เอ็ดมอนด์โมเอินจากไปพร้อมกับรอยยิ้ม ดูเหมือนว่าการเจรจาครั้งนี้จะทำให้เขาพึงพอใจไม่น้อย เพียงแต่เจ้าชายผู้นี้ได้ปฏิเสธความหวังดีของกาเวนที่ชวนให้อยู่ทานมื้อค่ำอย่างนุ่มนวล เขาบอกว่าจะต้องรีบกลับไปยังปราสาทซิลเวอร์โดยเร็วที่สุด กษัตริย์ชราพระองค์นั้นยังคงรอฟังข่าวดีจากเขาอยู่
เมื่อเอ็ดมอนด์จากไปแล้ว รีเบคก้าจึงเอ่ยปากวิจารณ์ขึ้นมา "ดูเป็นคนใจดีมากเลยนะคะเนี่ย ฉันนึกว่าองค์รัชทายาทจะเป็นคนที่เข้าถึงยากเสียอีก แบบว่ามีพิธีรีตองในราชสำนักเยอะแยะอะไรทำนองนั้น..."
"นั่นเป็นเพราะคนที่อยู่ตรงหน้าเขาคือผู้อาวุโสจากเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน ไม่ใช่ไวเคานต์ชายแดนตกอับต่างหาก" กาเวนปรายตามองรีเบคก้าแวบหนึ่ง "เธอคิดว่าสิ่งที่เขาแสดงออกที่นี่คือท่าทีตามปกติของเขาอย่างนั้นหรือ? ตรงกันข้ามเลยล่ะ เพราะท่าทีเมื่อครู่นี้ของเขาแทบจะสอดคล้องกับความเคยชินในการพูดคุยของฉันอย่างสมบูรณ์แบบ ฉันถึงกล้ายืนยันว่าเขาต้องทำการบ้านมาอย่างดีก่อนจะมาที่นี่แน่"
รีเบคก้า "หา?"
กาเวนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายให้เธอฟังว่า "สิ่งที่เรียกว่าทักษะการเจรจาน่ะ ต่อให้มีอะไรมากมายแค่ไหน สรุปแล้วก็หนีไม่พ้นการรู้ว่าควรพูดอะไรกับใคร ในตอนแรกเขามาเยือน 'ผู้อาวุโสของตระกูลขุนนาง' ที่มีศักดิ์สูงส่งในฐานะเจ้าชาย โดยแสดงความสุภาพและวุฒิภาวะที่เหมาะสมออกมาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ จากนั้นเมื่อสังเกตเห็นวิธีพูดและท่าทีของฉัน เขาก็เปลี่ยนมาทำตัวสบายๆ และมีอารมณ์ขันขึ้นมาทันที ซึ่งมันทำให้ฉันอยากจะคุยกับเขามากขึ้น นี่ถือเป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมมากเลยนะ"
รีเบคก้าเกาหัว "...เอ๋?"
กาเวนถอนหายใจ "...เธอไปวิจัยวิธีปั้นลูกไฟทั้งสี่แบบของเธอต่อเถอะ"
ต่อให้รีเบคก้าจะเป็นคนซื่อบื้อแค่ไหน แต่ในเวลานี้เธอกลับสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยใจอย่างลึกซึ้งของกาเวน เธอจึงรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที "ท่านบรรพบุรุษคะ ฉัน... หัวทึบในเรื่องพวกนี้เกินไปหรือเปล่าคะ?"
"คนเรามีความถนัดต่างกัน พรสวรรค์ของเธอไม่ได้อยู่ตรงนี้ ไม่ต้องฝืนหรอก" กาเวนลูบหัวรีเบคก้าเบาๆ (ตัวสูงกว่าก็ทำอะไรตามใจชอบได้แบบนี้แหละ) "แถมพูดตามตรงนะ ทักษะการชิงไหวชิงพริบพวกนี้ฉันก็ไม่ได้ชอบเท่าไรหรอก ฉันยังคงชอบบรรยากาศในสมัยก่อนที่คนกลุ่มหนึ่งยอมทิ้งความเป็นตายไว้เบื้องหลัง แล้วก้มหน้าก้มตาบุกเบิกเส้นทางรอดชีวิตขึ้นมาบนดินแดนรกร้างมากกว่า..."
รีเบคก้าพยักหน้าอย่างงูๆ ปลาๆ จากนั้นก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "จริงสิคะท่านบรรพบุรุษ ที่ท่านพูดเมื่อกี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมดเลยเหรอคะ?"
กาเวน "เธอหมายถึงเรื่องไหนล่ะ?"
รีเบคก้าถามอย่างจริงจัง "สมัยก่อนพวกท่านตั้งชื่อไวน์แดงชนิดเดียวไปตั้งสามสิบกว่าชื่อ แล้วยังแต่งบทกวีซอนเน็ตให้แต่ละชื่อด้วยจริงๆ เหรอคะ?"
กาเวนถอนหายใจ "แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง"
"ฟังดูสุดยอดไปเลยค่ะ!"
"แต่ความจริงเป็นเพราะเราจนต่างหากล่ะ เพราะตอนนั้นกองกำลังบุกเบิกยังไปไม่ถึงที่ราบวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เลยด้วยซ้ำ ก่อนที่จะหาแหล่งผลิตอาหารพบ การทำให้ทุกคนอิ่มท้องได้นั้นยากลำบากมาก ที่เราตั้งชื่อไวน์ชนิดเดียวไปตั้งสามสิบกว่าชื่อก็เพราะตอนนั้นเรามีไวน์แค่ชนิดเดียว แถมยังเป็นถังสุดท้ายอีกต่างหาก ที่เราแต่งกวีซอนเน็ตให้มันก็เพราะนอกจากเรื่องพวกนี้แล้วก็ไม่มีความบันเทิงอื่นใดอีก ดังนั้นเธอต้องรู้นะว่า พิธีรีตองและกฎเกณฑ์อันซับซ้อนของขุนนางพวกนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะกินอิ่มจนว่างจัด ก็เป็นเพราะหิวโซจนสติแตกนั่นแหละ โดยเนื้อแท้แล้วมันล้วนเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายสุดๆ ทั้งนั้น"
ดวงตาของรีเบคก้าเป็นประกายวิบวับ รู้สึกเหมือนได้รับความรู้ที่ยอดเยี่ยมเพิ่มขึ้นมามากมาย เรื่องพวกนี้คุณป้าเฮตตี้ไม่เคยสอนเธอเลยสักนิด!
ในตอนนั้นเอง หน้าต่างห้องก็ถูกผลักเปิดออกกะทันหัน แอมเบอร์กระโดดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง เธอทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ แกว่งขาไปมาพลางพูดหยอกล้อกาเวน "ตาแก่แกนี่ก็น่าสนใจเหมือนกันนะ! แค่คำพูดของแกเมื่อกี้ การประเมินที่ฉันมีต่อแกก็พุ่งทะลุแซงหน้าขุนนางทุกคนไปแล้วล่ะ!"
"เลิกเรียกตาแก่ๆ สักที ฉันกำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ต่างหาก!" กาเวนถลึงตาใส่แอมเบอร์ "แล้วนี่ไม่ได้สั่งให้เธอไปลาดตระเวนอยู่ข้างนอกหรอกเหรอ? ที่แอบเข้ามานี่กะจะอู้ใช่ไหม?"
แอมเบอร์โยกตัวไปมาบนเก้าอี้ ราวกับว่าไม่อาจอยู่นิ่งได้แม้แต่วินาทีเดียว "ฉันก็ลาดตระเวนแล้วไง แล้วก็ไม่เจออะไรเลย ก็เลยเข้ามาจิบน้ำสักหน่อย แกคงไม่ใจจืดใจดำไม่ยอมให้ฉันพักหรอกนะ ว่าแต่ แกมั่นใจได้ยังไงว่าจะมีคนแอบลักลอบมาหา? แกดูอย่างเจ้าชายสิ เขายังเข้าทางประตูหน้าเลย..."
"ถ้าแม้แต่เจ้าชายยังปีนกำแพงเข้ามาละก็ ชาร์ลส์ก็คงต้องเด้งออกจากโลงศพมาเหมือนฉันนั่นแหละ" มุมปากของกาเวนกระตุก "แต่ไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะรู้อะไรบางอย่างจากฉันแล้วจะยอมเดินเข้ามาทางประตูหน้าหรอกนะ ที่ฉันมาอยู่ที่นี่ในวันนี้ ก็เพื่อรอคนพวกนี้นี่แหละ"
"โอเคๆ ตอนนี้แกเป็นเจ้านายนี่" แอมเบอร์โบกมือ รินชาให้ตัวเองแล้วกระดกดื่มอึกๆ จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง ทว่าก่อนจะกระโดดออกไปเธอก็หันกลับมา แล้วฉวยเอามัฟฟินที่กาเวนเตรียมไว้เป็นของว่างยามบ่ายไปสองชิ้นอย่างลื่นไหล "ข้างนอกมันหนาว ฉันขอหาอะไรกินรองท้องหน่อยละกัน"
ดาบแห่งผู้บุกเบิกไม่ได้อยู่ในมือ กาเวนจึงรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
จากนั้นเขาก็หันไปมองเหลนสาวรุ่นที่ n ของตัวเอง "เธอกลับห้องไปพักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องเข้าเฝ้ากษัตริย์ เธอต้องเผชิญหน้าด้วยสภาพที่พร้อมที่สุด"
รีเบคก้าพยักหน้า ก่อนจะถามต่อ "แล้วท่านบรรพบุรุษล่ะคะ?"
"ฉันชินกับการนอนดึกน่ะ แล้วก็ตั้งใจว่าจะไปที่ห้องหนังสือสักหน่อย" กาเวนกล่าว "ถือเสียว่าเป็นการกลับมาเยือนถิ่นเก่า ฉันต้องดูเสียหน่อยว่าที่นี่เปลี่ยนไปมากแค่ไหนแล้ว"
รีเบคก้าบอกราตรีสวัสดิ์กาเวนอย่างว่าง่าย หมุนตัวเดินออกจากห้องไป ส่วนกาเวนยืนอยู่กับที่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปยังห้องหนังสือที่อยู่บนชั้นสอง
กาเวนเซซิลมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านพละกำลัง แต่เขาก็ไม่ใช่พวกนักรบที่เอาแต่แกว่งดาบและหอกเพียงอย่างเดียว ความจริงแล้วเขายังนับได้ว่าเป็นครึ่งนักปราชญ์และนักสมุนไพรอีกด้วย แถมในเวลาว่างเขาก็มักจะชอบอ่านหนังสือ ดังนั้นในคฤหาสน์บนถนนคราวน์หมายเลขสี่แห่งนี้ นอกจากจะมีห้องเก็บของสะสมสำหรับให้เจ้าของบ้านเก็บอาวุธ ชุดเกราะ และถ้วยรางวัลแล้ว ก็ยังมีห้องหนังสือขนาดไม่เล็กอยู่อีกหนึ่งห้อง
เมื่อนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือที่คนรุ่นหลังบูรณะขึ้นมาใหม่ กาเวนก็ครุ่นคิดพลางใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ สายตาของเขาไล่มองสลับไปมาระหว่างชั้นหนังสือที่ดูเรียบง่ายคลาสสิกกับภาพแขวนบนผนัง ก่อนที่สุดท้ายจะกลับมาหยุดอยู่ที่บนโต๊ะ
ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขาปะทุขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งของตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก เขาอดไม่ได้ที่จะทึ่งในความทุ่มเทของคนรุ่นหลัง พวกเขาไม่เพียงแต่บูรณะเฟอร์นิเจอร์ที่นี่ขึ้นมาใหม่ แต่กระทั่งปากกาขนนกหมึกเวทมนตร์และกระดาษบนโต๊ะหนังสือก็ยังถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่กาเวนเซซิลคุ้นเคยมากที่สุดเมื่อตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ การบูรณะที่แทบจะเรียกได้ว่าหมกมุ่นนี้ถึงกับทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ
ราวกับว่ามีใครบางคนรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะกลับมา จึงได้จัดเตรียมที่นี่เอาไว้เป็นพิเศษอย่างนั้นแหละ
ทว่าแม้ความทรงจำจะชัดเจน แต่มันก็ไม่ใช่ของเขาอยู่ดี จึงยากที่จะเกิดความรู้สึกร่วมทางอารมณ์ กาเวนดึงสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว เขาผละออกจากเก้าอี้แล้วหมอบลงบนพื้น คลำหาอะไรบางอย่างบนพื้นกระดานใต้โต๊ะ
ช่องลับถูกเปิดออก เขาสัมผัสได้ว่านิ้วของตัวเองแตะโดนแผ่นโลหะเย็นเฉียบ เมื่อคลำจนเจอห่วงดึงบนพื้นผิวโลหะ เขาก็ดึงมันออกมาจากช่องลับ
มันคือหีบใบเล็กที่ประณีตงดงาม ทอแสงสีเงินอันเย็นเยียบ แม้จะผ่านไปเจ็ดร้อยปีแล้วก็ยังคงดูเหมือนใหม่
เมื่อเห็นหีบใบเล็กนี้ กาเวนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที
ยังอยู่
ข้าวของในคฤหาสน์หลังนี้กว่าครึ่งอาจจะไม่ใช่ของเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าเจ็ดร้อยปี อย่างเช่นตู้เซฟขนาดเล็กที่ทำจากมิธริลใบนี้
บนหีบสลักลวดลายเวทมนตร์อันซับซ้อนเอาไว้ แต่นอกจากลวดลายเหล่านี้แล้ว บนนั้นยังมีการหล่อตราสัญลักษณ์รูปดาบและโล่ด้วยอะดาแมนไทน์และเหล็กดาวตก ข้างๆ ตราสัญลักษณ์นั้นมีตัวอักษรที่งดงาม รวมถึงตราประทับร่วมของชาร์ลส์ที่ 1 และกาเวนเซซิล
เครื่องหมายและตัวอักษรเหล่านี้ บวกกับคำสั่งลับที่สืบทอดกันมาแบบรุ่นสู่รุ่นภายในตระกูลโมเอิน (ราชวงศ์อันซู) เป็นสิ่งรับประกันได้ว่า ต่อให้มีคนสร้างโครงสร้างของคฤหาสน์หลังนี้ขึ้นมาใหม่ แล้วบังเอิญเจอหีบใบเล็กนี้เข้า พวกเขาก็จะนำมันกลับไปผนึกไว้ในที่เดิมอยู่ดี
แต่นั่นก็เป็นเพราะกาเวน 'ฟื้นคืนชีพ' กลับมาไม่ช้าจนเกินไป เพราะคำสั่งลับโบราณและอำนาจข่มขู่ของกษัตริย์องค์ก่อนย่อมเสื่อมถอยลงตามกาลเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่เป็นยุคของราชวงศ์ที่สอง อิทธิพลของราชวงศ์ที่หนึ่งกำลังตกต่ำถึงขีดสุด หากเขามาปรากฏตัวช้ากว่านี้อีกสักหน่อย แล้วคฤหาสน์หลังนี้ต้องผ่านการบูรณะขนานใหญ่อีกครั้งละก็ ถึงตอนนั้นใครก็คงไม่กล้ารับประกันเบาะแสของหีบใบเล็กนี้แล้ว
กาเวนวางหีบใบเล็กบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง หากจะบอกว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการเดินทางมายังเมืองหลวงครั้งนี้คือ 'สิทธิ์ในการบุกเบิกถาวร' ละก็ ตู้เซฟมิธริลที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คือเป้าหมายที่สำคัญรองลงมา
การที่เขาไม่ได้พารีเบคก้ามาหาหีบใบนี้ด้วย ไม่ใช่เพราะเขาไม่ไว้ใจผู้สืบสายเลือดในทางทฤษฎีของตัวเองหรอกนะ แต่เป็นเพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหีบใบนี้ยังอยู่หรือเปล่า ขืนทำตัวลึกลับซับซ้อนพร้อมกับแสดงสีหน้าแบบ 'เดี๋ยวบรรพบุรุษจะให้ดูของดี' เพื่อหลอกล่อแม่หนูน้อยมา แล้วผลปรากฏว่าพอก้มลงไปคลำบนพื้นกลับไม่เจออะไรเลย แบบนั้นมันคงจะน่าอายแย่
กาเวนถ่ายเทพลังเวทเข้าไปในลวดลายเวทมนตร์บนพื้นผิวหีบตามวิธีในความทรงจำ จากนั้นจึงป้ายเลือดหยดหนึ่งของตัวเองลงบนตราสัญลักษณ์ที่อยู่ตรงกลางฝาหีบ ภายในของอุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นเล็กนี้ก็ส่งเสียงกลไกทำงานดังคลิกออกมาทันที ก่อนที่ฝาของมันจะเด้งเปิดขึ้นมาเล็กน้อย
ของข้างในมีอยู่น้อยมาก นอกจากคริสตัลสองสามก้อนที่สูญเสียพลังเวทไปจนทำได้เพียงใช้เป็นของประดับแล้ว ก็มีแค่แผ่นกลมแพลตตินัมขนาดเท่าฝ่ามือเพียงแผ่นเดียว กาเวนวางคริสตัลเหล่านั้นไว้ด้านข้างชั่วคราว แล้วหยิบแผ่นกลมนั้นขึ้นมาพิจารณา
บนพื้นผิวของมันสลักลวดลายเวทมนตร์ที่ซับซ้อนเอาไว้เช่นกัน แต่นอกเหนือจากลวดลายเวทมนตร์แล้ว ยังมีตัวอักษรบางตัวที่ราวกับล่องลอยอยู่บนแผ่นกลมและสั่นไหวเบาๆ อยู่ตลอดเวลา นั่นคือตราประทับที่ใช้สำหรับสื่อสารกับธาตุต่างๆ
"ดีล่ะ ทีนี้ก็ได้กุญแจมาแล้ว..."
กาเวนพึมพำเสียงเบา ยัดทั้งคริสตัลและแผ่นกลมเข้าไปในอกเสื้อ ทว่าในตอนที่เขาเพิ่งจะลุกขึ้นยืนนั้น จู่ๆ ก็มีสายลมแผ่วเบาพัดผ่านข้างหู
เขาคว้าดาบสั้นที่วางเตรียมไว้ข้างโต๊ะขึ้นมาทันที พร้อมกับกล้ามเนื้อทั่วร่างที่เกร็งแน่น เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้
"ความเฉียบแหลมและการตอบสนองระดับนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นท่านตัวจริงไม่ผิดแน่" เสียงของหญิงสาวดังมาจากนอกหน้าต่าง กาเวนเพิ่งสังเกตเห็นว่าหน้าต่างห้องหนังสือเปิดออกตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ และหญิงสาวสวมผ้าคลุมหน้าในชุดเดรสยาวสีม่วงคนหนึ่งก็กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ ก่อนจะเดินย่ำอากาศตรงมาทางหน้าต่าง "โปรดผ่อนคลายลงเถอะ คนอย่างท่านกับฉันน่ะ หากลงมือสู้กันขึ้นมาเกรงว่าคนครึ่งเมืองคงจะแตกตื่น..."
หญิงสาวยังพูดไม่ทันขาดคำ เงาดำอันว่องไวสายหนึ่งก็พุ่งพรวดลงมาจากหลังคากะทันหัน พร้อมกับเสียงร้องเอะอะโวยวายของแอมเบอร์ "เจ้าหัวขโมย! ในที่สุดฉันก็จับแกได้แล้ว—อ๊ายย!"
แอมเบอร์ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านความเข้ากันได้กับเงามืดระดับปรมาจารย์ เป็นบุคลากรระดับปีศาจที่อัปสกิลการลอบเร้นและก้าวพริบตาในเงามืดจนเต็มหลอด แต่เนื่องจากพลังต่อสู้ซึ่งหน้ามีค่าเท่ากับห่านแค่หนึ่งจุดห้าตัวเท่านั้น เธอจึงถูกหญิงสาวลึกลับปัดกระเด็นปลิวไปอย่างง่ายดาย
ทว่าหญิงสาวลึกลับก็ดูเหมือนจะตกใจเช่นกัน หลังจากปัดแอมเบอร์ปลิวไปแล้วเธอยังตั้งตัวไม่ติด "เมื่อกี้... ตัวอะไรน่ะ?"
กาเวนกำดาบสั้นในมือแน่น ยังคงไม่คลายความระแวดระวัง "ถ้าเข้าใจไม่ผิดละก็ นั่นคือองครักษ์ของฉันเอง"
"อ๊ะ ขออภัยด้วย" หญิงสาวลึกลับรีบขอโทษ ท่าทีของเธอช่างน่าประหลาดใจนัก เธอปรายตามองไปทางที่แอมเบอร์ร่วงลงไป ก่อนจะหันมาอธิบาย "จู่ๆ ก็พุ่งพรวดออกมา ฉันก็เลยลงมือไปตามสัญชาตญาณน่ะ แต่วางใจเถอะ เธอไม่เป็นไรหรอก อย่างมากก็แค่สลบไปแป๊บเดียวเท่านั้น"
กาเวนถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย แต่ท่าทียังคงไม่ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย "สรุปแล้วเธอเป็นใครกันแน่?"
"ขออภัยด้วย ดูเหมือนว่าวิธีการปรากฏตัวของฉันจะขาดความรอบคอบไปหน่อย" หญิงสาวลึกลับยืนอยู่บนขอบหน้าต่าง โค้งคำนับอย่างมีมารยาท "คลังสมบัติมิธริลขอคารวะท่าน โปรดอนุญาตให้ฉันแนะนำตัว ฉันคือเจ้าหน้าที่ดูแลแขกวีไอพีของท่าน เมลิตาเพอร์เนีย เงินฝากของท่านในคลังสมบัติซิลเวอร์ศักดิ์สิทธิ์ล้วนอยู่ในความดูแลของฉัน"
กาเวนขมวดคิ้ว "?"