เบื้องหลังคือแสงอาทิตย์ยามเย็นฤดูร้อนที่อาบไล้เต็มผืนฟ้า สายลมโชยพัดยังคงแฝงไว้ด้วยไอระอุที่หลงเหลือ
วันนี้ชุยอวี้โชคร้ายถูกอาจารย์กักตัวไว้หลังเลิกเรียน
เหล่าพี่ชายมือใหม่ทั้งสี่คนก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
ดังนั้นเขาจึงต้องเดินกลับบ้านหลังเลิกเรียนเพียงลำพัง
ชุยเซี่ยนคิดไว้ว่ารอให้อีกสักพัก จะสอนเสริมให้เหล่าพี่ชายและชุยอวี้เสียหน่อย
ส่วนตอนนี้นั้น ยังไม่ถึงเวลา
เขารู้ขอบเขตในใจดี รู้ว่าเวลาไหนควรทำเรื่องอะไร
พูดถึงการทำเรื่องต่างๆ ไม่รู้ว่าข้าราชการคนเมื่อวานพอกลับไปแล้วจะจัดการธุระได้สำเร็จหรือไม่
แต่ชุยเซี่ยนสังหรณ์ใจว่า คนผู้นั้นจะต้องมาหาถึงที่อีกครั้งอย่างแน่นอน
หนึ่งคือเพื่อตุ๊กตาหมัวโหวหลัว
สองนั้น ย่อมเป็นเพราะมาขอคำชี้แนะ ‘ทักษะการเอาตัวรอดในที่ทำงาน’
ดังนั้น เมื่อวานชุยเซี่ยนจึงจงใจใช้ข้ออ้าง ‘หลงทาง’ เพื่อให้ข้าราชการคนนั้นมาส่งเขาที่บ้าน
เพื่อที่จะได้ทิ้ง ‘ช่องทางการติดต่อ’ เอาไว้
ชุยเซี่ยนคาดการณ์ไว้ไม่ผิด
ในขณะที่เขายังอยู่บนทางกลับบ้านหลังเลิกเรียน นายอำเภอเยี่ยในชุดลำลองก็ลอบไปที่ตระกูลชุยในตรอกจ้งจิ่งอย่างลับๆ ล่อๆ
พูดไปก็ประหลาดนัก
เขาผู้เป็นถึงนายอำเภอผู้สูงส่ง กลับได้เรียนรู้วิธีการต่อสู้ทางการเมืองจากเด็กน้อยวัยแปดขวบคนหนึ่ง
เยี่ยหวยเฟิงเองก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อ
ใจหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าคำพูดของเด็กน้อยคนนั้นเป็นเพียงความบังเอิญ
แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่า อีกฝ่ายอาจจะมีฝีมือที่แท้จริง
ความสงสัยทั้งสองอย่างแบ่งกันไปคนละครึ่ง
หลังจากลังเลอยู่นาน นายอำเภอเยี่ยก็กัดฟัน ท้ายที่สุดก็ยอมลดตัวลงมาตามหาอีกครั้งจนได้!
ชุยเซี่ยนเคยบ่นพึมพำในใจว่า ไม่เข้าใจเลยว่าเยี่ยหวยเฟิงที่ไม่มีภูมิหลัง ไม่มีคุณวุฒิ ไม่มีประสบการณ์ กระโดดร่มลงมาเป็นผู้นำระดับสูงได้อย่างไร
แท้จริงแล้วเป็นเพราะเขา ‘ทำข้อสอบ’ เก่ง
สอบได้คะแนนดี สอบติดจิ้นซื่อ จึงได้รับมอบหมายให้มาเป็นขุนนาง
ก่อนรับตำแหน่ง เยี่ยหวยเฟิงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
หลังรับตำแหน่ง เยี่ยหวยเฟิงกลับท้อแท้หมดกำลังใจ
นี่คือวิบากกรรมที่บัณฑิตผู้เดินออกจากหอคอยงาช้างเพิ่งก้าวเข้าสู่สังคมล้วนต้องเผชิญ
แต่เยี่ยหวยเฟิงมีจุดเริ่มต้นที่สูง
ดังนั้นวิบากกรรมจึงมาเยือนหนักหนากว่าผู้อื่น
ตรอกจ้งจิ่ง หน้าประตูบ้านตระกูลชุย
เยี่ยหวยเฟิงเดินวนเวียนลังเลอยู่นาน ไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปเรียกคนในบ้าน
ถ้าประตูเปิดแล้วควรพูดว่าอย่างไรดี?
บอกว่าวิธีของเด็กน้อยเมื่อวานร้ายกาจมาก อยากจะขอรับคำชี้แนะเพิ่มอีกสักสองสามกระบวนท่าหรือ?
แล้วก็...อยากได้ตุ๊กตาหมัวโหวหลัวของเขาด้วยหรือ?
แค่คิดก็ช่างน่าละอายเหลือเกิน
ในขณะที่เยี่ยหวยเฟิงกำลังลังเลตัดสินใจไม่ได้อยู่นั้น
แอ๊ด
ประตูบ้านตระกูลชุยเปิดออก ท่านผู้เฒ่าชุยชะโงกหน้าออกมา มองชายหนุ่มแปลกหน้าตรงหน้าด้วยความสงสัย "ท่านคือ?"
เยี่ยหวยเฟิงกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน "ข้า...ข้ามาหา...เด็กน้อยหน้าตาหล่อเหลาเฉลียวฉลาดในบ้านของพวกท่าน"
พูดถึงตรงนี้เขาก็ยิ่งกระอักกระอ่วน
ตัวเองไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของอีกฝ่าย ก็บุ่มบ่ามมาเยือนถึงหน้าประตูเสียแล้ว!
ช่างเสียมารยาทเสียจริง
ปรากฏว่าท่านผู้เฒ่าชุยพอฟังก็หัวเราะออกมา "เป็นเพื่อนของเซี่ยนเกอนี่เอง ท่านเข้ามาข้างในก่อนเถิด เขายังไม่เลิกเรียนหรอก"
อ้อ
เยี่ยหวยเฟิงเดินเข้าไปในลานบ้านอย่างประหม่า
ในบ้านปัดกวาดเช็ดถูอย่างสะอาดสะอ้าน อีกทั้งยังแว่วเสียงอ่านหนังสือของบุรุษสองคน
ดูเหมือนจะเป็นตระกูลบัณฑิต มิน่าเล่าเด็กที่ชื่อเซี่ยนเกอผู้นั้นถึงได้มีความคิดความอ่านทะลุปรุโปร่งปานนี้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นายอำเภอเยี่ยก็พลันมีความมั่นใจขึ้นมา
เริ่มวางมาด
รู้สึกว่าตัวเองกลับมาแน่อีกครั้ง
เพราะเรื่องอื่นเขาอาจไม่ถนัด แต่เรื่องที่ถนัดที่สุดคือการเรียนหนังสืออย่างไรล่ะ!
ไม่แน่ว่าอาจจะยังได้ชี้แนะเด็กคนนั้นสักหน่อยด้วยซ้ำ
คิดดูสิว่าเยี่ยหวยเฟิงผู้นี้ ครั้งหนึ่งก็เคยถูกยกย่องให้เป็นเด็กอัจฉริยะไปทั่วทุกสารทิศ เขียนหนังสือสวยมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังวาดภาพและแต่งกวีได้
แม้กระทั่งตอนเป็นวัยรุ่น ก็เคยตีพิมพ์นิยายเพื่อหาเงินจุนเจือครอบครัวมาแล้ว
เวลานั้นเอง
ท่านผู้เฒ่าชุยเห็นเยี่ยหวยเฟิงมีท่าทีประหม่า จึงหยิบนิยายเล่มหนึ่งมาให้อย่างใส่ใจ "นิยายเล่มนี้กำลังโด่งดังมากในช่วงนี้ หากท่านเบื่อจริงๆ ก็ลองอ่านดูได้"
เยี่ยหวยเฟิงเพ่งตามอง นี่มัน 'เจ็ดจอมยุทธ์แมวรุ้งกระต่ายคราม' ไม่ใช่หรือ!
เขาประหลาดใจและถามว่า "ผู้อาวุโส ท่านก็ชอบอ่านนิยายด้วยหรือ?"
คาดไม่ถึงว่า
ท่านผู้เฒ่าชุยจะโบกมือปฏิเสธพัลวัน พร้อมกับหัวเราะและพูดประโยคที่ทำให้เยี่ยหวยเฟิงถึงกับสะท้านไปทั้งร่าง "เปล่าๆ ยายแก่ไม่รู้หนังสือ จะไปอ่านนิยายรู้เรื่องได้อย่างไร"
"นิยายเล่มนี้ หลานชายคนเล็กของข้า เซี่ยนเกอเป็นคนเขียนเอง"
อะ...อะไรนะ?
เยี่ยหวยเฟิงตาค้าง อดไม่ได้ที่จะขึ้นเสียงสูง "หลานชายของบ้านท่าน เขาคือผู้แต่ง 'แมวรุ้ง' หรือ?"
เซี่ยนเกอ...ชุยเซี่ยน!
เด็กอัจฉริยะวัยแปดขวบที่ยังไม่ทันได้เบิกเนตรเรียนหนังสือ แต่กลับแต่ง 'แมวรุ้ง' ออกมาด้วยการบอกเล่าปากเปล่าผู้นั้น!
สวรรค์!
เป็นเขาหรอกหรือ!
เยี่ยหวยเฟิงชอบ 'แมวรุ้ง' มากเสียจนตื่นเต้นไม่หยุด มีความรู้สึกฮึกเหิมราวกับ 'แฟนคลับ' ได้เจอ 'ไอดอล'
เขาพึมพำว่า "มิน่าล่ะ มิน่าล่ะเขาถึงมีตุ๊กตาหมัวโหวหลัวของจอมยุทธ์น้อยแมวรุ้ง"
ตุ๊กตาหมัวโหวหลัว?
พอได้ยินคำนี้ ท่านผู้เฒ่าชุยก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที
ช่วงนี้ที่บ้านกำลังเตรียมจะทำธุรกิจตุ๊กตาหมัวโหวหลัวอยู่พอดี คนผู้นี้ดูเหมือนจะสนใจมาก พอดีเลยจะได้ทำแบบสำรวจ 'ความต้องการของลูกค้า' เสียหน่อย
เพราะเหตุนี้
ท่านผู้เฒ่าชุยจึงกลับเข้าไปในบ้าน แล้วหิ้วตะกร้าใบหนึ่งออกมาจากห้อง "ใช่ๆ ตุ๊กตาหมัวโหวหลัวนั่นแหละ ท่านลองดูสิ เป็นแบบนี้แหละ ตัวหนึ่งขาย...50 อื้อ 30 อีแปะ ท่านจะซื้อหรือไม่?"
นางรู้สึกว่า 30 อีแปะก็ยังแพงเกินไป ดังนั้นตอนที่พูดออกไป ในใจจึงรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจนัก
ส่วนนายอำเภอเยี่ยพอเห็นตุ๊กตาหมัวโหวหลัวตะกร้านั้นก็ถึงกับตาค้าง
มีชีวิตชีวา เหมือนจริงราวกับมีชีวิต!
ตุ๊กตาหมัวโหวหลัวคอลเลกชันเจ็ดจอมยุทธ์!
เขาอยากได้มาหลายวันแล้ว พยายามตามหาแทบพลิกแผ่นดินก็ไม่เจอ แต่บ้านตระกูลชุยกลับมีเป็นตะกร้า!
แถมยังขายแค่ 30 อีแปะ?!
นายอำเภอเยี่ยพุ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้น แววตาบ้าคลั่ง "ไม่ได้ๆ 30 อีแปะน้อยเกินไป ถ้าให้ข้าพูด ขาย 200 อีแปะไปเลย!"
ท่านผู้เฒ่าชุยได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าดิก บ้านไหนจะยอมจ่ายเงิน 200 อีแปะซื้อตุ๊กตาดินโคลนกันเล่า
เวลานั้นเอง
จู่ๆ นายอำเภอเยี่ยก็สังเกตเห็นว่า ในตะกร้าใบนั้นยังมีสมุดอยู่อีกปึกหนึ่ง
เขาหยิบขึ้นมาตามสัญชาตญาณ แล้วก็ต้องสะท้านไปทั้งร่าง
พลันเห็นว่าบนสมุดเล่มนั้น วาดฉากสำคัญต่างๆ ในเนื้อเรื่อง 'แมวรุ้ง' เอาไว้ ลายเส้นช่างสมจริงและงดงามราวกับมีชีวิต
ท่านผู้เฒ่าชุยเห็นดังนั้นจึงยิ้มพลางกล่าว "นี่เซี่ยนเกอหลานชายข้าว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เลยวาดเล่นน่ะ"
นายอำเภอเยี่ยดูอย่างหลงใหล พลิกหน้าต่อไปตามสัญชาตญาณ
จากนั้น ก็ต้องสะท้านอีกครั้ง!
ท่านผู้เฒ่าชุยหรี่ตามอง "นี่น่าจะเป็นสมุดคัดลายมือของเซี่ยนเกอกระมัง เขาเพิ่งเบิกเนตรเรียนหนังสือ อาจารย์ก็ชมว่าเขาเขียนหนังสือสวยเชียวล่ะ"
นี่...เป็นสิ่งที่ใช้แค่คำว่า 'สวย' มาบรรยายได้หรือ?!
แถมเพิ่งจะเบิกเนตรเรียนหนังสือ ก็เขียนตัวอักษรที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
สวรรค์เอ๋ย!
เยี่ยหวยเฟิงมือไม้สั่น พลิกหน้าต่อไปเรื่อยๆ
พอเห็นบทกวี 'บทกวีห่าน' เข้า เขาก็มองไปยังท่านผู้เฒ่าชุยด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อและเหม่อลอย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างหยั่งเชิง "บทกวี 'บทกวีห่าน' บทนี้ คงไม่ได้..."
'บทกวีห่าน' ทำให้จ้าวจื้อต้องเสียหน้าครั้งใหญ่
ทั่วทั้งที่ว่าการอำเภอไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนี้ ส่งผลให้นายอำเภอเยี่ยไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับบทกวีที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงนี้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อมองจากมุมนี้ก็เห็นได้ชัดว่า เขาซึ่งเป็นถึงนายอำเภอถูกริดรอนอำนาจจนหมดสิ้นอย่างแท้จริง
เมื่อเผชิญกับสายตาที่ตื่นตะลึงของเยี่ยหวยเฟิง ท่านผู้เฒ่าชุยก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจยิ่ง "ใช่แล้ว บทกวีนี้หลานชายข้าก็เป็นคนแต่งเช่นกัน"
แม่เจ้าโว้ย!
เยี่ยหวยเฟิงตื่นตะลึงจนพูดไม่ออกไปแล้ว
ตอนที่เขาเพิ่งเข้ามา เขาคิดอะไรอยู่นะ?
ชี้แนะเรื่องเรียนให้ชุยเซี่ยน ยกตนข่มท่านว่ามีความสามารถทั้งเขียนนิยาย วาดภาพ เขียนหนังสือ และแต่งกวีอย่างนั้นหรือ?
แต่ชุยเซี่ยน เพิ่งจะแปดขวบ!
ยังไม่ทันเบิกเนตรก็สร้างสรรค์ 'แมวรุ้ง'
ตั้งแต่ 'แมวรุ้ง' วางขายจนถึงตอนนี้ ผ่านไปนานแค่ไหนกันเชียว?
เขาเบิกเนตรเรียนหนังสือ
จากนั้นก็วาดภาพที่งดงามราวกับเทพยดาสร้างสรรค์ออกมา!
เขียนตัวอักษรที่พริ้วไหวเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณเช่นนี้!
แต่งบทกวีที่ไพเราะคล้องจองเช่นนี้!
นี่...นี่มันตัวประหลาดอะไรกัน สวรรค์!
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ
เขายังเข้าใจ 'การต่อสู้ทางการเมือง'!
ใช่แล้ว ตอนนี้เยี่ยหวยเฟิงกล้ายืนยันได้เลยว่า สิ่งที่ชุยเซี่ยนสอนเขาเมื่อวาน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด ทว่าอีกฝ่ายมีฝีมือจริงๆ!
ในใต้หล้านี้ ถึงกับมีผู้ที่มีพรสวรรค์ประดุจสัตว์ประหลาดตั้งแต่อายุน้อยเพียงนี้เชียวหรือ!
เด็กคนนี้ ในภายภาคหน้าต้องกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่เป็นแน่!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เยี่ยหวยเฟิงก็ไม่มีความเย่อหยิ่งจองหองและวางมาดเหมือนเมื่อครู่อีกต่อไป
เพราะตอนที่เขาอายุแปดขวบ เขายังเล่นดินโคลนอยู่เลย!
แม้กระทั่งตอนนี้ที่อายุยี่สิบกว่า ได้เป็นถึงนายอำเภอแล้ว ก็ยังจมปลักอยู่ในโคลนตมทางการเมืองจนเอาตัวแทบไม่รอด
ทว่าตอนนี้ เยี่ยหวยเฟิงมองเห็นความหวังในการคลี่คลายสถานการณ์แล้ว นั่นคือเรียนรู้วิชาของจริงจากชุยเซี่ยนผู้นี้!
เวลานั้นเอง
ชุยเซี่ยนผลักประตูบ้านเดินยิ้มร่าเข้ามา "ท่านย่า ท่านแม่ ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว"
เยี่ยหวยเฟิงหันขวับทันที
ท่านผู้เฒ่าชุยชี้ไปที่เยี่ยหวยเฟิง พลางยิ้มกล่าว "เซี่ยนเกอ คนผู้นี้บอกว่าเป็นเพื่อนเจ้า มาหาเจ้าถึงที่บ้านเราเชียวล่ะ"
ชุยเซี่ยนเห็นเยี่ยหวยเฟิงก็ไม่ได้ประหลาดใจ แต่กลับแสร้งทำเป็นงุนงง "เอ๋? เพื่อนข้าหรือ? ข้าไม่รู้จักเขานี่นา"
สีหน้าของท่านผู้เฒ่าชุยเปลี่ยนไปทันที
เยี่ยหวยเฟิงรีบฝืนยิ้มแหยออกมา รีบอธิบายลุกลี้ลุกลน "รู้จักกันสิ รู้จักกัน!"
คิดดูเถิดว่าเขาผู้เป็นถึงนายอำเภอผู้สูงส่ง กลับมีท่าทีกระตือรือร้นเอาอกเอาใจถึงเพียงนี้ ช่างน่าขายหน้าเสียจริง
ยังดีที่ไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา หึหึ!