เปลวไฟ
ลุกโชนสูงขึ้นเรื่อยๆ
รถดับเพลิงสามคันพุ่งเข้าไปในโกดังย่านชานเมืองซึ่งอยู่ลึกสุดของถนนสี่แยกฟู่จิ่งของเมืองเยียนจิง
ทว่า...
กลับถูกรถยนต์หลายคันที่จอดผิดกฎหมายขวางทางเดินรถดับเพลิงเอาไว้
โทรศัพท์ไปบอกให้เลื่อนรถก็ไม่มีคนรับสายอยู่นาน ในยามคับขัน หลังจากชนรถที่จอดผิดกฎหมายกระเด็นไปหลายคัน รถดับเพลิงถึงพุ่งเข้าไปได้
แต่ว่า...
ก็พลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปเสียแล้ว
ท่ามกลางกองเพลิง มีคนกำลังกรีดร้อง...
คนที่ถูกช่วยออกมาได้แต่มองดูเปลวไฟที่ลุกโชนราวกับอสรพิษพลางร้องไห้โฮอย่างสติแตก
บางคนอยากจะพุ่งเข้าไปกอดเก็บข้าวของที่อยู่กลางกองเพลิงออกมา
แต่กลับถูกคนอื่นกดตัวเอาไว้แน่น ท้ายที่สุดก็พังทลายลงจนทำได้เพียงตะโกนร้องโวยวาย
แสงไฟสาดส่องกระทบใบหน้าแต่ละดวง...
ผู้คนเริ่มมามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ พากันชี้ชวนให้ดูเปลวเพลิง
รถข่าวของนักข่าวมาถึงแล้ว และกำลังสัมภาษณ์ผู้คนที่มายังที่เกิดเหตุทีละคน
คนในที่เกิดเหตุต่างพูดถึงไฟไหม้ครั้งนี้ไปต่างๆ นานา บ้างก็บอกว่าเริ่มไหม้จากโกดังร้านขายเสื้อผ้าตรงนั้น บ้างก็บอกว่าเกิดจากก้นบุหรี่ บ้างก็บอกว่าแก๊สระเบิด เพราะยังไงพวกเขาก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น...
ไฟไหม้ครั้งนี้...
ไหม้ลุกลามนานร่วมชั่วโมงกว่า
โกดังแต่ละหลังในอดีตล้วนกลายเป็นซากปรักหักพังดำเป็นตอตะโก คนไม่กี่คนที่ถูกช่วยออกมาได้ในท้ายที่สุดแม้จะได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่ใบหน้าก็ดำเมี่ยม หวาดกลัวจนพูดอะไรไม่ออก
…………………………
"หวอ~" "หวอ~!" "หวอ~"
เสียงไซเรนรถดับเพลิงดังกึกก้อง
เมิ่งซู่หรงนั่งอยู่หน้าโกดัง มองดูโกดังที่ไหม้เกรียมและเครื่องจักรที่เพิ่งซื้อมาด้วยความเหม่อลอย...
แววตาของเขาสูญเสียสีสันไปจนหมดสิ้น ทำได้เพียงมองดูทุกสิ่งอย่างเลื่อนลอย
เปลวไฟค่อยๆ มอดลง
เถ้าแก่เนี้ยร้านขายเสื้อผ้าข้างๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ถูกคนคอยดึงรั้งไว้ไม่หยุด
เธอทั้งดิ้นรน ทั้งตะโกนอย่างเสียสติ "หนึ่งล้าน เสื้อผ้าหนึ่งล้าน เสื้อผ้ามูลค่าหนึ่งล้าน..."
"หมดแล้ว หมดแล้ว ไม่เหลืออะไรเลย!"
หลังจากตะโกนจบก็ร้องไห้โฮ
ท้ายที่สุดเธอก็ไม่ได้พุ่งเข้าไปในกองเพลิงที่ไหม้เกรียม ทำได้เพียงมองดูเสื้อผ้าแต่ละตัวและวัตถุดิบทำเสื้อผ้ามากมายที่กลายเป็นเถ้าถ่าน
เวลาเพียงชั่วโมงกว่า...
ไม่มีแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว
หยาดเหงื่อแรงกายหลายปี ถูกเผาทำลายจนหมดสิ้น
เมิ่งซู่หรงนั่งอยู่บนม้านั่งหินข้างๆ
ก้มหน้าลง
เสียงจอแจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างดูเหมือนจะไม่ส่งผลกระทบต่อเขา...
เขาเพียงแค่ก้มหน้า
สูบบุหรี่มวนแล้วมวนเล่า
ภรรยาที่ยังคงตกใจกลัววิ่งมาจากที่อยู่ไม่ไกล พร่ำพูดอะไรมากมายกับเขา
เขาเงยหน้าขึ้น เห็นเพียงภรรยาที่มีสีหน้าบิดเบี้ยวอ้าปากพะงาบๆ ทว่ากลับไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดอะไร
หูหนวกไปชั่วขณะ
เขาสะบัดศีรษะเล็กน้อย...
ก็ยังคงไม่ได้ยินอะไรเลย
หลี่อ้ายเฟิ่งผู้เป็นภรรยายิ่งร้อนใจ พอเห็นสภาพของเขา ก็ตบหน้าเขาฉาดใหญ่
เขาถึงรู้สึกว่าตัวเองได้ยินอะไรบางอย่างแล้ว
เพียงแต่ มีเสียงวิ้งๆ ในหูไม่หยุด
เขากุมหน้า หันไปมองโกดังอย่างเหม่อลอยอีกครั้ง
"สามล้าน..."
"เครื่องจักรมูลค่าสามล้าน..."
"เครื่องทำความร้อน... พัดลมระบายอากาศ..."
เขาพึมพำกับตัวเอง
ไม่กี่วันก่อน หลังจากกลับมาจากจินเฉิง เขาก็เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน กู้เงินก้อนโตมาซื้อเครื่องจักรล็อตหนึ่ง...
เขาวางแผนจะขยายกิจการ นำเครื่องจักรล็อตนี้ไปใช้ผลิตสินค้าใหม่ทั้งหมด รวมถึงเตรียมการสำหรับออเดอร์ของเยียนสือฮั่ว
เมื่อคืนนี้ สองสามีภรรยายังปรึกษากันอยู่เลยว่า พอพ้นช่วงปีใหม่ไป พวกเขาจะย้ายร้านออกจากสี่แยก ไปยังทำเลที่คึกคักกว่านี้...
ขณะเดียวกัน โรงงานก็จะใช้มาตรฐานการจัดการระดับสากล พนักงานทุกคนต้องผ่านการอบรมก่อนเริ่มงาน เมิ่งซู่หรงถึงขั้นวางแผนจะไปดูงานที่อเมริกา ดูว่าจะนำมาตรฐานฝ้าเพดานสำเร็จรูปของทางนั้นมาประยุกต์ใช้ได้หรือไม่
แต่...
ไฟไหม้ครั้งใหญ่
ได้แผดเผาความทะเยอทะยาน และความวาดหวังในอนาคตของพวกเขาไปจนหมดสิ้น
ห้าโมงเย็น
เปลวไฟที่หลงเหลืออยู่ก็ถูกดับลง
สองสามีภรรยาเมิ่งซู่หรงเดินเข้าไปในโกดัง...
สิ่งที่เห็นมีแต่ความพินาศย่อยยับ
วัสดุฝ้าเพดานสำเร็จรูปถูกเผาจนเสียรูปทรง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นวัสดุกันไฟ สามารถทนไฟได้ในระดับหนึ่ง แต่ไฟไหม้ครั้งนี้รุนแรงเกินไป ต่อให้กันไฟได้ก็ทนความร้อนสูงจนเสียรูปทรงไม่ได้...
พัดลมระบายอากาศ เครื่องทำความร้อน เครื่องปรับอากาศที่เกี่ยวข้องกับฝ้าเพดานสำเร็จรูป...
ทั้งหมดถูกเผาไหม้เป็นจุลในกองเพลิงครั้งนี้
โรงงานแปรรูปที่เพิ่งตกแต่งใหม่ข้างๆ ก็ถูกเผาจนวอดวาย โชคดีที่ไม่มีคนงานบาดเจ็บล้มตาย แต่ความเสียหายทางทรัพย์สินนั้นประเมินค่าไม่ได้เลย...
………………………………
พระอาทิตย์ตกดิน
ตอนที่จางเซิ่งมาถึงที่นี่และเห็นรอยไหม้เกรียมเต็มไปหมด เขาก็รู้สึกเหมือนถูกทุบเข้าอย่างจัง
เขาเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตามากมาย
พวกเขามีสีหน้าซีดเผือด พอเห็นจางเซิ่งเดินมา ก็ฝืนยิ้มออกมา
โกดังของพ่อค้าแม่ค้าแถวฟู่จิ่งของเมืองเยียนจิงส่วนใหญ่ก็อยู่ที่นี่กันทั้งนั้น
ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ทุกคนต่างก็มีเงินไม่มาก...
แม้โกดังจะเป็นบ้านไม้ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยสูง แต่ก็ชนะตรงที่ค่าเช่าถูก ในสถานที่ที่ที่ดินมีค่าดั่งทองอย่างเมืองเยียนจิง ค่าเช่าแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ แล้ว
"พี่หวัง..."
หวังกั๋วฟู่พุงพลุ้ยยืนสูบบุหรี่ด้วยความกลัดกลุ้ม
พอเห็นจางเซิ่งเดินมา ก็ฝืนยิ้มออกมา
"นายมาสายไปนะ ไม่งั้นถ้ามาเร็วกว่านี้ คงได้เห็นดอกไม้ไฟในห้องแอร์ของฉันแล้ว... เมื่อกี้ตอนที่ระเบิดน่ะ เหมือนตอนปีใหม่เลย ดังเป๊าะแป๊ะๆ..."
"พอไฟลุกขึ้นมา จุ๊ๆ..."
"เกรงว่าชาตินี้คงหาดูได้ยากแล้ว"
หวังกั๋วฟู่ยังมีกะจิตกะใจมาพูดติดตลกกับจางเซิ่ง แต่หัวเราะไปหัวเราะมา จู่ๆ เขาก็ถอนหายใจยาว แล้วก็สูบบุหรี่แก้กลุ้มต่อ
โกดังของ 【ไห่ลี่เซ็นทรัลแอร์】 ก็อยู่ที่นี่ อยู่ติดกับโกดังของเมิ่งซู่หรง
หลังจากโกดังของเมิ่งซู่หรงไฟไหม้ โกดังแอร์ของเขาก็ไฟไหม้ตามไปด้วย แม้ตอนหลังจะกู้เครื่องจักรออกมาได้สองสามเครื่อง แต่เครื่องตัวหลักที่หนักอึ้งกลับยากที่จะแบกออกมาได้หมดในเวลาอันสั้น
จากนั้น...
ก็ระเบิดตามไป
จางเซิ่งหลับตาลง พ่นลมหายใจออกมาก่อนจะเดินวนดูรอบๆ บริเวณที่ไหม้เกรียม
ไฟไหม้ครั้งนี้ เผาโกดังไปสิบกว่าหลัง ข้างในมีสินค้าหลากหลายแบรนด์ ในบรรดานั้นร้านขายเสื้อผ้าถูกเผาจนวอดวายที่สุด เสียงร้องไห้โฮของเถ้าแก่เนี้ยยังคงดังต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้
เขาเห็นร่างของหลิวไคลี่ที่กำลังยืนดูเรื่องสนุก
แม้โกดังบริษัทเตาครบวงจรเซินหรานของหลิวไคลี่จะอยู่ที่นี่ด้วย แต่ก็ไม่ถูกไฟไหม้ เขาดูเหมือนคนนอกเสียมากกว่า เอามือไพล่หลังเดินดูไปทั่ว
แม้จะไม่ได้แสดงสีหน้าอื่นใดออกมา แต่ดูเหมือนกำลังสนุกกับความโชคร้ายของคนอื่น แถมอารมณ์ยังดีอีกต่างหาก
เขาจ้องมองหลิวไคลี่อยู่ครู่หนึ่ง...
สายตาก็เปลี่ยนไปมองที่อื่น
จางเซิ่งสังเกตดูแบรนด์ที่ถูกไฟไหม้อย่างละเอียด มีสามสี่เจ้าที่เกี่ยวข้องกับเขา...
ทฤษฎีสมคบคิดทำให้เขาอดนึกถึงสงครามธุรกิจที่ "เรียบง่ายไร้สีสัน" บางอย่างไม่ได้
แต่การใช้สงครามธุรกิจแบบ "เรียบง่ายไร้สีสัน" ในสถานที่ที่อยู่ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างเยียนจิงเนี่ย แม่งคงจะว่างจัดจริงๆ
"จางเซิ่ง..."
จางเซิ่งได้ยินเสียงคนเรียกตัวเอง
จึงหันหน้าไปตามสัญชาตญาณ
เขาเห็นตำรวจหญิงผมสั้นหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเดินเข้ามา ตอนที่ตำรวจหญิงเห็นเขา บนใบหน้าก็ปรากฏแววตาเคร่งขรึม "นายมาทำอะไรที่นี่?"
"อืม สวัสดีครับ ผมแวะมาดูหน่อย..." จางเซิ่งมองตำรวจหญิงแสนสวยคนนี้
แวบแรกเขารู้สึกคุ้นหน้ามาก จากนั้นก็พอนึกออกว่าตำรวจหญิงคนนี้เหมือนจะอยู่สำนักงานเดียวกับกู้เจียงเยี่ยน ดูเหมือนเพิ่งจะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำ และเรียกกู้เจียงเยี่ยนว่าอาจารย์
"ไฟไหม้ครั้งนี้ ร้ายแรงมาก... ทรัพย์สินเสียหายไม่น้อย ในนี้คงจะไม่มีของของนายหรอกนะ..." ตำรวจหญิงผมสั้นเดินมาข้างๆ จางเซิ่ง และคุยกับเขาเรื่องไฟไหม้ครั้งนี้
"ไม่มีครับ..." จางเซิ่งส่ายหน้า สายตามองไปยังพื้นที่ไหม้เกรียม "คุณว่า จะมีคนวางเพลิงไหมครับ?"
"ตอนนี้ยังสืบสวนไม่แน่ชัด แต่โอกาสที่จะเป็นการวางเพลิงนั้นมีไม่มาก รายละเอียดคงต้องไปตรวจสอบที่ต้นเพลิงดูอีกที..."
"อ้อ"
"ช่วงนี้ยุ่งไหม?"
"ก็เรื่อยๆ ครับ..."
"เรื่องตกแต่งร้านเป็นยังไงบ้าง?"
"เอ่อ..."
จางเซิ่งพยักหน้า
ตำรวจหญิงคุยกับจางเซิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ตอนแรกก็คุยเรื่องไฟไหม้ แต่ต่อมาก็เริ่มถามเรื่องส่วนตัวของจางเซิ่งบ้าง
เธอดูเหมือนจะสนใจในตัวจางเซิ่งมาก
หลังจากคุยกันไปสักพัก พอตระหนักได้ว่าตอนนี้เป็นเวลาทำงาน เธอก็กลับมาทำหน้าขรึมทันที หลังจากสอบถามจางเซิ่งอีกสองสามคำ เธอก็หันหลังวิ่งไปทางต้นเพลิงที่อยู่ไกลออกไปทันที
จางเซิ่งมองดูแผ่นหลังอันบอบบางของเธอตอนที่เดินจากไป
หรี่ตาลงเล็กน้อย
เธอดูเหมือนจะมีใจให้ฉันนะ
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของจางเซิ่ง
จากนั้น...
จางเซิ่งเห็นสองสามีภรรยาเมิ่งซู่หรงถือแผ่นฝ้าเพดานสองสามแผ่นเดินออกมาจากซากปรักหักพังแต่ไกล
บนใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
พอเห็นจางเซิ่ง เมิ่งซู่หรงก็ยิ้มขื่น "หลายล้าน... หายวับไปหมดเลย เดิมทีเมื่อวานตั้งใจจะโอนค่าพรีเซนเตอร์ให้นายสักหน่อย แต่ตอนนี้..."
"ไปที่ร้านก่อนแล้วค่อยคุยกันเถอะครับ"
"ได้!"
…………………………
หนึ่งทุ่มตรง
ทางนี้เพิ่งจะไฟไหม้...
ทางนั้นก็ออกข่าวแล้ว
ผลการสืบสวนเบื้องต้นออกมาอย่างรวดเร็ว
ข่าวรายงานเรื่องไฟไหม้ครั้งนี้ สาเหตุของไฟไหม้เกิดจากการชาร์จรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในโกดัง แล้วแบตเตอรี่เกิดไฟรั่วจนเกิดประกายไฟ
ตอนที่เริ่มมีเปลวไฟขึ้นมา คนงานไม่ทันสังเกตเห็น พอรู้ตัวว่าผิดปกติและคิดจะดับไฟ เวลาก็สายไปเสียแล้ว...
ร้านขายเสื้อผ้าข้างๆ โดนหางเลขเป็นรายแรก...
ร้านขายเสื้อผ้า มีวัตถุไวไฟเยอะเกินไปจริงๆ
เปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นสูงปรี๊ดในชั่วพริบตา อาศัยแรงลมตะวันตกเฉียงเหนือ ลุกลามไปยังบริเวณข้างเคียง...
จางเซิ่งและสองสามีภรรยาเมิ่งซู่หรงดูข่าว...
จางเซิ่งยังพอกินข้าวเย็นลง แต่สองสามีภรรยาเมิ่งซู่หรงกลับไม่ปริปากพูดอะไรเลย
บรรยากาศอึดอัดถึงขีดสุด
จากนั้น...
ไม่นานนัก จางเซิ่งก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากนอกบ้าน
สองสามีภรรยาเมิ่งซู่หรงพอได้ยินเสียง ก็รีบเดินออกไปดูทันที
พบว่าลูกค้าจำนวนมากพากันมาที่นี่
หน้าประตูร้าน 【โอวปังฝ้าเพดานสำเร็จรูป】 เต็มไปด้วยผู้คนมุงดู
เมิ่งซู่หรงรีบเดินเข้าไปหาทันที จากนั้น...
"เถ้าแก่ ฝ้าเพดานสำเร็จรูปของนาย ไม่ใช่บอกว่ากันไฟได้เหรอ?"
"ใช่สิ นายไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะหรอกเหรอว่าฝ้าเพดานสำเร็จรูปของนายกันไฟได้เหมือนฝ้าเพดานสำเร็จรูปเจ้าอื่นน่ะ? ทำไมพอไฟไหม้ขึ้นมา ถึงโดนเผาซะเละเทะแบบนี้ล่ะ?"
"เถ้าแก่ นายโฆษณาเกินจริงนี่หว่า พวกเราจะยกเลิกออเดอร์!"
"ใช่!"
"..."
เมิ่งซู่หรงเห็นเพื่อนร่วมอาชีพทำฝ้าเพดานสำเร็จรูปหลายคนพาลูกค้ากลุ่มหนึ่งมาด้วย
พวกเขาเอาแต่พูดว่าคุณภาพสินค้าเป็นยังไงๆ...
แล้วก็เรื่องโฆษณาเกินจริง...
ถึงขั้นไปหาแผ่นอะลูมิเนียมคอมโพสิตที่ถูกเผาจนไหม้เกรียมและเสียรูปทรงมาโดยเฉพาะ แล้วก็พูดจาถากถางไปต่างๆ นานา
ลูกค้าบางคนถึงกับเอาพัดลมระบายอากาศของที่บ้านมาด้วย บอกว่าพัดลมระบายอากาศมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เครื่องทำความร้อนก็เป็นของไม่มีแบรนด์ ไม่มีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยอะไรเลย แม้แต่ใบรับรองคุณภาพก็ไม่มี...
เพื่อนร่วมอาชีพเหล่านี้ ไม่ปิดบังอะไรอีกต่อไปแล้ว
พวกเขากำลังยุยงลูกค้า!
ยกเลิกออเดอร์!
ยกเลิกการจอง!
เมิ่งซู่หรงรู้สึกเพียงว่าเลือดในกายเย็นเฉียบขึ้นมา
เขากัดฟันกรอด!
ทว่า เขาก็ยังคงอธิบายด้วยความอดทนอย่างยิ่ง "ระดับการกันไฟของเราคือระดับสอง แต่ไฟไหม้ครั้งนี้เป็นไฟไหม้ระดับสามแล้ว แผ่นฝ้าของเราแค่เสียรูปทรง จะไม่เป็นเชื้อเพลิง..."
แต่...
คำอธิบายของเขาดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย...
เสียงเซ็งแซ่พูดแทรกคำอธิบายของเขา
เขารู้สึกเพียงว่าในหัวมีเสียงดังวิ้งๆ ไม่หยุด...







