ข้อสงสัยนี้ของเหลิ่งปิ่งกั๋วก็เป็นสิ่งที่เมิ่งฝานเจ๋อกับฉางเกินหลินอยากถามเช่นกัน เมื่อวานเฝิงเซี่ยวเฉินคุยกับเมิ่งฝานเจ๋อเรื่องแนวคิดการพัฒนาอุปกรณ์เครื่องจักรอย่างออกรส โดยยกตัวอย่างจากแบบแปลน MT25 และอธิบายแนวคิดด้านประสิทธิภาพทางเทคนิคและกระบวนการผลิตไปไม่น้อย ทำให้เมิ่งฝานเจ๋อประหลาดใจมาก เมิ่งฝานเจ๋อมาจากสายทหาร จึงไม่ค่อยรู้เรื่องเทคนิคมากนัก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาต้องติดต่อกับบริษัทและสถาบันวิจัยต่างๆ จึงซึมซับและพอมีพื้นฐานอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ฟังศัพท์เฉพาะทางที่เฝิงเซี่ยวเฉินพูดเข้าใจ และรู้ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมีเหตุผล
หลังจากมาถึงโรงพยาบาลชานเมืองฝั่งใต้ เขาก็เอาสิ่งที่เฝิงเซี่ยวเฉินพูดไปเล่าให้ฉางเกินหลินฟังอีกรอบ ทำเอาฉางเกินหลินตกใจจนแทบหงายหลัง แนวคิดทางเทคนิคบางอย่างที่เฝิงเซี่ยวเฉินพูด แม้แต่ฉางเกินหลินยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ เขาจึงฟันธงในทันทีว่า หากเจ้าหนุ่มคนนี้ไม่ได้พูดจาเหลวไหล ก็ต้องได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจนมีพื้นฐานทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยมมากเป็นแน่
แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางรู้ว่า ในชาติก่อนเฝิงเซี่ยวเฉินเรียนจบสายวิศวะโดยตรง เป็นถึงนักศึกษาปริญญาเอกสายตรงจากคณะวิศวกรรมเครื่องกลอันเลื่องชื่อ หลังจากเข้าไปทำงานในสำนักงานอุปกรณ์เครื่องจักรกลหนักแล้ว ถึงค่อยย้ายสายมาทำด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ อันที่จริง เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบประเภทนี้ หากไม่มีพื้นฐานทางเทคนิคเลยก็เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างผลงาน บริษัทระดับล่างหลายแห่งมักพยายามใช้แนวคิดทางเทคนิคมาทำให้เจ้าหน้าที่ระดับบนสับสน เพื่อหลอกลวงเอานโยบายและเงินทุน หากเจ้าหน้าที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิคติดตัวบ้าง จะเอาความมั่นใจที่ไหนไปชิงไหวชิงพริบกับคนพวกนั้น
หากพูดถึงความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทางเทคนิค เฝิงเซี่ยวเฉินย่อมไม่อาจเทียบกับปรมาจารย์ระดับหัวหน้าวิศวกรอย่างฉางเกินหลินได้ แต่เขามีสูตรโกงของนักเดินทางข้ามเวลา ความได้เปรียบด้านปริมาณข้อมูลจึงเห็นได้ชัดเจนมาก ปัญหาทางเทคนิคหลายอย่างที่วิศวกรในยุคนั้นรู้สึกว่าจนปัญญา สำหรับช่างเทคนิคในอีกสี่สิบปีให้หลังกลับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ตอนที่เฝิงเซี่ยวเฉินคุยกับเมิ่งฝานเจ๋อ เขาก็จงใจหลีกเลี่ยงไม่ให้มีร่องรอยของความรู้ที่ล้ำยุคเกินไปแล้ว แต่คำพูดไม่กี่ประโยคที่หลุดปากออกมาโดยไม่ตั้งใจ ก็ยังเพียงพอที่จะทำให้ฉางเกินหลินตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกอยู่ดี
เมื่อได้ยินคำถามของเหลิ่งปิ่งกั๋ว เฝิงเซี่ยวเฉินก็รู้ว่าตัวเองต้องงัดเอาโล่กำบังออกมาใช้อีกครั้ง นั่นก็คือคุณปู่ผู้เก่งกาจรอบด้านของเขานั่นเอง เขายิ้มให้ผู้นำทั้งหลายแล้วพูดว่า "ผอ.เหลิ่งเดาถูกแล้วครับ พ่อแม่ผมไม่ได้ทำงานสายอุตสาหกรรม แต่คุณปู่ผมทำงานด้านนี้มาทั้งชีวิต ผมก็เลยได้รับการซึมซับจากท่านมาบ้างครับ"
"งั้นหรือ ปู่ของเธออยู่หน่วยงานไหน ทำงานอะไรล่ะ" เมิ่งฝานเจ๋อถาม
"แต่ก่อนท่านอยู่กรมการถลุงโลหะมณฑลหนานเจียงครับ เมื่อก่อนก็เคยทำงานที่ครุพพ์ในเยอรมนีด้วย หลังจากชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ท่านก็กลับมาจากเยอรมนี แล้วก็เคยทำงานในคณะกรรมการทรัพยากรของรัฐบาลก๊กมินตั๋งอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ประเทศจะได้รับการปลดแอก ท่านปฏิเสธโอกาสที่จะไปเกาะไต้หวันและเลือกอยู่บนแผ่นดินใหญ่ต่อครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าว
"เธอแซ่เฝิง งั้นปู่ของเธอก็คือเฝิง..." ฉางเกินหลินสบตากับเมิ่งฝานเจ๋อ แล้วโพล่งออกมาว่า "ปู่ของเธอคงไม่ใช่ท่านผู้เฒ่าเฝิงเหวยเริ่นหรอกนะ"
"ใช่แล้วครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินตอบ ก่อนจะถามต่อ "ทำไมล่ะครับ หัวหน้าวิศวกรฉางก็รู้จักคุณปู่ผมด้วยหรือครับ"
"เคยติดต่อกันอยู่ เคยติดต่อกัน" ฉางเกินหลินพูดด้วยสีหน้ารำลึกความหลัง "นั่นมันเรื่องสมัยยุค 50 แล้วล่ะ ท่านเฝิงเป็นผู้มีอำนาจที่หาตัวจับยากในด้านเครื่องจักรกลทางโลหะวิทยา ฉันเคยขอคำชี้แนะจากท่านตั้งหลายเรื่อง จริงสิ ฉันจำได้ว่ารัฐมนตรีเมิ่งก็เคยพบท่าน แถมยังประเมินท่านไว้สูงมากด้วยนะ"
"ไม่ใช่เคยพบ แต่เคยขอคำชี้แนะต่างหาก" เมิ่งฝานเจ๋อแก้คำพูดของฉางเกินหลิน แล้วพูดต่อว่า "นั่นมันเรื่องนานมาแล้วล่ะ ตอนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่หนึ่ง ตอนที่ทำโครงการ 156 โครงการ ท่านเฝิงเคยเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคให้พวกเรา ฉันเองก็นับว่าเป็นลูกศิษย์ของท่านเฝิงเหมือนกัน"
"งั้นหรือครับ ผมไม่เคยได้ยินคุณปู่พูดถึงเลย ไม่นึกว่าท่านจะมีวาสนาได้ร่วมงานกับรัฐมนตรีเมิ่งและหัวหน้าวิศวกรฉางด้วย" เฝิงเซี่ยวเฉินพูดด้วยสีหน้าถ่อมตน รัฐมนตรีเรียกตัวเองว่าเป็นลูกศิษย์ของคุณปู่ เขาไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะรับคำอย่างไรดี จะบอกว่าตัวเองรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ก็เท่ากับยอมรับคำว่าลูกศิษย์ ซึ่งอาจดูไม่เคารพต่อรัฐมนตรีนัก แต่ถ้าจะบอกว่าคุณปู่ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นอาจารย์ของรัฐมนตรี เขาก็ไม่มีสิทธิ์พูดประโยคนี้ จะมีที่ไหนมาพูดถ่อมตัวแทนปู่ตัวเองกัน
เฝิงเซี่ยวเฉินย่อมรู้ดีว่า ไม่ว่าจะเป็นฉางเกินหลินหรือเมิ่งฝานเจ๋อ การเรียกตัวเองว่าเป็นลูกศิษย์ของเฝิงเหวยเริ่นก็เป็นเพียงการแสดงท่าทีอย่างหนึ่งเท่านั้น เปรียบได้กับปราชญ์ในสมัยโบราณที่ยกย่องชายชราขายผักคนหนึ่งเป็น 'อาจารย์อักษรเดียว' การถ่อมตนเช่นนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรต่อคนที่ถูกเรียกว่าอาจารย์เลย แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกว่าปราชญ์ที่ยอมลดตัวลงมาเป็นลูกศิษย์เหล่านี้ดูเป็นปราชญ์มากยิ่งขึ้น ลองย้อนกลับไปคิดดู ในประวัติศาสตร์ห้าพันปีของจีนมี 'อาจารย์อักษรเดียว' ปรากฏขึ้นมากี่ครั้ง ใครจะไปจำได้ว่า 'อาจารย์' เหล่านี้หน้าตาเป็นอย่างไร สิ่งที่ผู้คนยกย่องสรรเสริญมาตลอด ก็ล้วนเป็นบรรดาลูกศิษย์ที่ถูกเรียกว่า 'ผู้มีศีลธรรมอันดีงาม' เหล่านั้นไม่ใช่หรือ
ในช่วงแรกของการปลดแอก ประเทศจีนใหม่ขาดแคลนบุคลากรด้านวิศวกรรมและเทคนิคอย่างหนัก คนเก่งทางเทคนิคอย่างเฝิงเหวยเริ่นจึงเป็นที่ต้องการตัวมาก โครงการก่อสร้างต่างๆ ล้วนเชิญพวกเขาไปให้การสนับสนุนทางเทคนิค และเจ้าหน้าที่ที่เคยมีส่วนร่วมในการก่อสร้างโครงการเหล่านี้ก็สามารถเรียกตัวเองอย่างถ่อมตนว่าเป็นลูกศิษย์ของผู้เชี่ยวชาญอาวุโสเหล่านี้ได้ วันนี้เมิ่งฝานเจ๋อบอกว่าเฝิงเหวยเริ่นเป็นอาจารย์ของเขา พรุ่งนี้เขาก็อาจจะบอกว่าผู้เชี่ยวชาญอย่างจางเหวยหลี่หรือหลี่เหวยอี้เป็นอาจารย์ของเขาก็ได้ การนับถืออาจารย์แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเหาบนหัว จะมีมากหรือน้อยก็ไม่สำคัญ
...เอ่อ ดูเหมือนเขาจะล่วงเกินคุณปู่อีกแล้ว เฝิงเซี่ยวเฉินคิดอย่างจนใจ
ต่อจากนั้น เมิ่งฝานเจ๋อย่อมต้องถามถึงสถานการณ์ปัจจุบันของเฝิงเหวยเริ่น เมื่อรู้ว่าเฝิงเหวยเริ่นเสียชีวิตไปแล้ว เขาก็ทำทีเป็นเศร้าโศกเสียใจและรำลึกถึงผลงานของท่านอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะวกกลับมาที่เรื่องของเฝิงเซี่ยวเฉินอีกครั้ง
"ที่แท้เธอคือหลานชายของท่านเฝิง มิน่าล่ะถึงได้มีพื้นฐานแน่นขนาดนี้" เมิ่งฝานเจ๋อพูด "ดูเหมือนฉันจะมองคนไม่ผิดจริงๆ สมกับคำที่ว่าลูกเสือย่อมเกิดจากตระกูลขุนพล ศิษย์เก่งย่อมเกิดจากอาจารย์ดัง"
"ฮ่าๆ รัฐมนตรีเมิ่งมีสายตาเฉียบแหลม เรื่องนี้เป็นที่เลื่องลือในระบบของเราอยู่แล้ว คนเก่งที่รัฐมนตรีเมิ่งเคยเอ่ยปากชม ตอนนี้มีใครบ้างที่ไม่โด่งดังและยืนหยัดด้วยตัวเองได้" เหลิ่งปิ่งกั๋วรีบพูดเสริมขึ้นมาทันที
"รัฐมนตรีเมิ่งกับผอ.เหลิ่งชมเกินไปแล้วครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินรีบพูด
ระหว่างที่คุยกัน ทุกคนก็กินมื้อเช้าเสร็จแล้ว เฝิงเซี่ยวเฉินเองก็ซดโจ๊กข้าวฟ่างไปสองชาม ในที่สุดความหิวโหยตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้านี้ก็หายไป เหลิ่งปิ่งกั๋วเรียกพนักงานมาเก็บถ้วยชาม ส่วนตัวเองก็พาเมิ่งฝานเจ๋อ ฉางเกินหลิน และเฝิงเซี่ยวเฉินเดินไปยังห้องทำงาน ห้องทำงานนั้นเดิมทีเป็นของอู๋ซีหมิน ผู้อำนวยการสถานีจัดซื้อ แต่พอเหลิ่งปิ่งกั๋วมาถึง เขาก็ยึดรังนกเขามาทำเป็นห้องทำงานของตัวเอง อู๋ซีหมินจึงตกกระป๋องกลายเป็นแค่ลูกน้องคอยชงชาเทน้ำอยู่ข้างๆ
เมิ่งฝานเจ๋อดึงฉางเกินหลินไปนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ เหลิ่งปิ่งกั๋วนั่งบนโซฟาตัวเล็กข้างๆ ส่วนเฝิงเซี่ยวเฉินกับอู๋ซีหมินได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกันคือต้องนั่งเก้าอี้ไม้แข็งๆ หลังจากเมิ่งฝานเจ๋อนั่งลงแล้ว เขาก็พยักพเยิดไปทางเหลิ่งปิ่งกั๋วพลางพูดว่า "เหล่าเหลิ่ง นายดูสิ ฉันเชิญเสี่ยวเฝิงมาให้แล้ว นายตั้งใจจะใช้งานเขายังไง ลองว่ามาสิ"
เหลิ่งปิ่งกั๋วพูดอย่างเกรงใจว่า "เรื่องนี้ก็ต้องแล้วแต่รัฐมนตรีเมิ่งจะจัดแจงไม่ใช่หรือครับ รัฐมนตรีเมิ่งส่งกองกำลังเสริมอย่างเสี่ยวเฝิงมาให้พวกเรา จะให้ไปอยู่ตำแหน่งไหนก็ดีที่สุดทั้งนั้นแหละครับ"
เมื่อได้ยินทั้งสองคนโยนกันไปมาอย่างหน้าตาเฉย เฝิงเซี่ยวเฉินก็เริ่มไม่ยอมแล้ว อะไรที่เรียกว่า 'ตั้งใจจะใช้งานยังไง' ผมยังเป็นคนของคณะกรรมการเศรษฐกิจอยู่นะ หลัวเสียงเฟยยังไม่ได้ออกคำสั่ง พวกคุณมีสิทธิ์อะไรมามอบหมายงานให้ผม เขาไม่สะดวกที่จะขัดจังหวะบทสนทนาของผู้นำทั้งสอง แต่ก็ปล่อยให้พวกเขาพูดต่อไปแบบนี้ไม่ได้ จึงยกมือขึ้นเล็กน้อยเหมือนเด็กประถมที่กำลังจะยกมือตอบคำถามในห้องเรียน พร้อมกับกวาดสายตามองเมิ่งฝานเจ๋อและเหลิ่งปิ่งกั๋วสลับกันไปมา รอให้พวกเขาสังเกตเห็นสัญญาณของตัวเอง
"เสี่ยวเฝิง เธอมีอะไรจะพูดหรือ" เมิ่งฝานเจ๋อเห็นท่าทางของเฝิงเซี่ยวเฉินก่อน จึงหยุดพูดแล้วถาม
เฝิงเซี่ยวเฉินพูดว่า "รัฐมนตรีเมิ่ง ผอ.เหลิ่ง สิ่งที่พวกคุณพูดเมื่อกี้ ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ครับ ผมเป็นคนของกรมโลหะการ คณะกรรมการเศรษฐกิจ อธิบดีหลัวยังมอบหมายงานให้ผมอีกตั้งเยอะ เพราะงั้นทางฝั่งเรา..."
"ทางเสี่ยวหลัวน่ะ เดี๋ยวฉันไปคุยเอง" เมิ่งฝานเจ๋อพูดอย่างเผด็จการ "เมื่อวานเขารับปากแล้วว่าจะส่งคณะทำงานมาร่วมโครงการของเรา เสี่ยวเฝิง เธอก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย นี่ก็เท่ากับรับปากแล้วไม่ใช่หรือ ทางกรมโลหะการทำงานไม่ค่อยเด็ดขาดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ขืนรอให้พวกเขาประชุมปรึกษาหารือกันจนได้ข้อสรุป ดอกไม้จีนก็คงเย็นชืดหมดพอดี ฉันก็เลยชิงลงมือทำก่อนค่อยรายงานทีหลัง รีบไปรับตัวเธอมาตั้งแต่เช้าตรู่ เธอมาแล้วก็อย่ากลับไปเลย อยู่ช่วยผอ.เหลิ่งทำงานที่นี่แหละ"
"เรื่องนี้...เกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะมั้งครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินแย้ง "ผมวิ่งโร่ออกมาโดยไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีหลัว กลับไปต้องโดนดุแน่ๆ ครับ"
"ด่าเธอไม่ได้หรอก เดี๋ยวฉันจะโทรหาเสี่ยวหลัวเอง เขาไม่กล้าขัดคำสั่งฉันหรอก" เมิ่งฝานเจ๋อพูด
"เสี่ยวหลัวไหนครับ" เหลิ่งปิ่งกั๋วถาม
"หลัวเสียงเฟยจากกรมโลหะการไง นายก็รู้จักนี่" เมิ่งฝานเจ๋อตอบ
"อ้อ อธิบดีหลัวนี่เอง คงต้องเรียกเหล่าหลัวแล้วมั้งครับ" เหลิ่งปิ่งกั๋วพูดกลั้วหัวเราะ "ถ้าเป็นปัญหาทางฝั่งอธิบดีหลัว ผมก็พอจะคุยให้ได้ครับ ด้วยความสัมพันธ์ของผมกับเขา ขอคนสักคนเขาจะให้ไม่ได้เชียวหรือ"
เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ทำรถขุดขนาด 12 ลูกบาศก์เมตร เป็นการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงเครื่องจักรกล กระทรวงโลหะวิทยา และกระทรวงถ่านหิน ตอนนั้นหลัวเสียงเฟยยังไม่ถูกดึงตัวมาที่คณะกรรมการเศรษฐกิจ เขายังทำงานอยู่ที่กระทรวงโลหะวิทยา จึงเคยติดต่อกับเหลิ่งปิ่งกั๋วอยู่บ้าง หลินเป่ยเครื่องจักรกลหนักเป็นรัฐวิสาหกิจหลักระดับชาติ หากนับตามระดับตำแหน่งแล้ว เหลิ่งปิ่งกั๋วยังมีตำแหน่งสูงกว่าหลัวเสียงเฟยอยู่ครึ่งขั้น ดังนั้นตอนที่เขาพูดถึงหลัวเสียงเฟย จึงไม่ได้แสดงความเคารพเหมือนตอนที่พูดกับเมิ่งฝานเจ๋อ
เมื่อได้ยินทั้งสองคนไม่เห็นหลัวเสียงเฟยอยู่ในสายตา เฝิงเซี่ยวเฉินก็รู้ว่าตัวเองคงโดนพวกเขามัดมือชกเข้าจริงๆ แล้ว สำหรับเฝิงเซี่ยวเฉิน การทำงานที่กรมโลหะการกับการมาช่วยงานที่กระทรวงถ่านหินไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก หากได้ไปทำงานจริงที่หลินเป่ยเครื่องจักรกลหนัก อาจจะน่าสนใจกว่าการนั่งค้นข้อมูลหรือทำบทสรุปอยู่ที่กรมโลหะการเสียอีก เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ไม่ดึงดันอีกต่อไป แต่พูดว่า
"ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องรบกวนผู้นำทั้งสองช่วยคุยกับอธิบดีหลัวให้ผมหน่อยนะครับ ยังไงผมก็ต้องได้รับอนุญาตจากเขาก่อนถึงจะอยู่ต่อได้ อีกอย่าง สัมภาระกับของใช้ส่วนตัวของผมยังอยู่ทางฝั่งกรมโลหะการเลย ถ้าจะให้มาอยู่ที่นี่ ผมก็ต้องกลับไปเอาของก่อนครับ"
"เรื่องสัมภาระกับของใช้ส่วนตัวอะไรพวกนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ที่นี่เรามีเตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว สถานีจัดซื้อของเราความจริงก็เป็นศูนย์ประสานงานของโรงงานเราเหมือนกัน เวลาคนในโรงงานมาทำงานที่เมืองหลวง ก็จะมาพักกันที่นี่แหละ ห้องพักมีตั้งเยอะแยะ เธอเลือกพักได้ตามสบายเลย" ในที่สุดอู๋ซีหมินก็หาโอกาสพูดได้ จึงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
"ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอรับความหวังดีนี้ไว้นะครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินพูดอย่างอึกอัก จากนั้นเขาก็หันไปทางเหลิ่งปิ่งกั๋วแล้วถามว่า "ผอ.เหลิ่งครับ ไม่ทราบว่าที่คุณเรียกตัวผมมา มีแผนการอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ ประสบการณ์ผมมีจำกัด เกรงว่าจะทำให้คุณผิดหวังน่ะครับ"







