ตรอกเก่าในเมืองโบราณ ชายชรานั่งขดตัวพิงกำแพง บัณฑิตหนุ่มยืนค้อมตัวอยู่
สายตาขุ่นมัวและสายตากระจ่างใสประสานกัน
"เจ้านี่ซ่อมได้ไหมขอรับ?"
"หลังคาซ่อมได้ ต้องใช้ไผ่ทำใหม่ ผ้าข้างในนี่ก็ขาดแล้ว ต้องใช้เข็มกับด้ายเย็บเอา"
"ซ่อมได้ก็ดีแล้วขอรับ"
"ต้องคิดเงินสองอย่างนะ!"
ชายชราผิวคล้ำแดด ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น เขามองหลินเจวี๋ยด้วยความกังวลเล็กน้อย ราวกับรู้สึกเสียดายเงินแทน หรือไม่ก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมจ่าย
"เท่าไหร่หรือขอรับ?"
หลินเจวี๋ยพลอยรู้สึกกังวลขึ้นมาเช่นกัน
"เย็บผ้าสามอีแปะ ซ่อมย่ามตำราห้าอีแปะ" ชายชราพูดพลางทำไม้ทำมือประกอบ
"แปดอีแปะหรือ..."
หลินเจวี๋ยถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ได้ยินชายชราพูดเมื่อครู่กอปรกับเห็นท่าทางของเขา ชายหนุ่มก็นึกว่าจะต้องเสียเลือดเนื้อครั้งใหญ่ หรือไม่ก็ถูกขูดรีดเสียแล้ว ที่แท้เมืองในอำเภอตานซวินก็เหมือนกับหมู่บ้านซู สิ่งที่ชายชราพะวักพะวนและกังวลใจ สิ่งที่เขาต้องง่วนทำเพื่อหาเงิน ก็เป็นเพียงเงินแค่แปดอีแปะเท่านั้น
"รบกวนท่านตาแล้วขอรับ"
หลินเจวี๋ยจ่ายเงินไปก่อน นัดแนะเวลาและสถานที่มารับของ จากนั้นจึงจากไป
แบกย่ามตำราเดินมาตั้งไกล พอได้เดินตัวเปล่าในเมืองก็รู้สึกเบาหวิวไปทั้งตัว ไหล่ไม่มีอะไรกดทับ รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก
ระหว่างเดินทอดน่อง เขาก็มีกะจิตกะใจจะมองดูรอบๆ มากขึ้น
ทว่าจุดประสงค์หลักยังคงเป็นการซื้อดาบสักเล่ม
โลกในช่วงหลายปีมานี้ช่างวุ่นวายนัก ทั้งคน ทั้งปีศาจและภูตผีล้วนปั่นป่วน พวกพ่อค้าเร่จำต้องพกอาวุธติดตัวเพื่อป้องกันภัย มีแค่มีดสั้นเล่มเดียวย่อมไม่พอใช้แน่
ในขณะเดียวกัน บรรดาปีศาจและภูตผีบนโลกใบนี้ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีวิชาฆ่าคนได้ง่ายดายเหมือนเชือดไก่ทันทีที่บำเพ็ญเพียรสำเร็จ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นเนื้อหนังมังสา ดังนั้นอาวุธเหล็กสักชิ้นจึงไม่เพียงป้องกันคน แต่ยังป้องกันปีศาจได้ด้วย แม้แต่กับวิญญาณซึ่งเป็นสิ่งที่เลือนรางจับต้องไม่ได้ หากในมือมีอาวุธที่ร้ายกาจกว่า ความกล้าหาญและพลังปราณในใจก็ย่อมพลุ่งพล่านขึ้นมา ทำให้พวกผีสางหาช่องโหว่มาทำร้ายได้ยากขึ้น
หลินเจวี๋ยเคยได้ยินตำนานเรื่องจอมยุทธ์ในยุทธภพฟันผีในยามวิกาล ได้ยินมาว่าไอกระบี่เย็นเยียบไม่จางหายไปถึงสามปี ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงเท็จแค่ไหน
สรุปคือต้องซื้อดาบสักเล่ม
ตัวเลือกแรกย่อมเป็นดาบพั่ว
ดังคำกล่าวที่ว่า ยาวกว่าหนึ่งนิ้ว ก็ได้เปรียบกว่าหนึ่งนิ้ว ต่อให้ยอดฝีมือในกองทัพจะบอกว่าดาบเดี่ยวของตนสามารถหักทวนบั่นง้าวได้ แต่พอต้องลงสนามรบจริง ต่างก็ถือทวนจับง้าวออกไปทั้งนั้น ไม่มีใครถือดาบเลย
ยอดมนุษย์ยังเป็นเช่นนี้ คนอ่อนแอยิ่งไม่ต้องพูดถึง
นอกจากนี้ ดาบพั่วยังมีราคาถูกกว่า ใช้งานได้หลากหลายกว่า และดูไม่สะดุดตาจนเกินไป
หลินเจวี๋ยเดินดูรอบหนึ่ง ไม่นานก็ซื้อมาได้
นั่นเป็นเพราะดาบพั่วนั้นมีขายอยู่ทั่วไป
มันคืออาวุธประกอบชนิดหนึ่ง:
ดาบตัดฟืนหนึ่งเล่ม
กระบองนกหวีดหนึ่งด้าม
ยามปกติสามารถแยกชิ้นส่วนออกจากกันเพื่อใช้งานเดี่ยวๆ ได้ หรือจะเก็บดาบตัดฟืนไว้ในย่ามตำราแล้วสะพายหลัง ถือแค่กระบองนกหวีดไว้เป็นไม้เท้าก็พอดี เวลาจะใช้ดาบก็ใช้ดาบ เวลาจะใช้ไม้ก็ใช้กระบองนกหวีด
หากมีอันตราย ก็สามารถนำมาประกอบเข้าด้วยกันได้
เพราะตัวมันเองก็คือผลผลิตจากการที่ราชสำนักควบคุมอาวุธยาวอย่างเข้มงวดก่อนหน้านี้...
ในตอนนั้นราชสำนักไม่อนุญาตให้ชาวบ้านพกพาทวนหรือดาบยาวตามอำเภอใจ แม้แต่การพกพากระบองยาวก็ยังต้องเจาะรูที่ปลายกระบอง เวลาแกว่งจะเกิดเสียงหวีดร้อง เรียกว่ากระบองนกหวีด ส่วนกระบองที่ไม่ได้เจาะรูจะเรียกว่ากระบองทึบ คำว่าลอบตีด้วยกระบองทึบก็มีความหมายมาจากสิ่งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาต ทว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ท่องไปในยุทธภพล้วนมีความจำเป็นต้องป้องกันตัวและต่อสู้ จึงได้นำดาบตัดฟืนที่ชาวบ้านทั่วไปใช้มาประกอบเข้ากับกระบองนกหวีด ด้ามของดาบตัดฟืนนั้นกลวงอยู่แล้ว สามารถสวมด้ามไม้เข้าไปได้ พอดีกับที่ปลายกระบองนกหวีดมีรู เมื่อนำมาประกอบกัน ดาบก็ยาวขึ้น ส่วนกระบองนกหวีดก็ไม่ส่งเสียงร้องอีก ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ดาบพั่วจึงถือกำเนิดขึ้นตามสถานการณ์
สำหรับหลินเจวี๋ยแล้ว สิ่งนี้ถือว่าใช้งานได้จริงมาก
ไม่เพียงแต่ได้ไม้เท้ามาหนึ่งอัน แต่ยังมีดาบตัดฟืนอีกหนึ่งเล่ม หากหลังจากนี้เขาต้องเดินทางไปที่เขาอีซานซึ่งมีเส้นทางภูเขาสูงชัน ระหว่างทางอาจเจอพุ่มไม้หนามขวางทาง ดาบตัดฟืนย่อมใช้งานได้ดีกว่าดาบหรือกระบี่
บัณฑิตแบกย่ามตำรา พร้อมกับถือไม้เท้าไม้หนึ่งอัน ดูแล้วก็เข้ากันดี
เขาใช้ไม้เท้าพยุงตัวเดินกลับไปที่โรงเตี๊ยมเช่นนี้
หลินเจวี๋ยได้กลิ่นตัวที่เริ่มเหม็นตุๆ ครั้งล่าสุดเขาอาบน้ำในแม่น้ำริมทาง แม้ว่าน้ำในแม่น้ำจะเย็นสดชื่น แต่ก็ไม่สบายตัวเท่าน้ำร้อน เขาจึงเอ่ยถามเสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมว่า
"ขอน้ำร้อนอาบสักถังหนึ่ง ต้องจ่ายเท่าไหร่หรือ?"
"นายท่านต้องการถังเล็กหรือถังใหญ่ขอรับ? ถังเล็กน้ำเต็มถัง ชั้นล่างมีที่อาบน้ำเฉพาะ มีผ้ากางบังไว้ ราคาแค่ห้าอีแปะต่อถัง ส่วนถังใหญ่สามารถลงไปนั่งอาบได้ ยกไปไว้ในห้องพักได้ ทั้งน้ำทั้งถังไม้ราคาเพียงยี่สิบอีแปะ ถ้ายกไปในห้องพักคิดเพิ่มสองอีแปะ" เสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมกล่าว "น้ำที่เราใช้ล้วนเป็นน้ำจากคลอง ที่นี่อยู่ต้นน้ำพอดี สะอาดมากขอรับ"
ราคาแพงกว่าที่หลินเจวี๋ยคิดไว้เล็กน้อย
คงเป็นเพราะยุคข้าวยากหมากแพง น้ำและฟืนล้วนมีราคาสูง ค่าฟืนค่าน้ำจึงมักเป็นรายจ่ายสำคัญของชาวเมือง
หลินเจวี๋ยถึงกับลังเลไปชั่วขณะ
แม้ตนจะเพิ่งหาเงินมาได้ แต่หนทางข้างหน้ายังไม่รู้ว่าอีกยาวไกลเพียงใด จำต้องประหยัดไว้บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ลุงใหญ่ ป้าใหญ่ และลูกพี่ลูกน้องที่บ้านส่วนใหญ่ก็ยังคงกินอยู่อย่างมัธยัสถ์ เส้นทางสายนี้ทับซ้อนกับเส้นทางค้าขายของพ่อค้าจากหมู่บ้านซูอยู่บ้าง หลินเจวี๋ยยังคิดอยู่ว่าหากบังเอิญพบพ่อค้าจากหมู่บ้านเดียวกันระหว่างทาง ก็จะฝากพวกเขาพกเงินสิบตำลึงกลับไปให้ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของพวกเขาบ้างไม่มากก็น้อย
แต่เมื่อเปลี่ยนความคิด เขาก็ปลงตก
นานๆ ทีจะได้พักผ่อนให้สบายตัว หากพลาดโอกาสนี้ไป เกรงว่าคงต้องเก็บไปคิดและหงุดหงิดใจไปอีกหลายวัน
"เอาถังใหญ่ น้ำร้อนหน่อยนะ!"
"ต้องการให้ยกขึ้นไปบนชั้นหรือไม่ขอรับ?"
"ช่วยประหยัดแรงพวกเจ้าหน่อยก็แล้วกัน"
"ได้เลยขอรับ! นายท่านโปรดพักผ่อนสักครู่ ถ้าน้ำร้อนต้มเสร็จแล้ว ข้าน้อยจะมาเชิญนะขอรับ!"
เสี่ยวเอ้อจึงไปตักน้ำและต้มน้ำ
ไม่นานนัก ในห้องอาบน้ำก็มีไอน้ำลอยคละคลุ้ง
หลินเจวี๋ยลงไปแช่ในถังไม้ ขัดถูร่างกายจนสะอาดสะอ้านแล้วก็นั่งนิ่งๆ ปล่อยให้ร่างกายตั้งแต่คอลงไปแช่อยู่ในน้ำร้อน พลันรู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก
ความสบายเช่นนี้ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ได้สัมผัสมาตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา แต่ยังเป็นสิ่งที่ไม่เคยพานพบตั้งแต่มายังโลกใบนี้ด้วยซ้ำ เมื่อรูขุมขนทั่วร่างเปิดออกเพราะน้ำร้อน กระทั่งศีรษะเริ่มวิงเวียนและง่วงงุน ภายใต้ความผ่อนคลายขั้นสุดยอดเช่นนี้ ความไม่สบอารมณ์ต่างๆ นานานับตั้งแต่มาอยู่บนโลกใบนี้ก็ถูกชะล้างให้เจือจางลงไปชั่วคราว ให้ความรู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งเป็นเพียงความฝัน
"นายท่านต้องการเติมน้ำร้อนไหมขอรับ?"
"คิดเงินหรือเปล่า?"
"ถังละสี่อีแปะ ครึ่งถังสองอีแปะ ต้มจนเดือดแล้วถึงจะยกมาให้ขอรับ"
"ไม่เอาแล้ว"
"ให้ทำกับข้าวเตรียมไว้ก่อนเลยไหมขอรับ?"
"เอาไข่เจียวอู่เจียผีก็พอ" หลินเจวี๋ยพูดจนแทบไม่มีแรง เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง "ขอข้าวอีกชาม ข้าวชามใหญ่ ข้าวสวยร้อนๆ นะ"
"ได้ขอรับ!"
ราวกับเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ และคล้ายกับได้งีบหลับไปตื่นหนึ่ง
"ซู่..."
ในที่สุดหลินเจวี๋ยก็ลุกขึ้น พอหยิบเสื้อผ้าชุดเดิมขึ้นมาก็พลันรู้สึกว่ากลิ่นเหม็นแรงขึ้นกว่าเดิม โชคดีที่วางชุดสะอาดไว้ข้างๆ
เมื่อเดินออกไปข้างนอก ก็บังเอิญสวนกับเสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมที่เดินมาพอดี
"นายท่านแช่น้ำสบายตัวไหมขอรับ?"
"ตัวเบาหวิวไปครึ่งชั่งเลยล่ะ"
"อาหารเตรียมเสร็จแล้ว กำลังจะไปเชิญท่านพอดีเลยขอรับ"
"ตกลง ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ"
หลินเจวี๋ยคร้านที่จะขึ้นบันไดไปเก็บของ จึงเดินออกไปวางเสื้อผ้าไว้บนม้านั่ง แล้วเริ่มลงมือทานอาหาร
สิ่งที่เรียกว่าอู่เจียผี อันที่จริงแล้วเป็นผักป่าชนิดหนึ่งของที่นี่ ขึ้นได้ทั้งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน เติบโตได้ดีมาก นำมายำ ผัด หรือต้มซุปก็ได้ทั้งนั้น ที่สำคัญคือไม่ต้องเสียเงินซื้อ จึงเป็นผักป่าที่ชาวบ้านละแวกนี้มักนำมารับประทานกัน
โรงเตี๊ยมไม่ได้ตระหนี่เรื่องน้ำมันเลยแม้แต่น้อย ออกจะมันเยิ้มไปสักหน่อยด้วยซ้ำ ผักป่าใส่ไข่ รสชาติถือว่าไม่เลว แถมยังมีประโยชน์
กินคู่กับข้าวสวยหนึ่งชาม หากเป็นในชาติก่อนคงดูเรียบง่ายไปสักหน่อย แต่ในยามนี้ หลินเจวี๋ยกลับรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ตอนอยู่บ้านลุงใหญ่ เขาก็กินโจ๊กจนชินแล้ว
นอกจากความพึงพอใจแล้ว ยังนำมาซึ่งความเบิกบานใจอีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็คือเงินที่เขาหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
บัณฑิตหนุ่มก้มหน้าก้มตาจ้วงข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็ว เศษไข่ชิ้นเล็กชิ้นน้อยคลุกเคล้ากับข้าวสวยเม็ดเรียงตัวสวยและน้ำมัน รสชาติกลมกล่อมลื่นคอเป็นที่สุด
ทว่าเขากลับไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีคนข้างๆ กำลังจ้องมองเขาอยู่
เวลานั้นเอง เสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมก็ประคองหม้อดินใบหนึ่งออกมา ในหม้อมีไอน้ำพวยพุ่งไม่ขาดสาย เขาใช้ผ้าเปียกรองกันความร้อน เดินจ้ำอ้าวตรงไปยังโต๊ะข้างๆ
นึกไม่ถึงว่าคนโต๊ะข้างๆ จะเอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"ท่านนี้คือคุณชายที่ร่วมมือกับจอมยุทธ์ในยุทธภพ กำจัดวานรประหลาดนอกเมืองเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้วขอรับ"
หลินเจวี๋ยยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ย เสี่ยวเอ้อก็ชิงตอบแทนเขาเสียแล้ว
"ยกน้ำแกงหม้อนี้ของข้าให้คุณชายท่านนี้เถิด!"
"เอ๋?"
"รีบยกไปสิ"
เสี่ยวเอ้อที่เพิ่งเดินมาถึงตรงหน้าเขาชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง รีบพยักหน้ารับคำ หมุนตัวกลับ แล้วเดินจ้ำอ้าวไปที่โต๊ะของหลินเจวี๋ย
เสียง 'กึ้ง' ดังขึ้นเมื่อหม้อดินถูกวางลงบนโต๊ะ
เสี่ยวเอ้อรีบปล่อยมือแล้วบีบหูตัวเองทันที
ในหม้อมีไก่บ้านครึ่งตัวที่ไม่ได้สับเป็นชิ้น ผสมกับของบางอย่างที่บางเบาราวกับสาหร่าย จมอยู่ในน้ำซุปไก่ที่กำลังกระเพื่อมไหว
"หืม?"
หลินเจวี๋ยอดประหลาดใจไม่ได้
คนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ คือชายวัยกลางคน หน้าตาธรรมดาๆ กำลังประสานมือคารวะเขา
"คุณชายโปรดอย่าได้แปลกใจ และไม่ต้องเกรงใจไป พี่ชายของข้าเปิดร้านน้ำชาอยู่นอกประตูเมืองฝั่งเหนือ วันนี้เพิ่งให้คุณชายยืมดาบพั่วไป"
"นั่นคือพี่ชายของท่านหรือ?"
"ถูกต้องแล้ว"
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็ควรจะเป็นฝ่ายขอบคุณพี่ชายของท่านสิ แล้วนี่ท่าน..."
"คุณชายอย่าได้เกรงใจไปเลย วานรประหลาดนอกเมืองฝูงนั้นอาละวาดมานานแล้ว พวกเราโกรธแค้นมาโดยตลอด วันนี้ทั่วทั้งเมืองต่างลือกันให้แซ่ดว่ามีคนกำจัดพวกมันได้แล้ว แถมยังนำหัวลิงเต็มหลังม้าไปรับรางวัลจากนายอำเภอที่ที่ว่าการอำเภออีก ใครได้ยินก็พากันดีใจ อดเลื่อมใสในความกล้าหาญและห้าวหาญของวีรบุรุษทั้งสองไม่ได้ เว่ยผู้นี้ก็เช่นกัน จึงตั้งใจมาตามหาคุณชายโดยเฉพาะ ไม่มีเจตนาอื่นใด เพียงแค่เห็นว่าคุณชายเหน็ดเหนื่อยจากการปราบภัยพาล ทานแค่กับข้าวธรรมดากับข้าวสวยหนึ่งชามคงไม่อิ่มท้อง จึงขอเลี้ยงน้ำแกงไก่คุณชายสักหม้อ ถือเสียว่าเป็นการบำรุงร่างกายก็แล้วกัน"
"เช่นนี้จะดีหรือ?"
"ทำไมจะไม่ได้เล่า! หรือคุณชายจะรังเกียจว่ามันไม่อร่อย ถ้าเป็นเช่นนั้น เสี่ยวเอ้อ ช่วยเอาหมูแผ่นรมควันมาอีกสักจานสิ!"
"อย่าๆๆ..."
หลินเจวี๋ยจะกล้ารับไว้ได้อย่างไร จึงรีบเอ่ยห้ามทันที
เมื่อหันไปมองคนผู้นั้น เขาก็ฉีกยิ้มกว้าง พร้อมกับประสานมือคารวะอีกครั้ง "ขอบคุณคุณชายที่ให้เกียรติ"
"นี่..."
กลับกลายเป็นว่ายากที่จะปฏิเสธเสียแล้ว
หลินเจวี๋ยจึงจำต้องก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
"ที่นี่มักจะมีฝนตกปรอยๆ อากาศชื้นอยู่เสมอ ดังนั้นตามหน้าผาสูงชันและซอกหินอับชื้นริมฝั่งแม่น้ำลำธารจึงมักจะมีเห็ดหูหนูหินขึ้นอยู่ สิ่งนี้ดูบางเบา นุ่มลื่น เหมือนจะไม่มีอะไรให้กิน แต่อันที่จริงแล้วรสชาติอร่อยมาก" คนผู้นั้นยังคงชวนเขาคุยต่อไป "ไม่รู้ว่าทางบ้านเกิดของคุณชายกินของพรรค์นี้หรือไม่ แต่ทางเรากินกัน ข้าชอบเอามาตุ๋นน้ำแกงไก่มากที่สุด รสชาติอร่อยไปอีกแบบ"
"ไม่ค่อยได้กินเท่าไหร่นัก"
พออีกฝ่ายพูดเช่นนี้ แถมยังจ้องหน้าเขาอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะต้องตักน้ำแกงมาลิ้มลองสักชาม
ที่นี่คือในเมือง เป็นโรงเตี๊ยมที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก แถมในร้านก็ยังมีคนอื่นอยู่อีก หลินเจวี๋ยจึงไม่กังวลว่าจะมีปัญหาอะไร
น้ำแกงไก่ใสแจ๋ว มีเห็ดหูหนูหินบางเบาราวกับปุยฝ้ายลอยฟ่อง หลินเจวี๋ยเป่าลมหายใจออกมากระจายคราบน้ำมันบนผิวน้ำและปัดเป่าไอน้ำร้อนออกไป ก่อนจะก้มหน้าลิ้มรสชาติ
แตกต่างจากน้ำแกงไก่ทั่วไปจริงๆ ด้วย
เห็ดหูหนูหินนี้ดูคล้ายสาหร่าย รสชาติก็คล้ายคลึงกันอยู่สามสี่ส่วน ทว่ากลับไม่ส่งผลต่อรสชาติของน้ำแกงมากเท่าสาหร่าย
"เป็นอย่างไรบ้าง?"
คนผู้นั้นมองเขาพลางเอ่ยถาม
"อร่อยดี"
"คุณชายพอใจก็ดีแล้ว! หากมีอาหารที่ชอบกินอีก ก็บอกมาได้เลย!"
"อย่าทำเช่นนี้เลย" หลินเจวี๋ยบอกปัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นจึงเปลี่ยนเรื่องคุย "ในเมืองมีคนพูดถึงเรื่องนี้เยอะหรือ?"
"เรื่องอันใดหรือ? เรื่องที่คุณชายกำจัดวานรประหลาดน่ะหรือ?"
"แน่นอนสิ"
"มีคนพูดถึงเยอะจริงๆ ก่อนที่พี่ชายข้าจะมาหา ข้าก็เคยได้ยินมาบ้างแล้ว วานรประหลาดฝูงนั้นถือเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ของตานซวินเรา หลายคนบอกว่าหากพบพวกท่าน จะต้องขอเลี้ยงเหล้าสักชามให้ได้" คนผู้นั้นกล่าว "แต่กลับมีเพียงข้าที่สมปรารถนา"
"ไม่ใช่ผลงานของข้าเพียงคนเดียวหรอก ส่วนใหญ่เป็นผลงานของท่านผู้นั้นต่างหาก"
"ไม่ทราบว่าท่านผู้นั้นอยู่ที่ใดหรือ?"
"ออกจากเมืองไปแล้วล่ะ"
"เช่นนั้นก็ถูกแล้วนี่"
คนผู้นั้นสั่งให้เสี่ยวเอ้อนำสุรามา รินให้ตัวเองหนึ่งจอก และรินให้หลินเจวี๋ยอีกหนึ่งจอก เขาชูจอกขึ้นดื่มกับอีกฝ่าย พลางถอนหายใจและกล่าวว่า "โชคดีที่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าคุณชายพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ มิเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงไปไหนไม่ได้เป็นแน่"
"กล่าวเกินไปแล้ว"
หลินเจวี๋ยไม่ชอบดื่มสุรา แต่สุราในยุคนี้ก็ไม่ได้มีดีกรีแรงอะไรนัก อีกฝ่ายอุตส่าห์หวังดี มอบอาหารจานใหญ่ให้ แถมยังยกจอกขึ้นมาแล้ว เขาจึงจิบไปอึกหนึ่ง
เป็นสุราหมักข้าว กลิ่นข้าวหอมกรุ่น
คนผู้นั้นยังคงชวนเขาคุยข้ามโต๊ะต่อไป ระหว่างนั้นก็มีคำพูดเยินยอมากมาย ในความรู้สึกเลือนราง ช่างให้กลิ่นอายคล้ายกับ 'วีรบุรุษผู้กล้าหรือกวีผู้ปราดเปรื่องที่ไม่ว่าจะไปที่ใดก็มีแต่คนคอยประจบประแจงและเลี้ยงดูปูเสื่อ' ในนิทานปรัมปราเสียจริง







