ส่วนหางของมังกรยักษ์สีแดงชาดที่แผ่ไพศาลอยู่ทั่วทั้งเทวาลัยแห่งนี้ขดพันอยู่รอบหัวเข่าทั้งสองของชายผู้นั้น ยิ่งเป็นส่วนที่เข้าใกล้ปลายหาง ร่างของมังกรยักษ์ก็ยิ่งโปร่งใส สะท้อนภาพชายผู้นี้ในดวงตาของหลี่กวนอีให้ดูราวกับเทพหรือปีศาจ
มังกรยักษ์สีแดงชาดที่ดูราวกับเทพเจ้านี้ ไม่ได้มีอยู่จริง
มีเพียงหลี่กวนอีที่อาศัยพลังจากรอยประทับของกระถางทองสัมฤทธิ์จึงจะสามารถมองเห็นได้ส่วนหนึ่ง
และจนกระทั่งเมื่อหนึ่งเดือนก่อนที่ได้พบกับชายผู้นี้ กระถางทองสัมฤทธิ์ที่สงบนิ่งอยู่ในร่างของหลี่กวนอีมานานสิบปีจึงเริ่มแสดงความพิเศษออกมา พิษร้ายที่เคยสำแดงฤทธิ์บ่อยครั้งก่อนหน้านี้ถูกสะกดไว้ ทั้งยังได้รับความสามารถทางเนตรที่มองเห็นมังกรยักษ์ตัวนี้ได้ด้วยตาเปล่าอีกด้วย
ด้านหนึ่งคือพิษร้ายรุมเร้า ชีวิตใกล้จะหาไม่ อีกด้านหนึ่งคือปรากฏการณ์ประหลาดของกระถางทองสัมฤทธิ์ที่ช่วยสะกดพิษ หลี่กวนอีย่อมต้องคว้าโอกาสนี้ไว้
แสงประกายในดวงตาของหลี่กวนอีสลายไป ภาพมายาของมังกรเทพพลันหายไปจากสายตา เขาทอดท่าทีราวกับว่าเห็นเพียงขอทานธรรมดาคนหนึ่ง จากนั้นจึงคุกเข่าลงบนเบาะฟางในศาลเจ้าพ่อภูเขาแห่งนี้ นำไก่ย่าง หมั่นโถว และสุราที่ซื้อมาจัดวางเรียงรายกัน จากนั้นก็พนมมือขึ้นตรงหน้าเทวรูปแล้วสวดอ้อนวอนอย่างศรัทธา
ในช่วงหนึ่งเดือนนี้ เขาแสร้งทำเป็นมาสักการะเทพเจ้าภูเขาอยู่บ่อยครั้ง แต่เหล้าและเนื้อสัตว์ที่นำมาด้วยกลับไม่เคยนำกลับไป ทิ้งไว้ที่นี่ และทั้งหมดก็ถูกชายผู้มีท่าทางไม่ธรรมดาคนนี้กินจนหมดสิ้น เขาสองสามวันมาครั้งหนึ่ง มาแต่ละครั้งก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น
เป็นการรักษาสมดุลอย่างหนึ่ง ทั้งเพื่อให้ของเหลวหยกในกระถางทองสัมฤทธิ์ค่อยๆ สะสมเพิ่มขึ้น และไม่ทำให้ชายผู้นี้เกิดความสงสัยในตัวเขามากเกินไป
แสดงออกราวกับเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้ศรัทธาจากในเมืองคนหนึ่ง กระทั่งไม่เคยพูดคุยกับชายผู้นี้แม้แต่คำเดียว
คิดจะค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดขึ้น ทำความคุ้นเคยกันอย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงจะได้รับโอกาสในการกระตุ้นกระถางทองสัมฤทธิ์จากบุรุษร่างใหญ่ผู้นี้
เพียงแต่ตอนนี้ เกรงว่าจะไม่มีเวลาเช่นนั้นอีกแล้ว
หลี่กวนอีสวดอ้อนวอนเสร็จสิ้นเช่นเคย เมื่อนึกถึงลายเมฆที่ปรากฏในฝันร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นกับตนเองในช่วงหนึ่งเดือนมานี้ เขาก็ตัดสินใจแน่วแน่ ยังคงคุกเข่าอยู่บนเบาะฟาง แต่แล้วก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า “วันนี้มีพลม้าลายเมฆสวมเสื้อลายสัตว์สีแดง ตามคุณชายที่แขนเสื้อมีลายเมฆมาที่ร้านยา”
“บอกว่าเป็นนักโทษที่แหกคุก และชิงเอาสมุนไพรที่นักโทษคนนั้นต้องการไปทั้งหมด”
“ยังทิ้งประกาศไว้ บอกว่าผู้ใดมีเบาะแสแจ้งแก่ทางกาจะได้รับรางวัลเงินห้าร้อยตำลึง”
“หวังว่าเรื่องนี้จะผ่านพ้นไปโดยเร็ว ร้านยาจะได้กลับมาเป็นปกติสุข”
บุรุษร่างใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงนั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ในที่สุด
ราวกับมีเสียงมังกรคำรามต่ำทุ้มแฝงกลิ่นอายสังหารดังขึ้นข้างหูของหลี่กวนอี เขาเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ
โดยไม่จำเป็นต้องให้พลังจากกระถางทองสัมฤทธิ์หลั่งไหลเข้าไป ทัศนวิสัยเบื้องหน้าของเขาก็แบ่งออกเป็นสองโลกที่ทั้งจริงและมายา ด้านหนึ่งคือซากปรักหักพังของศาลเทพเจ้าภูเขา อีกด้านหนึ่งคือแสงสีแดงชาดที่สว่างเจิดจ้า มวลเมฆไหลเวียน ในท่ามกลางไอเมฆนั้น เศียรมังกรขนาดมหึมาก็จรดอยู่ตรงหว่างคิ้วของเด็กหนุ่ม ทำให้เส้นผมสีดำของเขาสะบัดไหวเล็กน้อย
มวลเมฆพลันสลายตัวอย่างรุนแรง ดวงตาสีชาดของมังกรสว่างวาบขึ้น ก่อนจะถูกร่างสูงใหญ่ทะมึนร่างหนึ่งพุ่งเข้าชนจนแตกละเอียด
ขอทานร่างสูงใหญ่ผู้นั้นก้าวออกมาจากมวลเมฆ
มีมังกรยักษ์ห้อมล้อม
ในอกของหลี่กวนอี อัตราการก่อตัวของของเหลวหยกสีแดงชาดในกระถางทองสัมฤทธิ์พลันเร่งเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน
ปรากฏการณ์ประหลาดเหล่านี้ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ของเหลวหยกในกระถางทองสัมฤทธิ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขอทานผู้นั้นมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้า
หลายวันที่ผ่านมานี้เขาก็แอบสังเกตหลี่กวนอีอยู่เช่นกัน ตอนที่เจอกันครั้งแรกดูอ่อนแอและสงบเสงี่ยม แต่กลับนำอาหารและเครื่องดื่มมาให้เขา ครั้งแรกอาจเป็นเพราะความใจดี แต่หลังจากที่วันหนึ่งเขาบ่นว่าคอแห้งเหลือทน วันรุ่งขึ้นก็มีสุราเพิ่มมาหนึ่งกา เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้ถ้าไม่ใช่คนใจดีจนถึงขั้นโง่เขลา
ก็ต้องเป็นคนหัวไว มองออกว่าตนมีฝีมือ และน่าจะมีเรื่องที่ต้องการ
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่เข้ามาพูดคุยตีสนิทเลยตลอดหนึ่งเดือนเต็ม
จนกระทั่งวันนี้ ถึงได้เป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดขึ้นมาก่อน ทั้งยังพูดกับเทพเจ้าภูเขา ไม่ได้พูดกับตนตรงๆ ว่ารู้ว่าตนเป็นนักโทษหลบหนี ทำตัวราวกับเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่เดือดร้อนจากพลม้าลายเมฆและมาสวดอ้อนวอนตามปกติ เป็นคนละเอียดรอบคอบ มีแผนการ ไม่รีบร้อน
ขอทานชื่นชมในใจ พลันหัวเราะอย่างองอาจ ประสานมือคารวะอย่างลึกซึ้งแล้วกล่าวว่า “ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ ต้องขอบคุณน้องชายเจ้าที่นำเหล้าเนื้อมาให้ข้าแก้ความอยาก”
“ครั้งนี้ยังต้องรบกวนเจ้ามาส่งข่าวให้ข้าอีก แต่ดูท่าตอนนี้ พวกเราคงจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้วกระมัง”
ขอทานผู้นี้ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง นั่งลงฉีกขาไก่ข้างหนึ่งเข้าปากเคี้ยวคำใหญ่ จากนั้นก็ยกกาสุราขึ้นกรอกปากกลืนอึกๆ ไก่ตัวใหญ่อ้วนพีตัวนี้ กับหมั่นโถวสีขาวก้อนใหญ่สิบลูก อาหารที่พอสำหรับคนทั้งครอบครัว ขอทานผู้นี้ก็จัดการกินจนเกลี้ยงราวกับลมพายุพัดเมฆ
เมื่อกินเสร็จ ก็หยิบกระดูกขาไก่ขึ้นมาแคะฟัน กล่าวว่า “อิ่มแล้ว อิ่มแล้ว”
พลันถอนหายใจ “ข้าบาดเจ็บจริงๆ ไม่อยากจะสู้กับลูกหมาพวกนี้ซึ่งๆ หน้า ทางที่ดีที่สุดคือไม่มีใครรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ คงจะอยู่ต่อได้ไม่นานแล้ว น้องชายเจ้าอุตส่าห์ส่งข่าวให้ข้า ข้าจะเมินเฉยต่อบุญคุณนี้ไม่ได้ มานี่ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาลำบากเจ้าที่นำเหล้าเนื้อมาให้ข้า นี่สำหรับเจ้า”
ขอทานผู้นั้นล้วงเอาไข่มุกราตรีขนาดเท่าหัวแม่มือออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้หลี่กวนอีแล้วกล่าวอย่างองอาจว่า
“ออกมาไม่ได้พกเงินทองติดตัวมา ไข่มุกเม็ดนี้ยังพอมีราคาอยู่บ้าง เจ้ารับไปสิ!”
หลี่กวนอีเห็นไข่มุกเม็ดนั้นกลมเกลี้ยงสุกสว่าง มองปราดเดียวก็รู้ว่าล้ำค่า แต่กลับส่ายหน้า ขอทานชะงักไป ก่อนจะหัวเราะลั่นออกมา กล่าวว่า “เป็นข้าที่ผิดเอง หากเจ้าเป็นคนโลภ ก็คงไปแจ้งความที่ทางการเอาข้าไปส่งทางการแล้ว เงินห้าร้อยตำลึงนั่นยังปลอดภัยกว่าไข่มุกของข้าเม็ดนี้เสียอีก ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครสืบสวนจนเจอเรื่องยุ่งยาก”
หลี่กวนอีส่ายหน้า กล่าวว่า “ไม่ใช่”
“ข้าก็อยากได้”
“แต่ว่าข้าปกป้องไข่มุกเม็ดนี้ไว้ไม่ได้”
“หากรับไว้กลับจะเป็นการสร้างปัญหา”
ขอทานกล่าวอย่างสนใจ “ปกป้องไม่ได้? โอ๊ะ? ความหมายของเจ้าคือ อยากจะได้ของอย่างอื่นจากข้าอย่างนั้นรึ?”
“ฮ่าๆๆๆ เจ้าพูดมาสิ ว่าเจ้าต้องการอะไร?”
หลี่กวนอีพยักหน้า ในใจครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ นานา เรื่องร่างมังกรแดงเกี่ยวข้องกับกระถางทองสัมฤทธิ์ บอกไม่ได้ ที่มาของพิษร้ายเกี่ยวข้องกับการหลบหนีเมื่อสิบปีก่อน ก็เปิดเผยไม่ได้เช่นกัน สุดท้ายหลี่กวนอีก็เงยหน้าขึ้น เอ่ยออกมาเพียงไม่กี่คำที่สั้นกระชับว่า
“ข้าอยากจะเรียนวรยุทธ์กับท่าน!”
เมื่อได้เห็นมังกรแดงตัวนั้นในแววตา ในใจของเขาก็พลันบังเกิดความปรารถนาขึ้นมา
ค่ำคืนที่ฝนตกหนักเมื่อสิบปีก่อนยังคงตกอยู่ในใจของเขาเสมอมา ลายเมฆของทหารม้าเกราะเหล็กนั้นราวกับเงาตามตัวอยู่ด้านหลัง เขาปรารถนาที่จะได้รับพลังเพื่อปกป้องตนเองและท่านอาหญิง แต่ร่างกายเขามีพิษร้าย ความหวังเดียวที่มีก็คือกระถางทองสัมฤทธิ์ และบุรุษร่างใหญ่ผู้ที่สามารถทำให้กระถางทองสัมฤทธิ์เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ผู้นี้
ขอทานร่างใหญ่ผู้นั้นพินิจมองดวงตาของหลี่กวนอี พลันยิ้มกว้างออกมา
พรึ่บเดียว เขาก็ไปปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของหลี่กวนอีแล้ว
ยกมือกดไหล่ของหลี่กวนอีเอาไว้ แล้วบีบแขนและแผ่นหลังของเขา เลิกคิ้วขึ้นแล้วกล่าวว่า “รากฐานกระดูกดีเกินคาด แต่ว่า เจ้าเคยถูกพิษรึ?”
“พิษได้กัดกร่อนเส้นชีพจรและรากฐานกระดูก เกรงว่าคงทำให้รากฐานกระดูกของเจ้าลดลงไปมากกว่าหนึ่งระดับ”
“เหอะ แผลที่หลังก็ไม่เบาเลย ฝีมือของพวกพลม้าลายเมฆใต้บังคับบัญชาของพลม้าทะยานราตรีแห่งแคว้นเฉินรึ?”
“ไอ้พวกถุงฟางที่ได้แต่รังแกชาวบ้าน”
เขายกมือขึ้นตบเบาๆ ที่แผ่นหลังของหลี่กวนอี พลังปราณอ่อนโยนสายหนึ่งก็ไหลเข้าสู่ร่างของหลี่กวนอี รอยฟกช้ำที่แผ่นหลังหายไปอย่างรวดเร็ว ขอทานผู้นี้นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้าหลี่กวนอี สองมือไขว้กันไว้ที่หน้าอก นิ้วมือลูบเคราเบาๆ พลางมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยคิ้วที่ขมวดเล็กน้อย
แม้รากฐานกระดูกจะดีกว่าคนทั่วไปเพียงเล็กน้อย แต่ที่หาได้ยากคือจิตใจที่หลักแหลมละเอียดอ่อน รู้จักกาลเทศะในการรุกและถอย
สำหรับเด็กในวัยนี้ ถือว่าน่าทึ่งมากแล้ว
เพียงแต่การรับศิษย์สืบทอดวิชา ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
วิชาความรู้ที่เขาร่ำเรียนมานั้นหลากหลายและซับซ้อน ล้วนบรรลุถึงขั้นสูงสุดแล้ว จะโยนตำราวิชาให้สักเล่มก็ย่อมได้ แต่ด้วยนิสัยใจคอที่องอาจของเขา ย่อมทำเรื่องเช่นนั้นไม่ลง แต่การจะถ่ายทอดวรยุทธ์ยอดวิชาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเช่นกัน
อีกทั้ง เด็กคนนี้...
เขามองดูร่องรอยบนเสื้อผ้าของหลี่กวนอี ก็รู้ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้ขัดขืนแม้แต่น้อย นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือร่องรอยบนสาบเสื้อของเขาบ่งบอกว่าหลังจากที่ถูกพลม้าลายเมฆคนนั้นจับทุ่มลงบนโต๊ะ เขาก็พลิกตัวนอนคว่ำทันทีเพื่อซ่อนใบหน้าของตนเอง
คนเราล้วนกลัวตาย
นี่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์
ยิ่งเป็นคนฉลาดหลักแหลมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหวงแหนชีวิตของตนเองมากเท่านั้น
แต่ผู้ฝึกยุทธ์แตกต่างออกไป จอมยุทธ์ต้องมีความดุดันอยู่สามส่วน! เด็กที่รอบคอบและมีไหวพริบเช่นนี้ มีพรสวรรค์ แต่ขาดความเหี้ยมโหดดุดันสามส่วนนั้นไป ไม่เหมาะกับแนวทางของเขา แต่การได้พบเจอเด็กหนุ่มเช่นนี้ในช่วงเวลาเช่นนี้ ก็ทำให้เกิดใจที่นึกเสียดายในพรสวรรค์ขึ้นมาสามส่วน การรับศิษย์ไม่สามารถทำอย่างผลีผลามได้ จึงคิดที่จะทดสอบเขา
“ลูกสุนัขของพลม้าทะยานราตรีพบข้าแล้ว ข้าอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน”
“พรุ่งนี้ข้าจะไปแล้ว ตอนนี้ข้าจะไปดูลาดเลาบริเวณโดยรอบก่อน หากเจ้าอยากเรียนวรยุทธ์จริงๆ คืนนี้เป็นเทศกาลสารทจีน คืนนี้ยามจื่อ จงมาหาข้าที่นี่!”
สถานที่แห่งนี้ห่างไกลผู้คน แม้ว่าเมืองกวนอี้แห่งแคว้นเฉินจะไม่มีเคอร์ฟิว แต่การที่คนคนหนึ่งจะมาที่ศาลเทพเจ้าภูเขาในตอนเที่ยงคืนของเทศกาลสารทจีนเพื่อพบกับนักโทษหลบหนี ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เด็กขี้ขลาดจะทำได้อย่างแน่นอน หากเด็กคนนี้ทำได้ ก็ถือว่ามีความกล้าอยู่บ้าง เช่นนั้นแล้ว ก่อนจากไปจะถ่ายทอดวิชาให้เขาสักแขนงหนึ่งจะเป็นไรไป?
บุรุษร่างใหญ่ตัดสินใจแน่วแน่
“ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาพิศวงให้เจ้าสักบทหนึ่ง!”