"คราบเลือดบนเสื้อผ้าของคุณชาย ได้มาตอนฟันวานรประหลาดนอกเมืองใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้ว"
"นี่ต้องรีบซักนะ ปล่อยไว้นานจะซักไม่ออก"
"ข้ากำลังตั้งใจว่ากินข้าวเสร็จก็จะไปซักพอดี"
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรอก่อนสิ!" ชายคนนั้นขมวดคิ้ว พูดอย่างจริงจัง "ยิ่งไปกว่านั้นในโรงเตี๊ยมนี้ก็มีหญิงรับจ้างซักผ้าอยู่ ทำไมไม่ให้พวกนางซักให้เล่า?"
เสี่ยวเอ้อโรงเตี๊ยมที่อยู่ข้างๆ ยกอาหารมาเสิร์ฟพอดี ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกทันทีว่าช่องทางทำเงินมาถึงแล้ว จึงพยักหน้ารัวๆ
"ท่านแม่ของข้าก็รับซักผ้าให้แขกในโรงเตี๊ยม นางซักผ้ามาทั้งชีวิต เสื้อผ้าสกปรกแค่ไหนก็ซักได้สะอาด แถมยังไม่ทำให้เนื้อผ้าเสียด้วยขอรับ!"
"แล้วเจ้าจะมัวพูดอะไรอยู่เล่า?" หลินเจวี๋ยยังไม่ทันพูด ชายคนนั้นก็ชิงพูดขึ้นก่อน เอามือล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ควักเงินออกมาตบลงบนโต๊ะ "ยังไม่รีบเอาเสื้อผ้าของคุณชายไปซักให้สะอาดอีก!"
"ได้เลยขอรับ!"
"เอ๊ะๆ..."
เสี่ยวเอ้อเคลื่อนไหวเร็วมาก แทบจะวิ่งเหยาะๆ เข้ามา ไม่รอให้หลินเจวี๋ยห้าม มือหนึ่งก็คว้าเหรียญทองแดง อีกมือหยิบเสื้อผ้าที่หลินเจวี๋ยวางไว้บนม้านั่ง แล้วเดินไปทางหลังร้านทันที
หลินเจวี๋ยขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ มองไปที่ชายคนนั้น
ชายคนนั้นเพียงประสานมือคารวะเขา คำพูดคำจาสุภาพยิ่งนัก
"เสี่ยวเอ้อคนนี้พูดมีเหตุผล ซักผ้าใช้เงินไม่เท่าไหร่ หากซักไม่ชำนาญแล้วทำเสื้อผ้าขาด นั่นต่างหากที่เสียมากกว่าได้ เรื่องพรรค์นี้ปล่อยให้พวกหญิงรับจ้างทำเถอะ มือของคุณชายมีไว้ปราบปิศาจกำจัดมารเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน"
ทว่าหลินเจวี๋ยกลับเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
เรื่องพรรค์นี้ความจริงเขาเคยได้ยินจากปากผู้เฒ่าในหมู่บ้านมาบ้างเหมือนกัน...
จอมยุทธ์ที่เพิ่งกำจัดภัยให้ชาวบ้านมาถึงร้านเหล้า บังเอิญพบกับผู้ที่ประทับใจในความห้าวหาญของจอมยุทธ์ และคนผู้นั้นก็มีนิสัยใจกว้างเช่นกัน จึงมอบสุราให้หนึ่งป้าน พร้อมเอ่ยปากชวนดื่มด้วยกัน
เรื่องนี้พอเข้าใจได้
แต่พวกคนที่เลื่อมใสในความห้าวหาญของจอมยุทธ์ นอกจากจะแถมกับข้าวเลี้ยงสุราแล้ว ยังต้องควักเงินช่วยซักผ้าให้ด้วยหรือ?
หลินเจวี๋ยหันขวับไปมองพินิจอีกครั้ง
คราวนี้เขากลับเห็นความกลัดกลุ้มแฝงอยู่ระหว่างคิ้วของชายคนนี้ และความซูบซีดที่มองเห็นได้ลางๆ บนใบหน้า
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้..."
หลินเจวี๋ยจึงเงียบไป วางตะเกียบลง
"ท่านมีเรื่องขอร้องกระมัง"
คำพูดประโยคเดียว ทำให้ชายคนนั้นชะงักไป
"เอ่อ..."
เขาเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ไม่ปิดบังอีก รีบลุกขึ้นยืน เดินสองก้าวมาหยุดตรงหน้าหลินเจวี๋ย แล้วค้อมกายคารวะอย่างลึกซึ้ง
"ข้าน้อยเว่ยหยวนจ้ง ไม่ปิดบังท่าน หนึ่งเดือนมานี้ที่บ้านเกิดเรื่องประหลาด ข้ากับคนในครอบครัวมักจะถูกเฆี่ยนตีจนตื่นขึ้นมากลางดึกโดยไม่มีสาเหตุ แจ้งทางการก็แล้ว เชิญคนมาดูก็แล้ว บอกว่าเป็นฝีมือของภูตผีปิศาจ ลองใช้มาหลายวิธีก็ไม่ค่อยได้ผล คนแถวนี้ต่างพูดกันว่า หากเชิญคนใจกล้าและมีพลังวังชาเต็มเปี่ยมไปนอนที่บ้านสักคืน อาจจะขับไล่ภูตผีปิศาจไปได้"
"ถูกเฆี่ยนตีโดยไม่มีสาเหตุหรือ?"
หลินเจวี๋ยรู้สึกทั้งแปลกใหม่และน่ากลัว
"ใช่ขอรับ!"
ชายที่ชื่อเว่ยหยวนจ้งเลิกเสื้อขึ้นทันที เพื่อแสดงให้หลินเจวี๋ยดู...
บนร่างของเขาปรากฏรอยแผลเป็นทางยาวพาดผ่านไปมาอย่างชัดเจน แต่ละรอยหนาประมาณนิ้วมือ หรืออาจจะหนากว่านั้นนิดหน่อย มีทั้งสีม่วง สีแดง และสีคล้ำ ดูไม่เหมือนถูกตีภายในวันเดียว เมื่อเทียบกับเนื้อหนังอวบอ้วนขาวซีดรอบๆ ยิ่งดูชัดเจนและน่ากลัวผิดปกติ
"รอยพวกนี้ล้วนถูกตัวประหลาดนั่นเฆี่ยนตีเอาโดยไม่มีสาเหตุ ทำเอาตอนนี้พวกเราทั้งบ้านไม่กล้าอยู่บ้านแล้ว! พี่ชายข้าก็เช่นกัน วันๆ เอาแต่อยู่ที่เพิงน้ำชา!"
"เล่ารายละเอียดมาสิ"
หลินเจวี๋ยให้เขาเล่าต่อไป
"จะให้เล่ารายละเอียดก็คงเล่าได้ไม่มากนัก เพราะพวกเราก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น" เว่ยหยวนจ้งนั่งลงอีกครั้งด้วยความจนใจ "ปีนี้ท่านพ่อของข้าเสียชีวิต พวกเราจัดการงานศพเรียบร้อย ชาวบ้านร้านตลาดก็นินทาว่าพวกเราอกตัญญูทำให้ท่านพ่อโกรธ หรือไม่ก็ทำให้ภูตผีเทพยดาพิโรธ แต่พวกเราก็ไม่ได้ทำผิดธรรมเนียมตรงไหน อย่างมากก็แค่มีปัญหาเรื่องแบ่งมรดกกันนิดหน่อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อีกอย่าง ตอนที่ท่านพ่อเสียก็ไม่ได้เกิดเรื่องประหลาดเช่นนี้ขึ้น มันเพิ่งมาเกิดหลังจากนั้นตั้งสองเดือน เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่เพราะพวกเราอกตัญญู และไม่เกี่ยวข้องกันเลย"
หลินเจวี๋ยเพียงส่งเสียงอืม ไม่กล้าพูดมาก
จะมีใครที่จู่ๆ ก็เข้ามาหาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่ยอมบอกว่ามีธุระอะไร แต่กลับใช้ข้ออ้างอื่นมาเลี้ยงข้าวเลี้ยงเหล้า แล้วค่อยขอให้ช่วยเรื่องแบบนี้กันเล่า
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่ใช่นักพรตปราบปิศาจตัวจริงเสียหน่อย
"เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนก่อน ตอนพวกเรานอนหลับอยู่ในบ้านอย่างสงบ จู่ๆ ก็โดนเฆี่ยนตีอย่างหนัก เจ็บมาก แล้วก็ได้ยินเสียงอะไรแว่วๆ ตอนแรกยังนึกว่าขโมยขึ้นบ้าน แต่พอลุกขึ้นจุดตะเกียงดูกลับไม่พบอะไรเลย ประตูหน้าต่างก็ปิดสนิทดี ตั้งแต่นั้นมาเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นติดๆ กัน พวกเรากลัวกันมาก"
"ฟังดูคล้ายกับในนิทานที่ว่า ภูตผีปิศาจต้องการยึดครองบ้านเรือนของมนุษย์ หรือมนุษย์ไปล่วงเกินภูตผีปิศาจเข้า จึงเกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้น"
"ทุกคนก็พูดเช่นนั้น"
"แค่เฆี่ยนตีอย่างเดียวหรือ?"
"แค่เฆี่ยนตี แต่มันก็ทรมานคนนะขอรับ ตอนนี้พวกเราไม่กล้าอยู่บ้านเลย ได้แต่มาอาศัยโรงเตี๊ยมข้างนอก ครอบครัวใหญ่ตั้งยี่สิบกว่าชีวิต แต่ละวันต้องเสียเงินทองไปตั้งเท่าไหร่"
"เมื่อครู่ท่านบอกว่า ลองใช้มาหลายวิธีแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยได้ผล?"
"ลองใช้วิธีชาวบ้านมาเยอะแล้ว บางวิธีก็ไม่ได้ผล บางวิธีก็ได้ผล แต่ก็ไม่มากขอรับ"
"อย่างเช่น?"
"อย่างเช่นชาวบ้านบอกว่า ให้สาดเลือดสุนัขดำกับปัสสาวะเด็กชายลงบนพื้น สาดแล้วสิ่งชั่วร้ายจะไม่กล้าเข้ามา วิธีนี้แทบไม่ได้ผลเลย กลับทำให้สิ่งนั้นโกรธยิ่งกว่าเดิม เฆี่ยนตีหนักกว่าเก่าเสียอีก หรืออย่างเช่นตอนกลางคืนให้โรยแป้งลงบนพื้น บอกว่าจะได้รู้ว่าสิ่งนั้นมาจากไหนและไปที่ใด วิธีนี้ก็ไม่ได้ผลเลยสักนิด หรืออย่างเช่นไปขอรับยันต์จากวัด วิธีนี้พอได้ผลบ้าง แต่ก็อยู่ได้แค่ไม่กี่วัน"
เว่ยหยวนจ้งเองก็มีความหวาดกลัวอยู่บ้าง พูดพลางจิบน้ำ
"ที่ได้ผลที่สุดเห็นจะเป็นเทวรูปขุนพลที่อัญเชิญมาจากศาลเจ้าพ่อหลักเมือง หลังจากอัญเชิญมา หลานชายของข้าก็นอนที่บ้านติดต่อกันได้หลายวันโดยไม่ถูกสิ่งนั้นเฆี่ยนตี พวกเราถึงขั้นย้ายกลับเข้าไปอยู่ ทว่าผ่านไปไม่กี่วัน เทวรูปนี้ก็ไม่ได้ผลอีก คนทั้งบ้านโดนเฆี่ยนตีอีกรอบ นี่เป็นวิธีสุดท้ายที่พวกเราหาได้แล้ว เทวรูปขุนพลของเจ้าพ่อหลักเมืองยังไม่ได้ผล คิดว่าวิธีอื่นก็คงไม่ได้ผลเช่นกัน"
"ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้..."
หลินเจวี๋ยเริ่มมีความสนใจในเรื่องราวนี้อย่างลึกซึ้ง
เรื่องราวลี้ลับประเภทนี้ เดิมทีเขาก็ชอบฟังมาตั้งแต่ตอนอยู่หมู่บ้านแล้ว ตอนนี้พอได้ฟังอีกครั้งย่อมให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป ราวกับได้เห็นกับตา สัมผัสด้วยตัวเอง พวกมันกำลังค่อยๆ เปลี่ยนจากนิทานกลายเป็นเรื่องจริงทั้งหมด
ความน่ามหัศจรรย์ของโลกใบนี้ กำลังเปิดเผยต่อสายตาเขาอย่างต่อเนื่อง
"เฮ้อ วุ่นวายมาตั้งนาน พวกเราก็เข้าใจแล้วว่า นักพรตหมอผีแถวนี้ ล้วนแต่เป็นพวกต้มตุ๋นหลอกลวง ไม่มีประโยชน์อะไรเลย"
"แล้วเหตุใดท่านเว่ยถึงมาหาข้าเล่า?"
"ก็เพราะจนปัญญาแล้วจริงๆ ป่วยหนักก็ต้องลองรักษาสุ่มสี่สุ่มห้าดู เมื่อวานแถวนี้มีนักพรตเก่งกาจผู้หนึ่งเดินทางมา ปิศาจร้ายกาจในอำเภอข้างเคียงล้วนถูกเขากำจัดด้วยวิชาอาคม ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ พวกเราให้คนหนุ่มในบ้านออกไปตามหาแล้ว ดูท่าตอนนี้คงจะหาไม่พบ" เว่ยหยวนจ้งยิ่งพูดยิ่งกลัดกลุ้ม "โชคดีที่วันนี้พี่ชายมาหา บอกว่ามีจอมยุทธ์สองท่านกำจัดพวกวานรประหลาดนอกเมือง คำโบราณว่าไว้ คนที่ใจกล้าห้าวหาญก็สามารถสะกดข่มปิศาจได้ ดังนั้นข้าจึงมาหาคุณชาย อยากขอให้คุณชายไปนั่งเล่นที่บ้านข้า นอนสักคืนหนึ่ง อาศัยพลังวังชาและความกล้าหาญ ดูว่าจะขับไล่สิ่งนั้นไปได้หรือไม่"
พูดจบเขาก็มองหลินเจวี๋ยด้วยความคาดหวัง
ฟังดูแล้วก็คล้ายกับความคิดของท่านผู้เฒ่าหวังแห่งหมู่บ้านเหิงไม่ผิดเพี้ยน ล้วนเป็นการใช้คนปราบปิศาจ
หลินเจวี๋ยเงียบไปครู่หนึ่ง
เขาค่อนข้างสนใจเรื่องพรรค์นี้ก็จริง แต่ก็แค่สนใจในแง่ของนิทาน การที่เว่ยหยวนจ้งอยากให้เขาช่วย แบบนี้มันไม่เหมือนกันแล้ว
หลินเจวี๋ยก้มมองกับข้าวบนโต๊ะ จอกสุราและน้ำแกงไก่ พลางตกอยู่ในห้วงความคิด
ขบคิดไตร่ตรอง
หากตอบตกลง ตัวเองก็ไม่ใช่นักพรตผู้มีวิชาอาคมจริงๆ หรือจอมยุทธ์ผู้มีฝีมือล้ำเลิศ ไม่แน่ว่าจะรับมือกับสิ่งนั้นได้
แต่หากปฏิเสธ...
อุตส่าห์ออกเดินทางแสวงหามรรคาวิถีเซียน แถมยังมีตำราโบราณที่ตอบสนองต่อวิชาอาคมได้หนึ่งเล่ม หากบอกว่าไม่สนใจภูตผีปิศาจเลยก็คงไม่ใช่ อย่างน้อยตระกูลหวังแห่งหมู่บ้านเหิงและคนในวัดริมทางพวกนั้นก็บอกเขาแล้วว่า วิชาอาคมของภูตผีปิศาจ ขอเพียงมนุษย์สามารถใช้ได้ ก็สามารถทำให้ตำราโบราณเกิดปฏิกิริยาได้เช่นกัน
อีกอย่าง น้ำแกงก็ซดไปแล้ว สุราก็ลิ้มรสไปแล้ว
ไหนจะน้ำใจที่ให้ยืมดาบระบายแค้นในวันนี้อีก
ดังนั้นจึงคิดหนัก
"เฮ้อ..."
หลินเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว กล่าวอย่างทอดถอนใจว่า "หากท่านพี่อยากให้ข้าช่วย แค่เข้ามาบอกกล่าวชื่อเสียงเรียงนาม แล้วพูดธุระมาตรงๆ ก็พอ มีน้ำใจให้ยืมดาบ ข้าก็ใช่ว่าจะไม่ตอบตกลง เหตุใดต้องทำเช่นนี้ด้วย?"
"จนใจจริงๆ ขอรับ..."
"ข้าก็นึกว่ามีคนเลื่อมใสข้าจริงๆ ถึงได้เลี้ยงเนื้อเลี้ยงสุรา"
"คุณชายโปรดเข้าใจ! ก็มีเหตุผลนั้นอยู่ด้วย! ต่อให้ไม่มีเรื่องที่บ้าน เว่ยผู้นี้ก็ยินดีเลี้ยงเนื้อหนึ่งหม้อ สุราหนึ่งชามแก่คุณชาย!"
"หากสิ่งที่ท่านเว่ยพูดเป็นความจริงทั้งหมด ข้าไปขออาศัยนอนที่บ้านท่านเว่ยสักคืน ท่านเว่ยกล้าอยู่เป็นเพื่อนข้าหรือไม่?"
"อยู่กับคุณชายหรือ?"
เว่ยหยวนจ้งถึงกับชะงักไป
"กล้าหรือไม่?"
หลินเจวี๋ยจ้องมองสีหน้าของเขาเขม็ง
เห็นเพียงชายผู้นี้มีความหวาดหวั่นอยู่บ้าง แววตาล่อกแล่ก สุดท้ายก็กัดฟันกระทืบเท้า "คุณชายยังกล้าลงมือช่วยเหลือเรื่องในบ้านข้า แล้วข้าจะไม่กล้าได้อย่างไร? อย่างมากก็แค่โดนเฆี่ยนอีกสักรอบ!"
"ดี!"
หลินเจวี๋ยเห็นเขาเป็นเช่นนี้ ก็เชื่อในสิ่งที่เขาพูด ปิศาจตนนั้นเพียงแค่เฆี่ยนตีคน ไม่ได้ฆ่าคน
ส่วนใหญ่มักจะมีที่มาที่ไปบางอย่าง
"ด้วยไก่ครึ่งตัวและสุราหนึ่งจอกที่ท่านเว่ยมอบให้ ด้วยน้ำใจที่พี่ชายท่านให้ข้ายืมดาบพั่วเมื่อตอนกลางวัน ข้าไปนอนที่บ้านท่านสักคืนจะเป็นไรไป? แต่ข้าขอพูดไว้ก่อน ข้ารับปากแค่ไปนอนสักคืน ไม่ได้มีวิชาปราบปิศาจกำจัดมาร อย่างมากก็แค่โดนเฆี่ยนเป็นเพื่อนท่าน!"
หลินเจวี๋ยคิดเช่นนี้จริงๆ
ดังนั้นในน้ำเสียงจึงมีความเด็ดเดี่ยวและอิสระอยู่หลายส่วน
"มิกล้าใช้ไก่ครึ่งตัวและสุราหนึ่งจอกมาขอให้คุณชายทำเรื่องพรรค์นี้หรอก เชิญคุณชายทานก่อน พรุ่งนี้ต้องมีรางวัลตอบแทนอย่างงามแน่นอน"
"เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจล่ะนะ"
"จะไปเมื่อใดหรือ?"
"รอข้ากินเสร็จก่อน!"
หลินเจวี๋ยจึงหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง
พูดคุยกันเข้าใจแล้ว คำขอก็ตอบตกลงแล้ว ในใจพลันปลอดโปร่งขึ้นมาทันที พอกลับมากินข้าวอีกครั้งก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
ยื่นมือออกไป ฉีกน่องไก่จากไก่ครึ่งตัวนั้นออกมาก่อน เอาเข้าปากเคี้ยวคำโต เนื้อสัมผัสและรสชาติของไก่ผสมผสานกัน แล้วพุ้ยข้าวคำโตตามเข้าไป ช่างสำราญใจยิ่งนัก!
หากเอาแต่อยู่ในหมู่บ้าน เกรงว่าคงยากที่จะได้ใช้ชีวิตเช่นนี้
...
สองเค่อต่อมา หลินเจวี๋ยกินอิ่มหนำสำราญ โยนตะเกียบทิ้ง ขึ้นไปหยิบมีดตัดฟืนบนบ้าน แล้วเดินออกจากร้านไป







