เมื่อครู่ผู้ใดเป็นคนส่งเสียงทางจิต?
ฟังจากน้ำเสียงเหมือนจะเป็นบุคคลร้ายกาจ กลิ่นอายเต๋าจากการส่งเสียงก็ดูลึกลับล้ำลึก คาดว่าน่าจะเป็นผู้อาวุโสขั้นเซียนสวรรค์สักคนในสำนักที่อยากผูกมิตรกับบิดาของเขา จึงมาหาช่องทางทะลวงผ่านจากเขาที่นี่
หลี่ผิงอันก้มหน้าประสานมือคารวะใส่อากาศ บ่งบอกว่าเขาได้ยินแล้ว และหลังจากนี้จะพยายามฝ่าฟันอย่างเต็มที่
ทว่าต่อคำส่งเสียงประโยคนี้ หลี่ผิงอันกลับไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
ยอดฝีมือในสำนักก็แค่ให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่มีทางมอบของวิเศษระดับสมบัติวิญญาณให้เขาหรอก
ของวิเศษช่วยเสริมพลังต่อสู้ให้แก่ผู้บำเพ็ญเพียรได้มาก มีการแบ่งระดับชั้นอย่างละเอียด จากระดับธรรมดาไปจนถึงระดับศักดิ์สิทธิ์แบ่งคร่าวๆ ได้หกขั้นใหญ่ คือ 【อาวุธวิเศษ, ของวิเศษ, สมบัติเซียน, สมบัติวิญญาณหลังกำเนิด, สมบัติวิญญาณก่อนกำเนิด, สุดยอดสมบัติก่อนกำเนิด】
สำหรับเซียนต้นกำเนิดทั่วไป สมบัติเซียนขั้นสูงไม่กี่ชิ้นก็เพียงพอให้เชิดหน้าชูตาได้แล้ว
—ทว่ากรณีของหลี่ผิงอันที่อยู่แค่ขั้นหนิงกวงแต่กลับพกสมบัติเซียนติดตัวนับสิบชิ้นนั้น ถือเป็นข้อยกเว้นล้วนๆ ไม่สามารถนำมาเป็นบรรทัดฐานได้
สมบัติวิญญาณหลังกำเนิด แท้จริงแล้วก็คือสมบัติเซียนที่ก่อเกิดจิตวิญญาณและมีอานุภาพร้ายกาจ เป็นเป้าหมายที่เซียนสวรรค์ส่วนใหญ่ตามหา
ในยุคฟ้าดินบรรพกาล สมบัติวิญญาณหลังกำเนิดนั้นหายากยิ่งกว่าสมบัติวิญญาณก่อนกำเนิดเสียอีก แต่เมื่อสรรพชีวิตเจริญรุ่งเรือง วิถีการบำเพ็ญเพียรก็ก่อให้เกิดวิชาหลอมสร้าง นับแต่ยุคโบราณจวบจนปัจจุบัน ระหว่างฟ้าดินจึงก่อเกิดสมบัติวิญญาณหลังกำเนิดขึ้นมามากมาย
เนื่องจากคำจำกัดความของสมบัติวิญญาณหลังกำเนิดนั้นกว้างเกินไป ขอเพียงเป็นสมบัติเซียนที่ก่อเกิดจิตวิญญาณก็สามารถนับรวมอยู่ในหมวดนี้ได้ ความห่างชั้นระหว่างสมบัติวิญญาณหลังกำเนิดแต่ละชิ้นจึงมหาศาลมาก
ส่วนสมบัติวิญญาณก่อนกำเนิดส่วนใหญ่มักถือกำเนิดขึ้นในช่วงก่อนหรือหลังการเบิกฟ้าแยกดิน ตัวมันเองก็หายากยิ่งอยู่แล้ว ซ้ำส่วนใหญ่ยังตกอยู่ในมือของผู้ยิ่งใหญ่ยุคบรรพกาลและยุคโบราณ ไม่ว่าชิ้นใดก็ล้วนมีพลังพลิกฟ้าคว่ำสมุทรได้ทั้งสิ้น
สำหรับสุดยอดสมบัติก่อนกำเนิดนั้น ยิ่งหาได้ยากยิ่งกว่า
ว่ากันว่าของวิเศษระดับนี้มีหลงเหลืออยู่บนโลกเพียงไม่กี่ชิ้น ล้วนอยู่ในมือของผู้ยิ่งใหญ่ระดับเจ้าลัทธิทั้งหก ไม่ปรากฏให้เห็นโดยง่าย หากปรากฏย่อมต้องเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่
สมบัติเซียนบนตัวหลี่ผิงอัน ส่วนใหญ่หลี่ต้าจื้อล้วนหยิบฉวยมาจากนักพรตเฒ่าคงหมิง และมีสมบัติเซียนอีกหลายชิ้นที่ผู้อาวุโสในสำนักมอบให้ ความล้ำค่าของพวกมันอยู่ที่วัสดุหลอมสร้างอันแพงระยับ เซียนแท้หรือเซียนสวรรค์ที่เชี่ยวชาญการหลอมสร้างล้วนสามารถหลอมขึ้นมาได้
สมบัติเซียนเหล่านี้ของเขาหากคิดจะก่อเกิดจิตวิญญาณของตัวเองขึ้นมา จะบอกว่าไร้โอกาสเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพียงแต่ริบหรี่ยิ่งนัก
สมบัติวิญญาณหลังกำเนิด ไม่เพียงแต่มีข้อเรียกร้องต่อวัสดุของวิเศษที่เข้มงวดจนแทบจะเรียกได้ว่าโหดหิน แต่ยังต้องใช้เวลาเนิ่นนานในการทะนุถนอมหล่อเลี้ยงอย่างพิถีพิถัน...
หลี่ผิงอันรวบรวมสมาธิ ลุกขึ้นมองไปยังลานประลองพร้อมกับศิษย์คนอื่นๆ ในละแวกนั้น
เจ้าลานยอดเขาเมฆาสายรุ้งขี่เมฆถอยฉากออกไป ผู้อาวุโสฝ่ายนอกสี่ท่านที่มาจากยอดเขาเมฆาสายรุ้งก้าวขึ้นเวทีพร้อมกัน พวกเขาประสานมือคารวะไปทั้งสี่ทิศ ก่อนจะเริ่มประกาศกฎกติกาการต่อสู้ทำเนียบปฐพีอย่างละเอียด แนะนำว่าอะไรคือการแข่งแบบเก็บคะแนน การแข่งแบบพบกันหมดในกลุ่ม และการแข่งแบบคัดออก
พอเหล่าศิษย์ได้ยินว่าไม่ใช่ 'การตัดสินแพ้ชนะในตาเดียว' แต่เป็นการใช้คะแนนสะสมในแต่ละรอบมาจัดอันดับ ก็พากันมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาก
หลังประกาศกติกาเสร็จสิ้น หญิงชราทั้งสี่ก็ลงมือพร้อมกัน กางม่านพลังป้องกันให้ลานประลองถึงสี่ชั้นรวด จากนั้นก็นั่งสมาธิอย่างเงียบเชียบอยู่ที่ขอบลานประลอง เพื่อรักษากลไกการทำงานของม่านพลังเซียน
หลี่ผิงอันลอบร้องในใจว่าช่างฟุ่มเฟือยเสียจริง
โดยทั่วไปแล้ว อย่างเช่นยอดเขาเมฆาอรุณแค่กางค่ายกลป้องกันบนลานประลอง เพื่อปกป้องไม่ให้ลานประลองถูกเหล่าศิษย์ทำลายพังก็พอแล้ว ทว่ายอดเขาเมฆาสายรุ้งไม่เพียงแต่กางค่ายกล แต่ยังใช้เซียนแท้ถึงสี่คนมาคอยคุ้มกันอยู่ด้านข้าง
ทำเช่นนี้ก็มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง—ยามที่เหล่าศิษย์ประลองวิชากันจะได้ลงมือได้อย่างเต็มที่ หากพบเจออันตรายก็จะมีคนคอยช่วยเหลือได้ทุกเมื่อ
เคร้ง! เสียงฆ้องดังขึ้นสองครั้ง การประลองเปิดฉากขึ้น
ผู้ที่ขึ้นลานประลองเป็นคนแรก ก็คือมู่หนิงหนิงที่เพิ่งจะเปล่งประกายเจิดจรัสไปก่อนหน้านี้ คู่ต่อสู้ของนางคือศิษย์ยอดเขาเมฆาสายรุ้งขั้นเลี่ยนซวีระดับกลางผู้หนึ่ง
นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ยอดเขาเมฆาสายรุ้งจงใจจัดเตรียมไว้
มู่หนิงหนิงเป็นศิษย์ยอดเขาเมฆาสายรุ้ง ทั้งยังต่อสู้ไต่เต้าขึ้นมาจากทำเนียบมนุษย์ ก่อนหน้านี้ได้ทิ้งความประทับใจอันลึกซึ้งไว้ให้ผู้คน การให้นางมาเป็นคนเปิดสนามจึงเหมาะสมพอดี ทว่าศิษย์น้องมู่เพิ่งกราบอาจารย์ได้เพียงสองปี ตบะอยู่แค่ขั้นหนิงกวง เมื่อเทียบกับผู้เข้าแข่งขันทำเนียบปฐพีคนอื่นๆ แล้วถือว่าตบะต่ำเกินไป ดังนั้นจึงเลือกศิษย์ยอดเขาเมฆาสายรุ้งมาเป็นคู่ต่อสู้ให้กับนาง
เช่นนี้แล้วไม่ว่าใครบนลานประลองจะแพ้หรือชนะ ยอดเขาเมฆาสายรุ้งก็ล้วนได้หน้าอยู่ดี
'ถึงอย่างไรก็ไม่นับว่าเป็นการเล่นตุกติกหรอก'
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงสองคนบนลานประลองเริ่มต่อสู้กันแล้ว หลี่ผิงอันสังเกตการณ์อย่างละเอียด
มู่หนิงหนิงเรียกใช้เสาหลบหลีกนางแอ่นออกมาทันที อาศัยความได้เปรียบของของวิเศษเข้าพัวพันกับศิษย์ยอดเขาเมฆาสายรุ้งผู้นั้น ฝ่ายหลังน่าจะเคยดูการต่อสู้ทำเนียบมนุษย์มาแล้ว ตอนนี้จึงคิดวิธีรับมือกับเสาหลบหลีกนางแอ่นออก—แม้นางจะทำลายเสาหลบหลีกนางแอ่นของมู่หนิงหนิงไม่ได้ แต่ก็สามารถตั้งรับการโจมตีเป็นระลอกๆ ของมู่หนิงหนิงได้อย่างมั่นคง และยังอาศัยจังหวะนี้ผลาญพลังเวทของมู่หนิงหนิงกลับอีกด้วย
ในมือของศิษย์พี่หญิงผู้นี้ก็มีของวิเศษสายป้องกันชั้นดีอยู่สองสามชิ้น การโจมตีของมู่หนิงหนิงจึงไม่อาจคุกคามนางได้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อระยะเวลาในการกราบอาจารย์เพิ่มขึ้น ในขณะที่ตบะของศิษย์สายในพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อาจารย์ของตนและสายสำนักที่สังกัด ก็มักจะประทานของวิเศษหรือกระทั่งสมบัติเซียนให้ไว้ป้องกันตัวสองสามชิ้น
นี่ก็คือสาเหตุหลักที่ทำเนียบปฐพีต่อสู้ยากกว่าทำเนียบมนุษย์หลายเท่าตัว
สถานการณ์บนลานประลองตกอยู่ในสภาวะคุมเชิงกันชั่วขณะ
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงรูปงามสองคนประลองวิชากัน ย่อมเป็นภาพที่เจริญหูเจริญตา ผู้ชมหลายพันคนจึงไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่าย
การโจมตีของมู่หนิงหนิงเริ่มเร่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง พลังเวทในร่างก็ยากจะสืบสานต่อ
ศิษย์พี่หญิงผู้นั้นมองเห็นโอกาส ก็เรียกกระดิ่งใบหนึ่งออกมาทันที พร้อมกับเสียงกรุ๊งกริ่งดังกังวาน การโคจรพลังเวทของมู่หนิงหนิงก็ถูกขัดขวางในบัดดล นางร่วงหล่นจากเสาหลบหลีกนางแอ่น ล้มกลิ้งลงบนลานประลอง
กระบี่ยาวเล่มหนึ่งพาดขวางอยู่ที่ลำคอของมู่หนิงหนิง ก่อนจะถูกเก็บกลับไปทันที ศิษย์พี่หญิงผู้นี้รีบพุ่งเข้าไปดึงมู่หนิงหนิงลุกขึ้น
หลี่ผิงอันเดิมนึกว่ามู่หนิงหนิงจะคอตกหมดอาลัยตายอยาก
ใครจะคาดคิด มู่หนิงหนิงกลับส่งเสียงร้องอย่างยิ้มแย้มว่า "ศิษย์พี่หญิงเก่งกาจจริงๆ เจ้าค่ะ! เป็นข้าเองที่ตบะยังตื้นเขินเกินไป!"
"ศิษย์น้องเพิ่งเข้าสำนักได้ไม่นานเท่านั้น ข้าชนะก็ยังรู้สึกละอายใจจริงๆ มาทางนี้เถิด ศิษย์พี่จะช่วยตรวจดูอาการบาดเจ็บให้เจ้าเอง"
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงสองคนจูงมือกันลงจากลานประลอง ไปรับป้ายหยกของตัวเองที่ด้านข้าง หลี่ผิงอันที่มองดูอยู่ด้านข้างถึงกับขมวดคิ้ว
เดี๋ยวนะ ทำไมเขาถึงไม่เคยเจอศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงที่อ่อนโยนแบบนี้บ้างเลยล่ะ? อ้อ ใช่สิ เขายังไม่เคยแพ้เลยนี่นา
ผลการประลองรอบแรก ศิษย์พี่หญิงผู้นั้นได้คะแนนสะสมสามคะแนน ส่วนมู่หนิงหนิงได้ศูนย์คะแนน
ศิษย์กลุ่มที่สองเริ่มลงมือบนลานประลองแล้ว ครั้งนี้คือขั้นเลี่ยนซวีระดับกลาง ปะทะ ขั้นเลี่ยนซวีระดับปลาย ทรงพลังยิ่งใหญ่ วิชาอาคมไม่ธรรมดา วิชาเวทสารพัดชนิดถูกนำมาใช้บนเวทีอย่างต่อเนื่อง ของวิเศษหลายชิ้นซัดฟาดไปมาซ้ายขวา
หลี่ผิงอันดูได้อย่างเพลิดเพลินยิ่งนัก
สำหรับการแข่งขันในรอบต่อๆ ไปนั้น หลี่ผิงอันกลับไม่ได้กังวลเท่าใดนัก
หนึ่งคือระดับขั้นของเขาเดิมทีก็สูงกว่ามู่หนิงหนิงมากโขอยู่แล้ว สามารถประมือกับศิษย์ในทำเนียบปฐพีได้สบายๆ
สองคือกฎกติกาแบบเก็บคะแนนนี้ เขาเพียงแค่ชนะสี่รอบ ก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบคัดออกในรอบต่อไปได้อย่างมั่นคง หรือถ้าโชคดีหน่อย ชนะสองรอบ เสมอสองรอบ ก็อาจจะได้เข้ารอบคัดออกเหมือนกัน
ในบรรดาศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองทำเนียบปฐพี ศิษย์ขั้นเลี่ยนซวีระดับปลายมีเพียงหกเจ็ดคนเท่านั้น เขาคงไม่มีทางเจอแต่ศิษย์ขั้นเลี่ยนซวีระดับปลายหรอก
นี่แหละที่เรียกว่าการใช้ประโยชน์จากกฎอย่างสมเหตุสมผล
แม้ว่ากฎกติกานี้เขาจะเป็นคนตั้งขึ้นมาเองก็เถอะ
"รอบต่อไป! อักษรมนุษย์หมายเลขสิบสอง ปะทะ อักษรปฐพีหมายเลขสี่สิบสาม!"
เซียนบนลานประลองส่งเสียงเรียกแล้ว หลี่ผิงอันถือทวนทะยานเมฆากระโดดขึ้นไปที่ขอบลานประลอง มองไปยังศิษย์พี่หญิงเบื้องหน้าที่ไม่รู้ว่ามาจากยอดเขาใด
ทั้งสองประสานมือคารวะกันและกัน จากนั้นต่างฝ่ายก็งัดเอาอิทธิฤทธิ์ของตนออกมา
หลี่ผิงอันใช้การผสานระหว่างวิชายันต์และค่ายกลทวน สะกดข่มผู้บำเพ็ญเพียรหญิงผู้นี้ไว้ได้ตลอดทั้งการต่อสู้ อีกฝ่ายแม้แต่ชายเสื้อของเขาก็ยังแตะไม่โดน
หลี่ผิงอันยังมีการศึกษาค้นคว้าอันเป็นเอกลักษณ์เกี่ยวกับการเชื่อมต่อพลังเวท ตลอดการต่อสู้ไม่มีสถานการณ์พลังเวทขาดตอนเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงผู้นั้นยอมแพ้ พลังเวทในร่างของหลี่ผิงอันยังเหลืออยู่กว่าครึ่ง พอกลับลงมาด้านล่างเวทีก็กลืนโอสถวิเศษที่ตัวเองหลอมขึ้นมาหนึ่งเม็ด จากนั้นก็นั่งสมาธิครู่หนึ่ง พลังเวทก็กลับมาเต็มเปี่ยมแล้ว
และด้วยเหตุนี้ หลี่ผิงอันจึงชนะรวดสองรอบ ดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อยให้จับจ้องมา
มู่หนิงหนิงและอันดับสามทำเนียบมนุษย์ต่างก็พ่ายแพ้รวดสองรอบ
ท้ายที่สุดแล้วระยะห่างของตบะมันมากเกินไป การพ่ายแพ้ย่อมเป็นเรื่องสมควรแล้ว คนที่ชนะรวดตลอดแบบหลี่ผิงอันนั้น ดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่นักจริงๆ
ในรอบที่สาม หลี่ผิงอันได้พบกับศัตรูตัวฉกาจคนที่สองของการประลองใหญ่ครั้งนี้
นี่คือผู้บำเพ็ญเพียรชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาว เรือนผมยาวที่รวบเป็นมวยนักพรตถูกหวีอย่างประณีตเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงโปร่ง ด้านหลังสะพายกระบี่ยาวสมบัติเซียนสองเล่ม แววตาเต็มไปด้วยความกระหายชัยชนะ
ทันทีที่เขาขึ้นลานประลองก็ประสานมือให้หลี่ผิงอันก่อน จากนั้นก็กล่าวเสียงดังฟังชัดว่า "ข้าน้อยกู้ชิงเฉิงแห่งยอดเขาเมฆากระบี่! กราบอาจารย์มาเก้าปีสิบเดือนแล้ว ปัจจุบันอยู่ขั้นเลี่ยนซวีระดับแปด! การประลองกับสหายเต๋าในครั้งนี้ รู้สึกละอายใจยิ่งนัก! ข้าน้อยจะใช้พลังสิบส่วนเต็มเพื่อเอาชนะ เพื่อแสดงความเคารพต่อสหายเต๋า!"
หลี่ผิงอันพยักหน้ายิ้มๆ
เซียนยอดเขาเมฆากระบี่เชี่ยวชาญวิชาควบคุมกระบี่ วันนี้เขาคงต้องขอรับคำชี้แนะสักหน่อยแล้ว
เคร้ง! เสียงฆ้องทองเหลืองดังขึ้น การประลองเปิดฉาก! หลี่ผิงอันก้าวเท้าพุ่งไปข้างหน้า บินถลาเลียบพื้นดิน เผยให้เห็นท่วงท่าอันมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ!
ประกายเย็นเยียบจุดหนึ่งพุ่งมาถึงก่อน จากนั้นทวนก็แทงออกไปดั่งมังกร!
"มาได้ดี!"
กู้ชิงเฉิงตะโกนก้อง ร่างกายขยับไปทางซ้ายอย่างรวดเร็ว สองมือประกบเป็นดรรชนีกระบี่ชี้ขวางไปด้านหลัง กระบี่เซียนสองเล่มบนแผ่นหลังถูกชักออกจากฝักพร้อมกัน เสียงกระบี่ดังกังวานก้องเมฆา! พริบตาต่อมา กระบี่เซียนทั้งสองเล่มนั้นก็กลายร่างเป็นกระเรียนเซียนสองตัวพุ่งเข้าใส่หลี่ผิงอัน ทิ้งเงาตกค้างไว้กลางอากาศเป็นสาย
หลี่ผิงอันพลิกตัวกลับหลัง มือซ้ายสลัดยันต์กระดาษเหลืองปึกหนึ่งออกไปตามสัญชาตญาณ
ท่ามกลางเสียงพึ่บพั่บ กระดาษยันต์นับสิบแผ่นพุ่งไปเบื้องหน้าดุจห่าฝนลูกศร ปะทะเข้ากับกระเรียนขาวทั้งสองตัวอย่างจัง ก่อนจะระเบิดเป็นเมฆหมอกซ้อนทับกันหลายชั้น
กระเรียนขาวทั้งสองกางปีกทะยานออกจากเมฆหมอก หลี่ผิงอันก็พลิ้วกายหลบเข้าไปในหมู่เมฆ
"วิชาพรางตาใช้กับข้าไม่ได้ผลหรอก!"
กู้ชิงเฉิงตวาดลั่น ร่างกายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจคุนเผิงสยายปีก มือขวาชี้ฟ้า มือซ้ายชี้ดิน จากนั้นวาดเป็นวงกลมผสานรวมเป็นหนึ่ง!
เมฆหมอกม้วนตัวย้อนกลับขึ้นไปเบื้องบน ภายในนั้นปรากฏเสียงพยัคฆ์คำรามมังกรกู่ร้อง ร่างเงาของ 'หลี่ผิงอัน' ที่ควบแน่นจากเมฆหมอกหลายสายถือทวนกระโดดขึ้นมา! ดรรชนีกระบี่ของกู้ชิงเฉิงชี้จุดอย่างรวดเร็ว กระเรียนขาวที่แปลงมาจากกระบี่เซียนทั้งสองเล่มกางปีกบินโฉบ ฟาดฟันร่างเงาที่พุ่งออกจากเมฆหมอกจนแหลกสลายในพริบตา! สองมือของกู้ชิงเฉิงเปิดปิดอีกครั้ง ปราณกระบี่ที่เปล่งประกายคมกระบี่สีเขียวควบแน่นและพุ่งยิงออกจากเบื้องหน้าเขาอย่างรวดเร็ว ระดมยิงปูพรมใส่เมฆหมอกทุกหนทุกแห่ง
"ฮ่าๆๆ! ค่ายกลทวนของเจ้ามีอานุภาพเพียงเท่านี้เองหรือ! เอาอีก เข้ามาอีก!"
'มรรคากระบี่หมื่นเมฆา ช่างดุดันถึงเพียงนี้เชียว'
ทางด้านหลังของกู้ชิงเฉิง ท่ามกลางก้อนเมฆหมอกที่ลอยกระจายอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างจริงของหลี่ผิงอันกำลังนั่งยองๆ อยู่ตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ
เขากำลังสังเกตเงาร่างของกู้ชิงเฉิงอย่างละเอียด พยายามจะจับเคล็ดวิชาควบคุมกระบี่ของหมอนี่ให้ได้
วิชาควบคุมกระบี่ของกู้ชิงเฉิงนั้นดุดันมาก กระบี่บินสมบัติเซียนสองเล่มนั้นรับมือได้ยากยิ่ง...
แม้อาจารย์จะเคยบอกไว้ว่า ยามที่ใกล้จะแพ้สามารถใช้วิชาอาคมตั้งแต่สามชนิดขึ้นไปได้ แต่หลี่ผิงอันไตร่ตรองดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว โอกาสที่เขาจะเจอศิษย์ขั้นเลี่ยนซวีระดับปลายอีกในภายหลังนั้นไม่ได้สูงมากนัก เขาแค่ต้องการจะผ่านเข้าสู่การแข่งขันรอบต่อไปให้ได้ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องชนะรวดทั้งหกรอบ
ดังนั้น หลี่ผิงอันจึงหันขวับ แอบลอบลงจากลานประลองไปอย่างเงียบๆ
บนลานประลอง กู้ชิงเฉิงยังคงกระตุ้นวิชาควบคุมกระบี่อย่างต่อเนื่อง กระบี่เซียนสองเล่มอยู่ในเมฆหมอก สองมือที่สั่นเทารักษากระบวนท่าประกบหลวมๆ ไว้ พลางใช้พลังเวทควบแน่นกลุ่มปราณกระบี่ออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน ระเบิดลานประลองอย่างต่อเนื่อง
ปากของคนผู้นี้ยังคงตะโกนไม่หยุด "อย่าซ่อนตัวเลย! ออกมาสิ! ฮ่าๆๆๆ! ค่ายกลทวนของเจ้าถูกข้าสะกดข่มไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว! แม้ว่านี่จะเป็นการชนะที่ไม่สง่างามนัก แต่อย่างน้อยเจ้าก็ออกมาเถอะ! ข้าไม่ทำร้ายเจ้าแน่นอน!"
เซียนผู้ตัดสินที่อยู่ด้านข้างขมวดคิ้วมุ่น อยากจะเอ่ยเตือนกู้ชิงเฉิงแต่ก็สอดปากพูดแทรกไม่ได้
ศิษย์ยอดเขาเมฆากระบี่ผู้นี้ พูดมากเกินไปแล้ว
ด้านล่างเวที หลี่ผิงอันรับป้ายหยกของตัวเองคืนมาแล้ว เขาประสานมือคารวะผู้ดูแลชรา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
...
"หึๆๆ น่าสนใจดี"
เจ้าสำนักหรี่ตายิ้ม พลางแนะนำกับเจ้าสำนักที่มีท่วงท่าเซียนไม่ธรรมดาอีกหลายท่านที่อยู่ด้านข้างว่า
"ศิษย์ขั้นหนิงกวงที่เพิ่งลงจากเวทีไปผู้นี้ ก็คือบุตรชายโทนของศิษย์น้องต้าจื้อของข้า เพิ่งเข้าเขามาบำเพ็ญเพียรได้เพียงสามปีเท่านั้นเอง"
บรรดาผู้อาวุโสยอดฝีมือทั้งหลาย บ้างก็ลูบเครายิ้มบาง บ้างก็พยักหน้า
หลี่ต้าจื้อที่นั่งอยู่ด้านหลังเจ้าสำนักยังคงรักษารอยยิ้มซื่อๆ ไว้ ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
กู้ชิงเฉิงยังคงระเบิดลานประลองต่อไปอีกครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ถูกเซียนผู้ตัดสินสะบัดแขนเสื้อซัดร่วงลงจากเวทีไป
ใครจะคาดคิดว่ากู้ชิงเฉิงยังไม่ทันได้รับป้ายหยกของตัวเองด้วยซ้ำ ก็กระโดดลงไปยืนอยู่ตรงหน้าหลี่ผิงอันที่ด้านล่างเวทีเสียแล้ว เขาขมวดคิ้วจ้องมอง 'อันดับหนึ่งทำเนียบมนุษย์' ผู้นี้
"อ่า นี่! เจ้าขอยอมแพ้ดื้อๆ แบบนี้ ไม่กลัววิถีเต๋าในใจจะเสื่อมถอยหรือไง?"
กู้ชิงเฉิงขมวดคิ้วพูด "ปราณกระบี่พวกนั้นของข้าไม่ได้มีอานุภาพมากมายนักหรอก โดนตัวเจ้าไปก็แค่บาดเจ็บเล็กน้อย เจ้ารับมือดูตรงๆ สักตั้งก็รู้แล้วนี่!
"ตอนนี้ดีเลย ข้ากลายเป็นคนรังแกผู้น้อยไปซะแล้ว
"เจ้าจะให้ทุกคนมองข้ายังไงเล่า รู้อย่างนี้ข้าไม่สู้กับเจ้าแต่แรกก็ดี คนอย่างเจ้านี่มันจริงๆ เลย ทำไมถึงได้เดินหนีไปดื้อๆ แบบนี้เล่า!"
หลี่ผิงอันวางเบาะรองนั่งลงข้างกาย ยิ้มพลางกล่าวว่า "ข้าน่าจะอายุมากกว่าเจ้าสองสามปี เพียงแต่เพิ่งเริ่มบำเพ็ญเต๋าได้ไม่นาน ขอถือวิสาสะเรียกตัวเองว่าพี่ชายก็แล้วกัน เชิญนั่ง"
"เฮอะ เรื่องของเจ้าข้ารู้หมดแล้ว! ทุกคนก็ลือกันให้แซ่ด!"
กู้ชิงเฉิงเองก็ไม่เกรงใจ ทรุดตัวลงนั่งก้นจ้ำเบ้า ท่าทางสบายๆ เป็นกันเองยิ่งนัก เขาจ้องมองการประลองที่กำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้งบนเวที พลางพึมพำเสียงเบาว่า
"พวกเราศิษย์ที่สนิทสนมกันหลายคนยังปรึกษากันอยู่เลยว่า หากใครเจอเจ้า ก็ให้ไว้หน้าบิดาเจ้าสักหน่อย อย่าอัดเจ้าให้ดูแย่นัก
"แต่จะว่าไป เจ้าเพิ่งบำเพ็ญเพียรมาแค่สามปี ทำไมถึงเป็นวิชาอะไรมากมายขนาดนี้เล่า?
"ค่ายกล ท่าร่าง วิชาเซียนจำแลงกาย... ให้ตายเถอะ แค่วิชาควบคุมกระบี่อย่างเดียวข้ายังฝึกไม่แตกฉานเลย อาจารย์ให้กระบี่เซียนข้ามาเก้าเล่ม ตอนนี้ข้าเพิ่งจะควบคุมได้แค่สองเล่มเอง"
หลี่ผิงอันพูดขึ้นลอยๆ ว่า "มรรคากระบี่มุ่งเป็นหนึ่ง มรรคาสายรองหลากหลาย ยากจะแยกแยะดีเลว"
"มรรคากระบี่มุ่งเป็นหนึ่ง เอ๊ะ คำพูดนี้ของเจ้าก็น่าสนใจดีนะ มรรคากระบี่มุ่งเป็นหนึ่ง วิถีแห่งกระบี่..."
กู้ชิงเฉิงกะพริบตา หันไปมองหลี่ผิงอัน ก็เห็นว่ามุมปากของหลี่ผิงอันมีรอยยิ้มแฝงความหมายลึกซึ้ง จึงอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าขบคิดลิ้มรสความหมาย
ครู่ต่อมา กู้ชิงเฉิงก็นั่งขัดสมาธิเดินลมปราณทันที รอบกายบังเกิดเมฆหมอกขึ้นจางๆ
ไม่นานก็มีเซียนจากยอดเขาเมฆากระบี่ร่อนลงมาที่ด้านข้าง ประสานมือขอบคุณหลี่ผิงอัน จากนั้นก็กางม่านพลังไว้รอบตัวกู้ชิงเฉิงชั้นหนึ่ง
หลี่ผิงอันเองก็มึนงงไปเล็กน้อย
เมื่อครู่เขาไม่ได้ตั้งใจจะชี้แนะคนผู้นี้เลยจริงๆ นะ!
พอเห็นกู้ชิงเฉิงเริ่มรู้แจ้งทะลวงขั้นอยู่ข้างกายหลี่ผิงอัน ผู้บำเพ็ญเพียรในสำนักที่ชอบเรื่องสนุกสนานหลายคนก็เริ่มซุบซิบนินทาเกี่ยวกับเรื่องนี้เสียงเบา
"เห็นหรือยัง ประลองวิชากับหลี่ผิงอันแล้วสามารถรู้แจ้งได้ นี่แหละคือมหาโชควาสนาของบิดาเขา"
"ข้าจำได้ว่าเมื่อสองปีก่อน มีผู้ดูแลในสำนักคนหนึ่งที่ติดแหงกอยู่ที่จุดสูงสุดของสะพานฟ้าดินมาตลอด พอได้คำชี้แนะจากหลี่ผิงอันแค่ประโยคสองประโยค ก็ก้าวเข้าสู่ขั้นเซียนต้นกำเนิดได้ทันทีเลย"
"ไม่จริงน่า? ขั้นหนิงกวงยังสร้างรากฐานไม่สำเร็จเลย จะไปชี้แนะอะไรได้? ถ้าเขาเก่งกาจขนาดนั้นจริงๆ ทำไมตบะของตัวเองถึงยังไม่กระเตื้องขึ้นเลยล่ะ?"
"พอศิษย์พี่พูดแบบนี้ ข้าก็นึกขึ้นมาได้ สหายเต๋าหลี่ผิงอันผู้นี้เหมือนจะเข้าไปบำเพ็ญเพียรที่สำนักเมฆาคล้อยตอนอายุยี่สิบกว่าปี สามปีมานี้ไม่มีอาจารย์สั่งสอน มีเพียงบิดาของเขาคอยชี้แนะ แต่ตอนนี้กลับมาถึงขั้นหนิงกวงระดับกลางได้แล้ว!"
"ซี๊ด—"
"พอพูดแบบนี้แล้ว เด็กคนนี้ก็ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"
"มีอะไรน่าตื่นเต้นกัน ก็แค่มหาโชควาสนาของปรมาจารย์อาต้าจื้อผลักดันก็เท่านั้น ถ้าข้ามีบิดาแบบนี้ข้าก็ทำได้เหมือนกันแหละ"
"ตอนนี้ปรมาจารย์อาต้าจื้อได้ไปนั่งอยู่ด้านหลังเจ้าสำนักแล้ว ร้ายกาจจริงๆ"
"ปรมาจารย์อาต้าจื้อใช้เวลาสามปีสำเร็จเป็นเซียน หาได้ยากยิ่งมาแต่โบราณกาล หากเขาสามารถบรรลุขั้นเซียนแท้ได้ภายในร้อยปี ตำแหน่งเจ้าสำนักคนต่อไปก็แทบจะแบเบอร์แล้ว"
"ไม่ใช่ว่ามีรองเจ้าสำนักท่านหนึ่งก็อยากเป็นเจ้าสำนักหรอกหรือ?"
"เรื่องนี้ก็ไม่รู้สิ ตบะแค่ขั้นเซียนต้นกำเนิดอย่างพวกเราจะไปใส่ใจเรื่องพรรค์นี้ทำไม อีกอย่าง เป็นเจ้าสำนักเหนื่อยจะตายไป พวกเราบำเพ็ญเพียรอยู่บนเขาสบายจะตาย ไม่รู้เหมือนกันว่าบรรดาผู้อาวุโสในสำนักคิดอะไรกันอยู่"
เป็นเช่นนี้แล เป็นเช่นนี้แล
หลี่ผิงอันสัมผัสได้ถึงสายตาของคนรอบข้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก
เขามมองดูอาจารย์ที่กำลังนั่งสมาธิอยู่บนอัฒจันทร์ชมพิธีเป็นระยะๆ ชำเลืองมองบิดาบังเกิดเกล้าที่อยู่ด้านหลังเจ้าสำนัก กวาดสายตามองหาศิษย์น้องมู่ที่กำลังหัวเราะหยอกล้อกับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรหญิงยอดเขาเมฆาสายรุ้ง แล้วก็ชมการต่อสู้ทำเนียบปฐพีต่อไป
หนึ่งชั่วยามต่อมา หลี่ผิงอันขึ้นประลองอีกรอบ และคว้าชัยชนะมาได้อย่างง่ายดาย สรุปแล้วชนะสามรอบ แพ้หนึ่งรอบ
กู้ชิงเฉิงที่อยู่ข้างกายเขาเนื่องจากกำลังทะลวงขั้นกะทันหัน จึงต้องสละสิทธิ์แพ้ไปหนึ่งรอบ
กลิ่นอายในร่างของกู้ชิงเฉิงกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างช้าๆ น่าจะทะลวงผ่านกำแพงขั้นเลี่ยนซวีระดับแปดไปสู่ระดับเก้าได้แล้ว คงจะฟื้นคืนสติในไม่ช้า และก็คงไม่ถูกคัดออกเพราะการทะลวงขั้นกะทันหันนี้หรอก
แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องลงบนยอดเขาต่างๆ ของสำนักหมื่นเมฆา ทั่วทุกหนแห่งบนยอดเขาเมฆาสายรุ้งได้จุดโคมไฟของวิเศษขึ้นล่วงหน้าแล้ว
มีเซียนสวรรค์ร่ายรำวิชา ทำให้ดวงดาวในยามราตรีของที่แห่งนี้ส่องประกายเจิดจรัสยิ่งขึ้น สาดส่องไปทั่วทุกหนแห่งจนสว่างไสว เพิ่มพูนบรรยากาศแห่งความเป็นเซียนขึ้นอีกหลายส่วน
พริบตาเดียวก็มาถึงการประลองรอบที่ห้า หลี่ผิงอันจับฉลากได้ขึ้นเวทีเป็นคนแรก
ข้างลานประลองดูเหมือนจะมีความวุ่นวายเล็กน้อย เวยเหยียนจื่อและผู้ดูแลขั้นเซียนต้นกำเนิดสองคนกำลังยืนล้อมวงอยู่ที่แป้นหมุนจับฉลาก ขมวดคิ้วเปรียบเทียบอะไรบางอย่างกันอยู่
หลี่ผิงอันเพิ่งจะลุกขึ้น จู่ๆ ก็มีมือใหญ่ยื่นมาจากด้านข้าง ขวางหน้าหลี่ผิงอันเอาไว้
เป็นกู้ชิงเฉิงที่ฟื้นคืนสติแล้วนั่นเอง
"พี่หลี่! โปรดรับการคารวะจากข้าด้วยเถิด!"
กู้ชิงเฉิงลุกขึ้นก็ประสานมือคารวะทันที
หลี่ผิงอันเบี่ยงตัวรับการคารวะเพียงครึ่งเดียว ยิ้มพลางกล่าวว่า "ข้าไปประลองวิชาก่อน กลับมาค่อยคุยกัน"
กู้ชิงเฉิงเหลือบมองลานประลอง ขมวดคิ้วเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะพึมพำว่า "โชคของสหายเต๋าช่างย่ำแย่เหลือเกิน ในทำเนียบปฐพี ตบะของข้าจัดอยู่ในสามอันดับแรก หมอนี่ที่อยู่ข้างบนข้าก็รู้จัก ชื่อว่าหวังจ่ายื้อ ก่อนหน้านี้ตบะสูงกว่าข้าเล็กน้อย ตอนนี้สูสีกับข้าแล้ว ในมือของเขามีของวิเศษมากมาย แต่ฝีมือกลับงั้นๆ"
หลี่ผิงอันมองไปยังศิษย์ร่วมสำนักที่รออยู่บนลานประลอง ประสานมือยิ้มพลางเอ่ยว่า "ขอบคุณที่เตือน หากข้าสู้ไม่ได้จริงๆ ก็แค่ยอมแพ้ไปดื้อๆ ก็สิ้นเรื่อง ถึงอย่างไรข้างหลังก็ยังมีอีกรอบ"
"อย่าฝืนเลย สหายเต๋าทำเต็มที่ก็พอ!"
กู้ชิงเฉิงโบกมือใหญ่ ท่าทางห้าวหาญไม่เบา
"ประลองเสร็จแล้ว พวกเราต้องไปดื่มกันสักจอก ให้ข้าหาทางตอบแทนบุญคุณที่ชี้แนะด้วยเถิด!"
เอาเถอะ เป็นคนชอบดื่มสุราอีกคนแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่มักชอบร่ำสุรา เป็นเช่นนี้มาแต่โบราณกาลแล้ว
หลี่ผิงอันประสานมือบอกลากู้ชิงเฉิง พลิกตัวกระโดดขึ้นไปบนขอบลานประลอง ประสานมือคารวะศิษย์ยอดเขาเบิกเมฆาที่อยู่อีกฝั่งของลานประลองแต่ไกล
จู่ๆ ข้างหูของเขาก็มีเสียงส่งผ่านจิตดังขึ้นสองสาย
สายหนึ่งมาจากเวยเหยียนจื่อที่อยู่ไม่ไกล "การจับฉลากมีปัญหา"
ส่วนอีกสายหนึ่งเป็นน้ำเสียงของผู้อาวุโสเหยียนเซิ่ง "ระวังตัวด้วย ศิษย์ผู้นี้เป็นหลานศิษย์ของผู้อาวุโสปี้"
ผู้อาวุโสปี้? ผู้อาวุโสฝ่ายในที่เคยเสนอต่อหน้าเจ้าสำนักให้บิดาของเขาเข้าร่วมการประลองใหญ่ครั้งนี้ด้วยน่ะหรือ? เป็นพรรคพวกของรองเจ้าสำนักม่ออี้อีกแล้ว...
ภายนอกหลี่ผิงอันไม่แสดงสีหน้าใดๆ เขาประสานมือให้ผู้บำเพ็ญเพียรชายหนุ่มเบื้องหน้า หันหลังเตรียมจะกระโดดลงจากลานประลอง
"เหอะ" อีกฝ่ายเอ่ยปากขึ้นกะทันหัน น้ำเสียงบาดหูเป็นพิเศษ "บุตรชายของต้าจื้อในข่าวลือ ที่แท้ก็เก่งแต่หนีหัวซุกหัวซุนหรอกหรือ?"
ชะงักท่าทีของหลี่ผิงอันไปครู่หนึ่ง เขาลอบถอนหายใจในใจ
วินาทีที่อีกฝ่ายเอ่ยชื่อบิดาของเขาออกมา ธรรมชาติของการประลองครั้งนี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว
หากเขาหนีโดยไม่ต่อสู้อีก หรือพ่ายแพ้จนดูไม่ได้ นั่นก็เท่ากับว่าสองพ่อลูกถูกหยามเกียรติไปพร้อมๆ กัน เหล่าเซียนในสำนักคงต้องดูถูกพ่อลูกเขาเป็นแน่
บิดาของเขามีความปรารถนาลึกๆ ที่อยากจะเป็นเจ้าสำนัก
หลี่ผิงอันเองก็วางแผนและจัดการเรื่องนี้มาโดยตลอด
วันนี้เป็นครั้งแรกที่ศิษย์ส่วนใหญ่ของสำนักหมื่นเมฆาได้พบหน้าบิดาของเขา เรียกได้ว่าเป็นความประทับใจแรกพบ ซึ่งมีความสำคัญต่อบิดาเป็นอย่างมาก
ตอนนี้ หลี่ผิงอันไม่อาจถอยหลังได้แม้แต่ก้าวเดียวแล้ว
ร่างของหวังจ่ายื้อลอยอยู่เหนือพื้นสามฟุต ชายชุดนักพรตและเส้นผมยาวปลิวไสวแผ่วเบา เจดีย์สมบัติสิบหกชั้นองค์หนึ่งหมุนวนรอบกายเขาอย่างช้าๆ ริมฝีปากบางใต้จมูกงุ้มดุจจะงอยปากเหยี่ยวเหยียดยิ้มเย็นชา
หลี่ผิงอันก้าวเท้าไปข้างหน้า เอ่ยเสียงเรียบว่า "ศิษย์ในสายชิงซู่ หลี่ผิงอัน ขอรับคำชี้แนะจากศิษย์พี่สักหนึ่งสองกระบวนท่า"
"ขอรับคำชี้แนะ?"
หวังจ่ายื้อยังคงใช้ยั่วยุ
"ข้าไม่กล้าชี้แนะอะไรเจ้าหรอก
"บิดาเจ้าเป็นถึงศิษย์ของปรมาจารย์ ข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรตัวเล็กๆ ในสำนัก หากข้าพลั้งมือทำให้เจ้าบาดเจ็บเข้า คงจะถูกบรรดาผู้อาวุโสและผู้ดูแลในสำนักตำหนิเอาได้"
แม้ตบะของพวกเขาทั้งสองจะต่ำต้อย แต่ตอนนี้พวกเขายืนอยู่บนลานประลอง
สายตาหลายคู่จับจ้อง ศิษย์ในสำนักชั้นแล้วชั้นเล่าคอยสังเกตการณ์
เซียนจำนวนไม่น้อยที่กำลังง่วงเหงาหาวนอน พอได้กลิ่นอายของการปะทะคารมก็พลันตาสว่างขึ้นมาทันที จับจ้องมองคนทั้งสองบนลานประลองอย่างละเอียด
หลี่ผิงอันหัวเราะอย่างเปิดเผย "สหายเต๋าท่านนี้ไม่มีบิดาหรือ? ถึงได้เอาแต่พูดถึงบิดาข้าไม่หยุดปาก หรือว่าท่านจะอิจฉามาก"
"เจ้า!" หวังจ่ายื้อถลึงตาจ้องมองด้วยความโกรธ
หลี่ผิงอันเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า "ใครๆ ก็มีพ่อแม่ให้กำเนิดเลี้ยงดูมาทั้งนั้น แต่การบำเพ็ญเพียรเป็นเรื่องของตัวเองแท้ๆ ไยต้องไปสนใจด้วยเล่าว่าบิดาของแต่ละคนมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร?"
"ดี!"
เวยเหยียนจื่อที่อยู่ด้านล่างเวทีตะโกนลั่น เซียนจำนวนไม่น้อยต่างก็อมยิ้มพยักหน้า
ว่ากันเฉพาะเรื่องการปะทะคารมนี้ หลี่ผิงอันย่อมเป็นฝ่ายชนะ
หวังจ่ายื้อแค่นเสียงหยัน "ฝีปากกล้าดีนี่! วันนี้ข้ากับเจ้าไม่มีทางจบลงง่ายๆ แน่! กล้าตกลงหรือไม่ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะไม่มีวันยอมแพ้หรือหลบหนีเด็ดขาด? หากเจ้ารู้สึกว่าตบะของข้าข่มเจ้า ข้าจะสะกดตบะตัวเองไว้ก็ย่อมได้!"
หลี่ผิงอันเอ่ยตรงๆ ว่า "ฟังจากความหมายของสหายเต๋า วันนี้ท่านอยากจะสู้กับข้าแบบเอาเป็นเอาตายเลยงั้นหรือ? เหมือนกับการประลองวิชากันจริงๆ แบบนั้นน่ะหรือ?"
"ก็กลัวแต่ว่าเจ้าจะไม่กล้าน่ะสิ!"
"แค่เอาเป็นเอาตายมันก็ออกจะน่าเบื่อไปหน่อย ข้าเห็นว่าเจดีย์สมบัติของสหายเต๋าก็ไม่เลวเลย บังเอิญว่าข้าก็มีของวิเศษรูปทรงเจดีย์อยู่ชิ้นหนึ่งเหมือนกัน"
หลี่ผิงอันหยิบเจดีย์สมบัติองค์หนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ นี่เป็นเพียงของวิเศษธรรมดาๆ มีไว้สำหรับปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เขาเอ่ยเสียงเรียบว่า "พวกเรามาเพิ่มเดิมพันกันสักหน่อยดีหรือไม่"
"ไยจะไม่กล้าเล่า!"
หวังจ่ายื้อแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห เขาหลับตาสูดหายใจเข้าลึกๆ ชี้ไปที่เจดีย์สมบัติเซียนของตัวเองแล้วพูดว่า "หากวันนี้ข้าแพ้เจ้า เจดีย์องค์นี้ก็ยกให้เจ้าเป็นอย่างไร?"
"งั้นก็เข้ามา"
หลี่ผิงอันหยิบโอสถฟื้นฟูปราณสามเม็ดยัดเข้าปากอย่างใจเย็น โอสถถูกห่อหุ้มด้วยพลังเวท กลืนลงท้องไปโดยไม่ได้กระตุ้นให้แตกตัว เพื่อความสะดวกในการฟื้นฟูพลังเวทระหว่างการประลอง
เขาผายมือเชิญหวังจ่ายื้อ
"สหายเต๋าไม่จำเป็นต้องสะกดพลังเวทของตัวเองหรอก ท่านกับข้ามาประลองกันแบบเอาจริงเอาจังในรอบนี้เถอะ
"หากวันนี้ข้ายอมแพ้หรือหลบหนี วันหน้าหากเจอสหายเต๋า ข้าจะถอยห่างให้สามสิบหลี้ พร้อมกับประสานมือคารวะให้เลย"
"ดี! ข้าก็เช่นกัน!" หวังจ่ายื้อเองก็แยกแยะไม่ออกแล้วว่าตอนนี้ตกลงใครกันแน่ที่กำลังใช้ยั่วยุ ความโกรธของเขาพุ่งถึงขีดสุด ร่างกายลอยตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆ ยันต์กระดาษสีดำแผ่นแล้วแผ่นเล่าบินออกมาจากแขนเสื้อ
"วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเข้าใจเองว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน! แค่ขั้นหนิงกวงกระจอกๆ!"
มือขวาของเขากำหมัดแน่น ยันต์กลายร่างเป็นลูกไฟพุ่งเข้าใส่หลี่ผิงอันอย่างรุนแรง
หลี่ผิงอันขยับตัวแต่เนิ่นๆ ร่างกายโอนเอนไปมาซ้ายขวา จังหวะก้าวเท้าเหยียบย่ำจนเกิดเป็นภาพติดตาหลายสาย ทวนทะยานเมฆาในมือตวัดประกายสีเขียวออกมาหลายเส้น!
ทั้งสองลงมือก็ใช้พลังเต็มที่ทันที! มู่หนิงหนิงที่อยู่ด้านล่างเวทีตอนนี้ตึงเครียดสุดขีด แทบจะบีบฝักกระบี่ในมือจนแหลกละเอียด นางกลั้นหายใจจ้องมองแผ่นหลังของหลี่ผิงอัน
เซียนแท้ยอดเขาเมฆาสายรุ้งทั้งสี่ทิศรอบลานประลอง ตอนนี้ต่างก็ลุกขึ้นยืน ขมวดคิ้วมองไปในลาน
เหล่าเซียนในสำนักไม่ได้ห้ามปรามศิษย์ทั้งสองคนต่อสู้กัน การสะสางความแค้นส่วนตัวบนลานประลอง ถือเป็นกฎที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หากศิษย์หนุ่มสาวไม่มีความห้าวหาญเลือดเดือดเลยสักนิด สำนักนี้ก็คงถึงคราวล่มสลายในไม่ช้า
ขอเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ เซียนแท้ทั้งสี่ก็จะลงมือคุ้มกันทันที
หากดูเฉพาะพลังอานุภาพของการต่อสู้ แน่นอนว่าหวังจ่ายื้อแข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย
ตบะของหวังจ่ายื้อได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด การลงมือยิ่งไร้ความปรานี เขาใช้พลังเวทกระตุ้นยันต์อย่างเต็มกำลัง ระดมยิงปูพรมใส่หลี่ผิงอันอย่างบ้าคลั่ง หลี่ผิงอันใช้วิชาฝีเท้าอันแยบยลหลายชุด ใต้เท้าเดินตามหลักเบญจธาตุ เหยียบย่ำตามหลักหกแฉก ก้าวผ่านตามหลักเจ็ดดารา หลบหลีกการโจมตีทั้งหมดที่หวังจ่ายื้อซัดมาได้ บริเวณที่เขาเดินผ่านทิ้งยันต์กระดาษไว้หลายแผ่น
หลี่ผิงอันแกล้งทำเป็นบุกไปข้างหน้า
หวังจ่ายื้อหลงกลเข้าจริงๆ เขาพุ่งตัวเข้าหาหลี่ผิงอัน ในมือมีกระบี่ยาวสมบัติเซียนที่เปล่งประกายแสงสีน้ำเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเล่ม
หวังจ่ายื้อต้องการเผด็จศึกโดยเร็ว เขาใช้ขั้นเลี่ยนซวีระดับเก้าต่อสู้กับขั้นหนิงกวงระดับห้า หากไม่สามารถเอาชนะได้อย่างรวดเร็ว จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเมื่ออยู่ต่อหน้าศิษย์ร่วมสำนักเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อการต่อสู้ในวันนี้ เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาได้รับของวิเศษมามากมาย แม้แต่เสื้อผ้าบนตัวก็ยังเป็นสมบัติเซียน! หลี่ผิงอันที่พุ่งเข้ามาโจมตีจู่ๆ ก็เบี่ยงตัวไปด้านข้าง มือซ้ายกดลงกลางอากาศ ยันต์กระดาษเหลืองจำนวนมากที่ทิ้งไว้ตามจุดต่างๆ บนลานประลองก่อนหน้านี้ก็ระเบิดออกพร้อมกัน!
ทั้งลานประลองถูกเมฆหมอกปกคลุมในพริบตา และหวังจ่ายื้อก็พุ่งพรวดเข้าไปในนั้น! ค่ายกลทวน!
หวังจ่ายื้อมีโอกาสหลบหนีออกจากค่ายกลทวนเพียงชั่วพริบตาเดียว แต่เพราะความประมาทในใจจึงทำให้พลาดโอกาสนั้นไป กว่าเขาจะคิดหันกลับมาตอบโต้ เสียงทวนหวีดหวิวก็ดังขึ้นรอบด้านอย่างรวดเร็ว
แตกต่างจากสถานการณ์ตอนที่หลี่ผิงอันประลองวิชาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ถึงกับมีเงาทวนนับสิบสายพุ่งทะลวงออกมาพร้อมกัน! เมื่อเทียบกับการประลองวิชาก่อนหน้านี้ อานุภาพค่ายกลทวนของหลี่ผิงอันเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว! แม้ว่าหวังจ่ายื้อจะมีกายาเต๋าที่แข็งแกร่งและสวมชุดคลุมเซียน แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญกายาแบบอวี่อิ้งซู ตอนนี้จึงทำได้เพียงใช้พลังเวทกระตุ้นเจดีย์สมบัติให้สาดแสงเซียนลงมาคุ้มครองตัวเองเท่านั้น
ทนรับการทุบตีไปเต็มๆ
แต่พอเป็นเช่นนี้ แม้หวังจ่ายื้อจะสกัดกั้นเงาทวนที่พุ่งเข้ามาได้ทั้งหมด แต่พลังของเงาทวนนั้นไม่อาจสลายไปได้โดยตรง จึงถูกค่ายกลทวนสะกดข่มจนไร้เรี่ยวแรงจะตอบโต้
หวังจ่ายื้อค้นพบอย่างรวดเร็วว่า เมฆหมอกรอบด้านเริ่มมีสรรพคุณของค่ายกลลวงตาปรากฏขึ้นมาด้วย สัมผัสวิญญาณของเขาที่แทรกซึมเข้าไปในนั้นราวกับโคลนจมลงในทะเล
เขาไม่สามารถจับเงาของหลี่ผิงอันได้เลยแม้แต่น้อย!
หวังจ่ายื้อถูกสะกดข่มอยู่ในเมฆหมอก ย่อมไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของลานประลองได้ ส่วนเซียนสำนักหมื่นเมฆาที่ชมการต่อสู้อยู่รอบทิศทาง ตอนนี้กลับมีสีหน้าหลากหลายอารมณ์ยิ่งนัก
ไม่มีอะไรมาก ภายในค่ายกลทวนที่หลี่ผิงอันกางไว้ ปรากฏร่างเงาขึ้นมาถึงสิบแปดสาย! เขาอยู่เพียงขั้นหนิงกวง แต่วิชาจำแลงกายทะยานเมฆาซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาเซียนที่ฝึกฝนยากที่สุดของสำนักหมื่นเมฆา เห็นได้ชัดว่าเขาฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นเข้าถึงแก่นแท้แล้ว! และหลี่ผิงอันบำเพ็ญเพียรมาจนถึงตอนนี้...
ก็เพียงสามปีเท่านั้น
...
เมื่อเห็นว่ามีคนยั่วยุบุตรชายของตัวเอง เมื่อครู่หลี่ต้าจื้อแทบจะพุ่งลงไปในสนามอยู่แล้ว ยังดีที่เจ้าสำนักกดเขาไว้ได้ทัน ให้เขานั่งชมการประลองอยู่บนเวทีอย่างสงบเสงี่ยม
ถึงขนาดที่ว่า คำทักทายของเจ้าสำนักพันธมิตรหลายท่านที่อยู่ด้านข้าง หลี่ต้าจื้อก็ไม่ได้ฟังเข้าหูเลย
เจ้าสำนักหลายท่านกล่าวว่า "นี่คือบุตรชายของสหายเต๋าต้าจื้อหรือ?"
"อายุเพียงเท่านี้ ก็สามารถใช้วิชาลับของสำนักหมื่นเมฆาได้ถึงระดับนี้ สำนักหมื่นเมฆามีผู้มีพรสวรรค์เพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว!"
"แม้พรสวรรค์จะไม่เพียงพอ แต่ก็ใช้ความเข้าใจชดเชยได้ ยอดเยี่ยมยิ่งนัก"
"ทุกท่านชมเกินไปแล้ว" เจ้าสำนักหมื่นเมฆาหรี่ตายิ้ม "พรสวรรค์ของผิงอันไม่ค่อยดีนัก แต่ความเข้าใจค่อนข้างสูง นับเป็นต้นกล้าเซียนที่สำนักให้ความสำคัญในการปลูกฝัง ตบะของเขายังไม่แกร่งกล้า การโจมตีเช่นนี้ท้ายที่สุดก็ยากจะยืนหยัดได้นาน"
บรรดายอดฝีมือวิถีเซียนแห่งทวีปบูรพาที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ต่างก็จดจำชื่อ 'ผิงอัน' เอาไว้ในใจพร้อมกัน
หลี่ต้าจื้อไม่ได้สนใจสถานการณ์รอบข้าง เอาแต่จ้องเขม็งไปที่เวทีตลอดเวลา
มารดามันเถอะ!
เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าตาเฒ่าเซียนพวกนี้จะหน้าด้านหน้าทนได้ขนาดนี้! รับมือเขาไม่ได้ก็มาเล่นงานบุตรชายของเขาแทน!
ถ้าผิงอันมีแผลถลอกแม้แต่นิดเดียว เขาจะต้อง... ตอนนี้เขาก็สู้พวกนั้นไม่ได้ ทำได้แค่ไปร้องห่มร้องไห้ฟ้องอาจารย์ของตัวเองเท่านั้นแหละ
ไม่ไกลออกไป เซียนชิงซู่ที่บำเพ็ญเพียรมาตลอดได้ลืมตาขึ้นแล้ว นางจ้องมองสถานการณ์การต่อสู้เบื้องล่างอย่างเงียบๆ พลางขยับนิ้วคำนวณอย่างต่อเนื่อง
นางกำลังคำนวณว่าพลังเวทของหลี่ผิงอันจะหมดลงเมื่อใด
การที่หลี่ผิงอันฝืนใช้พลังวิชาเซียนเช่นนี้ สิ้นเปลืองพลังเวทของตัวเองอย่างมหาศาล
ทว่า ผลลัพธ์ของการต่อสู้ช่างน่าดูชมจริงๆ
ร่างเงาจากเมฆหมอกสิบแปดสายถือทวนยาวร่ายรำวุ่นวาย ศิษย์ที่พูดจาสามหาวผู้นั้นไม่มีโอกาสได้ตอบโต้เลย แม้จะมีเจดีย์สมบัติและชุดคลุมเซียนคุ้มกาย แต่ก็ยังถูกตีจนลมปราณปั่นป่วน หน้าแดงก่ำ ดูทุลักทุเลเป็นอย่างยิ่ง
'ลูกศิษย์ควรจะเอาชนะอย่างไรดีนะ? ระดับขั้นห่างกันเกินไป พลังเวทก็ห่างกันมาก หากผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปแล้ว เกรงว่าคงยากจะสืบสานต่อได้'
ชิงซู่ลูบคางครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
ในตอนนั้นเอง บนลานประลองก็มีเสียงตะโกนของหลี่ผิงอันดังขึ้น
"อาจารย์!"
สายตาทุกคู่ในสนามต่างจับจ้องมาที่ชิงซู่
ชิงซู่ทำทีเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว ลุกขึ้นมองไปยังลานประลอง น้ำเสียงเย็นชาดังไปทั่วบริเวณ "มีอะไรหรือ?"
เสียงของหลี่ผิงอันดังมาจากซ้ายทีขวาทีท่ามกลางเมฆหมอก แต่สิ่งที่ตะโกนกลับเป็น "ตอนนี้ศิษย์แม้จะยังไม่เพลี่ยงพล้ำ แต่ในใจรู้สึกโกรธเคืองยิ่งนัก ขออนุญาตใช้วิชาอาคมตั้งแต่สามชนิดขึ้นไปเพื่อเอาชนะศัตรูได้หรือไม่ขอรับ!"
ชิงซู่พยักหน้าเล็กน้อย "ได้"
"ขอบคุณอาจารย์! เช่นนั้นศิษย์ก็จะไม่ไว้หน้าศิษย์พี่ท่านนี้แล้วนะขอรับ!"
หลี่ผิงอันตะโกนเสียงดังลั่น
นี่คือวิชาโจมตีจิตใจของเขา เพื่อหวังจะหยามเกียรติหวังจ่ายื้อผู้นั้น
หวังจ่ายื้อโกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้าจริงๆ ตอนนี้เขาคำรามลั่น พลังเวทสั่นสะเทือน กายาเต๋าพองโต ดันเจดีย์สมบัติพุ่งตรงขึ้นไปในอากาศ พลังเวททั่วร่างระเบิดออกอย่างรุนแรง
ตัวเขาในตอนนี้ ราวกับลูกศรที่พุ่งทะยานเข้าหาดวงอาทิตย์ทั้งสิบดวงในอดีตกาล! แต่พอหวังจ่ายื้อพุ่งออกไปก็ต้องชะงัก
ยันต์
เหนือพื้นดินสิบห้าจั้ง เมฆหมอกบางส่วนถูกระเหยจนแห้งเหือดในพริบตา ยันต์สีเขียวสามร้อยหกสิบแผ่นส่องประกายระยิบระยับ ท่ามกลางหมู่ดาวเต็มท้องฟ้า ดูมีชีวิตชีวาไปอีกแบบ
ท่ามกลางเมฆหมอกเบื้องล่าง ร่างเงาทั้งสิบแปดสายบีบทวนเมฆาจนแหลกสลายพร้อมกัน ท่วงท่าพร้อมเพรียงเป็นหนึ่งเดียว ประสานอินควบคุมยันต์! ยันต์นับพันแผ่นระเบิดประกายไฟเจิดจ้าออกมาพร้อมกัน ประกายไฟกลายร่างเป็นเหยี่ยวเพลิงเต็มท้องฟ้า พุ่งเข้าใส่หวังจ่ายื้ออย่างบ้าคลั่ง!
วิชายันต์ก่อเกิดเป็นค่ายกล!
ร่างของหวังจ่ายื้อถูกเปลวเพลิงกลืนกิน ถูกกดทับลงมาอย่างรุนแรงอีกครั้ง เขาได้แต่ดันเจดีย์สมบัติไว้และคำรามด้วยความโกรธแค้นอย่างหมดหนทาง
ฝูงเหยี่ยวเพลิงเหล่านี้แทบจะระเหยเมฆหมอกจนแห้งเหือดในพริบตา ไอน้ำลอยคละคลุ้งขึ้นมาเป็นสาย
ปัง ปัง ปัง ปัง!
ร่างเงาทั้งสิบแปดสายที่ควบแน่นจากวิชาเซียนระเบิดกระจายพร้อมกัน!
ทว่าร่างจริงของหลี่ผิงอันกลับไม่ได้อยู่บนลานประลอง! จู่ๆ กลางอากาศก็มีเสียงสวดมนต์ดังขึ้นเป็นระลอก
หลี่ผิงอันเหยียบอยู่บนฝักกระบี่ ยืนเอามือไพล่หลังห่างจากพื้นดินร้อยจั้ง ก้มหน้ามองหวังจ่ายื้อที่ถูกค่ายกลยันต์สะกดข่มอยู่บนเวที
ด้านหลังหลี่ผิงอัน อาวุธวิเศษกักเก็บสิ่งของรูปวงแหวนหกชิ้นเรียงรายเป็นแถว ภายในเริ่มมีแสงดาวระยิบระยับบินออกมาเป็นสาย
จากนั้นหมู่ดาวก็ร่วงหล่นลงสู่ลานประลอง!
นั่นคือกระบี่บิน มีดสั้นบิน เข็มยาว ลูกตุ้มดาวตก กระบองสองท่อน... อาวุธลับและอาวุธนานาชนิด รวมแล้วมีถึงห้าร้อยชิ้น! อาวุธวิเศษห้าร้อยชิ้นเต็มๆ! อาวุธวิเศษเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันอยู่สองสามประการ
ตัวอย่างเช่น พวกมันล้วนเป็นอาวุธวิเศษธรรมดา แต่หลอมสร้างมาอย่างประณีต คุณภาพค่อนข้างดีทีเดียว อีกตัวอย่างหนึ่งคือ บนอาวุธวิเศษแต่ละชิ้นล้วนฝังศิลาวิญญาณขนาดเท่าเล็บมือเอาไว้หนึ่งก้อน และภายในศิลาวิญญาณก้อนนี้ก็ดูเหมือนจะสลักข้อห้ามง่ายๆ เอาไว้ ตอนนี้มันไม่ค่อยเสถียรนัก ลอยวนเวียนอยู่รอบกายหวังจ่ายื้ออย่างหนาแน่น และตัวมันเองก็สั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา
ค่ายกลยันต์ ค่ายกลอาวุธ วิธีการโจมตีที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังเวทของตัวเองมากนักเช่นนี้แหละ คือหนทางแห่งชัยชนะเพียงหนึ่งเดียวของหลี่ผิงอันในวันนี้
หลี่ผิงอันปรายตามองไปยังผู้อาวุโสปี้ที่หน้าดำคร่ำเครียด เอ่ยเสียงเรียบว่า "บรรดาอาจารย์ของหวังจ่ายื้อทุกท่านไม่ต้องร้อนใจไป ศิษย์ลงมือย่อมรู้หนักเบา"
กล่าวจบ เขาก็กดมือซ้ายลง กางนิ้วทั้งห้าเล็งไปที่หวังจ่ายื้อแต่ไกล แล้วกำหมัดอย่างสง่างาม
หมื่นอาวุธวิญญาณระเบิด!