หลังจากจ้าวเย่าจู่จากไป
ชุยเซี่ยน เผยเจียน และคนอื่นๆ ก็กลับไปที่สำนักศึกษาสกุลเผย
เนื่องจากพ่ายแพ้ในการประชันบทกวี เหล่านักเรียนต่างหงอยเหงาเศร้าซึมและแยกย้ายกันไป
ยังมีนักเรียนบางคนบ่นพึมพำเสียงเบา "ไม่ไหวก็อย่าฝืนสิ แค่แต่งกลอนคู่ยังไม่เป็น ดันอยากจะไปประชันกวีกับคนอื่น!"
"คราวนี้ไม่เพียงแต่ตัวเองจะแพ้ ยังพลอยทำให้สำนักศึกษาต้องขายหน้าไปด้วย"
เผยเจียนได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด ทั้งสองฝ่ายจึงมีปากเสียงกันยกใหญ่
จวงจิ่นลอบมองชุยเซี่ยนอย่างระมัดระวัง แล้วกล่าวปลอบใจว่า "น้องเซี่ยน อย่าไปฟังคนพวกนี้พูดจาเหลวไหลเลย เจ้าเก่งมากแล้ว!"
ส่วนหลี่เฮ่ออวี้ก็เสนอขึ้นว่า "เอาอย่างนี้ไหม น้องเซี่ยน วันนี้เจ้าต้องกลับหมู่บ้านเหอซีไม่ใช่หรือ สู้กลับไปก่อนเวลาเลยดีกว่า"
ข้อเสนอนี้ได้รับความเห็นชอบจากคุณชายหลายคนอย่างเป็นเอกฉันท์
ตอนนี้สถานการณ์ค่อนข้างน่าอึดอัด น้องเซี่ยนชิงกลับไปก่อนน่าจะดีกว่า
ชุยเซี่ยนถอนหายใจอย่างจนปัญญา
บังเอิญว่าอู๋ชิงหลานก็ไม่อยู่ จึงไม่มีใครออกหน้าแทนเขาเลย!
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นก็กลับบ้านก่อนแล้วกัน
ก่อนออกเดินทาง
ชุยเซี่ยนแวะไปที่ห้องข้างอีกครั้ง ตั้งใจคัดลอกบทกวี "ห่าน" ลงบนกระดาษอย่างประณีต แล้ววางทิ้งไว้บนโต๊ะ
เขาเชื่อว่ารอจนอาจารย์อู๋มาถึงและได้เห็นกระดาษแผ่นนี้ จะต้องเข้าใจอย่างแน่นอน!
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป
ชุยเซี่ยนก็นั่งรถม้าที่พี่ใหญ่เผยเจียนช่วยเรียกให้ ในอกเสื้อซุกซ่อนเงินก้อนโตถึงสามสิบตำลึง เดินทางกลับบ้านเกิดอย่างมั่งคั่ง
พวกเกาฉีทั้งสี่คนก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนหนังสือ จึงพากันกลับบ้านด้วยความหงุดหงิด
เวลาล่วงเลยไปอีกราวหนึ่งชั่วยาม
อาจารย์ของจ้าวเย่าจู่วิ่งกระหืดกระหอบมาถึงสำนักศึกษาสกุลเผย ระบุชื่อเจาะจงว่าต้องการพบชุยเซี่ยน
ทว่าผลลัพธ์ย่อมคว้าน้ำเหลว
"ช่างเถอะๆ ล้วนเป็นโชคชะตาทั้งสิ้น!"
อาจารย์เฒ่าพึมพำอย่างสิ้นหวัง จากนั้นถึงกับหอบลูกจูงหลานหนีกลับบ้านนอกไปในคืนนั้นโดยไม่เอ่ยคำร่ำลา
เขาไม่มีหน้าจะอยู่สู้หน้าใครได้อีกแล้ว!
อีกด้านหนึ่ง
เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่จ้าวเย่าจู่ส่งออกไป ทยอยนำบทกวี "ไผ่แรกผลิ" และ "ห่าน" ทั้งสองบท ไปส่งให้เหล่าบัณฑิตในหนานหยางได้อ่าน
พร้อมกับจงใจกล่าวสำทับว่า "บทกวี 'ห่าน' บทนี้ ผู้แต่ง 'เจ็ดจอมยุทธ์แมวรุ้งกระต่ายคราม' เป็นคนเขียน คนผู้นี้มีชื่อเสียงแต่ไร้ความสามารถ เป็นแค่คนไม่ได้เรื่อง"
"ดังนั้นจ้าวเย่าจู่จึงแต่งบทกวี 'ไผ่แรกผลิ' บดขยี้จนอีกฝ่ายต้องยอมจำนนอย่างราบคาบ!"
มองปราดเดียวก็รู้ว่าตั้งใจสร้างชื่อเสียงให้จ้าวเย่าจู่โดยเฉพาะ
หากเป็นยามปกติ เหล่าบัณฑิตย่อมคร้านจะใส่ใจกับลูกไม้ตื้นๆ พรรค์นี้
แต่ช่วงสองวันนี้ "เจ็ดจอมยุทธ์แมวรุ้งกระต่ายคราม" กำลังวางขายอย่างเทน้ำเทท่าในหนานหยาง
ผู้คนจำนวนมากจึงยอมรับแผ่นกระดาษบทกวีนั้นมา
บัณฑิตผู้หนึ่งเมื่ออ่านบทกวี "ห่าน" จบ ก็ปรบมือร้องชมเชยออกมาทันทีด้วยความตื่นเต้น
ครั้นได้ยินว่า "ห่าน" กลับพ่ายแพ้ให้กับ "ไผ่แรกผลิ" ก็โกรธจัด "ไร้เหตุผลสิ้นดี! ช่างน่าขันที่สุดในใต้หล้า! กลอนกากๆ อย่าง 'ไผ่แรกผลิ' เอาชนะได้งั้นหรือ?"
เด็กหนุ่มที่มาแจกบทกวีเห็นดังนั้นก็ยืนอึ้งไป ก่อนจะรีบวิ่งหนีหางจุกตูด
เขารู้สึกว่าสถานการณ์ชักจะไม่ค่อยสู้ดีนัก
และเหตุการณ์ฉากนี้ ก็กำลังเปิดฉากขึ้นในหลายๆ พื้นที่ทั่วเมืองหนานหยาง
คืนนั้น
จ้าวจื้อผู้ช่วยนายอำเภอกลับถึงบ้าน ก็เอ่ยถามกลั้วหัวเราะ "หลานรัก วันนี้เจ้าคงได้เปล่งประกายเจิดจรัสเลยสิ! ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั่น มันแต่งกวีอะไรออกมาล่ะ?"
จ้าวเย่าจู่ฝืนยิ้ม "เขาเพิ่งแปดขวบ จะแต่งบทกวีดีๆ อะไรได้!"
จ้าวจื้อคิดตามก็เห็นด้วย จึงกล่าวอย่างเบิกบานใจ "รอดูพรุ่งนี้เถอะ ปู่จะช่วยป่าวประกาศให้เจ้าอย่างดีเลย"
ท่านผู้ช่วยนายอำเภออารมณ์ดีเป็นพิเศษ กำลังวาดฝันหวานถึงเรื่อง 'หลานรักอัจฉริยะสร้างชื่อกระฉ่อนหนานหยาง'
ทว่ากลับไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าที่ดูผิดปกติของจ้าวเย่าจู่ผู้เป็นหลานชาย
"เป็นไปไม่ได้! บทกวี 'ห่าน' นั่นมันขยะชัดๆ อาจารย์ต้องตาฝ้าฟางไปแล้วแน่ๆ"
จ้าวเย่าจู่พึมพำในใจ
แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ้าง จึงไม่กล้าบอกความจริงกับปู่
วันรุ่งขึ้น
จ้าวจื้อออกไปข้างนอก บังเอิญได้ยินบัณฑิตหลายคนกำลังสนทนากันถึงบทกวี "ไผ่แรกผลิ" แถมยังพูดจาทำนองว่า 'พรสวรรค์กวีของเด็กอัจฉริยะแห่งหนานหยาง' อะไรเทือกนั้นอีกด้วย
หัวใจเต้นพองโตด้วยความภาคภูมิ จ้าวจื้อก้าวเข้าไปหัวเราะฮ่าๆ แล้วกล่าวว่า "หลานข้าไร้ความสามารถ โชคดีที่ได้รับคำชมจากทุกท่าน ข้าน้อยก็คือปู่ของผู้แต่ง 'ไผ่แรกผลิ' เองขอรับ"
ผลปรากฏว่าบัณฑิตเหล่านั้นกลับสีหน้าเปลี่ยนไป มองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม ถึงกับแค่นเสียงเย็นชาแล้วสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปดื้อๆ
จ้าวจื้อ: ?
พวกคนไร้ความสามารถพวกนี้ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย หรือว่าจะอิจฉาพรสวรรค์ของหลานรักบ้านเขา?
ศีลธรรมเสื่อมทราม ศีลธรรมเสื่อมทรามจริงๆ!
ท่าเรือแม่น้ำไป๋เหอ
เรือลำใหญ่ค่อยๆ เทียบท่า เผยฉงชิง นายท่านตระกูลเผยผู้มีตำแหน่งจวี่เหรินเดินลงมาจากเรือ
ช่วงนี้เขาได้หยุดพักผ่อน จึงนั่งเรือจากเมืองไคเฟิงกลับมายังหนานหยาง
"ดูเร็ว นั่นนายท่านตระกูลเผยนี่!"
"นายท่านเผย เมื่อเร็วๆ นี้ข้าบังเอิญได้บทกวีมาบทหนึ่ง ลือกันว่าเป็นผลงานของเด็กน้อยวัยแปดขวบ อ่านแล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก ขอเชิญนายท่านเผยลองทัศนาดูขอรับ!"
มีคนจำเผยฉงชิงได้ทันที จึงประคองบทกวี "ห่าน" ส่งให้ด้วยสองมือ
เผยฉงชิงรับมาอย่างไม่ใส่ใจนัก คิดว่าเป็นเด็กบ้านไหนอยากจะยืมมือเขาสร้างชื่อเสียงอีกแล้ว
ทว่าหลังจากได้อ่านบทกวีนี้ นายท่านเผยก็ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
เขาคล้ายกับมองเห็นภาพห่านขาวกำลังเล่นน้ำอยู่ตรงหน้า!
"ขนขาวลอยน้ำเขียว ตีนแดงกวนคลื่นใส! ดี! ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม! มีชีวิตชีวา ในกวีมีภาพวาด!"
เมื่อตรวจสอบซ้ำจนแน่ใจว่าผู้แต่งมีอายุเพียงแปดขวบ นายท่านเผยก็ตาเป็นประกาย "หนานหยางของเรา ถึงกับมีเด็กอัจฉริยะด้านบทกวีถือกำเนิดขึ้นเชียวหรือ! พอจะทราบไหมว่าเด็กคนนี้คือใคร?"
ทว่าคนที่ส่งแผ่นกระดาษบทกวีให้กลับส่ายหน้า "เรื่องนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัดขอรับ"
เผยฉงชิงร้อนใจแล้ว
จะไม่รู้ได้อย่างไร!
ต้องรีบกลับบ้าน แล้วไปสืบข่าวคราวของเด็กอัจฉริยะคนนี้ให้จงได้!
ระหว่างทางที่เร่งรีบกลับไปยังตรอกฝูหนิว เผยฉงชิงก็บังเอิญพบกับพ่อของเกาฉี ท่านเจ้าพันเกา
แม้ท่านเจ้าพันเกาจะเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่นับประสาอะไรก็เป็นถึงขุนนางขั้นห้า
ดังนั้นต่อให้เผยฉงชิงจะร้อนรนเพียงใด ก็ทำได้เพียงข่มใจทักทายปราศรัยกับท่านเจ้าพันเกา
กลับได้ยินท่านเจ้าพันเกาหัวเราะร่วน "จะว่าไป เมื่อหลายวันก่อนสองตระกูลเรา ยังมีเรื่องวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ เพราะเด็กรับใช้ประจำห้องหนังสือคนหนึ่งเลย..."
เด็กรับใช้ประจำห้องหนังสือ?
เผยฉงชิงถึงเพิ่งนึกขึ้นมาได้ลางๆ ว่าเมื่อเดือนก่อน เจียนเกอหลานชายของตนเขียนจดหมายมาที่ไคเฟิง คุยโวโอ้อวดถึงเด็กรับใช้ประจำห้องหนังสือคนหนึ่งเสียยกใหญ่ จากนั้นก็โดนไคไท่ลูกชายของเขาตำหนิเอา
บทนี้ยังไม่จบ โปรดคลิกหน้าถัดไปเพื่ออ่านเนื้อหาที่น่าสนใจต่อ!
ตระกูลเกาและตระกูลเผยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตลอด อย่าได้บาดหมางกันเพราะเรื่องนี้เลย!
ดังนั้นเผยฉงชิงจึงกล่าวอย่างใจกว้าง "เรื่องเล็กน้อย ไม่เป็นไรหรอก หากลูกชายท่านถูกใจเด็กรับใช้คนนั้นจริงๆ ข้าจะตัดสินใจแทนเจียนเกอ มอบเด็กคนนั้นให้เกาฉีไปเลย"
หา?
ท่านเจ้าพันเกาตกตะลึงไปแล้ว!
จากนั้นก็ดีใจเป็นล้นพ้น ถึงกับยิ้มแย้มกล่าวขอบคุณแล้วจากไป บอกว่าจะรีบกลับบ้านไปแจ้งข่าวดีอันยิ่งใหญ่นี้ให้ลูกชายทราบ!
เผยฉงชิงงุนงง คิดในใจว่าก็แค่เด็กรับใช้ประจำห้องหนังสือคนเดียว ถึงกับต้องดีใจขนาดนั้นเชียวหรือ?
เขาส่ายหน้า ในใจยังคนพะวงถึงบทกวี "ห่าน" จึงรีบรุดกลับบ้าน
นึกไม่ถึงว่าทั้งท่านผู้เฒ่าเผยและเผยเจียนจะไม่อยู่บ้าน
ที่แท้พอทราบข่าวว่าเผยฉงชิงจะกลับมา ทั้งสองก็ออกจากบ้านไปรับเขาที่ท่าเรือ
แต่วันนี้ลมฟ้าเป็นใจ เรือของเผยฉงชิงจึงเทียบท่าก่อนกำหนด
"พ่อบ้าน เจ้าส่งคนไปที่ท่าเรือ ไปบอกฮูหยินเฒ่ากับเจียนเกอว่าข้ากลับถึงจวนอย่างปลอดภัยแล้ว"
เผยฉงชิงสั่งการคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาลอยๆ "จริงสิ ข้างกายเจียนเกอมีเด็กรับใช้ประจำห้องหนังสืออยู่คนหนึ่งใช่ไหม เมื่อครู่ข้ารับปากท่านเจ้าพันเกาว่าจะยกเด็กคนนี้ให้เกาฉี เดี๋ยวเจ้าไปบอกเจียนเกอด้วยล่ะ"
กล่าวจบ
นายท่านเผยก็รีบสาวเท้าเข้าไปในห้องหนังสือ
ทิ้งให้พ่อบ้านยืนตะลึงงันอยู่กับที่ด้วยใบหน้าซีดเผือด
บรรดาบ่าวไพร่ตระกูลเผยที่ได้ยินคำพูดนี้ ต่างก็มีสีหน้าหวาดผวาประหนึ่ง 'ฟ้าถล่ม' ลงมาตรงหน้า
นายท่านยกเซี่ยนเกอให้คุณชายเกาฉีไปแล้ว?
สวรรค์!
ก่อนหน้านี้สามตระกูล เกา จวง และหลี่ ทุ่มเทความคิดไปตั้งมากมายก็ยังแย่งเซี่ยนเกอไปไม่ได้ ทว่าผลลัพธ์กลับถูกนายท่านยกให้คนอื่นไปอย่างง่ายดาย!
รอให้ฮูหยินเฒ่ากับคุณชายน้อยกลับมา จะต้องเป็นบ้าไปแน่ๆ!
ห้องหนังสือ
เผยฉงชิงที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตนกำลังจะ 'เผชิญมหันตภัย' ในหัวเต็มไปด้วยบทกวี "ห่าน"
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกทึ่ง!
ช่างเปี่ยมไปด้วยความไร้เดียงสาของเด็กและอ่านได้คล่องปากจริงๆ!
นายท่านเผยผู้กำลังตื่นเต้น หยิบหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ในมือ เดินวนไปวนมา พลางครุ่นคิดว่าจะตามหาร่องรอยของเด็กอัจฉริยะผู้นี้ได้อย่างไร
"เอ๊ะ? 'เจ็ดจอมยุทธ์แมวรุ้งกระต่ายคราม'? นิยายภาพหรือ?"
ระหว่างที่กำลังคิด นายท่านเผยก็เหลือบไปเห็นชื่อนิยายภาพเล่มนั้น ใบหน้าพลันปรากฏแววโกรธเคือง "ต้องเป็นหนังสืออ่านเล่นของเจียนเกอแน่ๆ ช่างน่าโมโหนัก! คนอื่นแปดขวบแต่ง 'ห่าน' ได้ เจ้ากลับเอาแต่ดูนิยายภาพไม่เป็นโล้เป็นพายทุกวี่ทุกวัน"
ขณะพูด เผยฉงชิงก็เปิดหนังสือเล่มนั้นออกด้วยความฉุนเฉียว
จากนั้น——
ก็ไม่ผิดคาด เขาอ่านจนหลงใหลได้ปลื้ม ถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว!
กระทั่งเด็กอัจฉริยะผู้แต่ง "ห่าน" ก็ยังถูกโยนทิ้งไว้เบื้องหลังชั่วคราว
"รุ้งทะลวงตะวัน? ช่างเป็นกระบวนท่าที่ดุดันเสียจริง!"
"แมวรุ้งสมกับฉายาจอมยุทธ์น้อยจริงๆ!"
"พยัคฆ์ใจดำ มอบชีวิตของเจ้ามาให้ชายชราผู้นี้ซะดีๆ!"