หลี่ผิงอันเพิ่งจะได้รับคำสั่งจากอาจารย์ ศิษย์ลาดตระเวนก็มาเคาะประตูอยู่ด้านนอกเพื่อถ่ายทอดคำสั่งจากตำหนักเมฆาวิเศษ
เขาเป็นศิษย์สายในที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข จึงต้องเข้าร่วมการประลองใหญ่ครั้งนี้
หลี่ผิงอันยัดศิลาวิญญาณสองก้อนให้ศิษย์ลาดตระเวน แล้วสอบถามข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการประลองใหญ่
แม้ศิษย์ลาดตระเวนส่วนใหญ่จะเป็นศิษย์สายนอก แต่พวกเขาก็เป็นพวกหูไวตาไว อีกทั้งยังรู้ว่าหลี่ผิงอันมีภูมิหลังไม่ธรรมดา ย่อมตอบทุกคำถามอย่างไม่มีปิดบัง
ครู่ต่อมา หลี่ผิงอันก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เอนหลัง พลางกลัดกลุ้มอยู่พักใหญ่
ศิษย์คืออนาคตของสำนัก คือดวงตะวันยามเช้าของวงการบำเพ็ญเพียรแห่งทวีปบูรพา ผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าสู่สายในของสำนักหมื่นเมฆาเพื่อติดตามเหล่าเซียนบำเพ็ญเพียร ล้วนเป็นหน่อเนื้อเผ่ามนุษย์ที่มีพรสวรรค์ชั้นยอด
กล่าวสั้นๆ คือ ต่อให้เป็นคนที่แย่ที่สุดในหมู่ศิษย์สายใน ก็ยังถือเป็นยอดอัจฉริยะระดับหมู่บ้านหรือตำบล
ศิษย์ที่เคยลงมือกับเขาและมู่หนิงหนิงในตอนนั้นไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ อีกฝ่ายดูเหมือนจะเป็นศิษย์รับใช้ในยอดเขาธุลีโอสถเสียมากกว่า
หากคำนวณจากจำนวนศิษย์ของสำนักเมฆาคล้อยที่ได้รับคัดเลือกเข้าสายใน ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมามีศิษย์ที่เข้าร่วมสายในไม่ถึงร้อยคน
แต่ในความเป็นจริง ศิษย์สายในที่จะเข้าร่วมการประลองใหญ่ครั้งนี้มีมากกว่าสองร้อยคน ครึ่งหนึ่งในนั้นคือเซียนน้อยหรือเด็กหนุ่มที่เซียนของสำนักหมื่นเมฆาค้นพบระหว่างออกท่องโลกกว้าง ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องผ่านสำนักเมฆาคล้อย
ความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรของคนกว่าสองร้อยคนนี้แตกต่างกันไป
ต้นกล้าเซียนที่แต่ละยอดเขาเพาะบ่มเป็นพิเศษ ผู้ที่บำเพ็ญเพียรสิบกว่าปีแล้วก้าวเข้าสู่ขั้นเลี่ยนซวีนั้นมีอยู่ถมเถ และยังมีส่วนน้อยนิดที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นเหอเจินระดับต้นได้
ศิษย์ที่เข้าสำนักมาต่ำกว่าสิบปี ล้วนมีระดับไม่ต่ำกว่าขั้นหนิงกวง ส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นหนิงกวงระดับปลาย
หลี่ผิงอันและมู่หนิงหนิง ถือเป็นกลุ่มศิษย์ที่เข้าสำนักมาในเวลาสั้นที่สุดแล้ว
สำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ทางสำนักเองก็มีการพิจารณาไว้แล้ว การประลองใหญ่จะแบ่งออกเป็นสามทำเนียบ คือ ฟ้า ดิน และมนุษย์ ผู้ที่เข้าสำนักมาสิบปีขึ้นไปจะเข้าร่วมการประลองทำเนียบฟ้า ผู้ที่เข้าสำนักมาต่ำกว่าสิบปีแต่มากกว่าห้าปีจะเข้าร่วมทำเนียบดิน และผู้ที่เข้าสำนักมาต่ำกว่าห้าปีจะเข้าร่วมทำเนียบมนุษย์
สามอันดับแรกของทำเนียบมนุษย์สามารถเข้าร่วมการประลองทำเนียบดินได้ และสิบอันดับแรกของทำเนียบดินสามารถเข้าไปจัดอันดับในทำเนียบฟ้าได้
‘ศิษย์น้องมู่มีความมุ่งมั่นสูงส่ง ทั้งยังมีนิสัยเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ใคร หากครั้งนี้ไม่ติดสามอันดับแรกของทำเนียบมนุษย์ เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อจิตวิถีเต๋าของนาง’
หลี่ผิงอันคิดเช่นนี้ และอดไม่ได้ที่จะคิดเผื่อมู่หนิงหนิงมากขึ้นอีกเล็กน้อย
อีกอย่าง ในช่วงสามปีที่ผ่านมาเขาประลองคาถาน้อยครั้งเกินไป นี่ก็ถือเป็นภัยแฝงประการหนึ่ง จำเป็นต้องหาคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมสักสองสามคนเพื่อหยั่งเชิงและฝึกซ้อม
สำหรับมู่หนิงหนิงนั้น หลี่ผิงอันกลับมีวิธีที่จะรับประกันให้นางแทรกตัวเข้าไปอยู่ในสามอันดับแรกของทำเนียบมนุษย์ได้
ขณะที่หลี่ผิงอันกำลังครุ่นคิด จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอาจารย์ที่กำลังเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว
เขาหันขวับไปมอง ก็เห็นอาจารย์ของตนเปลี่ยนมาสวมกระโปรงยาวคอตั้งสีซีด มัดผมยาวเป็นทรงหางม้าอย่างเรียบง่าย
ท่อนบนของกระโปรงยาวออกแบบมาให้เข้ารูป เผยให้เห็นสัดส่วนอันงดงามของอิสตรี ส่วนท่อนล่างเป็นกระโปรงจับจีบ ด้านในสวมกางเกงผ้าโปร่งบางที่ทำจากไหมเมฆา
นี่ดูเหมือนจะเป็นชุดศิษย์ระดับแดนเซียนของสำนัก
“ตามข้ามา” ชิงซู่กล่าว “ข้าจะสอนวิธีประลองคาถากับผู้อื่นให้เจ้า”
หลี่ผิงอันลุกขึ้นเดินตามหลังชิงซู่ ในใจเปี่ยมไปด้วยความยินดี
ตอนนี้เขามีอาจารย์แล้ว ไม่ต้องคอยคลำทางสุ่มเดาเอาเองไปเสียทุกเรื่องอีก
……
ภายในตำหนักหมื่นเมฆา
ท่านเจ้าสำนักยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ
การหารือในวันนี้ รองเจ้าสำนักสามท่านมาเข้าร่วมสองท่าน กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หินทางซ้ายและขวาของท่านเจ้าสำนัก
ผู้อาวุโสหารือสายในสิบแปดท่านมาเข้าร่วมเก้าท่าน แบ่งฝั่งซ้ายขวาเช่นเดียวกัน เตรียมปรึกษาหารือว่าการประลองใหญ่ของศิษย์ในสำนักครั้งนี้ควรดำเนินการอย่างไร
การประลองใหญ่ของศิษย์สายในหน้าใหม่จัดขึ้นทุกยี่สิบปี นี่ถือเป็นเรื่องครึกครื้นที่หาได้ยากในสำนัก และเป็นเรื่องใหญ่ที่หาได้ยากเช่นกันที่จะต้องรบกวนเจ้าสำนักและผู้อาวุโสสายในให้มาร่วมหารือกัน
เจ้าสำนักหมื่นเมฆารุ่นปัจจุบันยังคงรักษารูปลักษณ์ในวัยกลางคนไว้เสมอ น้ำเสียงยามเอื้อนเอ่ยก็ค่อนข้างนุ่มนวล ดูมีบุคลิกของวิญญูชนผู้ถ่อมตนอยู่ไม่น้อย
เจ้าสำนักกล่าวกลั้วหัวเราะ “การประลองใหญ่ของศิษย์ใหม่ครั้งนี้ ผู้อาวุโสทุกท่านมีระเบียบการใดนำเสนอหรือไม่”
“โธ่!”
มีเซียนสวรรค์เฒ่าร่างใหญ่กำยำตะโกนเสียงดังลั่น
“จะมีระเบียบการอะไรกันนักหนา เมื่อก่อนทำอย่างไร ตอนนี้ก็ทำอย่างนั้นสิ!
“ตั้งลานประลอง ให้พวกศิษย์ประลองฝีมือกัน พวกเราก็ถือโอกาสนี้มาครึกครื้นกันสักหน่อย มารวมตัวดื่มสุรา พูดคุยสัพเพเหระ ช่างวิเศษอะไรเช่นนี้!”
“ครั้งนี้กลับมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง”
ผู้อาวุโสเซียนสวรรค์ที่ทำงานอย่างรัดกุมผู้หนึ่งครางต่ำในลำคอ “ศิษย์ของปรมาจารย์ อาจารย์อาต้าจื้อเพิ่งเข้าสำนักมาได้สามถึงห้าปี เขาต้องเข้าร่วมการประลองใหญ่ครั้งนี้หรือไม่”
มีผู้อาวุโสอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ท่านจะให้อาจารย์อาต้าจื้อไปรังแกพวกผู้น้อยในการประลองใหญ่หรือ อาจารย์อาต้าจื้อตอนนี้เป็นถึงหยวนเซียนแล้วนะ”
“ซี๊ดดด พรสวรรค์ของอาจารย์อาต้าจื้อช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้! นี่เพิ่งจะสามปีเองไม่ใช่หรือ”
“พรสวรรค์ก็เรื่องหนึ่ง การสั่งสอนของปรมาจารย์นั้นสำคัญกว่า แน่นอนว่าต้องดูที่พรสวรรค์อันเป็นเลิศและวาสนาอันยิ่งใหญ่ที่ติดตัวเขามาด้วย”
“พูดถึงวาสนายิ่งใหญ่นี้แล้ว คอขวดของนักพรตยากไร้ผู้นี้ก็เริ่มสั่นคลอนเล็กน้อย หากอาจารย์อาต้าจื้อสามารถนำพาวาสนามาสู่คนในสำนักหมื่นเมฆาของเราได้ทั้งหมดจริงๆ เช่นนั้นพวกเราก็ล้วนติดค้างน้ำใจอันยิ่งใหญ่ต่ออาจารย์อาต้าจื้อแล้ว!”
“จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ได้ พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน จะมีติดค้างอะไรกันเล่า... แต่อาจารย์อาต้าจื้อน่าสนใจจริงๆ นักพรตผู้นี้ดื่มสุราหาความสำราญกับเขา เขามักจะมีลูกเล่นสารพัดมาให้ประหลาดใจเสมอ”
“อะแฮ่ม!”
เมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสทุกท่านเริ่มออกทะเล ท่านเจ้าสำนักก็กระแอมไอ แล้วกล่าวกลั้วหัวเราะ “ผู้อาวุโสทุกท่าน วันนี้พวกเราต้องกำหนดระเบียบการของการประลองใหญ่ มาหารือธุระสำคัญกันก่อนเถิด”
รองเจ้าสำนักม่ออี้มองไปยังผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่อยู่ตรงมุมห้อง ฝ่ายหลังส่งเสียงครางในลำคอ สีหน้าครุ่นคิด จงใจดึงดูดความสนใจจากผู้อาวุโสรอบข้าง
จากนั้น ผู้อาวุโสท่านนี้ก็กล่าวอย่างเชื่องช้า
“การประลองใหญ่ครั้งนี้ หากไม่ให้อาจารย์อาต้าจื้อเข้าร่วม จะไม่เป็นการละเมิดกฎสำนักหรือ อาจารย์อาต้าจื้อจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจหรือไม่”
มีผู้อาวุโสเซียนสวรรค์หัวเราะ “อาจารย์อาต้าจื้อก็คงไม่ชอบประลองคาถากับกลุ่มคนหนุ่มสาวหรอกกระมัง”
ผู้อาวุโสท่านนั้นกล่าวอีกว่า “ถึงจะพูดเช่นนั้น พวกเราก็ควรเชิญอาจารย์อาต้าจื้อสักหน่อย ตามความเห็นอันโง่เขลาของข้า มิสู้ตั้งทำเนียบฮุ่นหยวนเพิ่มขึ้นมานอกเหนือจากทำเนียบฟ้า ดิน และมนุษย์ ให้สิบอันดับแรกหรือห้าอันดับแรกที่คว้าแชมป์ในทำเนียบฟ้า เข้าร่วมทำเนียบฮุ่นหยวน แล้วให้อาจารย์อาต้าจื้ออยู่ในทำเนียบฮุ่นหยวนนี้ ประลองสักหนึ่งหรือสองรอบเป็นอย่างไร”
เซียนสวรรค์เฒ่าผมขาวใบหน้าดั่งเด็กผู้หนึ่งลืมตาขึ้น แล้วตวาดเสียงดัง “เหลวไหล! จะให้กลุ่มผู้น้อยลงมือกับปรมาจารย์ของพวกเขารึ ศิษย์น้องปี้! อุตส่าห์คิดออกมาได้นะ!”
ผู้อาวุโสท่านนั้นกล่าวอีกว่า “ศิษย์พี่ ข้าเพียงแค่ทำตามกฎสำนัก การปฏิบัติตามกฎสำนักในทุกเรื่องคือคำสั่งที่บรรพจารย์ทั้งสามท่านลงนามด้วยตนเอง!”
เมื่อผู้อาวุโสเซียนสวรรค์ท่านอื่นได้ยินเช่นนี้ ก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก
รองเจ้าสำนักอีกท่านหนึ่งกล่าวเสียงขรึม “การให้ศิษย์น้องต้าจื้อประลองกับเหล่าศิษย์ เกรงว่าจะเป็นการลดเกียรติของเขา และอาจทำให้ปรมาจารย์คงหมิงไม่พอใจได้”
เพื่อรักษาความน่าเกรงขามของเจ้าสำนัก เจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักจึงเรียกขานหลี่ต้าจื้อว่า 'ศิษย์น้อง' สำนักหมื่นเมฆาสืบทอดมาหลายหมื่นปี ลำดับอาวุโสที่แท้จริงของเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักรุ่นปัจจุบันนั้นต่ำกว่าหลี่ต้าจื้อเล็กน้อย
“หึหึหึ” ท่านเจ้าสำนักหรี่ตาหัวเราะ “เรื่องนี้ก็จัดการไม่ยาก”
เหล่าเซียนต่างมองมา
ท่านเจ้าสำนักยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า แล้วกล่าวต่อ “ความหมายของผู้อาวุโสทุกท่าน ประการหนึ่งคือเห็นว่าศิษย์ใหม่หลี่ต้าจื้อต้องเข้าร่วมการประลองใหญ่ครั้งนี้ อีกประการหนึ่งคือเห็นว่าการให้ศิษย์ปรมาจารย์หลี่ต้าจื้อเข้าร่วมการประลองใหญ่นั้นเป็นการเสียเกียรติ
“เช่นนั้นพวกเราก็มารวบรวมความคิดเห็นกันเถิด
“การประลองใหญ่ครั้งนี้ ก็มอบหมายให้ศิษย์น้องต้าจื้อเป็นผู้จัดเตรียม เช่นนี้ก็ถือว่าเขาได้เข้าร่วมการประลองใหญ่ครั้งนี้แล้ว
“เอาตามนี้ก็แล้วกัน ตำหนักธุรการ ตำหนักเมฆาบำรุง และตำหนักเมฆาวิเศษ จงทุ่มเทความช่วยเหลือศิษย์น้องต้าจื้ออย่างเต็มที่
“การประลองใหญ่ครั้งนี้ก็จัดให้ครึกครื้นหน่อย ให้สำนักต่างๆ ที่เป็นพันธมิตรกับสำนักหมื่นเมฆาของเรา ได้เห็นความสง่างามของสำนักหมื่นเมฆาเรา
“เช่นนี้แล้ว จงถ่ายทอดคำสั่งเจ้าสำนักของข้าไปเถิด”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เหล่าผู้อาวุโสต่างก็รู้คำตอบอยู่ในใจแล้ว
ผู้อาวุโสปี้ที่อยู่ตรงมุมห้อง สีหน้าของเขายิ่งดูไม่ได้
เจตนาเดิมของเขาคือให้หลี่ต้าจื้อไปประลองกับเหล่าศิษย์ เพื่อเป็นการลดทอนฐานะของหลี่ต้าจื้อ ท่านเจ้าสำนักช่างใช้สี่ตำลึงปาดพันชั่งได้ดีจริงๆ นอกจากจะปกป้องหลี่ต้าจื้อไว้ได้แล้ว กลับดึงหลี่ต้าจื้อออกมาเป็นผู้จัดเตรียมการประลองใหญ่ ถึงขั้นให้สามในหกตำหนักให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
“ท่านเจ้าสำนัก!”
ผู้อาวุโสปี้ลุกขึ้นยืน “แม้ว่าอาจารย์อาต้าจื้อจะมีความสามารถโดดเด่น แต่เพิ่งเข้าสำนักมาได้เพียงสามปี อย่างไรเสีย...”
ท่านเจ้าสำนักกวาดสายตามองมาด้วยรอยยิ้ม มุมปากเผยรอยยิ้มบางๆ “ข้าได้ถามความเห็นของผู้อาวุโสทุกท่านหรือ”
ผู้อาวุโสปี้ขมวดคิ้วแน่น
รองเจ้าสำนักม่ออี้ลืมตาขึ้นกล่าว “คำสั่งเจ้าสำนักได้ประกาศลงมาแล้ว พวกเราย่อมต้องปฏิบัติตาม”
ผู้อาวุโสปี้ประสานมือคารวะ หันหลังสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
ท่านเจ้าสำนักถอนหายใจเบาๆ ตบแขนของรองเจ้าสำนักม่ออี้เบาๆ สองครั้ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เวลาผ่านไปสามปี เรื่องที่สำนักหมื่นเมฆาของเราได้ศิษย์ผู้มีวาสนายิ่งใหญ่มานั้นค่อนข้างจะปิดบังไว้ไม่อยู่แล้ว หลายสำนักกำลังวิพากษ์วิจารณ์ ถึงตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป
“ขอให้ทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อม วาสนายิ่งใหญ่สามารถนำพาวาสนามาให้ แต่ก็อาจนำพาภยันตรายมาด้วยเช่นกัน สำนักหมื่นเมฆาของเราต้องรวมพลังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น จึงจะสามารถเสวยสุขจากวาสนาแห่งความรุ่งโรจน์ได้”
เหล่าผู้อาวุโสลุกขึ้นยืนทำความเคารพแบบนักพรต
“น้อมรับคำสั่งท่านเจ้าสำนัก”
……
บนยอดเขาที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ บริเวณใกล้กับถ้ำพำนักของศิษย์อาจารย์ชิงซู่
หลี่ผิงอันยืนอยู่บนลานกว้างกลางป่า เบื้องหน้ามีอาวุธของวิเศษระดับเซียนลอยอยู่หลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นกระบี่ ดาบคู่ ทวนยาว และลูกตุ้มดาวตก ล้วนเป็นอาวุธที่หลี่ผิงอันใช้ได้อย่างถนัดมือ
แต่หลี่ผิงอันก็ยังไม่ค่อยเข้าใจข้อเรียกร้องที่อาจารย์เพิ่งเสนอมาเมื่อครู่นัก
‘เลือกอาวุธมาหนึ่งชิ้น เพื่อหลอมเป็นของวิเศษประจำกาย’
ทำไมประลองคาถาต้องใช้อาวุธด้วยเล่า กระบวนท่าประลองคาถาของผู้บำเพ็ญเพียร ไม่ใช่การขว้างปาของวิเศษและอาวุธเวทออกไปทุบตีคนหรอกหรือ เขายกศีรษะมองท่านอาจารย์ที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนยอดไม้ แล้วถามว่า “ท่านอาจารย์ จำเป็นต้องเลือกด้วยหรือครับ”
ชิงซู่ถามกลับ “เจ้าไม่ชอบประลองคาถากับผู้อื่นหรือ”
“เรื่องนี้ ก็พูดไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ชอบ” หลี่ผิงอันยิ้มเจื่อน “การฝึกฝนวิชาประลองคาถาก็เพื่อปกป้องมรรคผลของตนเอง ศิษย์ย่อมรู้ดี เพียงแต่... การประลองคาถาส่วนใหญ่ก็ใช้แค่ของวิเศษก็พอแล้ว เหตุใดต้องใช้อาวุธด้วยเล่าครับ”
ชิงซู่กะพริบตา “แล้วเจ้ามีของวิเศษร้ายกาจหรือไม่เล่า”
หลี่ผิงอันมองของวิเศษระดับเซียนสิบกว่าชิ้นที่ซ่อนอยู่กับตัว
ของวิเศษที่เซียนสวรรค์จะชายตามอง อย่างน้อยก็ควรเป็นของวิเศษระดับเซียนเทียน หรือของวิเศษระดับเซียนที่พิเศษ ของวิเศษระดับเซียนที่เขามีเหล่านี้ให้หยวนเซียน หรือเจินเซียนใช้ก็ถือว่าไม่เลว แต่อาจารย์ของเขาคงไม่ถูกใจเป็นแน่
หลี่ผิงอันตอบอย่างซื่อสัตย์ “ไม่มีครับ”
ชิงซู่เชิดคางขึ้น “เลือกอาวุธมาหนึ่งชิ้น”
“อ้อ ครับ” หลี่ผิงอันไม่กล้ารอช้า เขาคิดอย่างรอบคอบ แล้วจับทวนยาวของวิเศษระดับเซียนนั้นไว้
การที่เขาเลือกทวนยาวนั้นมีเหตุผล
ประการแรก ในบรรดาของวิเศษระดับเซียนทั้งหมดที่เขามี ทวนยาวเล่มนี้มีคุณภาพดีที่สุด ประการที่สอง โดยส่วนตัวเขาคิดว่าการใช้ทวนนั้นเท่ที่สุด
ร่างของชิงซู่ล่องลอยลงมาจากยอดไม้ มือเรียวขาวคว้าจับความว่างเปล่า แสงเซียนไหลเวียน เมฆหมอกสายแล้วสายเล่ารวมตัวกันเป็นรูปทรงทวนเซียน
“โจมตีข้าอย่างสุดกำลัง” ชิงซู่กล่าว “ข้าจะทดสอบฝีมือการประลองคาถาของเจ้า”
“ครับ!”
หลี่ผิงอันโยนทวนยาวในมือขึ้นไปในอากาศ สองมือประกบเป็นดรรชนีกระบี่ มือซ้ายไพล่หลัง มือขวาตั้งไว้เบื้องหน้า พลังเวททั่วร่างพวยพุ่งดั่งแม่น้ำเชี่ยวกราก แสงวิญญาณบนหน้าผากกะพริบไหวดั่งแสงเทียน!
ดรรชนีกระบี่ของเขาหมุนวนอยู่หน้าจมูก ทวนยาวในอากาศหมุนคว้างส่งเสียง 'วู้วๆๆ' เมื่อเขาชี้ดรรชนีกระบี่ไปข้างหน้า ทวนยาวก็พุ่งเข้าหาชิงซู่ดุจลูกศร
เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วดงป่า!
ชิงซู่รั้งพลังเซียน ควบคุมน้ำหนักมือ ทวนเมฆาหมุนวนอย่างรวดเร็วจากฝ่ามือ
ดรรชนีกระบี่มือซ้ายของหลี่ผิงอันที่ซ่อนอยู่ด้านหลังสั่นไหวเล็กน้อย ทวนยาวของวิเศษระดับเซียนแยกออกเป็นห้า เงาทวนทั้งห้าเริงระบำดุจฝูงอสรพิษ
ร่างของชิงซู่หมุนวนดั่งร่ายรำ เงาทวนเมฆาปกคลุมไปทั่วร่าง
ผู้หนึ่งรุกผู้หนึ่งรับ ศิษย์อาจารย์ทั้งสองได้ปะทะกันแล้ว!
ได้ยินเสียงเคร้งๆ ดังขึ้นหลายครั้ง เงาทวนที่พุ่งเข้ามาถูกตีถอยกลับไปจนหมด หลี่ผิงอันถูกกระแทกจนร่างหงายไปด้านหลัง
ร่างของชิงซู่พริ้วไหวดั่งสายลม มือถือทวนเมฆารุกประชิดหลี่ผิงอัน นางไม่ได้ใช้วิชาเซียน ไม่ได้ใช้พลังเซียน และเลียนแบบน้ำหนักการลงมือของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนซวี
หลี่ผิงอันอาศัยแรงนั้นตีลังกาไปด้านหลัง ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ ผมยาวที่มัดไว้ปลิวไสวเล็กน้อย สองมือประสานมุทราอันซับซ้อนอย่างรวดเร็ว
ปุ! ร่างของหลี่ผิงอันกลับกลายเป็นห้าสาย พร้อมกันนั้นก็คว้าจับความว่างเปล่าไปเบื้องหน้า ทวนเซียนหนึ่งเล่มและเงาทวนสี่สายพุ่งเข้าใส่แผ่นหลังของชิงซู่
ดวงตาของชิงซู่เป็นประกาย
นางย่อมจำได้ หลี่ผิงอันใช้วิชาเซียนของสำนักหมื่นเมฆา 《ท่องเมฆาลวงตา》 วิชานี้ทำความเข้าใจได้ยากยิ่ง หากฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุด จะสามารถใช้เมฆหมอกสร้างร่างแยกได้ถึงสามพันร่าง
ในยามนี้ร่างจริงของหลี่ผิงอันซ่อนอยู่ในเงาลวงตาทั้งห้าสายนี้
เงาทวนพุ่งมาจากด้านหลัง ชิงซู่กระโดดหลบ 'หลี่ผิงอัน' ทั้งห้าพุ่งเข้าโจมตี จับทวนยาวแล้วไล่ตามชิงซู่ กระบวนท่าทวนทั้งทุบ แทง เสย และฟัน มีวิถีที่แตกต่างกันไป
ชิงซู่พลิกร่างไปมา เพียงถือทวนมือเดียวก็สามารถปัดป้องเงาลวงตาที่พุ่งเข้ามาได้ทั้งหมด
นิ้วเรียวของมือซ้ายนางวาดไปในอากาศ ตัวอักษรเมฆหมอกขนาดใหญ่หลายสิบตัวพุ่งกระจายไปทางซ้ายและขวา ได้ยินเสียงปังๆๆ ดังขึ้นหลายครั้ง เงาลวงตาทั้งห้าสายระเบิดกลายเป็นกลุ่มเมฆหมอกพร้อมๆ กัน
เมฆหมอกเหล่านี้ไม่ได้สลายไป กลับโอบล้อมชิงซู่ไว้ทั้งหน้าและหลัง
ชิงซู่คิดจะปัดเป่าเมฆหมอกเหล่านี้ออกไปตามสัญชาตญาณ
แต่นางนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้กำลังประลองกับศิษย์ จึงใช้แรงเพียงเล็กน้อยตอนที่โบกมือ เลียนแบบฝีมือของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนซวีระดับกลางได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมฆหมอกม้วนตัวและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เสียงของหลี่ผิงอันดังมาจากทุกทิศทุกทาง "ท่านอาจารย์ปิดผนึกสัมผัสเซียนของตนเอง จึงจับสัมผัสศิษย์ไม่ได้เท่านั้น ท่านอาจารย์ ศิษย์จะลงมือแล้วนะครับ"
“เข้ามาเลย!”
ชิงซู่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาแฝงความคาดหวังอยู่หลายส่วน แล้วกล่าวเสริมอีกประโยค “ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า”
ฟิ้ว ฟิ้วฟิ้วฟิ้ว!
เสียงหวีดหวิวในป่าดังสนั่น เงาทวนหลายสายพุ่งเข้าหาชิงซู่จากทุกทิศทุกทาง! ชิงซู่กวาดสายตามองซ้ายขวา ทวนเมฆาในมือร่ายรำอย่างบ้าคลั่ง ตีเงาทวนที่พุ่งเข้ามาให้ถอยกลับไปจนหมด
หลังจากเงาทวนเหล่านี้แตกกระจายก็จะกลายเป็นกลุ่มเมฆหมอกใหม่ เมฆหมอกบริเวณใกล้เคียงชิงซู่ยิ่งหนาทึบขึ้น เสียงทวนหวีดร้องกึกก้องรอบตัวยิ่งแหลมคม ไม่เห็นร่องรอยของหลี่ผิงอันเลยแม้แต่น้อย
ทุกครั้งที่ทวนเมฆาปะทะกับเงาทวน ล้วนสามารถสั่นสะเทือนป่าเขารัศมีร้อยจั้ง เงาทวนที่ชิงซู่สกัดกั้นไว้ไม่ได้ เมื่อฟาดลงกลางป่ามักจะระเบิดฝุ่นควันคลุ้งขึ้นเป็นชั้นๆ
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองเพียงแค่ประลองคาถากันในช่วงเวลาสั้นๆ ป่าผืนหนึ่งก็แทบจะถูกพวกเขาราบเป็นหน้ากลองแล้ว
หากมีผู้เฝ้าชมการต่อสู้อยู่ด้านนอก จะเห็นว่าในยามนี้มี 'หลี่ผิงอัน' แปดคน เหยียบย่างด้วยก้าวย่างอันลึกลับทะลวงผ่านเมฆหมอก กวัดแกว่งทวนยาวฟาดฟันเงาทวนหลายสาย กดดันชิงซู่ที่อยู่ใจกลางเมฆหมอกอย่างต่อเนื่อง
ในยามนี้ ชิงซู่กลับรู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง
ศิษย์ของนางคนนี้... รู้วิชาจับฉ่ายเสียจริง
ค่ายกล ท่าร่าง วิชาเซียน กลับหลอมรวมเข้าด้วยกันในมือเขา ค่ายกลทวนที่เปลี่ยนแปลงยากหยั่งรู้เช่นนี้ หากเปลี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนซวีที่แท้จริง ย่อมยากที่จะรับมือได้อย่างแน่นอน
เพียงแต่...
“สิ้นเปลืองพลังเวทมากเกินไป อีกทั้งยังมีช่องโหว่อยู่อีกไม่น้อย”
ชิงซู่กล่าวเสียงเบา ร่างวูบไหวปรากฏขึ้นที่ริมขอบเมฆหมอก สบตากับ 'หลี่ผิงอัน' คนหนึ่ง แล้วฟาดฝ่ามือออกไป
ปัง! เงาลวงตาที่ควบแน่นจากเมฆหมอกแตกกระจาย แสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งออกมาจากในนั้น กลายเป็นร่างจริงของหลี่ผิงอัน
หลี่ผิงอันกุมหน้าอกถอยหลังไปหลายก้าว แล้วรู้สึกว่าพลังที่อาจารย์ฟาดมานั้นช่างอ่อนโยนยิ่งนัก หลังจากแทรกซึมผ่านหน้าอก พริบตาเดียวก็กระจายไปทั่วร่าง ทำให้เขารู้สึกสบายเป็นอย่างมาก
หลี่ผิงอันทำความเคารพแบบนักพรตอย่างจริงจัง “ขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะ”
“ค่ายกลทวนของเจ้า ข้าชี้แนะไม่ได้หรอก”
ชิงซู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง “ศิษย์เอ๋ย วิถีของเจ้านั้นจับฉ่าย แต่ก็หลอมรวมเข้าด้วยกัน เพียงแต่สิ้นเปลืองพลังเวทมากเกินไป ไม่ถนัดการต่อสู้ยืดเยื้อ
“สิ่งที่ข้าสามารถสอนเจ้าได้ในตอนนี้ คือวิธีต่อสู้ยืดเยื้อกับศัตรู และวิธีรวบรวมพลังเวทของตนเองไว้ที่จุดเดียว
“เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องดูถูกตัวเอง เมื่อครู่เพื่อทำลายค่ายกลทวนของเจ้า ข้าได้ใช้พลังเวทเทียบเท่ากับศิษย์ขั้นเหอเจินแล้ว”
หลี่ผิงอันหัวเราะ “ท่านอาจารย์ ศิษย์ยังมีกระบวนท่าประลองคาถาอื่นๆ อีก จะให้แสดงต่อหรือไม่ครับ”
ชิงซู่กวักมือเรียกหลี่ผิงอันอย่างสนใจ “มาสิ”
“ศิษย์ล่วงเกินแล้ว!”
หลี่ผิงอันกลืนโอสถลงไปหนึ่งเม็ด ปรับสภาพร่างกายให้พร้อมรบที่สุด
มีเซียนสวรรค์มาเป็นคู่ซ้อม นี่เป็นเรื่องวิเศษที่เมื่อก่อนเขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองประลองคาถากันอีกครั้ง ความทุกข์ยากของต้นไม้ใบหญ้าในป่าแห่งนี้ยังห่างไกลจากคำว่าสิ้นสุด
สองชั่วยามต่อมา
บนเมฆขาวก้อนหนึ่งนอกภูเขา
หลี่ต้าจื้อถอนหายใจอย่างแผ่วเบา ใบหน้าอมทุกข์ มุมปากมีรอยยิ้มขื่นขม ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนถึงคำพูดที่จะใช้เอ่ยปากในภายหลัง







