๋วั่งของพวกเรานี่เอง พวกเราในฐานะสองมหาราชันย์ปีศาจแห่งเขาอู๋วั่ง มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ไปดูล่ะ?"
หยวนชีชะเง้อมอง กล่าวว่า "ดูเหมือนจะเป็นทิศทางของศาลเจ้าปากน้ำนะ"
มันมีรูปร่างใหญ่โต เวลาเลื้อยไปมานั้นความเร็วรวดเร็วยิ่งนัก มันร้องบอกว่า "ขึ้นมาบนหลังข้าสิ ข้าจะพาเจ้าไปเอง!"
สวี่อิงแตะปลายเท้าเบาๆ ร่อนลงบนหลังของงูยักษ์ ส่วนระฆังใหญ่ก็ติดตามสวี่อิงไปติดๆ มันมีความเร็วที่เชื่องช้า ตามงูยักษ์ไม่ทัน จึงตัดสินใจมุดเข้าไปในห้วงสมองของสวี่อิงเสียเลย
โจวอีหัง เจ้าพ่อหลักเมืองเซวีย และคนอื่นๆ กำลังขึ้นเขา ก็พบเห็นความเปลี่ยนแปลงอันสะเทือนเลื่อนลั่นนี้เช่นกัน อดไม่ได้ที่จะตะลึงงันไป
เจ้าพ่อหลักเมืองเซวียกล่าวขึ้นทันที "การจับกุมสวี่อิงเอาไว้เป็นเรื่องรอง ดวงตะวันดวงนี้และภูเขาเซียนลูกนี้สำคัญกว่ามาก! คาดว่าเจ้าเด็กสวี่อิงนั่นก็คงต้องไปที่นั่นแน่ มิสู้ไปจับกุมตัวเขาที่นั่นเลย!"
โจวอีหังเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงว่านาแสงขนาดครึ่งหมู่ผืนนั้นก็อยู่กลางอากาศเช่นกัน พุ่งตรงลงไปที่ตีนเขา ดูจากทิศทางแล้วก็คือทิศทางของศาลเจ้าปากน้ำ
"ศาลเจ้าปากน้ำมีแค่ศาลเจ้าผุพังอยู่หลังเดียว ที่นั่นจะโผล่ดวงตะวันกับภูเขาเซียนออกมาได้อย่างไร?"
เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกงุนงง รีบเปลี่ยนทิศทางทันที มุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าปากน้ำก่อนล่วงหน้าหนึ่งก้าว นึกในใจว่า "สวี่อิงก็กำลังไปที่นั่นเหมือนกัน ข้าไปถึงก่อนหนึ่งก้าว รอให้เขามารนหาที่ตายเอง!"
เดิมทีศาลเจ้าปากน้ำก็ตั้งอยู่ใต้ภูเขาอู๋ว่าง แต่ตั้งแต่ที่แดนหยินรุกราน แผ่นดินก็สั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง ระยะห่างระหว่างสองสถานที่นี้จึงห่างไกลออกไปเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ ศาลเจ้าปากน้ำก็อยู่ห่างออกไปไกลกว่าสิบลี้แล้ว
หยวนชีบรรทุกสวี่อิงเลื้อยไปข้างหน้าตลอดทาง ความเร็วไม่ได้ช้าไปกว่าการวิ่งสุดฝีเท้าของสวี่อิงสักเท่าไหร่ มีสัตว์ป่าและมหาปีศาจมากมายพากันวิ่งหนีมาทางนี้ มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่วิ่งสวนทางไป
กลางท้องฟ้า ก้อนหินขนาดเท่าตึกหลังเล็กๆ ก้อนหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากฟ้า หยวนชีรีบหลบหลีก ก้อนหินตกกระแทกพื้น กระแทกจนพื้นดินกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่!
สวี่อิงเองก็ตกใจสะดุ้ง แหงนหน้ามองขึ้นไป เห็นเพียงเงาของภูเขายักษ์ผืนหนึ่งบดบังท้องฟ้าเหนือหัว ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างส่องประกายมาอีกครั้ง นั่นคือดวงตะวันดวงหนึ่ง เคลื่อนตัวมาจากด้านหลังของภูเขาลูกนี้ สาดส่องตัวภูเขาที่ดูเก่าแก่และสูงตระหง่าน!
กลางอากาศ มีก้อนหินยักษ์ร่วงหล่นลงมาจากตัวภูเขาอย่างต่อเนื่อง ราวกับเม็ดฝน กระจายอยู่เต็มท้องฟ้า
ก้อนหินยักษ์ที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศเหล่านั้นก็แล้วไปเถอะ แต่พวกที่ร่วงหล่นลงมานี่สิถึงจะน่ากลัว หากไม่ระวังแล้วถูกกระแทกเข้าล่ะก็ จุดจบก็คือกลายเป็นเศษเนื้อเละๆ แน่นอน!
มีก้อนหินที่ใหญ่กว่าเดิมอีกก้อนร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ตกลงมาตรงหน้าพวกเขาทั้งสอง ทำให้หยวนชีตกใจจนร้องเสียงหลง
สวี่อิงกระโจนร่างลงมา มาถึงข้างก้อนหินยักษ์ที่เพิ่งร่วงหล่นลงมาเมื่อครู่ ตรวจสอบดูอย่างละเอียด แล้วกล่าวเสียงเบาว่า "ประหลาดนัก หินก้อนนี้ถึงกับมีขนงอกออกมาด้วย ท่านระฆัง ท่านเคยเห็นสถานการณ์แบบนี้ไหม?"
ก้อนหินยักษ์ที่ร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศก้อนนี้ มีสิ่งที่คล้ายกับเส้นขนและคล้ายกับหนวดงอกอยู่ ราวกับเส้นผมจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกขยำรวมกัน ปั้นเป็นเส้นเชือก แล้วก็พันกันยุ่งเหยิง
ผนังทั้งสี่ด้านของก้อนหินถูกปกคลุมไปด้วยสิ่งเหล่านี้ บ้างก็งอกออกมาจากรอยแยกของก้อนหิน บ้างก็คล้ายกับตะไคร่น้ำที่ขึ้นปกคลุมเต็มผนังหิน
ระฆังใหญ่บินออกมา ใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบดูอย่างละเอียดรอบหนึ่ง กล่าวว่า "แปลกประหลาด หินก้อนนี้จะว่าเป็นหินก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นขนก็ไม่เชิง จะว่าเป็นเนื้อก็ไม่ปาน ตกลงมันคือตัวอะไรกันแน่?"
มันมีความรู้กว้างขวาง แต่ก็ไม่เคยพบเห็นหินที่ประหลาดเช่นนี้มาก่อน
หยวนชีอ่านหนังสือมามากที่สุด แต่ก็ไม่รู้จักหินชนิดนี้เช่นกัน
ทันใดนั้น แผ่นดินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง ห่างออกไปสิบลี้มีภูเขาสูงตระหง่านอีกลูกหนึ่งผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ภูเขาใหญ่ลูกนี้ ยอดเขากลับหัวลง ความเคลื่อนไหวรุนแรงยิ่งกว่าภูเขาลูกเมื่อครู่นี้เสียอีก ตอนที่มันผุดขึ้นมาจากใต้ดิน มีเปลวเพลิงและแสงมงคลปะทุออกมาจากตัวภูเขา สว่างไสวเจิดจ้าเป็นอย่างยิ่ง!
ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงประหลาดดังฟิ้วๆ ดังมาจากใต้ดิน คล้ายกับเสียงสายธนูขาดสะบั้น แต่ดังสนั่นกว่ามาก เมื่ออยู่ท่ามกลางเสียงนี้ ทั้งร่างก็ราวกับจะถูกฉีกกระชากจากตรงกลางก็ไม่ปาน!
จู่ๆ สวี่อิงก็สัมผัสได้ถึงปราณกระบี่อันแปลกประหลาดสายหนึ่งดังมาจากใต้ดิน สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง รีบกระโจนร่างหลบหลีก ตะโกนว่า "หยวนชี มาทางนี้เร็ว!"
หยวนชีรีบเลื้อยมาอยู่ข้างกายเขา แผ่นดินใต้เท้าของพวกเขาก็แตกออกทันที ตรงบริเวณรอยแยก มีกระแสอากาศประหลาดพุ่งทะลักขึ้นมาจากใต้ดิน ราวกับปราณกระบี่ที่พุ่งจากใต้ดินขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นกำแพงปราณกระบี่ที่ยาวหลายสิบลี้!
ปราณกระบี่เฉียดผ่านหางงูของหยวนชีไป หยวนชีรู้สึกเจ็บปวดที่หาง หันกลับไปมอง หางถูกเหลาจนแหลมขึ้นมาก ทำให้เจ็บจนน้ำตาไหลพราก นึกในใจว่า "ที่ปลายหางของข้าทู่ไปหน่อย ก็เพื่อความสะดวกในการใช้วิชาหมัดอสูรวัวพลังช้างสาร ตอนนี้ถูกเหลาจนแหลมแล้ว เกรงว่าอานุภาพของเพลงหมัดคงลดลงไปมากทีเดียว"
กำแพงปราณกระบี่สายนี้กว้างขึ้นเรื่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ แทบจะสูงเสมอกับภูเขาทั้งสองลูกบนท้องฟ้า
รอจนกระทั่งปราณกระบี่ในรอยแยกถูกปลดปล่อยออกมาจนหมด กำแพงปราณกระบี่จึงค่อยๆ สลายหายไป
สวี่อิงกับหยวนชีตื่นตระหนกสงสัย มองไปตามรอยแยกขนาดใหญ่นี้ เห็นเพียงว่ารอยแยกนั้นเรียบเนียนเป็นอย่างยิ่ง เป็นเส้นตรงที่ตรงดิ่งไร้ที่เปรียบ รอยตัดของรอยแยกก็ยังเรียบเนียนราวกับกระจกเงาก็ไม่ปาน!
ราวกับมีมนุษย์ยักษ์ไร้เทียมทาน ถือกระบี่ค้ำฟ้า ผ่าแผ่นดินแยกออกจากกันจริงๆ!
"โลกใบนี้ คงจะบ้าไปแล้วแน่ๆ" หยวนชีพึมพำ
สวี่อิงเดินมาที่ขอบรอยแยก มองลงไปด้านล่าง เห็นเพียงรอยแยกที่ไม่รู้ว่าลึกแค่ไหน
"ในรอยแยกนี้มีปราณกระบี่ของยอดฝีมือกระบี่ระดับสุดยอดผู้หนึ่งถูกผนึกเอาไว้ ถูกฝังลึกอยู่ใต้ดินมานานหลายปี อัดอั้นอยู่ภายใน หากไม่ใช่เพราะการรุกรานของแดนหยินในครั้งนี้ แผ่นดินของแดนหยินกับแดนหยางพุ่งชนกัน ก็คงไม่ทำให้รอยแยกนี้สั่นสะเทือนจนเปิดออกหรอก"
สวี่อิงสัมผัสถึงปราณกระบี่ที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน ยังคงสามารถสัมผัสได้ถึงปราณกระบี่ชิ้นเล็กชิ้นน้อยบางส่วนที่กระโดดไปมาและปะทะกันอยู่ในความลึกหลายพันจั้งของรอยแยก เขากล่าวว่า "น่าเสียดายที่ปราณกระบี่ที่ซ่อนอยู่ในรอยแยกได้กระจายออกไปจนหมดแล้ว ไม่อาจทำความเข้าใจความลึกล้ำของเพลงกระบี่ที่ซ่อนอยู่ในนั้นได้อย่างละเอียด"
หยวนชีเองก็รู้สึกสะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง กล่าวว่า "กระบี่นี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่าวิชากระบี่ของหยวนเทียนกังที่หอเหม่อมองบ้านเกิดเสียอีก!"
สวี่อิงพยายามสัมผัสถึงเจตนากระบี่ น่าเสียดายที่ยุคสมัยที่ยอดผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานผู้นั้นใช้วิชากระบี่นี้มันห่างไกลจากปัจจุบันมากเกินไป อีกทั้งเมื่อปราณกระบี่ในรอยแยกขนาดใหญ่กระจายออกไป เจตนากระบี่ที่ซ่อนอยู่ในรอยแยกก็เบาบางลงอย่างยิ่งแล้ว
ทันใดนั้น เขาก็รับรู้ได้ว่ากล่องกระบี่ที่อยู่บนหลังกำลังสั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงอยู่ภายในกล่อง
ไม่เพียงเท่านั้น ในกล่องกระบี่ยังมีปราณกระบี่และเจตนากระบี่สายหนึ่งที่ดูเหมือนจะมีหรือไม่มีซึมซาบออกมา เชื่อมต่อกับสัมผัสเทวะของเขา!
ในใจเขารู้สึกยินดี กล่องกระบี่ใบนี้คือกล่องกระบี่ของหยวนเทียนกัง ภายในมีปราณกระบี่ของหยวนเทียนกังซ่อนอยู่ เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนานจึงถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นของวิเศษ
สวี่อิงแบกกล่องกระบี่ใบนี้ไว้บนหลังมาโดยตลอด แต่กล่องกระบี่ก็ไม่เคยมีความเชื่อมโยงใดๆ กับเขาเลย นึกไม่ถึงว่าวันนี้กล่องกระบี่จะมีจิตวิญญาณ สัมผัสได้ถึงปราณกระบี่ไร้เทียมทานที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน ถึงกับเป็นฝ่ายริเริ่มตอบสนองร่วมกับเขา ช่วยให้เขาไปทำความเข้าใจเจตนากระบี่และปราณกระบี่ที่ซ่อนอยู่ในรอยแยกขนาดใหญ่!
ระฆังใหญ่ก็รับรู้ได้ถึงปราณกระบี่และเจตนากระบี่ในกล่องกระบี่เช่นกัน มันอุทานเบาๆ อย่างประหลาดใจ กล่าวว่า "ผู้น้อยคนนี้มีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด ใกล้จะตื่นรู้ทางสติปัญญาเหมือนกับข้าแล้ว! ไม่เลว ไม่เลว!"
น้ำเสียงของมันแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่ง เห็นได้ชัดว่าความสำเร็จของมันสูงส่งกว่ากล่องกระบี่มากมายนัก จึงถือว่าตัวเองเป็นผู้อาวุโส
สวี่อิงสัมผัสเจตนากระบี่ในรอยแยกขนาดใหญ่อย่างละเอียดไปพลาง เดินเลียบรอยแยกมุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าปากน้ำไปพลาง ยิ่งเข้าใกล้ศาลเจ้าปากน้ำมากเท่าไหร่ เจตนากระบี่ที่ซ่อนอยู่ในรอยแยกนั้นก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ทำให้ปราณกระบี่ในกล่องกระบี่ก็ตื่นเต้นดีใจตามไปด้วย!
"รีบมุ่งหน้าไปศาลเจ้าปากน้ำเร็วเข้า!"
สวี่อิงมองเห็นขุนนางที่แต่งตัวหรูหราสองสามคนสะพายน้ำเต้าอยู่แต่ไกล กำลังวิ่งตะบึงไปตามรอยแยกขนาดใหญ่ ขุนนางคนหนึ่งในนั้นตะโกนบอกขุนนางคนอื่นๆ ว่า "ดวงตะวันและภูเขาเซียนสองลูกนี้ พ่นออกมาจากศาลเจ้าผุพังแห่งนั้นในศาลเจ้าปากน้ำ!"
"แจ้งท่านผู้ว่าการมณฑลแล้วหรือยัง?"
"แจ้งแล้ว แต่ท่านผู้ว่าการมณฑลก็น่าจะเห็นนิมิตประหลาดของศาลเจ้าปากน้ำแล้วเหมือนกัน!"
เมื่อสวี่อิงได้ยินเช่นนั้น ในใจก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง "ดวงตะวันกับภูเขาเซียน พ่นออกมาจากศาลเจ้าผุพังงั้นหรือ? นี่มันเรื่องอะไรกัน?"
เขาเคยไปศาลเจ้าปากน้ำ สถานที่แห่งนั้นมีชื่อเสียงเพราะมีวัดใหญ่อยู่ริมน้ำ ทว่าทรุดโทรมลงตามกาลเวลา อีกทั้งไม่มีทวยเทพมาสถิตอยู่ จึงขาดคนมากราบไหว้บูชาและพังทลายไปนานแล้ว
เขายังเคยเข้าไปในศาลเจ้าผุพังแห่งนี้ ดูแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากศาลเจ้าทั่วไปสักเท่าไหร่ เป็นเพียงสถานที่ที่ปุถุชนคนธรรมดามากราบไหว้บูชาทวยเทพเพื่อขอพรให้คุ้มครอง หลังจากที่มันพังทลายลงก็กลายเป็นที่อยู่อาศัยของพวกสุนัขจิ้งจอกป่าและพังพอน
ศาลเจ้าผุพังแห่งนี้ สามารถพ่นภูเขาเซียนและดวงตะวันออกมาได้งั้นหรือ?