เรื่องที่ตระกูลชุยเตรียมจะเปิดสำนักพิมพ์ตี๋เป้าก็เป็นอันตกลงตามนี้
หากเปลี่ยนเป็นคนทั่วไปที่ไม่มีเงิน ไม่มีเส้นสาย ไม่มีเบื้องหลัง การจะเปิดสำนักตี๋เป้าสักแห่งนั้นยากเย็นราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์
แต่สิ่งเหล่านี้ตระกูลชุยล้วนมีพร้อม!
ไม่ต้องพูดถึงในราชสำนักที่มีผู้อาวุโสเจิ้งแห่งสภาขุนนาง
เอาแค่ในเหอหนาน ก็ยังมีหลี่ตวนผู้เป็นอาจารย์อาของชุยเซี่ยนอยู่ การใช้เวลาสักสี่ห้าปีเพื่อสร้างขนาดของสำนักตี๋เป้าในมณฑลให้เป็นรูปเป็นร่างในเบื้องต้นจึงไม่ใช่เรื่องยาก
สิ่งที่ยากก็คือ...
จะเปิดสำนักพิมพ์ตี๋เป้าแห่งแรกได้อย่างไร?
ตี๋เป้าจะใช้ชื่อว่าอะไร?
จะนำเสนอเนื้อหาไปในทิศทางไหน?
จะเขียนเนื้อหาอย่างไร จะตรวจสอบอย่างไร จะแกะสลักแม่พิมพ์และพิมพ์อย่างไร แล้วจะขายอย่างไร?
แล้วจะรับประกันได้อย่างไรว่าจะได้กำไร?
ตอนแรกฮูหยินเฒ่าชุยยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ทว่าพอได้ยินเซี่ยนเกอบอกว่าจะให้นางรับผิดชอบเปิดสำนักพิมพ์ตี๋เป้า นางก็ถึงกับมึนงงไปในทันที
นางทำไม่เป็นสักหน่อย!
ซ้ำร้าย นางยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตี๋เป้าหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วจะให้เปิดได้อย่างไร?
เมื่อเห็นสีหน้ากระวนกระวายของฮูหยินเฒ่าชุย ชุยเซี่ยนก็ยิ้มพลางกล่าว "ท่านย่า หลานเชื่อว่าท่านต้องทำได้อย่างแน่นอนขอรับ"
"ในวันข้างหน้าตระกูลชุยของเราจะกลายเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงได้หรือไม่ ล้วนต้องพึ่งพาท่านแล้วนะขอรับ!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้
ฮูหยินเฒ่าชุยก็สะดุ้งตัวโยนทันที นางหน้าแดงก่ำพลางกล่าวว่า "ได้! ตี๋เป้านี้ ย่าจะเปิดมันขึ้นมาให้ได้ เซี่ยนเกอ เจ้าวางใจได้เลย!"
หลินซื่อและเฉินซื่อได้ยินดังนั้น ก็มองดูแม่สามีด้วยความเลื่อมใส
ในช่วงเวลาสำคัญ ยังคงต้องพึ่งพาแม่สามีจริงๆ พวกนางสองคนยังคงมึนงงอยู่เลย แต่แม่สามีกลับมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมแล้ว!
ทว่าในวินาทีต่อมา
กลับเห็นฮูหยินเฒ่าชุยที่เพิ่งเอ่ยคำพูดโอหังไป ยิ้มเจื่อนและเอ่ยตะกุกตะกักว่า "แต่ว่าเซี่ยนเกอ เจ้าต้องบอกย่าหน่อยนะ ว่ารายละเอียดนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง"
พวกเฉินซื่อ: "..."
สุดยอดไปเลย
สรุปว่าท่านไม่รู้อะไรเลย แต่ก็กล้ารับภารกิจอันหนักอึ้งนี้แล้วสินะ!
แต่ในเมื่อฮูหยินเฒ่าชุยถามออกมาเช่นนี้แล้ว หลินซื่อ เฉินซื่อ และชุยเสวียนทั้งสามคนต่างก็ตึงเครียดขึ้นมา พวกนางมองชุยเซี่ยนด้วยสีหน้าจริงจังและทำท่าทางตั้งใจฟัง
นั่นมันตี๋เป้าเชียวนะ!
เป็นของชั้นสูงขนาดไหน!
ล้วนเป็นสิ่งที่ปัญญาชนและใต้เท้าขุนนางเปิดอ่านกันทั้งนั้น
พวกนางที่เป็นเพียงสตรีที่เพิ่งเริ่มเรียนหนังสือ ย่อมต้องทุ่มเทแรงกายและใช้กลวิธีอย่างสุดกำลัง เพื่อรับหน้าที่นี้ให้ได้
แต่ชุยเซี่ยนกลับแสดงให้เห็นว่า ของอย่างตี๋เป้านี้ หากคิดจะทำให้สำเร็จในตอนแรก ก็ต้องพึ่งพาสตรีในบ้านจริงๆ
เมื่อเผชิญกับสายตาของทุกคน ชุยเซี่ยนก็กระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า "อันดับแรก ต้องไปเช่าร้านค้าสักแห่ง เรื่องนี้พวกเราไปหาบ้านของจวงจิ่นก็พอขอรับ"
"ต่อมาคือเรื่องการพิมพ์และตีพิมพ์ ก็ร่วมมือกับบ้านของเฮ่ออวี้เหมือนเดิม"
"จากนั้นก็ไปจ้างซิ่วไฉชราอายุมากสักคน มาเป็นบรรณาธิการ... เอ้อ มาเป็นหลงจู๊"
"ส่วนเรื่องการเขียนเนื้อหา ช่วงแรกยังไม่ต้องรับสมัครคน ท่านย่า ท่านแม่ ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านพี่ พวกท่านทั้งสี่คนรับหน้าที่เป็นคนเขียนเนื้อหา ออกไปหาวัตถุดิบตามท้องถนน"
"ส่วนช่วงหลัง สามารถรับผลงานที่ส่งเข้ามาโดยมีค่าตอบแทนให้ได้"
พวกฮูหยินเฒ่าชุยได้ยินดังนั้น: ??
ล้อเล่นอะไรกัน พวกเรากลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มเรียนหนังสือแบบครึ่งๆ กลางๆ เนี่ยนะ จะให้ไปเขียนตี๋เป้า?
จะมีคนยอมจ่ายเงินซื้อได้อย่างไร!
ชุยเซี่ยนรู้ว่าพวกนางคิดปัญหาซับซ้อนเกินไป จึงหัวเราะพลางกล่าวว่า "ใครบอกล่ะขอรับว่าตี๋เป้าสามารถตีพิมพ์ได้แค่บทความสละสลวย บทกวี หรือเรื่องราวการเมืองที่สำคัญเท่านั้น? อีกอย่าง ถึงพวกเราอยากจะตีพิมพ์เรื่องพวกนี้ ก็ไม่มีแหล่งข่าวหรอกขอรับ"
"แถมเนื้อหาที่น่าเบื่อแบบนี้ ก็มีคนอยากอ่านไม่กี่คนเท่านั้น"
"สิ่งที่ทุกคนชอบอ่าน คือเรื่องน้ำเน่า เรื่องซุบซิบนินทา เรื่องข้อพิพาท และเรื่องชาวบ้านร้านตลาด ข้าจะยกตัวอย่างนะขอรับ ลูกชายสองคนของเศรษฐีคนหนึ่งแย่งชิงสมบัติกัน ตีกันจนหัวร้างข้างแตก สุดท้ายก็วุ่นวายจนผู้อาวุโสในตระกูลต้องออกหน้ามาไกล่เกลี่ย"
"พระเถระชั้นผู้ใหญ่ของวัดแห่งหนึ่ง แอบดื่มเหล้ากินเนื้ออย่างลับๆ"
"อนุภรรยาและองครักษ์ของบ้านขุนนางหยวนไว่หลางบางคนหอบเงินหนีไป"
"เพื่อนบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งกล่าวหากันว่าฮวงซุ้ยบรรพบุรุษของอีกฝ่ายทำลายฮวงจุ้ยบ้านตน ต่างฝ่ายต่างสาดเลือดหมาดำใส่ฮวงซุ้ยบรรพบุรุษของกันและกัน"
"แน่นอนว่าเราไม่สามารถเขียนชื่อจริงของพวกเขาได้ ต้องใช้นามแฝงแทน และต้องระบุว่าเป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นมา สมมติว่าเป็นเรื่องพวกนี้ พวกท่านอยากอ่านไหมล่ะขอรับ?"
เอ๊ะ?
นั่นมันน่าอ่านสุดๆ ไปเลย!
เมื่อฮูหยินเฒ่าชุยและคนอื่นๆ ได้ยิน ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้น สีหน้าดูตื่นเต้นฮึกเหิมเป็นพิเศษ
แม่เจ้า แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?
ถ้าเจ้าบอกแต่แรกว่าให้ทำแบบนี้ แล้วพวกเรายังจะต้องกลัวอะไรอีก!
ทั่วทั้งถนนเต็มไปด้วย 'วัตถุดิบเนื้อหา' ที่สามารถนำมาเขียนได้ทั้งนั้น!
ฮูหยินเฒ่าชุยถึงกับตบหน้าอก รับประกันด้วยความตื่นเต้นว่า "เซี่ยนเกอ ย่าออกไปเดินสักรอบ ก็สามารถนำวัตถุดิบเนื้อหากลับมาได้ร้อยกว่าเรื่องอย่างสบายๆ! รับรองว่าแต่ละเรื่องไม่ซ้ำกัน และน่าดึงดูดใจทุกเรื่อง!"
"เจ้าว่ามาเถอะ ตี๋เป้าของเราจะตั้งชื่อว่าอะไรดี? ไม่เกินหนึ่งเดือน ย่าจะจัดการให้เสร็จสิ้น!"
คราวนี้ไม่เพียงแต่ฮูหยินเฒ่าชุยเท่านั้น เฉินซื่อและคนอื่นๆ ก็มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเช่นกัน
ชุยเซี่ยนหัวเราะพลางกล่าว "ใช้ชื่อว่า 'ความลับในตรอกซอกซอย' ก็แล้วกันขอรับ ตรงไปตรงมาและเข้าใจง่าย รอให้วันหน้ากิจการเติบโตขึ้น ค่อยเปลี่ยนชื่อใหม่ก็พอ"
"ตกลง!"
ฮูหยินเฒ่าชุยรับคำอย่างเต็มปากเต็มคำ
ดังนั้น เหล่าสตรีของตระกูลชุยจึงเริ่มวุ่นวายขึ้นมา
ที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ ครั้งนี้พวกนางไม่ลุกลี้ลุกลนแล้ว!
ล้อเล่นน่า เรื่องที่เกี่ยวกับข่าวลือซุบซิบนินทา เรื่องน้ำเน่าชาวบ้าน เรื่องพรรค์นี้มีอะไรให้ต้องลุกลี้ลุกลนกัน!
นี่มัน 'งานถนัด' ชัดๆ ดีใจแทบไม่ทันเสียด้วยซ้ำ
ในช่วงเวลาต่อจากนี้
ชุยเซี่ยนยังคงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่เรือนหลังต่อไป
ฮูหยินเฒ่าชุย เฉินซื่อ หลินซื่อ และชุยเสวียน เริ่มออกวิ่งเต้นทำธุรกิจ จัดการเรื่องเช่าร้านค้า จ้างหลงจู๊ และ... ออกไปตามเผือกเรื่องชาวบ้านทั่วทุกมุมถนน
ในช่วงเวลานั้น ทั้งตระกูลชุยต่างก็พากันเสพข่าวซุบซิบจนอิ่มแปล้!
จิ๊ๆ เมืองหนานหยางเล็กๆ แห่งนี้ ทำไมถึงมีเรื่องซุบซิบที่ทำให้คนตกตะลึงจนตาค้างได้มากมายขนาดนี้กันนะ?
คนนั้นไง เถ้าแก่ของโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง เลี้ยงลูกชายมาสิบปี กลับไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของตัวเอง
ยังมีนักแสดงนำของคณะงิ้วแห่งหนึ่ง แอบลักลอบพบกับฮูหยินของตระกูลบางตระกูลที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองแล้วถูกคนมาเห็นเข้า วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปทั้งที่ยังใส่เสื้อผ้าไม่ทันเสร็จด้วยซ้ำ!
เศรษฐีบางคนแอบเลี้ยงเมียน้อย ถูกฮูหยินของตัวเองจับได้ ใบหน้าถูกข่วนจนลายพร้อยไปหมด!
ในระหว่างที่ชุยเซี่ยนพักจากการเรียนอันน่าเบื่อหน่ายเป็นครั้งคราว เมื่อได้ยินท่านย่าและคนอื่นๆ พูดคุยถึงเรื่องซุบซิบสุดแซ่บเหล่านี้ด้วยสีหน้าท่าทางออกรสออกชาติ ในใจก็เกิดความรู้สึกสะท้อนใจอย่างหาที่สุดไม่ได้
ชีวิตของคนอื่น... ช่างเหลวไหลและแปลกประหลาดดีแท้
แต่เห็นได้ชัดว่า เรื่องเหลวไหลและแปลกประหลาดนั้น ไม่ได้มีแค่ราษฎรของราชวงศ์ต้าเหลียงเท่านั้น
รวมถึงองค์ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าเหลียงเอง ก็ทรงเผชิญกับเหตุการณ์ที่เหลวไหลไร้สาระอย่างถึงที่สุด หรือจะเรียกว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวก็ว่าได้
วันนั้น
เหล่าหลัวผู้เป็นบ่าวรับใช้ รีบร้อนมาที่เรือนหลัง พร้อมกับยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
อาจารย์ตงไหลอ่านจบ ก็ร้องตะโกนออกมาว่า "เหลวไหลสิ้นดี!"
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา มักจะมีข่าวคราวการเมืองจากราชสำนักและโลกภายนอก ส่งมาถึงเรือนหลังของตระกูลชุยอยู่เสมอ
แม้ว่าข่าวสารเหล่านี้จะล่าช้าไปมาก แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่ทุกคนจะได้รับรู้เรื่องราวบ้านเมือง
ทุกคนสงสัยว่าเหตุใดอาจารย์ตงไหลจึงโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้ ต่างก็พากันมามุงดู
เมื่ออ่านเนื้อหาในจดหมายจบแล้ว ทุกคนก็มีสีหน้าเหลือเชื่อ
เพราะเนื้อหาในจดหมายมีอยู่ว่า: ฮ่องเต้ทรงลุ่มหลงในการหลอมโอสถ เนื่องจากกระสายยาต้องการ 'ตะกั่วแดง' จึงรับสั่งให้นางกำนัลจำนวนมาก กินได้เพียงใบหม่อนและดื่มน้ำค้างในแต่ละวัน เพื่อให้แน่ใจว่า 'ตะกั่วแดง' หรือก็คือเลือดระดูนั้นมีความบริสุทธิ์
เหล่านางกำนัลทนรับการทารุณกรรมไม่ไหว จึงตัดสินใจตอบโต้ พวกนางอาศัยจังหวะที่ฮ่องเต้ทรงหลับสนิท ใช้แถบผ้าแพรสีเหลืองพยายามจะรัดพระศอ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ
หลังจากเหตุการณ์นี้ นางกำนัลจำนวนมากก็ถูกลงโทษด้วยการแล่เนื้อทั้งเป็นจนตาย
ทั้งราชสำนักและราษฎรต่างสั่นสะเทือน
ฮ่องเต้กริ้วจัด เริ่มหวาดระแวงไปทั่ว ได้ยินว่าช่วงนี้ ไม่เสด็จออกว่าราชการแล้ว
นี่มัน... เหลวไหลจริงๆ
แต่เพราะอีกฝ่ายคือฮ่องเต้ ดังนั้นหลังจากทุกคนอ่านจดหมายจบ ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรมาก
บรรยากาศในเรือนหลังเล็กๆ ค่อนข้างตึงเครียด
จนกระทั่งเสียงอันฮึกเหิมของฮูหยินเฒ่าชุย ทำลายความตึงเครียดนี้ลง...
"สอบติดแล้ว! สอบติดซิ่วไฉแล้ว! เซี่ยนเกอ อวี้เกอ รีบมากับย่าไปต้อนรับพ่อของพวกเจ้าเร็วเข้า ทั้งสองคนสอบติดซิ่วไฉแล้ว!"
ทันทีที่กล่าวคำนี้ออกมา ทั่วทั้งลานเรือนก็คึกคักขึ้นมาทันที
ชุยเซี่ยนและชุยอวี้รีบลุกขึ้น เดินตามฮูหยินเฒ่าชุยออกไปข้างนอก
พลาดหวังมาสิบปี ในที่สุดก็สอบติดสมดั่งใจ!
ชุยโป๋ซานและชุยจ้งหยวนทั้งสองคน ในที่สุดก็ผ่านด่านการสอบระดับเขต และสอบติดซิ่วไฉได้สำเร็จ!
ช่วงนี้ฮูหยินเฒ่าชุยยุ่งจนหัวปั่น จนไม่มีเวลาไปดูประกาศผลสอบ
ต้องรอให้บ่าวรับใช้ในบ้านมาแจ้งข่าวดี นางถึงได้รับรู้ข่าวสาร
หลินซื่อและเฉินซื่อก็ดีใจจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่
ไม่นานหลังจากนั้น
ซิ่วไฉใหม่ทั้งสองคนก็กลับมาถึงบ้าน ฉีกยิ้มกว้างหัวเราะร่าอย่างโง่งมไม่หยุด
หนึ่งตระกูลสองซิ่วไฉ!
แถมยังมีชุยเซี่ยนผู้เป็น 'เด็กอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งต้าเหลียง' อยู่อีกคน
ตระกูลชุย จึงทำให้เกิดการถกเถียงและเป็นที่พูดถึงอย่างร้อนแรงในหนานหยางอีกพักใหญ่
แต่เด็กอัจฉริยะน้อยชุยเซี่ยน ราวกับหายตัวไปอย่างสมบูรณ์ เขาหลุดพ้นจากสายตาของสาธารณชนไปอย่างสิ้นเชิง และไม่มีข่าวคราวใดๆ อีก
ในตอนแรกยังมีคนมักจะนึกถึงอยู่เสมอ
ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ทุกคนก็ค่อยๆ ลืมเลือนไป
เพราะเรื่องราวคึกคักในหนานหยางนั้น มีไม่น้อยเลยทีเดียวน่ะสิ!
ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ตี๋เป้าที่ชื่อว่า 'ความลับในตรอกซอกซอย' ก็แพร่สะพัดไปตามตรอกซอกซอยของหนานหยางอย่างกะทันหัน
ในตอนแรก ผู้คนไม่ได้ใส่ใจนัก
แต่ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป ราษฎรชาวหนานหยางก็ต้องประหลาดใจ หรือไม่ก็ตื่นเต้นที่ได้พบว่า ตี๋เป้าฉบับนี้ มีเนื้อหาอัดแน่น และสนุกสนานอย่างมาก!
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซุบซิบน้ำเน่า หรือเรื่องฉาวโฉ่ของเพื่อนบ้าน ล้วนถูกบันทึกไว้ในนี้ทั้งสิ้น!
การคบชู้หรือข้อพิพาทเป็นเพียงเรื่องเด็กๆ
ที่น่าตกตะลึงและเหลวไหลยิ่งกว่านั้น ยังมีเรื่องพ่อผัวเป็นชู้กับลูกสะใภ้ พี่สะใภ้เลี้ยงดูน้องสามี และเรื่องซุบซิบที่ทำลายศีลธรรมจรรยาบรรณอีกสารพัดรูปแบบ
สรุปก็คือ น่าตื่นเต้นเร้าใจสุดๆ!
หัวข้อสนทนาหลังอาหารและน้ำชาของทุกคน ล้วนต้องพึ่งพามันทั้งสิ้น
ถึงขั้นมีหลายคนตั้งใจมา 'ส่งผลงาน' ให้ตี๋เป้าด้วยตัวเอง: "ข้าไม่เอาเงิน ข้าแค่อยากเอาเรื่องที่ข้าได้รู้มาพูดออกมา พูดให้ราษฎรชาวหนานหยางทุกคนได้ฟัง! หลายปีมานี้ เก็บกดไว้ในใจจนข้าจะอึดอัดตายอยู่แล้ว!"
ตี๋เป้าฉบับนี้ช่างล้ำยุคและแปลกใหม่เกินไปจริงๆ
สามารถครองใจราษฎรนับไม่ถ้วนได้อย่างง่ายดาย
ใครบ้างล่ะที่ไม่ชอบเรื่องซุบซิบ? แถมยังเป็นเรื่องซุบซิบของคนใกล้ตัวอีกต่างหาก!
ลองคิดดูสิ จู่ๆ เพื่อนบ้านข้างๆ ก็กลายเป็นตัวเอกของ 'ความลับในตรอกซอกซอย' ประจำวันนี้
ขอถามหน่อยว่าเจ้าตื่นเต้นไหมล่ะ!
ทุกคนต่างเรียกเพื่อนฝูง ดึงพี่น้องมาคุยกันได้เป็นวันๆ!
แน่นอนว่าในตอนนี้ยังไม่มีใครตระหนักได้ว่า หนังสือพิมพ์หน้าบันเทิงฉบับนี้ กำลังแพร่ระบาดอย่างเงียบๆ จากหนานหยางไปยังทั่วทั้งเมืองเอกของมณฑลเหอหนานด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง
ในขณะที่ 'ความลับในตรอกซอกซอย' กำลังเติบโตอย่างลับๆ และเตรียมพร้อมที่จะทำให้ทุกคนตื่นตะลึงนั้น
เวลา ก็กำลังล่วงเลยและผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เหลือเวลาอีก 1174 วัน ก่อนจะเดินทางไปไคเฟิง!
เหลือเวลาอีก 985 วัน ก่อนจะเดินทางไปไคเฟิง!
เหลือเวลาอีก 704 วัน ก่อนจะเดินทางไปไคเฟิง!
ตัวเลขนับถอยหลังบนผนังไม้ของตระกูลชุย ลดน้อยลงไปทุกวัน
ราษฎรชาวหนานหยางกำลังเสพข่าวซุบซิบ
ในเรือนหลังของตระกูลชุย ชุยเซี่ยน อาจารย์ตงไหล เผยเจียน และคนอื่นๆ ก็กำลัง 'เสพข่าวซุบซิบ' เช่นกัน
เพียงแต่ว่า ข่าวสารที่พวกเขารับรู้นั้น เกี่ยวข้องกับทั่วทั้งราชวงศ์ต้าเหลียง
นับตั้งแต่ฮ่องเต้เกือบถูกนางกำนัลลอบปลงพระชนม์ ราชวงศ์ต้าเหลียงไม่ว่าจะเป็นการเมืองภายใน หรือศัตรูภายนอก ต่างก็เริ่มเกิดความผันผวนขึ้น
ข่าวการเมืองที่ส่งกลับมายังเรือนหลังเล็กของตระกูลชุย เหตุการณ์เริ่มใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ
รัชศกเจียเหอปีที่ยี่สิบ
ชายผู้หนึ่งนามว่า วังจื๋อ สมรู้ร่วมคิดกับโจรสลัดวอโค่ว ก่อความวุ่นวายและเข่นฆ่าราษฎรในพื้นที่เจียงเจ้อ
ฮ่องเต้กริ้วจัด ทรงส่งกองทัพใหญ่ไปปราบปราม
แต่เนื่องจากกองทัพเรือของราชสำนักอ่อนแอ ประสิทธิภาพการรบทางทะเลตกต่ำ จึงถูกโจรสลัดวอโค่วไล่ต้อนฝ่ายเดียว
เรื่องนี้ เปรียบเสมือนชนวนระเบิด ที่จุดชนวนข้อบกพร่องที่สะสมมานานหลายปีของราชวงศ์ต้าเหลียงให้ปะทุขึ้น
ในปีเดียวกัน
กองทัพใหญ่อันต๋าข่านทะลวงแนวป้องกันกำแพงเมืองจีน บุกรุกเข้าสู่ต้าเหลียง
ต้นปีถัดมา เจ้าผู้ครองนครทางตะวันตกเฉียงใต้ก่อกบฏ
ในปีที่ยี่สิบแห่งการครองราชย์ของฮ่องเต้เจียเหอ ต้าเหลียงที่มีข้อพิพาทและเรื่องกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างไม่หยุดหย่อน ในที่สุดก็ต้องเผชิญกับสงครามและข้อพิพาทครั้งใหญ่หลายครั้งอย่างเป็นทางการ
เมื่อมองดูสายธารแห่งประวัติศาสตร์ ความปั่นป่วนของทุกราชวงศ์ ดูเหมือนจะปะทุขึ้นอย่างกะทันหันในชั่วพริบตาที่ไม่สะดุดตาใดๆ ทั้งสิ้น
ความวุ่นวายจากภายนอก นำไปสู่การต่อสู้แย่งชิงภายใน
การต่อสู้ระหว่างฝักฝ่ายของอัครมหาเสนาบดีเฉินปิ่ง และรองอัครมหาเสนาบดีเจิ้งเสียเซิง ถูกบีบให้ต้องเปิดฉากขึ้น ลูกศิษย์ของทั้งสองฝ่ายต่างถวายฎีกาฟ้องร้องกันและกัน ขุนนางจำนวนมากถูกดึงเข้ามาพัวพัน
แต่ในเวลานี้เอง เหตุการณ์ใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัวเหตุการณ์หนึ่ง ก็ทำให้ทั่วทั้งต้าเหลียงต้องสั่นสะเทือนตามไปด้วย
รัชศกเจียเหอปีที่ยี่สิบเอ็ด
เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในส่านซี
ผู้คนกินเนื้อคนด้วยกันเอง มีคนอดตายเป็นล้าน
อัครมหาเสนาบดีเฉินปิ่งถวายฎีกา ขอให้ฮ่องเต้ทรงออก 'ราชโองการตำหนิพระองค์เอง'
ฮ่องเต้กริ้ว ทรงปลดอัครมหาเสนาบดี
เจิ้งเสียเซิงเข้ารับตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีคนใหม่ กลายเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ระหว่างฝักฝ่ายครั้งนี้ชั่วคราว
ทว่า หลังจากอาจารย์ตงไหลทราบเรื่องนี้ คิ้วก็ขมวดมุ่นด้วยความกังวลอย่างหนัก
ในช่วงเวลาที่ปั่นป่วนเช่นนี้ การได้เลื่อนขั้นเป็นอัครมหาเสนาบดี จะเป็นโชคหรือเคราะห์... ไม่อาจรู้ได้เลยจริงๆ
โชคดีที่ ราชวงศ์ต้าเหลียงนั้นกว้างใหญ่ กว้างใหญ่มากเหลือเกิน
สงครามภายนอก และการต่อสู้ระหว่างฝักฝ่ายในราชสำนัก เป็นเพียงมุมหนึ่งของโลกเท่านั้น ราชวงศ์นี้ยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองที่เห็นอยู่ภายนอก
อย่างเช่นกรมโยธาธิการประกาศว่า เรื่องการเลียนแบบปืนใหญ่เรือของโปรตุเกส มีความก้าวหน้าครั้งสำคัญ
หรืออย่างเช่นเมืองซงเจียงที่ได้ปรับปรุงเครื่องปั่นด้ายแบบเหยียบสามแกน ทำให้ประสิทธิภาพการปั่นด้ายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
อุตสาหกรรมสิ่งทอเริ่มเจริญรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่นี่ก็ก่อให้เกิดความวุ่นวายจากการที่ช่างทอผ้าต่อต้านการเสียภาษีและนัดหยุดงานเช่นกัน
เจิ้งเสียเซิง อัครมหาเสนาบดีคนใหม่ ยังถูกองค์ฮ่องเต้ตำหนิอย่างหนักเพราะเรื่องนี้ด้วย
แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องความเป็นอยู่ของราษฎร
วงการวรรณกรรมของต้าเหลียง ก็ได้เปิดฉากยุคใหม่ที่ดอกไม้นานาพรรณเบ่งบาน และดวงดาวเปล่งประกายเจิดจรัสเช่นกัน
คุณชายแห่งตระกูลหวังแห่งไท่หยวน หวังเหิงจือ เดินทางจากไท่หยวนไปยังจินหลิง ประชันฝีปากกับเหล่านักปราชญ์นับร้อยสนาม โดยไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่ครั้งเดียว
เด็กหนุ่มวัย 13 ปี นามว่า เหอสวี่ สอบติดจวี่เหริน ก้าวขึ้นเป็น 'อัจฉริยะแห่งวงการวรรณกรรม' ที่เจิดจรัสที่สุดของราชวงศ์ต้าเหลียงในพริบตา
เด็กหนุ่มวัย 15 ปี นามว่า จ้าวอี้ ตกผลึกความรู้จากตำราของปราชญ์เมธี ประพันธ์ 'บทกวีตงโหลว' ออกมาหนึ่งบท มีสำนวนกวีที่โดดเด่นและสละสลวยงดงาม ทำให้ทั่วทั้งต้าเหลียงต้องตื่นตะลึง
แน่นอนว่า ยังมียอดอัจฉริยะที่เก่งกาจยิ่งกว่านี้อยู่อีกหนึ่งคน
คนผู้นี้มีนามว่า ซูฉี อายุ 17 ปี ไม่ว่าจะเป็นบทกวี โคลงฉันท์ กาพย์กลอน หรือการโต้แย้งคัมภีร์และการเขียนเรียงความแปดส่วน ล้วนแตกฉานทั้งสิ้น เล่าลือกันว่าคนผู้นี้เย่อหยิ่งจองหอง อวดดีและไม่เห็นใครอยู่ในสายตา
เป็นหนึ่งในตัวเต็งจอหงวนในการสอบครั้งต่อไป
นอกเหนือจากบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว
ตระกูลหลี่แห่งหลงซี ก็มีคุณชายผู้หนึ่งนามว่า หลี่ฉางเหนียน อายุ 14 ปี เตรียมตัวจะเข้ารับราชการ
และยังมีเด็กหนุ่มวัย 17 ปี นามว่า จูเก๋ออี้ อ้างตนว่าเป็นผู้สืบทอดลัทธิเต๋าแห่งเขาจงหนานซาน จนก่อให้เกิดความฮือฮา
เพราะมีตำนานเล่าขานว่า เขาจงหนานซานเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดของศาสนาเต๋า เล่าจื๊อเคยบรรยาย 'คัมภีร์เต้าเต๋อจิง' ที่นี่
การปรากฏตัวของผู้สืบทอดลัทธิเต๋า ราวกับเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง
ผู้สืบทอดของสำนักหยินหยาง สำนักจ้งเหิง สำนักพิชัยสงคราม สำนักนิติธรรม และสำนักต่างๆ ล้วนเริ่มปรากฏตัวและเผยความสามารถออกมาอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาช่างเจิดจรัส และเปล่งประกายบาดตายิ่งนัก
สายตาของทั่วทั้งวงการวรรณกรรมต้าเหลียง ไม่รู้ว่าจะจับจ้องไปที่ใครดี
อดีตเด็กอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งต้าเหลียง ชุยเซี่ยน ผู้ซึ่งเคยใช้บทกวี 'สงสารชาวนา' จนเป็นที่เลื่องลือในหมู่นักปราชญ์ และใช้เรียงความแปดส่วนสองบทสั่นสะเทือนวงการวรรณกรรม กลับไร้ซึ่งข่าวคราวโดยสิ้นเชิง
ในแต่ละยุคสมัย ย่อมมีผู้มีความสามารถปรากฏกาย
อดีตเด็กอัจฉริยะน้อยนั้นเจิดจรัสก็จริง
แต่โลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนอัจฉริยะหรอกนะ!
ภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์ และสงคราม ล้วนเป็นความปั่นป่วน และความมืดมนที่ราชวงศ์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตลอดกาล
แต่บนผืนแผ่นดินนี้ อารยธรรมอันงดงามจะยังคงสืบทอดต่อไปตลอดกาล และยอดอัจฉริยะผู้เป็นที่รักของสวรรค์ก็จะปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย
ทั้งสองสิ่งนี้เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เปิดฉากยุคใหม่ที่ทั้งเจิดจรัสและมืดมน ยิ่งใหญ่และน่าสลดใจ
ทว่า ไม่ว่ายุคสมัยจะแปรเปลี่ยนไปเช่นไร ก็ย่อมต้องมีคนมาจารึกตำนานบทใหม่ ไม่ใช่หรือ?
ราชวงศ์ต้าเหลียง รัชศกเจียเหอปีที่ยี่สิบสอง
ฤดูใบไม้ผลิ
เป็นอีกปีที่ดอกท้อเบ่งบาน
ตระกูลชุย
เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวพรรณขาวสะอาดและหล่อเหลา คิ้วและดวงตาสุกใสกระจ่าง ยืนอยู่หน้าผนังไม้ ยกพู่กันจุ่มหมึก แล้วยิ้มพลางเขียนตัวเลขนับถอยหลังของวันนี้ลงไป:
เหลือเวลาอีก 1 วัน ก่อนจะเดินทางไปไคเฟิง!