"เว่ยหยวนจ้ง! เจ้าจำได้หรือไม่ว่าข้าคือใคร?"
น้ำเสียงนั้นดังก้องขึ้นมาท่ามกลางเรือนที่เงียบสงัด ทำเอาเว่ยหยวนจ้งตกใจจนแทบจะเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น
หลินเจวี๋ยเองก็ถูกดึงออกมาจากห้วงความคิดเช่นกัน
"ข้า... ข้าไม่รู้..."
เว่ยหยวนจ้งทั้งหวาดกลัวทั้งสงสัย ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุใดๆ ทั้งสิ้น
"ตึง!"
ท่อนไม้ท่อนหนึ่งถูกโยนออกมา กระแทกพื้นไม้กระดานเสียงดังทึบๆ แล้วกลิ้งไปมาสองสามรอบ
"ยังไม่รู้อีกหรือ?"
น้ำเสียงนั้นเริ่มดุดันขึ้นมาบ้างแล้ว
"ข้าไม่รู้... ไม่รู้จริงๆ... ไม่รู้ว่าตระกูลเว่ยของเราไปล่วงเกินท่านตั้งแต่เมื่อใด ขอร้องล่ะท่านผู้อาวุโส โปรดบอกมาตามตรงเถิด!" เว่ยหยวนจ้งแทบจะคุกเข่าโขกศีรษะให้แล้ว
"เพียะ..."
กิ่งไม้อีกกิ่งหนึ่งถูกโยนออกมาจากผนังไม้
กิ่งไม้ท่อนนี้เรียวเล็ก รอยแผลบนตัวของเว่ยหยวนจ้งก็สอดคล้องกับมันพอดี คิดว่าคงเป็นสิ่งที่ปีศาจตนนี้ใช้เฆี่ยนตีพวกเขานั่นเอง
"แล้วตอนนี้ล่ะ!?"
น้ำเสียงนั้นดุดันยิ่งกว่าเดิม ทว่านอกจากความดุดันแล้ว ดูเหมือนจะแฝงแววความปวดร้าวอยู่หลายส่วน
เว่ยหยวนจ้งยังคงสับสนมึนงงไม่รู้อะไรเลย
"ท่านคือตอไม้ในลานบ้านนั้นใช่หรือไม่?" หลินเจวี๋ยทนดูต่อไปไม่ไหว จึงช่วยคาดเดาออกมา
"หา?"
เว่ยหยวนจ้งเงยหน้าขึ้นมาทันที สีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด
คิดไม่ถึงเลยว่า ต้นไม้ในลานบ้านที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กจนโตจะกลายร่างเป็นปีศาจไปเสียได้
"หึ..."
เสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังมาจากในผนัง
ก็นับว่าเป็นการยอมรับกลายๆ
ภายใต้ความหวาดกลัว เว่ยหยวนจ้งถึงกับคุกเข่าดังตุ้บลงกับพื้น ปากก็พร่ำเรียกท่านตาต้นท้อ พร้อมกับกล่าวขอโทษที่ไม่ควรตัดมันทิ้งทำนองนั้น
หลินเจวี๋ยมองดูอยู่ด้านข้าง เพียงแค่เก็บมีดตัดฟืนในมือไปไว้ด้านหลัง โดยไม่ส่งเสียงใดๆ
"หากเป็นเพียงครอบครัวธรรมดาตัดต้นไม้ทิ้งต้นหนึ่ง ก็คงไม่มีใครว่าอะไรได้ แต่ข้าเติบโตอยู่ในลานบ้านของพวกเจ้ามาเกือบร้อยปีแล้ว แม้จะบอกว่าเป็นปู่ทวดของเจ้าที่ปลูกข้า รดน้ำพรวนดินให้ข้าเติบโต ทว่าในช่วงร้อยปีต่อมา ข้าก็ตั้งใจตอบแทนพวกเจ้ามาโดยตลอด"
น้ำเสียงในผนังเจือความขมขื่นมากขึ้น
"ก่อนที่ข้าจะกลายเป็นปีศาจ ก่อนที่ข้าจะมีความคิด ปล่อยให้มันผ่านไปอย่างเลื่อนลอยก็แล้วไปเถอะ ถือว่าเรื่องเหล่านั้นไม่นับ แต่เมื่อข้ามีสติรับรู้แล้ว ข้าก็พยายามหยั่งรากลึกลงไปเพื่อหาธาตุอาหารให้มากขึ้นเป็นเท่าตัว
"ข้าพบว่าพ่อของเจ้าชอบกินลูกท้อ ข้าก็พยายามออกผลให้ดกขึ้นและใหญ่ขึ้น ยอมทนเจ็บปวดสลัดผลที่แย่ออกไป ไม่ยอมผลิกิ่งใบด้านล่าง และคอยไล่นกกาอย่างลับๆ
"ตอนเด็กๆ เจ้ากับพี่ชายของเจ้าซุกซนยิ่งกว่าพ่อของเจ้าเสียอีก ชอบปีนต้นไม้ขึ้นไปเก็บลูกท้อ การกระทำเช่นนี้อันตรายนัก แต่บังเอิญว่าลูกท้อที่อยู่บนยอดสุดกลับหวานที่สุด ข้าจึงจงใจออกผลบนยอดให้มากที่สุด เลือกตำแหน่งให้ดี พอถึงเวลาสุกงอมก็โน้มกิ่งลงมา เพื่อให้พวกเจ้าเก็บได้สะดวก
"เกรงว่าพวกเจ้าจะลำบากตอนกวาดใบไม้ร่วง ข้าจึงมักจะทิ้งใบให้ร่วงกองรวมกัน หรือไม่ก็เลือกช่วงเวลาที่ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดแรง ปล่อยให้ลมพัดมันปลิวไป
"ยี่สิบปีก่อนตอนที่ฐานะทางบ้านพวกเจ้าตกต่ำ ช่วงที่ลำบากที่สุด ต้องอาศัยการขายลูกท้อประทังชีวิต ข้ายอมทำลายตบะของตัวเอง เพื่อให้ทุกกิ่งก้านออกผลจนเต็มต้น ถึงได้ช่วยให้ครอบครัวพวกเจ้าผ่านพ้นวิกฤตมาได้
"คนตระกูลเจ้าหลายรุ่นก่อนหน้านี้ ล้วนปฏิบัติต่อข้าเป็นอย่างดี จนถึงตอนนี้ข้ายังจำได้ว่าตอนเด็กๆ พวกเจ้าพี่น้องมาโล้ชิงช้าใต้ต้นไม้ พ่อของเจ้ายังเคยสั่งสอนพวกเจ้าว่า ข้าอยู่เป็นเพื่อนครอบครัวพวกเจ้ามาถึงสามรุ่นแล้ว อยากให้พวกเจ้าเติบโตขึ้นแล้วดูแลข้าให้ดี แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า พอมาถึงรุ่นพวกเจ้ากลับกลายเป็นคนเนรคุณ!"
เว่ยหยวนจ้งอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ทว่าเสียงจากในผนังก็ยังคงดังออกมา:
"พ่อของพวกเจ้าป่วยหนัก ก่อนตายพวกเจ้าไม่ดูแลให้ดีก็แล้วไปเถอะ วันๆ เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้ง พอเขาตายก็รีบร้อนแบ่งสมบัติ ถึงขั้นยอมตัดข้าทิ้งเพียงเพราะเงินไม่กี่ร้อยอีแปะ จะให้ข้าทำใจยอมรับได้อย่างไร!?"
หลินเจวี๋ยฟังแล้วก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ทว่ายังคงไม่เอ่ยปาก
หากสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวมาเป็นความจริง ครอบครัวนี้ก็ติดค้างน้ำใจต้นท้อต้นนี้จริงๆ และต้นท้อต้นนี้ก็ทุ่มเทไปไม่น้อย ทว่าตระกูลเว่ยไม่รู้เลยว่ามันกลายเป็นปีศาจไปแล้ว และไม่รับรู้ถึงความทุ่มเทอย่างตั้งใจของมัน ส่วนใหญ่คงคิดแค่ว่าต้นท้อก็เป็นของมันเช่นนี้ตามธรรมชาติ ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องบังเอิญ ดังนั้นถึงได้ตัดมันทิ้งหลังจากแบ่งสมบัติ...
จะบอกว่าเรื่องนี้ดีหรือไม่ แน่นอนว่าย่อมไม่ดี ต่อให้เป็นเพียงต้นท้อธรรมดา แต่อยู่มาเป็นร้อยปี สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ถูกตัดทิ้งไปดื้อๆ เช่นนี้ ก็ต้องถูกเพื่อนบ้านต่อว่าเอาบ้างอยู่แล้ว
แต่จะบอกว่าเรื่องนี้ผิด ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ความผิดบาปที่ใหญ่โตอะไรนัก
กลับเป็นต้นท้อที่ทุ่มเทมานับร้อยปี กว่าจะบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จได้นั้นยากนัก ทว่าจู่ๆ กลับถูกคนที่ตัวเองเฝ้ามองมาตั้งแต่เล็กจนโตโค่นทิ้ง การจะมีความแค้นเคืองอยู่ในใจก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
เรื่องราวซับซ้อนเช่นนี้ เขาจะไปตัดสินใจแทนทำไม
ดังนั้นหลินเจวี๋ยจึงเพียงแต่นิ่งเงียบ ปล่อยให้พวกเขาสะสางกันเอง
ในใจมีความสงสัยเพียงข้อเดียว ต้นท้อต้นนี้ไปเกลี้ยกล่อมเจ้าพ่อหลักเมืองจนถึงขั้น 'ชนะคดีความในศาลของเจ้าพ่อหลักเมือง' ได้อย่างไร?
แล้วเขาก็ได้รับคำตอบในไม่ช้า
"พวกลูกหลานอกตัญญูอย่างพวกเจ้า ไม่ดูแลพ่อ กลับเอาแต่สนใจเรื่องแบ่งสมบัติ แม้แต่ท่านเจ้าพ่อหลักเมืองยังอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ข้าเฆี่ยนตีพวกเจ้าเป็นเวลาหนึ่งร้อยวัน ขาดไปแม้วันเดียวก็ไม่ได้ พวกเจ้าจะไปเชิญใครมาก็เปล่าประโยชน์!"
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
หลินเจวี๋ยเข้าใจกระจ่างแล้ว
จริงสินะ ในยุคสมัยนี้ กฎเกณฑ์เรื่องความกตัญญูต่อบิดามารดาและเคารพพี่น้องถือเป็นสิ่งสูงสุด แม้แต่ฮ่องเต้ส่วนใหญ่ก็ยังหนีไม่พ้นข้อผูกมัดเหล่านี้
ความอกตัญญูคือความผิดบาป
หลินเจวี๋ยรู้เรื่องนี้ดี เพียงแต่ความรู้นี้เป็นแค่เพียงผิวเผิน จำกัดอยู่แค่ความเข้าใจ ไม่ได้ลึกซึ้ง และยิ่งไม่ได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้อย่างสมบูรณ์ จนถึงขั้นซึมซับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
พอได้ฟังเช่นนี้ถึงได้รู้สึกกระจ่างแจ้งขึ้นมาบ้าง
นี่ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของโลกในยุคปัจจุบัน
ส่วนเรื่องที่เจ้าพ่อหลักเมืองจะยุติธรรมหรือไม่ แนวคิดทางศีลธรรมที่ใช้อ้างอิงจะตรงกับใจของเขาหรือไม่ เรื่องพวกนี้คิดไปก็ไร้สาระเปล่าๆ
รู้เพียงแค่ว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คงจะเพียงพอที่จะใช้เป็นอุทาหรณ์ตักเตือนชาวโลกให้กตัญญู ปรองดอง และพึ่งพาตนเองได้ ท่ามกลางกระแสสังคมที่คล้อยตามกันไป
หลังจากขบคิดในใจจนแตกฉาน เมื่อมองไปเห็นว่าทั้งสองฝ่ายเบื้องหน้ายังคงแสดงละครฉากหนึ่งร้องไห้คร่ำครวญขอความเมตตา อีกฝ่ายยืนกรานก่นด่า หลินเจวี๋ยก็อดรู้สึกเสียดายแทนปีศาจต้นท้อตนนี้ไม่ได้
แม้มันจะไม่ได้มีนิสัยใจคอกว้างขวางโอบอ้อมอารี ทว่าก็ไม่ใช่ปีศาจที่ชั่วร้ายอำมหิต มีความโกรธก็ระบาย มีความแค้นก็ชำระ รู้คุณคนก็ตอบแทน นับๆ ดูแล้วอาจจะดีกว่าคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้เสียอีก การสามารถบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นปีศาจอยู่ในบ้านคนได้ คาดว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายและพบเห็นได้ทั่วไปนัก มิเช่นนั้นข่าวลือทำนองนี้คงมีให้ได้ยินเกลื่อนเมืองไปแล้ว ทว่าบัดนี้กลับถูกโค่นทิ้งไปเสียดื้อๆ ไม่รู้ว่าตบะบารมียังจะสืบทอดต่อไปได้หรือไม่
ด้วยความเสียดาย จึงได้พูดความคิดในใจออกมา:
"การที่ท่านสามารถบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จได้ในเมือง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย บัดนี้กลับถูกคนรุ่นหลังบังเอิญตัดทิ้งไปเช่นนี้ น่าเสียดายจริงๆ ไม่ทราบว่าพอจะมีวิธีแก้ไขกระไรบ้างหรือไม่?"
สิ้นเสียงนั้น เสียงในผนังก็เงียบไป
คิดว่านี่คงไปแทงใจดำมันเข้าแล้ว
พอเว่ยหยวนจ้งได้ฟัง ก็เหมือนกับคว้าฟางช่วยชีวิตเอาไว้ได้ในทันที เขารีบเอ่ยถาม "ใช่แล้ว ท่านตาต้นท้อ พอจะมีวิธีแก้ไขกระไรบ้างหรือไม่?"
"ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะตีพวกเจ้าให้เนื้อแตกหนังปริ!"
แม้มันจะกล่าวเช่นนี้ แต่ก็แสดงให้เห็นว่า มีวิธีแก้ไขอยู่จริงๆ
ขณะเดียวกัน น้ำเสียงของมันก็อ่อนลงบ้างแล้ว
"พวกเราผิดเอง! พวกเราไม่ดีเอง! พวกเรารู้ตัวว่าผิดแล้ว พรุ่งนี้จะไปคุกเข่าโขกศีรษะยอมรับผิดหน้าหลุมศพท่านพ่อ แต่จะปล่อยให้ตบะบารมีที่ท่านสู้อุตส่าห์บำเพ็ญมาอย่างยากลำบากต้องมาพังทลายลงไม่ได้นะ!
"โปรดให้โอกาสพวกเราได้ไถ่โทษเถิด...
"..."
เว่ยหยวนจ้งอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา
ในที่สุด ปีศาจต้นไม้ในผนังก็ถอนหายใจออกมา:
"พวกเจ้าตัดตอไม้ของข้าทิ้ง ตบะบารมีที่ข้าบำเพ็ญเพียรมาทั้งชีวิตก็แทบจะจบสิ้นแล้ว บัดนี้ไม่อาจเติบโตในลานบ้านแห่งนี้ได้อีก หากคิดจะแก้ไขก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"
"โปรดสั่งมาได้เลยท่านตาต้นท้อ! พวกเราจะพยายามทำให้ได้!"
"ห่างออกไปจากที่นี่สองร้อยลี้ ที่อำเภอหลัวซูมีศาลเจ้าชิงตี้แห่งหนึ่ง เทพชิงตี้ปกปักรักษาต้นไม้ใบหญ้าและฤดูใบไม้ผลิทั่วหล้า หากสามารถขอฮู้จากในศาลเจ้ามาละลายน้ำได้ บางทีอาจจะแตกยอดใหม่ได้อีกครั้ง เพียงแต่ตอนนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นแล้ว ข้าคงอยู่เมืองนี้ต่อไปไม่ได้อีก ต่อให้ขอฮู้มาได้ ก็ต้องย้ายข้าไปไว้ในภูเขาด้านนอกอยู่ดี"
"สองร้อยลี้! พวกเราจะไปขอเดี๋ยวนี้!"
"ต้องมีความจริงใจอย่างแท้จริง ถึงจะส่งไปถึงเทพชิงตี้ได้ และต้องเสียทรัพย์สินเงินทองสักหน่อย ถึงจะทำให้คนดูแลศาลเจ้าใจอ่อนได้"
"จะไปเดี๋ยวนี้! จะไปเดี๋ยวนี้!"
เว่ยหยวนจ้งพูดถึงตรงนี้ ก็รู้ตัวดีว่าก่อนจะจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น ตนไม่มีหน้าและไม่กล้าอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว จึงกล่าวต่อว่า "ข้าจะออกไปคุยกับคนในบ้านคืนนี้เลย จะพยายามนั่งรถม้าไปหลัวซูให้ทันก่อนสางของเช้าวันนี้ เพื่อไปขอสิ่งที่ท่านตาต้นท้อต้องการมาให้ได้"
พูดจบก็อดหันขวับไปมองหลินเจวี๋ยไม่ได้
หลินเจวี๋ยครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ขอท่านเว่ยโปรดอนุญาตให้ข้านอนหลับให้เต็มอิ่มต่อไปเถิด"
"ได้!" เว่ยหยวนจ้งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับคำ "เช่นนั้นเชิญคุณชายพักผ่อนอยู่ที่นี่ให้สบายเถิด"
"ปัง"
ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว แล้วก็ปิดลง เสียงฝีเท้าดังกึกกักเดินลงไปชั้นล่าง
ยังไม่ทันที่ชั้นล่างจะส่งเสียงเปิดและปิดประตู หลินเจวี๋ยก็หันไปมองผนังด้านข้างอีกครั้ง ท่ามกลางความเลือนราง เขายังคงมองเห็นแสงเงาที่พร่ามัวสุดขีด นั่นคือปราณแท้บนร่างของปีศาจต้นไม้ตนนั้นที่กำลังไหลเวียน ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ก็ได้ยินเสียงของปีศาจต้นไม้ดังขึ้นมาก่อน:
"วันนี้ต้องขอบใจเจ้ามาก"
ท่านนี้ช่างเป็นผู้มีเหตุผลจริงๆ
หลินเจวี๋ยเคยได้ยินมาว่า การที่มีปีศาจบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จในจวนหรือลานบ้านของมนุษย์ ก็มีความเกี่ยวข้องกับคุณธรรมของเจ้าบ้านด้วย ไม่รู้ว่าจะมีส่วนจริงหรือไม่
"เหตุใดท่านจึงเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในผนังไม้เล่า?"
"ตบะของข้ายังตื้นเขิน ยังไม่ถึงขั้นที่จะแปลงกายได้ตามใจชอบ บัดนี้ร่างจริงถูกตัดทิ้งไปแล้ว เหลือเพียงจิตวิญญาณและปราณแท้ โชคดีที่ข้าเป็นปีศาจต้นไม้ใบหญ้า มีพรสวรรค์ติดตัว ถนัดในการซ่อนตัวและเคลื่อนย้ายไปตามต้นไม้ใบหญ้าอื่นๆ การซ่อนตัวอยู่ในผนังไม้และประตูไม้ทำให้ข้ารู้สึกสบายตัวขึ้นมาก"
"นี่คือวิชาอาคมอะไรอย่างนั้นหรือ?"
"ไม่รู้ว่านี่นับเป็นวิชาอาคมหรือไม่ ได้ยินมาว่าในหมู่ผู้บำเพ็ญพรตบนโลกมนุษย์ก็มีวิชาอาคมเช่นนี้อยู่ เรียกว่าวิชาเร้นกายเบญจธาตุ ของข้านี่เป็นอิทธิฤทธิ์ติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่จำเป็นต้องฝึกฝนในภายหลัง ทั้งสองอย่างอาจจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ทว่าหลักการท้ายที่สุดแล้วย่อมต้องเชื่อมโยงถึงกัน" ปีศาจต้นไม้พูดคุยกับเขาตามปกติ
ตอนนี้เองเว่ยหยวนจ้งที่อยู่ชั้นล่างถึงเพิ่งออกจากประตูเรือนไป พร้อมกับเสียงปิดประตูอย่างเร่งรีบ
"ไม่ปิดบังท่าน ข้ามีความปรารถนาในเรื่องของเทพเซียน ปีศาจ ภูตผี และวิชาอาคมแห่งการบำเพ็ญเพียรมาโดยตลอด อยากจะเปิดหูเปิดตาให้มากขึ้น ไม่ทราบว่าท่านพอจะช่วยเปิดหูเปิดตาให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่?"
"มีอันใดจะมิได้เล่า?"
ชั่วพริบตาเดียว ผนังไม้ก็ปูดนูนขึ้นมาเป็นแผ่น ดูคล้ายกับรูปร่างของคนที่ผอมแห้งเหี่ยวเฉา
เกิดการบิดเบี้ยวเปลี่ยนแปลงวูบหนึ่ง รูปร่างคนที่ผอมแห้งเหี่ยวเฉาอยู่แล้วก็กลายร่างเป็นต้นไม้อีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงในระหว่างนั้นราบรื่นยิ่งนัก
ในขณะเดียวกัน มันก็เคลื่อนตัวจากผนังด้านขวาไปยังผนังด้านซ้าย ตอนที่เปลี่ยนเป็นรูปร่างคน ก็เหมือนกับคนกำลังเดินอยู่บนผนัง ตอนที่เปลี่ยนเป็นต้นไม้ ก็เหมือนกับงูกำลังเลื้อยอยู่บนผนัง
ในระหว่างกระบวนการนี้ แม้หลินเจวี๋ยจะมองเห็นการไหลเวียนของปราณแท้ ทว่าก็มองเห็นได้อย่างเลือนราง ในใจไม่ได้มีความรู้สึกตอบสนองใดๆ
"ร่างจริงถูกตัดไปแล้ว ข้าคงไม่ปรากฏตัวให้เห็นหรอก ยังไงเสียมันก็เป็นเพียงแค่กลอุบายเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น" ปีศาจต้นไม้กล่าว "นี่ดูไม่ออกหรอก ทว่าข้ายังสามารถดึงเอาต้นไม้ใบหญ้า หรือแม้กระทั่งคนเข้าไปในผนังไม้ได้ หากเจ้ามีความกล้าหาญพอก็สามารถลองดูได้"
"มีอันใดจะไม่กล้าเล่า?"
"เจ้าต้องรู้ไว้นะว่า การดึงเอาท่อนไม้และกิ่งไม้เข้าไปในผนังไม้แล้วโยนออกมา เป็นเพราะพวกมันก็เป็นต้นไม้ใบหญ้าเช่นกัน หากดึงคนเข้าไปในผนังไม้ นั่นคือวิธีที่เราใช้จัดการกับมนุษย์ เจ้ารู้หรือไม่ว่า คนเราไม่สามารถหายใจในท่อนไม้ได้ ทำได้เพียงแค่ถูกอุดอู้จนขาดใจตายเท่านั้น"
"ค่ำคืนอันยาวนาน ช่างทนทุกข์ทรมานยิ่งนัก หากได้สัมผัสกับเรื่องประหลาดเช่นนี้ คืนนี้ก็ถือว่าไม่ขาดทุนแล้ว"
หลินเจวี๋ยรู้สึกมหัศจรรย์ใจ และยังแฝงความหวังถึงความเป็นไปได้บางอย่างเอาไว้ด้วย
ร่างกายของคนเราสามารถซ่อนตัวอยู่ในท่อนไม้ได้จริงๆ หรือ?
นั่นจะเป็นความรู้สึกเช่นไรกัน?
หากเรียนรู้วิชานี้ได้ วันข้างหน้าเวลาเดินทางไปในป่าเขาแล้วพบเจอกับโจรผู้ร้ายหรือสัตว์ร้ายกระไรทำนองนั้น ตอนที่หลบหนี มิใช่ว่าแค่หาต้นไม้ใหญ่สักต้น แล้วอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตหลบเข้าไปข้างใน ก็จะปลอดภัยแล้วหรอกหรือ?
"เจ้าไม่กลัวจริงๆ หรือ? ต้องรู้ไว้นะว่าการที่คนเราถูกอุดอู้จนตายนั้นเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากจะถูกอุดอู้จนตายแล้ว หลังจากที่เราดึงเจ้าเข้าไปแล้วคลายแรงลง เจ้าก็จะติดอยู่ในท่อนไม้"
"ท่านไม่ใช่ปีศาจชั่วร้ายเสียหน่อย มีอันใดให้ต้องหวาดกลัวเล่า?"
หลินเจวี๋ยกล่าวเช่นนั้น น้ำเสียงไม่ได้เจือความเคลือบแคลงสงสัยแม้แต่น้อย
"..."
ปีศาจต้นไม้ในผนังเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตอบตกลง มันค่อยๆ ยื่นกิ่งไม้ออกมาจากผนังไม้กิ่งหนึ่ง ซึ่งดูไม่ต่างจากต้นท้อทั่วไป "เจ้าจับกิ่งไม้เอาไว้ ผ่อนคลายจิตใจ อย่าได้มีความคิดฟุ้งซ่าน อย่าออกแรง ข้าจะดึงแค่มือข้างเดียวของเจ้าเข้ามา เพื่อให้เจ้าได้ลองสัมผัสดู"
"ตกลง!"
ทั้งสองฝ่ายต่างก็เปิดเผยจริงใจต่อกันอย่างยิ่งจริงๆ
หลินเจวี๋ยเดินเข้าไปหาทันที จับกิ่งท้อเอาไว้ และค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ผนังตามแรงดึงของมัน
การที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนดึงเขาเข้าไปในผนัง แต่แท้จริงแล้วเป็นเขาเองที่จับมันเอาไว้ หลินเจวี๋ยพลันนึกขึ้นมาได้ว่า การที่บอกว่าเขาไว้ใจต้นท้อ แล้วจะไม่ใช่ต้นท้อที่ไว้ใจเขาด้วยหรอกหรือ?
ช่างตรงกับคำกล่าวที่ว่า คบหาสหายต้องมีกลิ่นอายจอมยุทธ์อยู่สามส่วน เป็นคนต้องมีจิตใจอันบริสุทธิ์หลงเหลืออยู่สักส่วน







