ข้างหมู่บ้านไห่สู่มีย่านถนนการค้าที่เจริญรุ่งเรืองอยู่สายหนึ่ง ในวันธรรมดาจะมีรถราขวักไขว่และผู้คนพลุกพล่านจอแจอย่างยิ่ง ยิ่งถ้าเป็นช่วงสุดสัปดาห์ก็จะยิ่งมีรถติดหนึบและผู้คนมืดฟ้ามัวดิน หากไม่ถึงตีสาม ที่นี่ก็ไม่มีทางเงียบสงบลงได้เลย
อาจเป็นเพราะที่นี่มีผู้คนพลุกพล่านวุ่นวาย หรืออาจเป็นเพราะได้ยิน 'คดี' หญิงสาวที่มาคนเดียวแล้วเกิดเรื่องร้ายขึ้นมากมายมาตั้งแต่เด็ก ในวันธรรมดาหลินเซี่ยจึงแทบไม่เคยมาที่นี่เลย หรือแม้แต่ตอนที่เข้าใกล้ที่นี่เพียงนิดเดียว ในใจของเธอก็จะเกิดความรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก...
แต่จางเซิ่งดูเหมือนจะแตกต่างออกไป
หลินเซี่ยพบว่าเวลาที่จางเซิ่งมายังย่านที่คึกคักแบบนี้ เขาเปรียบเสมือนปลาที่ได้กลับคืนสู่ท้องทะเล แหวกว่ายไปมาอย่างร่าเริงมีชีวิตชีวา ทั้งยังแนะนำร้านค้าแต่ละร้านบนถนนสายนี้ให้เธอฟังได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นของล้ำค่าในบ้านตัวเอง
ภายใต้แสงไฟ
หลินเซี่ยเดินตามหลังจางเซิ่ง เดินลัดเลาะฝ่าฝูงชนไปอย่างเงียบๆ
ในใจเธอรู้สึกประหลาดใจมาก ทั้งที่จางเซิ่งถือว่าไม่คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คนในย่านนี้เลยแท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงทำราวกับว่าอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก กลับคุ้นเคยกับมันอย่างทะลุปรุโปร่ง จนทำให้หลินเซี่ยเกิดความรู้สึกหลงผิดไปชั่วขณะว่า ต่อให้จางเซิ่งหลับตา เขาก็สามารถหาร้านค้าแต่ละร้านเจอได้อย่างชำนาญ
"เถ้าแก่เนี้ย ขอผัดจานนึงครับ"
"ได้เลยจ้า มากี่คนล่ะ? รีบเข้ามานั่งข้างในสิ... ชั้นบนมีห้องส่วนตัวนะ พวกเธอจะขึ้นไปไหม?"
"ดีเลยครับ!"
จางเซิ่งพาหลินเซี่ยเดินเข้าไปในร้านอาหารก้านซีเสี่ยวเฉ่า
โลกใบนี้กับโลกเดิมแท้จริงแล้วมีความคล้ายคลึงกันมาก
อย่างเช่นอาหารผัด
ร้านอาหารผัดเจียงซีในโลกเดิมเปิดสาขาไปทั่วทุกอำเภอของประเทศ ส่วนร้านอาหารก้านซีเสี่ยวเฉ่าในโลกนี้ก็แผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วประเทศเช่นกัน
จางเซิ่งค่อนข้างชอบกินอาหารของร้านอาหารก้านซีเสี่ยวเฉ่าในโลกนี้ เพราะของดีราคาถูกแถมยังอร่อย โดยเฉพาะต้มปลาเกี้ยมฉ่าย รสชาติเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ นั้น แค่ได้กินเข้าไปคำเดียว ลิ้นก็แทบจะเต้นระบำ
หลินเซี่ยมองดูเถ้าแก่เนี้ยที่ต้อนรับให้พวกเขานั่งลงอย่างกระตือรือร้น เธอสำรวจการตกแต่งของร้านอาหารก้านซีเสี่ยวเฉ่าที่เต็มไปด้วยผู้คน และสภาพร้านที่อัดแน่นไปด้วยเสียงจอแจต่างๆ นานาอย่างใคร่รู้
เธอไม่ค่อยชินกับสถานที่แบบนี้เท่าไหร่นัก...
โต๊ะอาหารสกปรกมาก อากาศที่ปะปนไปด้วยกลิ่นเหล้าและควันบุหรี่ก็ขุ่นมัวสุดๆ เสียงดวลเหล้า เสียงตะโกนโหวกเหวก และเสียงเอะอะโวยวายก็แสบแก้วหูจนเกินไป ในขณะเดียวกัน วัตถุดิบที่วางระเกะระกะอยู่ในตู้กระจกก็ทำให้รู้สึกกังวลเรื่องสุขอนามัย...
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เธอเดินเข้ามา สายตาแต่ละคู่ที่จ้องมองมา ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก
ตามสัญชาตญาณแล้วเธออยากจะไปจากที่นี่ แต่หลังจากเหลือบมองจางเซิ่งที่กำลังสั่งอาหาร เธอก็ล้มเลิกความคิดนี้ไปชั่วคราว
ยังดี...
ชั้นบนมีห้องส่วนตัวเล็กๆ อยู่ แม้ว่าระบบเก็บเสียงจะแย่มาก แต่ก็ยังถือว่าเงียบกว่าสักหน่อย
"เพิ่งเคยมาสถานที่แบบนี้เป็นครั้งแรกใช่ไหมครับ?"
"เมื่อก่อนไม่ค่อยได้มาน่ะ..."
"อ้อ ความจริงผมก็มาไม่บ่อยเหมือนกัน เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยได้มา ตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้มา..."
"อืม"
หลังจากหลินเซี่ยได้ยินคำตอบที่แทบจะเหมือนคำพูดไร้สาระของจางเซิ่ง เธอก็เพียงแค่ตอบรับเบาๆ คำหนึ่ง จากนั้นก็นั่งเหม่อลอยมองอุปกรณ์ทานอาหารบนเก้าอี้
สถานที่ที่แปลกตา ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดใจเป็นพิเศษ
ในขณะเดียวกัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เธอถึงรู้สึกว่าการมากินข้าวกับจางเซิ่งในครั้งนี้ มันทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่ค่อยทั่วท้องนัก
"คุณหลินเซี่ยดื่มเหล้าไหมครับ?"
"ไม่ดื่มค่ะ"
"อ้อ ความจริงแล้ว ที่ผมนัดคุณมากินข้าวในวันนี้ นอกจากการแสดงความขอบคุณจากใจผมแล้ว ก็ยังมีเรื่อง..."
"เรื่องอะไรเหรอ?"
"..."
จางเซิ่งที่มักจะแสดงออกอย่างเปิดเผยมาตลอด จนถึงขั้นเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ กลับเริ่มมีท่าทีประหม่าขึ้นมาอย่างกะทันหันในวินาทีนี้
คำพูดที่มาจ่ออยู่ตรงริมฝีปากถูกกลืนลงคอไป จากนั้นสายตาของเขาก็มองไปทางริมหน้าต่าง และเริ่มเงียบขรึมลงอย่างมาก
หลินเซี่ยเงยหน้าขึ้นมองจางเซิ่งเล็กน้อย พบว่าในแววตาของจางเซิ่งเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกนับพันประการ มันซับซ้อนเสียจนทำให้คนมองรู้สึกบีบคั้นหัวใจ
ราวกับว่า...
จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน จางเซิ่งถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา ขอบตาของเขาเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาทีละน้อย
"ผมอยากเล่าเรื่องเรื่องหนึ่ง คุณหลินเซี่ย คุณช่วยฟังหน่อยได้ไหมครับ?"
"คุณเล่ามาสิ"
หลินเซี่ยมองดูจางเซิ่ง เธอสัมผัสได้ว่าบรรยากาศรอบตัวจากที่เคยแข็งทื่อและกระอักกระอ่วน จู่ๆ ก็เริ่มหดหู่ลงเล็กน้อย
เธอนั่งตัวตรงขึ้นตามสัญชาตญาณ
"ผมเคยมีวัยเด็กที่มีความสุขมากๆ พ่อแม่ดีกับผมสุดๆ แม้จะอยู่ในชนบท แต่พวกเขาก็ไม่เคยยอมให้ผมต้องเสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย พวกเขาทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำตั้งแต่เช้าตรู่ยันค่ำมืด ด้วยความหวังว่าจะส่งเสียผมให้เรียนมหาวิทยาลัยได้..."
"ผลการเรียนของผมดีมากมาตั้งแต่เด็ก ผมสอบติดโรงเรียนมัธยมต้นดีๆ ในอำเภอ จากนั้นก็สอบติดโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งที่ดีที่สุดในเขตชางไห่ด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของห้อง และได้เข้าไปเรียนในห้องคิง แม้ว่าผลการเรียนในห้องคิงของผมจะไม่ค่อยโดดเด่นนัก แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ผมก็คงจะ..."
"วันหนึ่งตอนอยู่ม.6 พ่อของผมกระโดดตึก... หลังจากนั้นไม่นาน แม่ของผมก็เสียสติ และกระโดดตึกตามไป!"
"ผมเห็นศพของพ่อ ร่างกายแหลกเหลวราวกับเศษเนื้อ กระดูกหักผิดรูป ผมเห็นศพของแม่ ใบหน้าเละเทะจำเค้าเดิมไม่ได้ เลือดสาดกระเซ็นเต็มพื้น..."
"ผมมองดูญาติมิตรที่เคยทำดีกับผมมากๆ ถูกเผา จนกลายเป็นเถ้ากระดูกสองกล่องไปต่อหน้าต่อตา..."
"ผมคิดว่าทุกอย่างมันจบลงแล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ทั้งหมดนี้มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น..."
"หนี้สินท่วมหัว ญาติพี่น้องหลบหน้าผมราวกับเป็นตัวกาลกิณี เจ้าหนี้ตามมาทวงหนี้ถึงในบ้าน ทุบทำลายข้าวของ ศาลสั่งยึดบ้านผม แม้แต่ที่ซุกหัวนอนที่สุดท้ายก็ถูกยึดไป ในขณะเดียวกัน ผมก็กลายเป็นลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระอย่างงงๆ ในปีที่ผมอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ พ่อแม่เอาบัตรประชาชนของผมไปกู้เงินก้อนโต บอกว่าเป็นเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่ผลสุดท้ายกลับเอาไปกู้ซื้ออย่างอื่นเพื่อแลกเป็นเงินสด... แล้วก็ด้วยเหตุผลบ้าบออะไรบางอย่าง ผมดันโง่หลงเชื่อคำพูดของลุงๆ ป้าๆ ที่บอกว่าให้เก็บไว้เป็นที่ระลึก เลยรับมรดกบ้านของพ่อแม่มา และก็รับหนี้สินมาด้วย..."
"..."
น้ำเสียงของจางเซิ่งทุ้มต่ำลงเรื่อยๆ ยามที่พูดถึงสภาพอันน่าเวทนาในอดีต ภายในห้องก็เต็มไปด้วยบรรยากาศอันน่าอึดอัดและสิ้นหวัง
มีอยู่แวบหนึ่งที่หลินเซี่ยรู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอ อยากจะอาเจียนออกมา แต่ก็อาเจียนไม่ออก มันทั้งแห้งผากและขมปร่า แม้จะดื่มน้ำเปล่าเข้าไปหนึ่งแก้วแล้ว ความรู้สึกนี้ก็ยังไม่ถูกระงับลง
ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของม.6 จางเซิ่งเริ่มกลายเป็นคนที่ไม่มีใครสนใจในห้องเรียน หรือแม้กระทั่งไม่มีตัวตนเลยด้วยซ้ำ
แม้ว่าเขาจะมาเรียนทุกวัน แต่ก็มีอาการเหม่อลอยอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เป็นเด็กหนุ่มอายุสิบแปดปีแท้ๆ แต่กลับนั่งหดตัวเป็นก้อน ราวกับถูกตัดขาดจากคนทั้งห้อง
ในตอนนั้นหลินเซี่ยที่กำลังตั้งใจเรียนและเตรียมตัวสอบย่อมไม่มีกะจิตกะใจไปสนใจเรื่องอื่น ทั้งๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกัน แต่เธอก็แทบจะไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเขาเลย นานวันเข้า จางเซิ่งในสายตาของหลินเซี่ยก็กลายเป็นเหมือนอากาศธาตุ...
เมื่อนึกย้อนกลับไปตอนนี้ ช่วงเวลานั้นน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดของจางเซิ่งสินะ?
"บนโลกใบนี้ ผมไม่มีญาติพี่น้องคนไหนอีกแล้ว หรือแม้แต่... คนที่ไว้ใจได้ก็แทบจะไม่มีเลย..."
"แต่ผมมักจะบอกตัวเองอยู่เสมอว่า ผมต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป..."
"เป็นเหมือนต้นหญ้าต้นหนึ่ง ต่อให้ไม่มีใครสนใจ ผมก็ต้องมีชีวิตอยู่ มีชีวิตอยู่ให้ดี ต่อให้ต้องหน้าด้านหน้าทนก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้..."
จางเซิ่งพูดพึมพำกับตัวเอง ราวกับกำลังค่อยๆ ดึงบาดแผลออกมาทีละนิด
จากนั้น...
ข้างในก็มีเลือดไหลโชก!
ถึงแม้หลินเซี่ยจะพยายามอดกลั้น แต่ขอบตาก็เริ่มแดงระเรื่อ โดยเฉพาะตอนที่จางเซิ่งบอกว่าบนโลกนี้ไม่มีญาติพี่น้องคนไหนอีกแล้ว ในที่สุดหลินเซี่ยก็ทนไม่ไหวจนต้องก้มหน้าลง ใช้กระดาษทิชชูเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา
ความจริงแล้วเธออยากฟังเรื่องราวของจางเซิ่งมาตลอด
ก่อนที่จะได้ฟังเรื่องราวนี้ เธอรู้แค่ว่าจางเซิ่งเป็นหนี้กว่าสองล้าน ชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบากมาก แต่เมื่อจางเซิ่งเริ่มเล่าเรื่องนี้ หลินเซี่ยกลับรู้สึกว่าเมื่อก่อนตัวเองคิดผิดไปถนัด
นี่คือเรื่องราวที่ทั้งน่าเศร้าและน่าสะเทือนใจ
ในวัยที่ทุกคนล้วนหันหน้าเข้าหาแสงสว่าง แต่เขากลับตกลงไปในความมืดมิด ตกลงไปในห้วงลึกที่ไร้จุดสิ้นสุด หนาวเหน็บจนทำให้คนสั่นสะท้าน
"แล้วผมก็ได้พบกับคุณ..."
"คุณเหมือนแสงจันทร์สีขาวสว่างไสวบริสุทธิ์..."
"และคุณก็เป็นคนจำนวนน้อยนิด ที่ยอมให้ผมยืมเงิน..."
"นี่คือความเชื่อใจ หรืออาจจะเป็นแค่ความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อเพื่อนร่วมชั้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่สำหรับคนที่อยู่ในห้วงลึกอย่างผม ความเชื่อใจนี้ก็คือแสงสว่าง เป็นแสงสว่างที่คอยค้ำจุนให้ผมก้าวเดินต่อไปข้างหน้า!"
"วันนี้ตอนที่รออยู่ที่ทางเดิน ผมคิดทบทวนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ลองเสี่ยงดวงชวนคุณออกมาดู"
หลังจากจางเซิ่งพูดจบ เขาก็ใช้กระดาษทิชชูสั่งน้ำมูกเงียบๆ แล้วจ้องมองหลินเซี่ยด้วยสายตาจริงจัง
หลินเซี่ยพยายามควบคุมอารมณ์ ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมองจางเซิ่ง
สายตาของจางเซิ่งดูเหมือนจะมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ แต่มันไม่ได้ร้อนแรง ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความจริงใจ นั่นคือความปรารถนาและการวิงวอนที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือด
หลินเซี่ยทนสายตาแบบนี้ไม่ไหว จึงหลบตาไปตามสัญชาตญาณ
"ผมจะต้องประสบความสำเร็จ ผมจะหาเงินมาจ่ายค่าเทอมมหาวิทยาลัยให้ได้ และในอนาคตผมก็จะใช้หนี้กว่าสองล้านนี้ให้หมดด้วย แต่ตอนนี้ ผมทำได้เพียงแค่ขอความช่วยเหลือจากคุณ..."
"ผมไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารของตัวเองได้ ถ้าผมใช้บัตรประชาชนตัวเองเปิดบัญชี เงินที่หามาได้ในนั้นก็จะถูกหักออกไปจนหมดทันที พอถูกหักจนหมด ผมก็จะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมมหาวิทยาลัย..."
"คุณหลินเซี่ย ถ้าคุณเชื่อใจผม คุณช่วยใช้บัตรประชาชนของคุณเปิดบัญชีธนาคารให้ผมสักใบได้ไหมครับ ผมจะโอนเงินที่หามาได้จากการวิ่งเต้นหาลูกค้าเข้าบัญชีนี้ ถ้าไม่สะดวก จะเก็บสมุดบัญชีไว้ที่คุณก็ได้ แค่ตอนที่ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัย คุณช่วยถอนเงินค่าเทอมกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันออกมาให้ผมเป็นเงินสดก็พอ..."
"รอให้ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัย รอให้ทุกอย่างของผมเข้าที่เข้าทางก่อน แล้วผมค่อยๆ ทยอยใช้หนี้ที่ตัวเองก่อไว้ต่อไป..."
"ผม... บนโลกใบนี้ ผมคิดดูแล้ว บางทีคนที่ผมสามารถไว้ใจได้เพียงคนเดียว ก็คงมีแค่คุณเท่านั้น!"
"..."
ภายในห้อง
หลินเซี่ยรับฟังเรื่องราวทั้งหมดนี้ ไม่รู้ทำไมน้ำตาถึงพาลจะไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้อีกครั้ง
เธอพยักหน้า
มุมปากขยับเล็กน้อย อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
"ขอโทษนะ ฉันขอไปเข้าห้องน้ำก่อน"
"ครับ!"
หลินเซี่ยลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปที่ห้องน้ำ
ภายในห้องน้ำ เธอมองดูตัวเองในกระจก แล้วใช้น้ำล้างหน้าเล็กน้อย
ในเวลานี้ อารมณ์ของเธอสับสนวุ่นวายสุดๆ ความรู้สึกทรมานทำให้เธอแทบจะหายใจไม่ออก
เธอใช้เวลาสงบสติอารมณ์อยู่นาน กว่าจะกลับมาเป็นปกติ
เมื่อเธอกลับมาที่ห้องส่วนตัว ก็พบว่ามีการเสิร์ฟอาหารแล้ว แต่กลับไม่เห็นตัวจางเซิ่ง
เธอเดินลงไปชั้นล่างเพื่อตามหาจางเซิ่งตามสัญชาตญาณ
แต่กลับพบว่าจางเซิ่งไปโผล่อยู่ในห้องครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กำลังหยอกล้อจนเถ้าแก่เนี้ยร้านก้านซีหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง
จากนั้น...
เธอก็เห็นจางเซิ่งหยิบสัญญาของ 【บริษัทเตาครบวงจรเซินหราน】 ออกมา
"เจ๊ เซ็นสัญญานี้เถอะครับ... เจ๊จำเป็นต้องใช้สัญญานี้นะ!"
"ได้ๆ เจ๊เซ็น เจ๊เซ็น โธ่เอ๊ย พ่อหนุ่มคนนี้นี่... แวะมาหาตั้งหลายรอบแล้ว จนฉันชักจะสงสัยแล้วเนี่ยว่าเตาแก๊สของฉันโดนเธอแอบทำพังหรือเปล่า..."
"จะเป็นไปได้ยังไงล่ะเจ๊ ผมเป็นคนต่ำช้าแบบที่ยอมทำเตาเจ๊พังเพื่อยอดขายอย่างนั้นเหรอครับ?"
"เหอะ ใครจะไปรู้ล่ะ คนกะล่อนปลิ้นปล้อนแบบเธอน่ะ เจ๊เห็นมาเยอะแล้ว ฮ่าๆ..."
"..."







