อูรูยืนอยู่ตรงประตูห้อง มองดูเคลซีที่สั่งการให้คณะอัศวินปิดล้อมโบสถ์เอาไว้ทั้งหมด ขณะเดียวกันก็เดินหน้าเครียดตรงเข้ามาหาเขาด้วยท่าทีราวกับจะฆ่าคน
ส่วนไป๋เหวยก็เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นในหัวของอูรูว่า "จำสิ่งที่ข้าเพิ่งบอกเจ้าไปให้ดี ไม่ว่าเขาจะถามอะไร เจ้าก็แค่บอกว่าไม่รู้"
อูรูพยักหน้าอย่างแนบเนียน พร้อมกับปกปิดจิตสังหารที่มีต่อเคลซีซึ่งเผยออกมาทางแววตา
เคลซีเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอูรู เขาไม่มีน้ำเสียงทักทายสหายเก่าเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว และเอ่ยถามอย่างเย็นชาว่า "ลูจีไปไหน?"
"ลูจีหรือ?" อูรูมีท่าทีประหลาดใจเล็กน้อย "ข้าไม่ได้บอกไปแล้วหรือว่า เขา..."
"เขาไปตั้งแต่เมื่อไหร่?" เคลซีพูดแทรกอูรูขึ้นมาทันที "ข้าต้องการรู้เวลาที่แน่ชัด!"
"ต... ตอนเช้า" อูรูดูเหมือนจะตื่นตระหนกเล็กน้อย "เขาไปตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว"
"เขาไปทำอะไร?"
"ข้าคิดว่า น่าจะไป..."
"ไม่ต้องมาน่าจะ!" เคลซีตวาดเสียงต่ำ "รู้ก็บอกว่ารู้ ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้!"
อูรูรีบส่ายหน้าทันที "เช่นนั้นข้าก็ไม่รู้"
แม้จะเดาได้อยู่แล้วว่าอูรูคงตอบว่าไม่รู้ แต่เคลซีก็ยังรู้สึกไม่พอใจอย่างมากอยู่ดี ในตอนนั้นเองอัศวินสองนายก็วิ่งเหยาะๆ ออกมาจากห้องของลูจี และรายงานต่อเคลซีว่า "ท่านหัวหน้าอัศวิน บาทหลวงลูจีไม่อยู่ในห้องจริงๆ ขอรับ จะให้พวกเราค้นห้องของเขาเลยหรือไม่?"
"ค้นหาหอกอะไรล่ะ!" เคลซีที่อารมณ์เสียถึงขีดสุดอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา "เขาไปตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเจ้าคิดว่าเขาจะยังทิ้งของเอาไว้ในห้องอีกหรือไง? ระดมกำลังทั้งหมดไปค้นหาเขาในเมือง... ปลุกทุกคนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ช่าง ให้ไปตามหาเบาะแสของเขา ต่อให้เขาหนีไปแล้ว ก็ต้องรู้ให้ได้ว่าเขาหนีไปที่ไหน!"
"รับทราบ!" คณะอัศวินต่างรับคำสั่ง จากนั้นก็เริ่มลงมือปฏิบัติการทันที
ถึงตอนนี้เคลซีถึงได้หันมามองอูรูอีกครั้ง เขาไม่มีท่าทีจะอธิบายอะไร เพียงแค่สั่งเสียงเย็นชาว่า "เจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่ หากพบว่าลูจีกลับมาเมื่อไหร่ก็ให้รีบแจ้งข้าทันที หากแจ้งข้าไม่ได้ก็หาวิธีรั้งตัวเขาเอาไว้ หากปล่อยให้เขาหนีไปได้ เจ้าก็รู้ใช่ไหมว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร"
พูดจบ เคลซีก็เดินตามคณะอัศวินพวกนั้นออกไป
อูรูยังคงงุนงงอยู่บ้าง "พวกเขาทำแบบนี้..."
"ยังเดาไม่ออกอีกหรือ?" ไป๋เหวยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "พวกเขากำลังตามหาข้า เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เจ้าซื้อนิ้วของข้ามาจากพ่อค้าตลาดมืดรู้ไปถึงหูพวกเขาแล้ว"
อูรูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เหงื่อเย็นจะผุดพรายขึ้นมาเต็มหน้าผากในพริบตา "รู้แล้วหรือ? ถ้าอย่างนั้นทำไมคนเหล่านี้ถึงไม่ตามหาข้า แต่กลับไปตามหาลูจีล่ะ?"
"หึหึ ใครจะไปรู้ล่ะ? ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะได้รับข่าวสารที่ผิดพลาดมา หรือไม่ก็เป็นข่าวสารที่ไม่ครบถ้วน อย่างเช่น พวกเขารู้แค่ว่าคนที่ซื้อนิ้วไปคือบาทหลวงคนหนึ่ง แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นบาทหลวงคนไหน" ไป๋เหวยกล่าว "ส่วนเจ้านั่นที่ชื่อลูจี จู่ๆ ก็หายตัวไปตั้งแต่เมื่อเช้า ดังนั้นคณะอัศวินพวกนี้ก็ย่อมต้องคิดว่าเป็นเขาที่ซื้อนิ้วไป และคงได้รับข่าวล่วงหน้าก็เลยชิงหนีไปแล้ว หึหึ แน่นอนว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าสหายของเจ้าคนนั้นไม่เชื่อเลยด้วยซ้ำ ว่าคนอย่างเจ้าจะกล้าแตะต้องของอันตรายแบบนั้น ถึงขนาดไม่ยอมแม้แต่จะเอ่ยถามเจ้าสักคำ... จุ๊ๆ บางทีในบางครา ความอ่อนแอก็ถือเป็นสีสันพรางตัวอย่างหนึ่งเหมือนกันนะ"
สำหรับคำพูดของไป๋เหวย อูรูรู้สึกทั้งยินดีและโกรธเคือง
สิ่งที่น่ายินดีย่อมเป็นเรื่องที่เขารอดพ้นจากวิกฤตครั้งใหญ่มาได้อย่างจับพลัดจับผลู ส่วนสิ่งที่น่าโกรธเคืองก็เป็นอย่างที่ไป๋เหวยพูด เจ้านั่นที่ชื่อเคลซีไม่เชื่อด้วยซ้ำว่านิ้วของวิซาสอาจจะอยู่ในมือของเขา
การไร้ซึ่งคำพูดใดก็คือการดูถูกเหยียดหยามที่มากที่สุดแล้ว
อูรูมีความขุ่นเคืองต่อเคลซีลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่เขาก็ยังคงเช็ดเหงื่อบนหน้าผากก่อนแล้วถามว่า "เพราะฉะนั้นการที่ข้าฆ่าลูจี กลับกลายเป็นการช่วยชีวิตตัวเองไว้งั้นหรือ? หากลูจียังไม่ตาย คนที่ต้องตายในตอนนี้ก็คือข้าใช่ไหม?"
...อันที่จริงก็ไม่ใช่หรอก ในเนื้อเรื่องของเกม ข่าวที่เคลซีได้รับก็ไม่ครบถ้วนเช่นกัน หัวหน้าอัศวินผู้โหดเหี้ยมคนนี้ก็ไปหาลูจีเป็นคนแรกเหมือนกัน แน่นอนว่าไม่มีใครคาดคิดว่านิ้วของวิซาสจะไปอยู่ในมือของอูรู ชายที่ดูไม่สะดุดตาเลยแม้แต่น้อยคนนี้ ถือว่าเป็นจุดหักมุมเล็กๆ ของเนื้อเรื่อง (ในเนื้อเรื่อง ลูจีออกไปเที่ยวเล่นกับเด็กผู้ชายกลางดึกจนไม่ได้กลับห้องจริงๆ จึงถูกเคลซีออกหมายจับไปทั่วทั้งเมือง)
ดังนั้นไม่ว่าจะฆ่าลูจีหรือไม่ สำหรับคืนนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อูรูจะต้องตายอย่างแน่นอน แต่ไม่ใช่ในคืนนี้
ทว่าเรื่องนี้ ไป๋เหวยก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้อูรูฟังอย่างชัดเจน ซ้ำร้ายยังสามารถเติมเชื้อไฟลงไปได้อีกสักหน่อย
"ใช่แล้วล่ะ หากเมื่อวานเจ้าไม่ลงมือ คนที่ตายในตอนนี้ก็คือเจ้าแล้ว ส่วนข้า... ก็คงตกไปอยู่ในมือของเจ้านั่นแล้วกระมัง?" ไป๋เหวยหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าว "ไม่รู้เหมือนกันว่าหากเจ้านั่นที่ชื่อเคลซีได้ตัวข้าไป จะตัดสินใจได้เด็ดขาดกว่าเจ้าหรือไม่"
สีหน้าของอูรูเปลี่ยนเป็นไม่เป็นธรรมชาติในทันที แต่เขาก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร เพียงแต่ถามเสียงต่ำว่า "ตอนนี้ข้าเชื่อฟังท่านทุกอย่าง หวังว่าท่านจะช่วยบอกข้าว่าควรทำอย่างไรต่อไป"
"ทำอย่างไรน่ะหรือ? เมื่อครู่นี้ตอนที่เจ้าอยู่ในห้อง เจ้ายังเข้าใจดีอยู่เลยไม่ใช่หรือ?"
ประกายแสงวาบพาดผ่านดวงตาของอูรู "ท่านหมายความว่า..."
"ฆ่าคนที่อยากจะฆ่าเจ้าทิ้งเสียก่อน ก็ย่อมไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว" ไป๋เหวยกล่าวเรียบๆ "แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ตัวเจ้าในตอนนี้ ต่อให้ใช้พลังของข้า ก็ใช่ว่าจะสามารถฆ่าเจ้านั่นได้ ดังนั้นภารกิจสำคัญอันดับแรกของเจ้าในตอนนี้ คือการมีชีวิตรอด อย่างน้อยก็ต้องรอดพ้นคืนนี้ไปให้ได้ ตอนนี้เจ้านั่นกำลังโกรธจัด อยากจะจับตัวลูจีให้ได้ทันทีถึงไม่ได้สนใจเจ้า แต่หากคืนนี้พวกมันหาลูจีไม่พบ ก็จะต้องกลับมาค้นห้องของลูจีอย่างแน่นอน และเมื่อเป็นเช่นนั้น ศพของลูจีก็จะซ่อนเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ดังนั้นหากเจ้าไม่ทำอะไรเลย ก็เท่ากับกำลังรอความตาย"
"ถ้าเช่นนั้นข้า... ควรจะหนีไปเลยหรือไม่?"
"หนีหรือ? เจ้าจะหนีไปไหนได้?" ไป๋เหวยถามกลับ "เจ้าคิดว่าตัวคนเดียวจะสามารถหนีรอดจากการค้นหาของคณะอัศวินทั้งคณะได้หรือ? ต่อให้วันนี้หนีรอดไปได้ แล้ววันหน้าจะยังหนีพ้นจากการไล่ล่าของนิกายไรน์ทั้งนิกายได้อีกกระนั้นหรือ?"
คราวนี้อูรูไม่เข้าใจจริงๆ แล้ว "ถ้าอย่างนั้นอยู่ที่นี่ก็เท่ากับรอความตาย หนีก็เท่ากับรอความตาย แถมยังไม่มีวิธีฆ่าเคลซีอีก แล้วควรจะทำอย่างไรดีล่ะ?"
ไม่ว่าจะมองอย่างไรนี่ก็คือสถานการณ์ที่ต้องตายสถานเดียวชัดๆ
"เปิดความคิดให้กว้างขึ้นหน่อย ลองคิดดูสิว่าทำไมตอนนี้เจ้าถึงยังปลอดภัย"
อูรูเกาหัว "เป็นเพราะเคลซีคิดว่านิ้ว... ข้าหมายถึง คิดว่าท่านอยู่ที่ลูจี"
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น..." ไป๋เหวยเป็นฝ่ายออกแรง ควบคุมมือซ้ายทั้งมือของอูรูให้ยกขึ้น แล้วชี้ไปยังห้องของลูจี "ทำไมไม่ทำให้จุดนี้มันเป็นความจริงต่อไปล่ะ? บางครั้ง คนตายก็มีประโยชน์กว่าคนเป็น"
อูรูเริ่มเข้าใจทุกอย่างขึ้นมาทีละน้อย "ท่านหมายความว่า..."
"ขุดศพของเขาขึ้นมา" ไป๋เหวยยิ้มบางๆ "แล้วใช้ประโยชน์จากมันให้ดี... แน่นอนว่าอย่าใช้ร่างกายของข้าขุดล่ะ ข้าไม่อยากแตะต้องศพ"
บทนี้ค่อนข้างสับสนนิดหน่อย ขอลงไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาแก้