แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็น แต่ชาวบ้านที่สัญจรไปมาบนท้องถนนล้วนมีท่าทีเบิกบานใจ
เพราะใกล้จะถึงเทศกาลปีใหม่แล้ว
เหน็ดเหนื่อยตรากตรำมาตลอดทั้งปี ก็มีแต่ช่วงเวลานี้นี่แหละที่จะได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างสงบสุขสักสองสามวัน
ชุยเซี่ยนยังคงอ่านหนังสืออยู่ในห้องตามปกติ
ท่านอาจารย์ตงไหลเลิกม่านเดินเข้ามา ขณะเอ่ยปากก็มีไอสีขาวพ่นออกมาจากปาก “ใกล้จะปีใหม่แล้ว ยังอ่านอยู่อีกหรือ? เลิกอ่านได้แล้ว เลิกอ่านได้แล้ว”
“มีเด็กที่ไหนเอาแต่อ่านหนังสือไม่รู้จักจบจักสิ้นบ้าง? เจ้าออกไปวิ่งเล่น ไปเดินเที่ยว พักสายตาเสียบ้าง”
“ข้าเห็นเพื่อนของเจ้าหลายคนนั้น ช่วงนี้พากันมาชะเง้อคอมองหาเจ้าอยู่ที่หน้าประตูทุกวันเลย”
เมื่อชุยเซี่ยนได้ยินดังนั้น ก็วางหนังสือลงด้วยความเสียดาย ประสานมือคารวะท่านอาจารย์ แล้วจึงเดินออกจากประตูเรือนไป
หิมะบนถนนด้านนอกยังไม่ละลาย แต่ผู้คนสัญจรไปมามากมาย
ทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการเตรียมข้าวของสำหรับปีใหม่ หิ้วของที่ซื้อมาสารพัดสิ่ง เสียงหัวเราะหยอกล้อ เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเร่ขายของดังแว่วเข้าหูไม่ขาดสาย คึกคักเป็นพิเศษ
ชุยเซี่ยนยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนด้วยท่าทางสับสนเล็กน้อย ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรดี
ช่วงที่ผ่านมาเขาเอาแต่หมกตัวอยู่กับกองหนังสือ นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ทุกวัน เมื่อต้องเข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่จอแจกะทันหัน จึงทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
ในตอนนั้นเอง
ปั้ก!
ก้อนหิมะก้อนหนึ่งปาเข้าที่หลังศีรษะของชุยเซี่ยนพอดิบพอดี
เกล็ดหิมะแตกกระจาย ร่วงหล่นเข้าไปในคอเสื้อ เย็นวาบจนเขาสะดุ้งโหยง
จากนั้น เขาก็ถูกคนหลายคนกระโจนเข้าใส่พร้อมกัน แล้วกอดคอเอาไว้
“ฮ่าๆ เป็นน้องเซี่ยนจริงๆ ด้วย”
“เมื่อครู่ข้ามองเห็นอยู่ไกลๆ แทบไม่กล้าทัก ทำไมเจ้าถึงดูเหม่อลอยนักล่ะ อ้อ แล้วก็ ช่วงนี้พวกพี่ไปหาเจ้าที่ตรอกจ้งจิ่งทุกวันเลยนะ แต่ก็ไม่กล้าเคาะประตูบ้านอาจารย์ของเจ้า”
“น้องเซี่ยน กินถังหูลู่สิ”
“จะว่าไป ก็รู้สึกเหมือนไม่ได้เจอน้องเซี่ยนมาหลายวันแล้วนะ”
คนที่รุมล้อมเข้ามา นอกจากเผยเจียน หลี่เฮ่ออวี้ เกาฉี และจวงจิ่นทั้งสี่คนแล้ว จะเป็นใครไปได้อีก?
ฤดูหนาวอากาศหนาวเย็น
พวกเขาสวมเสื้อผ้าหนาเตอะ ที่คอพันผ้าพันคอ ดูอ้วนกลมเทอะทะน่าเอ็นดู
ชุยเซี่ยนกำลังจะอ้าปากพูด ก็ถูกยัดถังหูลู่เข้าปาก “พี่ใหญ่... อื้อ...”
เผยเจียนมองเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง พลางกล่าวว่า “วันนี้วันไหว้เจ้าเตาไฟ เจ้าคงไม่ต้องอ่านหนังสือแล้วกระมัง? พี่น้องอย่างพวกเราไม่ได้รวมตัวกันนานแค่ไหนแล้ว! ตกลงกันแล้วไงว่าไปอยู่กับอาจารย์ตงไหลแล้ว จะมาหาพวกเราบ่อยๆ”
“ผลปรากฏว่า ไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าเลย!”
พวกจวงจิ่นอีกสามคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย พากันรุมต่อว่าชุยเซี่ยน
แต่ต่อว่าก็ส่วนต่อว่า มือที่กอดคอเขาไว้กลับไม่ยอมปล่อยเสียที
ชุยเซี่ยนกัดถังหูลู่ในปากคำหนึ่ง ทั้งหวาน ทั้งกรอบ ทั้งเย็นชื่นใจ
พอกลืนลงไป ก็รู้สึกว่าสติสัมปชัญญะที่พร่ามัวตื่นตัวขึ้นมาทันที
เขายกแขนขึ้นกอดคอพวกพี่ๆ กลับ ยิ้มประจบขอความเมตตา “เป็นน้องที่ทำตัวไม่รู้ความเอง! เอาอย่างนี้ วันนี้น้องจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น จะอยู่เป็นเพื่อนให้พวกพี่สนุกกันเต็มที่! อยากกินอะไร อยากซื้ออะไร น้องจ่ายเอง!”
โอ้โฮ!
เมื่อได้ยินคำพูดใจป้ำเช่นนี้ พวกเผยเจียนก็ส่งเสียงร้องเฮ พากันบอกว่าจะ 'เชือดเศรษฐี' เสียหน่อย
ทว่า เมื่อพี่น้องทั้งหลายไปเลือกซื้อประทัดที่แผงลอย และรอให้เศรษฐีจ่ายเงินนั้น
ชุยเซี่ยนกลับล้วงหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วล้วงเข้าไปในแขนเสื้อและที่เอว ผลปรากฏว่าสิ่งที่ล้วงออกมาได้ คือหนังสืออีกหลายเล่มที่แตกต่างกัน
ช่างน่ากระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
ชุยเซี่ยนเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าเจื่อนๆ
เผยเจียนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขายิ้มกว้างพลางจ่ายเงินไป ทั้งยังไม่วายเอ่ยแซวว่า “น้องเซี่ยน ตอนนี้เจ้ายิ่งทำตัวเหมือนหนอนหนังสือเข้าไปทุกทีแล้วนะ!”
พวกเขาถือประทัดไปจุดที่ลานหิมะกว้างๆ ก่อนจะพากันโกยแน่บ
ปัง! เกล็ดหิมะสาดกระเซ็น
จวงจิ่นที่วิ่งช้าที่สุดโดนหิมะสาดกระเด็นเต็มหน้า เขาโวยวายด้วยความโมโห “เผยเจียน เจ้าจงใจใช่ไหม!”
เผยเจียนทำหน้าซื่อตาใส “ข้าเปล่า ข้าไม่ได้ทำนะ!”
ทั้งสองคนก็เริ่มฟัดกันตรงนั้นเลย
ชุยเซี่ยนต้องออกแรงอยู่นาน กว่าจะห้ามทัพได้สำเร็จ
สุดท้ายพอเล่นกันจนหมดแรง ทั้งห้าคนก็ทิ้งตัวลงนอนเคียงข้างกันบนกองหิมะ มองดูท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย
ฤดูหนาวอากาศหนาวเย็น ลมหายใจที่พ่นออกมาล้วนเป็นสีขาว
จู่ๆ พวกเขาก็เงียบไป ชุยเซี่ยนรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย
เขาปกป้องหนังสือในมือเพื่อไม่ให้เปียกหิมะ แล้วเอ่ยถามไปตามสัญชาตญาณ “พวกพี่ใหญ่ ช่วงที่ข้ายุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือ พวกท่านอยู่ที่สถานศึกษา ไม่ได้แอบอู้อู้หรืองานใช่ไหม?”
ทั้งสี่คนเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเผยเจียนก็เป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ “พูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร! พวกเราจะอู้งานได้อย่างไร! เจ้าอู๋ชิงหลานนั่นน่ะ ช่วงนี้แทบจะชมพวกเราเสียจนตัวลอยอยู่แล้ว!”
จวงจิ่นและหลี่เฮ่ออวี้ต่างพากันพยักหน้าสนับสนุน “ใช่แล้ว ใช่แล้ว!”
คำพูดหลอกผีแบบนี้ พวกท่านยังกล้าพูดออกมาอีกนะ
ชุยเซี่ยนพูดไม่ออก แต่คิดว่าช่วงปีใหม่ทั้งที จึงไม่ซักไซ้ไล่เลียงต่อ เขายิ้มพลางกล่าวว่า “จากกันเพียงสามวันก็ต้องมองด้วยสายตาใหม่ พวกพี่ใหญ่ ทำเอาน้องเลื่อมใสจริงๆ!”
บรรดาคุณชายได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มกริ่ม ท่าทางโอ้อวดสุดๆ
วันนั้น พวกเขาออกไปเล่นสนุกกันข้างนอกอย่างเต็มที่ทั้งวัน
พอตกเย็น ก็แยกย้ายกันไป เพราะวันนี้เป็นวันไหว้เจ้าเตาไฟ จึงต้องรีบกลับบ้าน
“พวกพี่ใหญ่ ข้ากลับแล้วนะ!”
ชุยเซี่ยนโบกมือลาพวกเขา หลังจากหันหลังกลับ เขาก็เดินกลับบ้านพลางเปิดหนังสือในมืออ่านไปด้วยตามความเคยชิน
เผยเจียน หลี่เฮ่ออวี้ จวงจิ่น และเกาฉีทั้งสี่คน มองส่งเขากลับบ้าน ความร่าเริงที่แสร้งทำเมื่อครู่พลันมลายหายไปในพริบตา
กลายเป็นความหดหู่ สมเพชตัวเอง และความเจ็บปวด
คำพูดที่เผยเจียนพูดออกมานั้น ย่อมเป็นเรื่องโกหก อู๋ชิงหลานไม่ได้ชมเชยพวกเขาเลย ตรงกันข้าม ช่วงนี้กลับเริ่มด่าพวกเขาว่าเป็นไม้ผุอีกแล้ว
ทุกครั้งที่สอบ ก็จะโดนด่า
เพราะเรียนได้เละเทะ สอบก็เละเทะ
สิ่งของอย่างบทความแปดส่วนนั้น ยากราวกับภูเขาสูงตระหง่านที่ไม่อาจปีนข้ามไปได้ ทำให้เด็กหนุ่มทั้งสี่คนหวาดกลัวและสิ้นหวัง
จวงจิ่นมองแผ่นหลังของชุยเซี่ยนที่เดินอ่านหนังสือห่างออกไปเรื่อยๆ แล้วเอ่ยอย่างเจ็บปวด “อีกไม่กี่ปี พวกเรากับน้องเซี่ยน เกรงว่าแม้แต่โอกาสจะได้เล่นด้วยกันก็คงไม่มีแล้ว เขาถูกลิขิตให้ต้องก้าวออกจากหนานหยาง ไปพบเจอโลกที่กว้างใหญ่กว่า และทิ้งพวกเราไว้เบื้องหลังไกลลิบ”
สีหน้าของเกาฉีและหลี่เฮ่ออวี้หม่นหมองลง
มีเพียงเผยเจียนที่มีสีหน้าดูไม่ได้ เขาพึมพำว่า “ถึงจะเป็นอย่างนั้น แล้วจะทำไมล่ะ? ยังไงซะ... ยังไงซะถึงต่อไปน้องเซี่ยนจะสอบได้จอหงวน ก็ต้องมีความดีความชอบของข้าอยู่ครึ่งหนึ่ง! ไม่ว่าเขาจะอยู่ข้างนอกเก่งกาจแค่ไหน ข้าก็เป็นพี่ใหญ่ของเขาอยู่ดี!”
“ต่อให้วันข้างหน้าเขาจะไม่นับถือข้าเป็นพี่ใหญ่แล้ว ข้าก็หน้าด้านพอ ข้าจะนับถือเขาเอง!”
อ่า นี่สินะ
เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ พวกจวงจิ่นก็ยังนึกว่าเขาแค่พูดด้วยความโมโห จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
อีกด้านหนึ่ง
ชุยเซี่ยนรีบกลับมาถึงบ้านก่อนค่ำ
เมื่อเห็นเขากลับมา บ่าวรับใช้คนหนึ่งก็รีบเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น “คุณชายน้อยกลับมาแล้ว!”
ปัจจุบันความเป็นอยู่ของบ้านตระกูลชุยดีขึ้นมาก จ้างบ่าวรับใช้หกคน และพ่อบ้านอีกหนึ่งคน
แม้จะไม่มาก แต่ก็พอจะช่วยดูแลเรือนหลังใหญ่ขนาดนี้ได้
ภายใต้การนำพาอย่างกระท่อนกระแท่นของท่านผู้เฒ่าชุย ความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวก็เริ่มมั่นคง สงบสุข และเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เซี่ยนเกอ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที ย่ายังคิดจะให้คนไปตามหาเจ้าอยู่เลย!”
เมื่อเห็นชุยเซี่ยน ท่านผู้เฒ่าชุยก็รีบเอ่ยว่า “เร็วเข้าๆ พวกเราต้องไหว้เจ้าเตาไฟก่อน กินข้าวเสร็จแล้ว ก็ต้องไปส่องซวีฮ่าว ไหว้พี่ชายวั่นหุย มีเรื่องให้ทำอีกตั้งเยอะแยะเชียว!”
ชุยเซี่ยนยิ้มตอบ “มาแล้วขอรับ”
การไหว้เจ้าเตาไฟ ก็คือการนำน้ำตาลมอลต์ ขนมเปี๊ยะข้าวสารพัดสี เนื้อไก่ เป็ด ปลา และอาหารเลิศรสอื่นๆ มาถวายให้เทพเตาไฟเพลิดเพลินเสียก่อน
เมื่อเทพเตาไฟรับประทานเสร็จแล้ว คนในครอบครัวถึงจะเริ่มกินได้
กินข้าวเสร็จ ก็ต้องรีบพักผ่อน และวางตะเกียงน้ำมันไว้ใต้เตียงหนึ่งดวง
ว่ากันว่าซวีฮ่าวเป็นผีชนิดหนึ่ง ไปที่ไหน คนที่นั่นก็จะสูญเสียทรัพย์สิน คลังเก็บของว่างเปล่า ดังนั้น การจุดตะเกียงส่องซวีฮ่าว ปีหน้าก็จะมีเงินทองไหลมาเทมา
ส่วนพี่ชายวั่นหุย เป็นตัวแทนของเทพแห่งความกลมเกลียว
ท่านผู้เฒ่าชุยเชื่อเรื่องนี้มาก จึงกำชับคนในครอบครัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ตะเกียงใต้เตียงห้ามดับเด็ดขาด เวลาไหว้พี่ชายวั่นหุย ก็ต้องมีใจศรัทธาอย่างแท้จริง
เช่นนี้ตระกูลชุยของพวกเรา ถึงจะมีเงินทองไหลมาเทมา อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างไรล่ะ!
พอผ่านพ้นวันไหว้เจ้าเตาไฟไป พริบตาเดียวก็ถึงวันส่งท้ายปีเก่า
เมื่อก่อนตอนอยู่หมู่บ้านเหอซี ชีวิตยากจน ก็ไม่ได้ถือสาเรื่องการอยู่โยงเฝ้าปีอะไรนัก แต่ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นแล้ว ทั้งครอบครัวมานั่งรวมตัวกัน ช่างครึกครื้นเสียนี่กระไร!
ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า
ท่านผู้เฒ่าชุยนำบ่าวรับใช้หลายคน เตรียมขนมขบเคี้ยวสำหรับมื้อดึกโต๊ะใหญ่ จุดเตาผิงไฟ และอยู่โยงเฝ้าปีกันในโถงใหญ่ของเรือนหลัก
ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ข้างนอกหิมะยังคงตกอยู่
ตะเกียงน้ำมันสว่างไสวหลายดวงในห้องโถง ส่องสว่างจนทั่วทั้งห้องสว่างโร่
บนโต๊ะเต็มไปด้วยผลไม้แห้งนานาชนิด ลูกอมสิบอย่าง ขนมต้มไส้ถั่วแดง ขนมยวิ่นกั่ว ขิงหมักน้ำผึ้ง ขนมสบู่ ขนมตลาด และอื่นๆ อีกมากมาย ละลานตาไปหมด
ไฟในเตากำลังลุกโชน อบอุ่นสบาย
ท่านผู้เฒ่าชุยอุ้มหลานสาวตัวน้อย มองดูของกินกองพะเนินเหล่านี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มรำพึงรำพันอีกครั้ง “โอย ชีวิตดั่งเทพเซียนในตอนนี้ เมื่อก่อนใครจะกล้าคิดฝันกันล่ะ!”
คงเป็นเพราะคนเราพอแก่ตัวลง ก็มักจะชอบนึกถึงอดีต
แต่ความทรงจำในอดีตล้วนมีแต่ความขมขื่น ทว่าตอนนี้ มีแต่ความหอมหวานทั้งนั้น!
เฉินซื่อหยิบผลไม้แช่อิ่มเข้าปากชิ้นหนึ่ง พลางหัวเราะและเอ่ยสมทบ “นั่นสิเจ้าคะ เมื่อก่อนมักจะรู้สึกว่า เมื่อไหร่ชีวิตจะสิ้นสุดเสียที แต่ตอนนี้รู้สึกว่า มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของชีวิตเลย เพราะวันดีๆ ยังรออยู่ข้างหน้าอีกมาก”
คนทั้งครอบครัวต่างหัวเราะ สีหน้าเบิกบานใจเป็นพิเศษ
จากนั้นก็เริ่มหันมาชมเซี่ยนเกอ ผู้เป็นขุนนางใหญ่ที่พาคนทั้งครอบครัวเจริญก้าวหน้า
ชุยเซี่ยนถูกชมจนเขินอาย
คงเป็นเพราะชีวิตดีขึ้นแล้ว เรื่องราวที่ทำให้สบายใจจึงคุยกันเท่าไหร่ก็ไม่จบ ทุกคนนั่งรวมตัวกัน พูดคุยกันค่อนคืน ก็ยังคงตื่นเต้นอยู่ตลอด
จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มสาง
ท่านผู้เฒ่าชุยรู้สึกตัวเป็นคนแรก นางร้องตะโกนขึ้นว่า “เร็วเข้าๆ เจ้าใหญ่เจ้ารอง ไปตีขี้เถ้า!”
สองพี่น้องชุยโป๋ซานและชุยจ้งหยวน จึงรีบหยิบไม้ไผ่ที่ผูกเหรียญทองแดงไว้ มาตีที่กองขี้เถ้าในเตาไฟ
นี่หมายความว่าปีหน้าจะราบรื่น สมความปรารถนา
พอตีขี้เถ้าเสร็จ ท้องฟ้าก็สว่างพอดี
เวลานี้ ทุกบ้านทุกเรือนจะยังไม่นอน แต่จะรีบไปติดภาพเทพทวารบาลจงขุย
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผีร้ายและผีความจนเข้ามาในบ้าน
พอติดเสร็จ คนทั้งครอบครัวก็มายืนรออยู่ที่ลานบ้าน
รอจนกระทั่งมีเสียงเคาะเกราะไม้ดังมาจากบนถนน นั่นหมายความว่าใต้เท้าแห่งที่ว่าการอำเภอและที่ว่าการเมือง ได้จุดประทัดนำล่วงหน้าไปแล้ว
ถึงคราวที่ชาวบ้านจะเริ่มจุดบ้างแล้ว
ท่านผู้เฒ่าชุยกล่าวว่า “เสวียนเจี่ย อวี้เกอ เซี่ยนเกอ ยืนห่างๆ หน่อย! สะใภ้รอง อุดหูยัยหนูอ้วนของบ้านเราไว้ จุดประทัดแล้วนะ!”
ชุยโป๋ซานจุดประทัด
ปัง ปัง ปัง!
ในลานบ้านเต็มไปด้วยความครึกครื้นและควันโขมง
ไม่เพียงแต่ตระกูลชุยเท่านั้น ทั่วทั้งหนานหยาง หรือแม้แต่ราชวงศ์ต้าเหลียง ล้วนอบอวลไปด้วยเสียงประทัด
เมื่อมองดูประทัดที่แตกกระจาย คนทั้งครอบครัวก็ยิ้มจนหุบปากไม่ลง
โอย เมื่อก่อนทำไมถึงไม่เคยรู้สึกเลยนะ ว่าเสียงประทัดนี้ ฟังดูเจริญรุ่งเรืองขนาดนี้!
ท่ามกลางเสียงประทัดอันครึกครื้น ปีใหม่ก็มาเยือน
พอผ่านพ้นวันปีใหม่ไป พริบตาเดียวหิมะก็ละลาย ดอกท้อบานสะพรั่ง
การสอบถงเซิงแห่งราชวงศ์ต้าเหลียง รัชศกเจียเหอปีที่สิบเจ็ด กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว