หลังจากเยี่ยหวยเฟิงอธิบายอยู่นาน ท่านผู้เฒ่าชุยถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าเข้าใจผิดไปเอง
ที่เซี่ยนเกอบอกว่าไม่รู้จักคนผู้นี้ เป็นการล้อเล่นหรอกหรือ
เมื่อครู่นางเกือบจะหยิบไม้กวาดมาไล่ตะเพิดคนผู้นี้ออกไปแล้วเชียว!
ท่านผู้เฒ่าชุยถลึงตาใส่หลานชายคนเล็กอย่างตำหนิเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามอีกว่า "เหตุใดจึงยังไม่เห็นอวี้เกอกลับมาล่ะ"
ชุยเซี่ยนตอบ "ถูกอาจารย์กักตัวไว้น่ะขอรับ"
อ้อ
ก่อนหน้านี้อวี้เกอเรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาเอกชน จู่ๆ ก็ย้ายไปเรียนที่สำนักศึกษาสกุลเผย ทำให้ยังตามบทเรียนไม่ทันชั่วคราว
ท่านผู้เฒ่าชุยพยักหน้า "เช่นนั้นก็รอเขากลับมาแล้วค่อยทำมื้อเย็นเถอะ เซี่ยนเกอ ต้อนรับสหายของเจ้าคนนี้ให้ดีล่ะ"
ชุยเซี่ยนชำเลืองมองตะกร้าตุ๊กตาหมัวโหวหลัวในลานบ้าน แล้วหันไปมองเยี่ยหวยเฟิงด้วยรอยยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม "อยากได้หรือ"
เยี่ยหวยเฟิงตาเป็นประกาย รีบพยักหน้ารัวๆ "อยากได้สิ เจ้าเสนอราคามาเลย ข้าซื้อ!"
ความจริงแล้วตอนนี้เขาไม่ได้แค่อยากได้ตุ๊กตาหมัวโหวหลัวเท่านั้น
แต่ยังมีความตื่นเต้นและเลื่อมใสที่ได้พบกับผู้แต่งต้นฉบับเรื่อง 'แมวรุ้ง' อีกด้วย
นึกไม่ถึงว่า
ชุยเซี่ยนกลับเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "วิธีที่ข้าสอนเจ้าไปเมื่อวาน ได้ผลสินะ"
เยี่ยหวยเฟิงสะดุ้งในใจ แกล้งทำเป็นโง่เขลา "ก็ ก็พอใช้ได้ เหลาอาหารทำความสะอาดได้หมดจดดี"
ชุยเซี่ยนได้ยินดังนั้นก็ไม่คิดจะฉีกหน้า เขาเลือกตุ๊กตาหมัวโหวหลัวชุดหนึ่งจากในตะกร้าส่งให้ แล้วเอ่ยอย่างใจกว้าง "ให้เจ้า"
เยี่ยหวยเฟิงมึนงงกับความประหลาดใจนี้ เขากอดตุ๊กตาหมัวโหวหลัวเหล่านั้นไว้ รู้สึกปลาบปลื้มจนทำอะไรไม่ถูก "ให้ข้าทั้งหมดนี่จริงๆ หรือ"
ชุยเซี่ยนผายมือ "ใช่สิ เจ้าเป็นคนพูดเองไม่ใช่หรือ ว่าพวกเราเป็นสหายกัน"
เยี่ยหวยเฟิงได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าเก้อเขิน ทว่าในใจกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาหลายส่วน
เวลานี้เอง
ท่านผู้เฒ่าชุยเดินออกมาจากห้องโถง มองเยี่ยหวยเฟิงด้วยความกระอักกระอ่วนแล้วเอ่ย "ข้านี่แก่แล้วเลอะเลือนจริงๆ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านไม่มีเนื้อสัตว์เลย เจ้า... มีนามว่ากระไรนะ"
เยี่ยหวยเฟิงตอบอ้อมแอ้ม "ท่านเรียกข้าว่าต้าชวนก็พอรับ"
ท่านผู้เฒ่าชุยจึงเอ่ยอย่างกระตือรือร้น "ได้ ต้าชวน คืนนี้อยู่กินข้าวที่บ้านเถอะ เจ้าคุยกับเซี่ยนเกอไปก่อนนะ ข้าจะออกไปซื้อเนื้อ"
เยี่ยหวยเฟิงเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นยืน เอ่ยด้วยความขวยเขิน "นี่... ไม่เหมาะ ไม่เหมาะกระมัง ท่านอยู่บ้านเถอะ ข้าออกไปซื้อเอง มาเยือนครั้งแรกไม่ติดไม้ติดมืออะไรมาเลย ช่างเสียมารยาทจริงๆ"
พูดจบ
เขาไม่สนคำทัดทานของท่านผู้เฒ่าชุย ดึงดันจะรีบออกไปซื้อของให้ได้
รอจนคนเดินลับไปแล้ว
ท่านผู้เฒ่าชุยก็หันไปมองเซี่ยนเกอ ลดเสียงลงถามว่า "มีเบื้องหลังเช่นไรหรือ"
นางเองก็เป็นคนฉลาดหลักแหลม เมื่อครู่จึงไม่ยอมถามอะไรเลย
แต่การที่หลานชายพาเพื่อนแปลกหน้ากลับบ้านเป็นครั้งแรก แถมคนผู้นี้ยังอายุมากกว่าเซี่ยนเกอตั้งเยอะ สัญชาตญาณของท่านผู้เฒ่าชุยบอกว่าไม่ธรรมดา
ดังนั้นนางจึงต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี
ชุยเซี่ยนกระซิบตอบ "น่าจะเป็นคนในที่ว่าการขอรับ แต่ยังไม่รู้ฐานะแน่ชัด ประเดี๋ยวตอนกินข้าว ท่านย่าลองหยั่งเชิงถามดู หากถามไม่ได้ความก็ช่างเถอะ หรือจะลองปรับทุกข์ดูก็ได้"
"เรื่องที่ท่านพ่อกับท่านลุงใหญ่จะเข้าเรียนในสำนักศึกษาประจำอำเภอ ยังไม่มีวี่แววไม่ใช่หรือขอรับ ลองดูสักตั้ง เผื่อจะสำเร็จขึ้นมา"
ไอหยา!
ดวงตาของท่านผู้เฒ่าชุยเป็นประกายขึ้นมาทันที
เด็กคนนี้อย่างเซี่ยนเกอ ช่างมีบุญวาสนาเต็มเปี่ยมจริงๆ
ไม่เพียงตัวเองจะเป็นดาวเหวินฉวี่มาเกิด ตอนนี้ยังพาคนในที่ว่าการกลับมาบ้านอีกด้วย!
แต่จะว่าไปแล้ว พ่อหนุ่มต้าชวนเมื่อครู่ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนซื่อบื้อ
ไม่ว่าอยู่ข้างนอกจะเก่งกาจเพียงใด
พอเข้าบ้านมานั่งร่วมโต๊ะอาหาร พูดคุยเรื่องสัพเพเหระสักสองสามประโยค รับรองว่าต้องถูกคนอย่างท่านผู้เฒ่าชุยควบคุมไว้ในกำมืออย่างแน่นอน!
ย่าหลานสบตากัน ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะ 'หึๆ' ออกมาอย่างรู้ใจ
ท่านผู้เฒ่าชุยอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง
เพราะยังห่วงอวี้เกอที่ถูกกักตัวไว้ นางจึงเดินออกไปชะเง้อมองที่ปากตรอกอยู่เป็นระยะ
บางทีสวรรค์อาจเห็นว่าวันนี้นางได้ใจเกินไป จึงจงใจขัดขา
เมื่อเดินออกไปอีกครั้งแล้วไม่เห็นอวี้เกอ ท่านผู้เฒ่าชุยจึงเดินกลับบ้านด้วยความผิดหวัง
ทว่ากลับบังเอิญเดินสวนกับตาเฒ่าชุยในตรอก
เมื่อสบตากัน ทั้งสองต่างก็ชะงักไป
ตาเฒ่าชุยได้สติกลับมาทันที ที่แท้ 'ตระกูลชุย' ที่เพิ่งย้ายมาอยู่ตรอกจ้งจิ่งเมื่อไม่นานนี้ ก็คือครอบครัวของท่านผู้เฒ่าชุยนั่นเอง!
ทว่าด้วยความบาดหมางในอดีต ทั้งสองจึงทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นคนแปลกหน้า ไม่มีใครสนใจใคร
ท่านผู้เฒ่าชุยตีหน้าขรึมเดินกลับบ้าน
ตาเฒ่าชุยจ้องมองแผ่นหลังของนาง สีหน้าพลันดูไม่ได้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
วันนั้นเขาได้ยินมาว่า ตอนที่ท่านผู้เฒ่าชุยย้ายบ้านมานั้น ช่างดูใหญ่โตเอิกเกริกนัก
เพื่อนบ้านต่างพากันพูดว่าครอบครัวนี้มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา
จะมีเบื้องหลังอะไรได้ ก็แค่พวกตกยากจากบ้านนอกเท่านั้นแหละ!
ตาเฒ่าชุยกลอกตาไปมา ก่อนจะคิดแผนการออก
เขาหันหลังเดินไปยังบ้านอีกหลังหนึ่งในตรอก ผลักประตูรั้วเข้าไปอย่างไม่เกรงใจ แล้วตะโกนเข้าไปข้างใน "ลูกเขย ออกมากับข้าหน่อย"
ลูกเขยของตาเฒ่าชุยแซ่หลิน เป็นเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการ
เจ้าหน้าที่หลินฟังปุ๊บก็รู้ว่าต้องไม่มีเรื่องดีแน่ แต่ทนพ่อตาอาละวาดไม่ไหว จึงจำใจเดินตามไปอย่างอึดอัด
พ่อตาและลูกเขยเดินออกจากบ้าน
ตาเฒ่าชุยจงใจพาลูกเขย ไปยังบริเวณที่ไม่ไกลจากหน้าบ้านของท่านผู้เฒ่าชุย
จากนั้นก็แหกปากตะโกนด่าทอกระทบกระเทียบ "เพื่อนบ้านทั้งหลายออกมาดูกันเร็วยก พวกตกยากบางครอบครัว ต่อหน้าทำมาเป็นอวดรวย ลับหลังไม่รู้ว่าไปทำเรื่องเลวทรามอะไรมาบ้าง!"
"ลูกเขยของข้า เป็นถึงเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการเชียวนะ! น่าเกรงขามจะตาย! มีเขาอยู่ ใครก็อย่าหวังจะมาทำตัวมีปัญหาในตรอกจ้งจิ่งของเราได้!"
เพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวต่างก็ออกมาดูเรื่องสนุก
ทว่ากลับไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อคำพูดนี้
ตาเฒ่าชุยอย่างเจ้าต่างหากที่เป็นตัวสร้างปัญหาที่สุดในตรอกจ้งจิ่ง!
เพียงแต่เห็นแก่ที่เจ้ามีลูกเขยเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ ทุกคนจึงไม่กล้าพูดอะไรมากก็เท่านั้น
เจ้าหน้าที่หลินเห็นตาเฒ่าชุยยิ่งพูดยิ่งเกินเลย
จึงส่งสายตาขอโทษขอโพยให้เพื่อนบ้าน พร้อมกับพยายามดึงตัวตาเฒ่าชุยกลับบ้าน
ตาเฒ่าชุยย่อมไม่ยอมกลับ
วันนี้เขาจงใจมาโอ้อวดวางกล้ามต่อหน้าท่านผู้เฒ่าชุยโดยเฉพาะ!
เป็นดังคาด เมื่อได้ยินเสียงเอะอะ ท่านผู้เฒ่าชุย ชุยเซี่ยน และคนในครอบครัว ต่างก็เปิดประตูออกมาดูสถานการณ์
ประตูบ้านตระกูลชุยเพิ่งจะเปิดออก
เยี่ยหวยเฟิงที่หอบหิ้วทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ผลไม้สด ข้าวสาร และข้าวของอื่นๆ อีกมากมายเต็มสองมือ ก็กลับมาพอดี
เจ้าหน้าที่หลินเป็นคนแรกที่มองเห็นเขา ร่างกายพลันสั่นสะท้าน
ตาเฒ่าชุยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร พอเห็นท่านผู้เฒ่าชุยเดินออกมา สีหน้าก็ยิ่งได้ใจ "แหม พูดถึงตัวสร้างปัญหา ตัวสร้างปัญหาก็โผล่มาเลยเชียว"
เยี่ยหวยเฟิงเดินจ้ำอ้าวผ่านกลุ่มคน
เขาไม่ได้สังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ผู้น้อยคนนั้น ในที่ว่าการมีคนตั้งมากมาย ต่อให้สังเกตเห็นก็ใช่ว่าจะรู้จัก
อีกอย่าง คนกลุ่มหนึ่งมามุงกันอยู่ตรงนี้ ทำอะไรกันงั้นหรือ
คุยสัพเพเหระกันหรือ
บังเอิญเห็นประตูบ้านตระกูลชุยเปิดอยู่พอดี
เยี่ยหวยเฟิงหิ้วข้าวของพะรุงพะรังอย่างทุลักทุเล ส่งยิ้มเขินอายให้ท่านผู้เฒ่าชุย "เมื่อครู่ลืมเอาของขวัญติดมือมาด้วยขอรับ"
"ข้าเลยออกไปซื้อมาเพิ่ม ท่านอย่าได้รังเกียจที่ข้าทำตัวไม่รู้ความเลยนะขอรับ"
ท่านผู้เฒ่าชุยถูกตาเฒ่าชุยมายืนด่ากระทบกระเทียบถึงหน้าบ้านโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย กำลังเตรียมจะด่าสวนกลับไปพอดี
พอได้ยินดังนั้นจึงรีบพูดกับเยี่ยหวยเฟิงว่า "ไอหยา เจ้าเกรงใจเกินไปแล้ว"
เมื่อเห็นภาพนี้ เจ้าหน้าที่หลินก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
ภายในตรอก
ตาเฒ่าชุยชำเลืองมองข้าวของที่เยี่ยหวยเฟิงซื้อมา รู้สึกอิจฉาตาร้อนเล็กน้อย แต่ปากกลับพูดว่า "ก็แค่ของไร้ราคาพวกนี้ ที่บ้านข้ากินจนเบื่อแล้ว ใช่ไหมลูกเขย"
เจ้าหน้าที่หลินผู้เป็นลูกเขยที่อยู่ด้านหลัง : ???
ตาแก่บ้า จะหาเรื่องตายก็อย่าลากข้าเข้าไปเกี่ยวด้วยได้ไหม!
ดังนั้น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนตระกูลชุย และเพื่อนบ้านทั่วทั้งตรอกจ้งจิ่ง
จู่ๆ เจ้าหน้าที่หลินก็พุ่งตัวเข้าไป ตบหัวตาเฒ่าชุยอย่างแรงหนึ่งฉาด
ตาเฒ่าชุยกุมหัวร้องโอดโอย ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เจ้าหน้าที่หลินไม่สนใจพ่อตา
เขาก้าวเท้าสั่นเทาไปข้างหน้าสองก้าว ขาสองข้างพลันอ่อนเปลี้ย คุกเข่าลงหน้าประตูบ้านตระกูลชุยอย่างแรง พร้อมกับฝืนยิ้มและพูดตะกุกตะกักว่า "ขะ ขออภัย ล่วงเกินแล้ว เป็นพวกเราที่ล่วงเกินแล้ว"
ซี้ด
ทั่วทั้งตรอกจ้งจิ่งเงียบกริบ
เหล่าเพื่อนบ้านต่างเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจ พลางคิดในใจว่า หรือตระกูลชุยนี้ จะมีเบื้องหลังอะไรกันแน่
ถึงกับทำให้เจ้าหน้าที่หลินคุกเข่าขอโทษได้โดยตรงเชียวหรือ
ส่วนเจ้าหน้าที่หลินที่คุกเข่าอยู่ กลับรู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่าเพื่อนบ้านคนอื่นๆ
ท่านนายอำเภอถึงกับหิ้วผลไม้และเนื้อสัตว์มาเอง แถมยังยิ้มแย้มมาเยือนถึงหน้าประตูบ้าน
ตระกูลชุยนี้ ต้องเป็นผู้มีอำนาจบารมีล้นฟ้าและมีเบื้องหลังลึกล้ำสุดหยั่งคาดขนาดไหนกัน!