ต้นเดือนเมษายน เยียนจิงเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นและดอกไม้ผลิบานแล้ว ทว่าบนแผ่นดินตงเป่ยยังแทบมองไม่เห็นสีเขียว มีเพียงยอดอ่อนที่เพิ่งผลิออกจากกิ่งไม้เท่านั้นที่พอจะแสดงให้เห็นถึงกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิอยู่บ้าง
ตลอดเวลาหนึ่งเดือน หลินเฉาหยางเดินทางไปตามอำเภอและเมืองรอบๆ บ้านเกิดสามสี่แห่งเพื่อรวบรวมข้อมูลมากมาย ถือว่าบรรลุจุดประสงค์ของการเดินทางครั้งนี้แล้วโดยพื้นฐาน
การสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์อันหนักแน่น ปริมาณงานเอกสารที่ต้องทำนั้นเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
เดิมทีเขายังคิดว่าจะใช้เวลาช่วงที่กลับมาค้นคว้าข้อมูลที่บ้านเกิดนี้ปลีกเวลาเขียนบท ‘ปรมาจารย์หมากรุก’ ให้เสร็จ ผลปรากฏว่าตอนมาถึงบทมีความคืบหน้าแค่ไหน ตอนนี้ก็ยังคงมีความคืบหน้าแค่นั้น
เวลาหนึ่งเดือนมานี้ เขาเพียงแค่รวบรวมข้อมูลคร่าวๆ เท่านั้น แต่การจะนำข้อมูลเหล่านี้มาจัดระเบียบอย่างแท้จริง และสกัดเอาเนื้อหาที่นำมาใช้ประโยชน์กับตัวเองได้ คงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย
ถึงอย่างไรก็รีบร้อนไม่ได้อยู่แล้ว เผลอแป๊บเดียวก็จากบ้านมาหนึ่งเดือนแล้ว หลินเฉาหยางเองก็เริ่มคิดถึงภรรยาและลูก
หลังจากบอกกล่าวกับทางรัฐบาลแล้ว หลินเฉาหยางก็เตรียมตัวกลับเมืองหลวง
นึกไม่ถึงว่าในวันที่เดินทางกลับ ผู้นำจากคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำอำเภอและรัฐบาลอำเภอหลายท่านจะมาปรากฏตัวที่สถานีรถไฟพร้อมเพรียงกันเพื่อส่งเขา การต้อนรับขับสู้เช่นนี้ทำเอาหลินเฉาหยางรู้สึกเป็นเกียรติจนทำตัวไม่ถูก
“สหายเฉาหยาง วันหน้าถ้ามีเวลาก็กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดบ่อยๆ นะ ประชาชนในบ้านเกิดต่างก็ห่วงใยคุณ!”
ก่อนออกเดินทาง เลขาธิการพรรคประจำอำเภอจับมือหลินเฉาหยางพร้อมกล่าวอย่างจริงใจ
คำพูดของเลขาธิการพรรคมีทั้งการเยินยอและมีส่วนที่มาจากใจจริง
นักเขียนมีมากมาย แต่นักเขียนที่สามารถประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงอย่างหลินเฉาหยางนั้นกลับมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังอายุน้อยขนาดนี้ ในอนาคตต่อให้ไปไม่ถึงจุดสูงสุดอย่างหลู่ซวิ่น กัวมั่วรั่ว หรือเหมาตุ้น แต่แค่ไปถึงระดับของจ้าวซู่หลี่ หรือซุนหลี นั่นก็ถือเป็นทรัพยากรอันล้ำค่าของประชาชนในบ้านเกิดแล้ว!
ในแง่หนึ่ง ตอนนี้หลินเฉาหยางได้กลายเป็นนามบัตรใบหนึ่งของบ้านเกิดไปแล้ว
บรรดาผู้นำในอำเภอไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสุญญากาศ ช่วงนี้หลังจาก ‘บันทึกการเดินทางทางเรือ’ ตีพิมพ์ออกไปก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม
นวนิยายขนาดยาวที่ยอดเยี่ยมมักจะสามารถเข้าถึงจิตใจผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง และกระตุ้นให้เกิดเสียงตอบรับทางสังคมในวงกว้าง
‘บันทึกการเดินทางทางเรือ’ ตีพิมพ์ได้ไม่นาน แต่กลับสามารถสร้างผลกระทบเช่นนี้ในทุกระดับชั้นของสังคม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความโดดเด่นของนวนิยายเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน
อนาคตของสหายเฉาหยางนั้นน่าคาดหวังยิ่งนัก!
“เสี่ยวซ่ง ช่วงเทศกาลปีใหม่ก็อย่าลืมเตรียมของฝากพื้นเมืองสักชุด ให้สหายเฉาหยางจำไว้ว่าประชาชนในบ้านเกิดระลึกถึงเขาอยู่เสมอ”
ขณะมองส่งหลินเฉาหยางขึ้นรถไฟ เลขาธิการพรรคก็หันไปสั่งการกับเลขานุการ
“รับทราบครับ”
การเดินทางกลับเยียนจิงไม่มีอุปสรรคใดๆ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดเมื่อถึงบ้านย่อมหนีไม่พ้นเสี่ยวตงตง ในวัยสามเดือนกว่าเขามีสีหน้าท่าทางหลากหลายขึ้นมาก ขอเพียงแค่ตื่นอยู่ มือเท้าก็ไม่เคยอยู่นิ่งเลยสักช่วงเวลาเดียว เอาแต่แกว่งไกวไปมาในอากาศอย่างสุดกำลัง
เวลาขับร้องไห้ก็ยิ่งมีพลังลมปราณเต็มเปี่ยม เสียงดังกังวาน
“ไอหยา! ลูกรัก อ้วนขึ้นอีกแล้ว!”
หลินเฉาหยางอุ้มเจ้าตัวเล็กไว้ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
น่าเสียดายที่เขาจากบ้านไปเป็นเดือน เสี่ยวตงตงก็จำเขาไม่ได้แล้ว พอถูกเขาอุ้มไว้ในอ้อมแขนก็แหกปากร้องไห้จ้าทันที
เถาอวี้โม่รับเจ้าตัวเล็กมาจากมือเขา ตบก้นกล่อมอย่างชำนาญ เสียงร้องไห้ก็เงียบหายไปในพริบตา เจ้าตัวเล็กเบิกตากลมโตอันไร้เดียงสาจ้องมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็นอีกครั้ง ทำเอาหลินเฉาหยางอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“เจ้าตัวเล็กนี่ เล่ห์เหลี่ยมไม่เบาเลยนะ!”
เถาอวี้ซูพูดกลั้วหัวเราะ “เจ้าหนูนี่ฉลาดเป็นกรดเลยล่ะ!”
หลินเฉาหยางพูดคุยกับเถาอวี้ซูสั้นๆ ถึงประสบการณ์หนึ่งเดือนในบ้านเกิด ความจริงก็ไม่มีอะไรให้น่าคุยนัก เวลาส่วนใหญ่เขาเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการหาข้อมูลในหอจดหมายเหตุและห้องสมุดของแต่ละอำเภอ ขากลับยังหิ้วหนังสือกลับมาอีกหนึ่งกระเป๋าเดินทาง
เมื่อเขาพูดถึงการต้อนรับที่ได้รับหลังจากกลับบ้านเกิด เถาอวี้ซูก็อดไม่ได้ที่จะซักไซ้ไล่เลียงอีกหลายประโยค
สองพ่อลูกหลินเฉาหยางกลับบ้านเกิด หลินเอ้อชุนไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลา แต่หลังจากได้ดื่มด่ำกับเกียรติยศของการกลับบ้านเกิดอย่างสง่างามแล้วก็กลับมายังเยียนจิง พอกลับมาก็คุยโวโอ้อวดถึงการต้อนรับอันอบอุ่นจากทางรัฐบาลเป็นการใหญ่
ฟังแล้วเถาอวี้ซูก็รู้สึกคันไม้คันมือจนทนไม่ไหว คราวนี้หลินเฉาหยางกลับมาแล้ว เธอจึงต้องถามไถ่ให้ละเอียดอย่างแน่นอน นี่ถึงจะตรงกับนิสัยของเธอ
หลินเฉาหยางเล่าให้เธอฟังอยู่ตั้งนาน เผลอแป๊บเดียวก็เป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว
“วันนี้คุณเพิ่งกลับมา พักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ”
เถาอวี้ซูพูดพลางหันไปพูดกับเถาอวี้โม่ที่กำลังอุ้มเด็กอยู่ “อวี้โม่ คืนนี้เธอไปนอนที่ห้องฝั่งเหนือนะ!”
เถาอวี้โม่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาบน ตอนพี่เขยไม่อยู่ก็ลากเธอมานอนด้วยทุกวัน ตอนนี้พี่เขยกลับมาแล้ว ก็เตะโด่งเธอออกจากห้องทันที
ช่างพลิกหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือเสียอีก!
หลังจากพักผ่อนอยู่บ้านหนึ่งวัน หลินเฉาหยางก็กลับไปยกเลิกวันลาที่ห้องสมุด และกลับมาทำงานอย่างเป็นทางการ
พอลา ‘คลอด’ ทีก็ปาไปเกือบสี่เดือน เพิ่งกลับมาทำงานก็รู้สึกไม่ค่อยชินอยู่บ้าง ประสิทธิภาพในการอู้งานเขียนบทก็ลดฮวบลงไป
“เฮ้อ! มาทำงานถึงได้รู้ว่าตอนหยุดพักมันดีแค่ไหน!”
ทำงานได้สองวัน หลินเฉาหยางก็หวนนึกถึงช่วงเวลาที่มีเวลาเหลือเฟือตอนหยุดพัก จนอดไม่ได้ที่จะอยากลาออก
แต่เขาเพิ่งจะหยุดยาวมาขนาดนั้น พอกลับมาก็ขอลาออกปุ๊บ ดูแล้วออกจะใจจืดใจดำไปสักหน่อย
อดทนไปก่อนแล้วกัน รอไปอีกสักพัก
ผ่านไปสองวัน เฉินหวยไข่ก็วิ่งแจ้นมาที่บ้านของเขา เพื่อสอบถามหลินเฉาหยางถึงความคืบหน้าในการเขียนบท ‘ปรมาจารย์หมากรุก’
เดิมทีหลินเฉาหยางวางแผนไว้ว่าจะเขียนให้เสร็จหลังปีใหม่ แต่ตอนนี้ปีใหม่ผ่านไปเกือบสองเดือนแล้วก็ยังเขียนไม่เสร็จ
“สัปดาห์หน้า สัปดาห์หน้าแล้วกัน”
เมื่อเผชิญกับการเร่งรัดของเฉินหวยไข่ หลินเฉาหยางจึงให้เวลาที่แน่นอนกับเขาไป
พอถึงสุดสัปดาห์ สองสามีภรรยาหลินเฉาหยางก็พาลูกกลับไปกินข้าวที่ครอบครัวตระกูลเถา เถาอวี้ซูเป็นฝ่ายพูดเรื่องที่อยากให้หลินเฉาหยางลาออกกับผู้เป็นพ่อก่อน
พ่อตาเถาฟังคำพูดของเธอแล้วก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจมากนัก ท้ายที่สุดแล้วชื่อเสียงของลูกเขยก็นับวันยิ่งโด่งดัง เขาหลุดพ้นจากการพึ่งพางานประจำไปอย่างสิ้นเชิงตั้งนานแล้ว หรืออาจกล่าวได้ว่างานประจำส่งผลกระทบต่อการสร้างสรรค์ผลงานของเขาในระดับหนึ่งด้วยซ้ำ
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้พวกแกตัดสินใจกันเองก็พอ ฉันไม่มีความเห็น”
“พ่อครับ ทางผมเพิ่งจะหยุดยาวมาหลายเดือน ตอนนี้ถ้าไปขอลาออกกับทางห้องสมุดคงไม่เหมาะสมแน่ ผมคิดว่าสู้รอให้ถึงช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่ไม่ค่อยยุ่ง แล้วค่อยบอกเรื่องนี้กับทางห้องสมุดดีกว่า”
พ่อตาเถาพยักหน้ารับ “แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”
“เพียงแต่ต้องเสียความตั้งใจจริงของพ่อในตอนแรกไปเปล่าๆ แล้วยังมีความดูแลเอาใจใส่จากลุงเซี่ยอีก…” หลินเฉาหยางพูดด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
พ่อตาเถาโบกมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย “การที่แกประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ เป็นสิ่งที่ทั้งฉันและลุงเซี่ยของแกคาดไม่ถึง แต่พวกเราก็ดีใจกับแกด้วย งานหนึ่งตำแหน่งไม่ได้มีความหมายอะไร การที่แกหางานที่สามารถยึดมั่นไปได้ตลอดชีวิตเจอต่างหาก ถึงจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”
ระหว่างที่หลินเฉาหยางและพ่อตาเถากำลังสนทนากัน แม่ยายเถาก็ไม่ปริปากพูดอะไรเลย
ก่อนหน้านี้ตอนที่ท่านอาเขยตู้รั่วหลินอยากย้ายหลินเฉาหยางไปที่กองทัพ เธอยังเคยโกรธที่หลินเฉาหยางปฏิเสธ
บัดนี้กาลเวลาเปลี่ยนไป หลินเฉาหยางไม่ได้เป็นเหมือนแต่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดหรือกองทัพ สำหรับเขาแล้วก็ไม่ใช่งานที่หายากอะไรอีกต่อไป
ผ่านไปอีกสองวัน หลี่ทัวก็มาหาหลินเฉาหยางกะทันหัน บอกว่าเขาอยากจะรวบรวมหนังสือรวมเรื่องสั้น
“ทำไมนึกอยากจะทำอะไรก็ทำ? ไม่ทำหนังแล้วหรือไง?” หลินเฉาหยางถามเขา
“ทำสิ ไม่เสียเวลาหรอก ครั้งนี้เป็นการตอบรับคำเชิญของสำนักพิมพ์วรรณกรรมและศิลปะซื่อชวน พวกเขาอยากจะแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวงการวรรณกรรมตั้งแต่เข้าสู่ยุคใหม่ ทางที่ดีก็รวบรวมนวนิยายขนาดสั้นที่เป็นตัวแทนของวงการวรรณกรรมในช่วงไม่กี่ปีมานี้ทั้งหมดมาไว้ด้วยกันเลย
ฉันทำคนเดียวคงไม่ไหว นี่ก็เลยนึกถึงนายขึ้นมาไม่ใช่หรือไง?”
หลี่ทัวทำหน้าประหนึ่ง ‘มีเรื่องดีๆ ฉันก็นึกถึงพี่น้องก่อนเสมอ’ แต่หลินเฉาหยางกลับพูดอย่างไร้เยื่อใยว่า “นายคิดว่าฉันว่างงานเหมือนนายหรือไง?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของหลี่ทัวก็บึ้งตึงขึ้นมาทันที ตีคนไม่ตีหน้า ด่าคนไม่แฉจุดอ่อน คำพูดของหลินเฉาหยางประโยคนี้ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าคนแล้วยังทำลายจิตใจกันอีก
หลินเฉาหยางมองสีหน้าของเขาแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย ตามที่เถาอวี้ซูบอก ตอนถ่ายรูปหมู่หลังงานซาลอนเมื่อช่วงก่อน หมอนี่แหละที่เป็นคนเสนอให้ทุกคนถือรูปถ่ายของเขาถ่ายรูป
หยอกล้อกันไปสองสามประโยค เมื่อเห็นหลี่ทัวเศร้าสร้อยที่ดึงตัวบรรณาธิการที่มีน้ำหนักมาร่วมงานไม่ได้ หลินเฉาหยางจึงพูดว่า “ทำไมนายไม่ไปหาเจี้ยนกง หรือเฉิงจื้อล่ะ?”
“ไม่ว่างกันหมดเลย”
หลินเฉาหยางพยายามข่มความรู้สึกอยากจะตบหน้าหลี่ทัวสักฉาด สรุปคือนายแค่วิ่งมาเสี่ยงดวงที่ฉันงั้นสิ?
“นายไปหาต้าเฝิงสิ เขาว่างจนไปประชุมเจิ้งเสียแล้วนู่น”
คำพูดนี้แน่นอนว่าเป็นการหยอกล้อ เฝิงจี้ไฉเพิ่งจะได้เป็นกรรมการเจิ้งเสียระดับชาติในปีนี้
หลี่ทัวคิดไปคิดมา ก็รู้สึกว่าน่าจะมีแค่เขาแล้ว “งั้นฉันไปติดต่อต้าเฝิงดู”
พูดจบ เขาก็ออกจากบ้านหลินเฉาหยางไปอย่างไม่ไยดี
เขาเพิ่งไป แขกอีกคนก็มาถึง
“แขกหายากนะเนี่ย วันนี้คุณทำไมถึงมีเวลามาหาผมได้ล่ะ?” หลินเฉาหยางรินชาให้จางกวงเหนียนพลางเอ่ยถาม
จางกวงเหนียนมองเขาด้วยความประหลาดใจ “นายคงไม่ได้ลืมไปแล้วหรอกนะ?”
“ลืมอะไรครับ?”
“การไปเยือนไง!”
หลินเฉาหยางเหม่อไปครู่หนึ่งก็นึกถึงบทสนทนากับจางกวงเหนียนเมื่อหลายเดือนก่อนได้ ดูเหมือนจะมีเรื่องนี้อยู่จริงๆ
“เรื่องไปเยือนผมคงไม่ไปแล้ว ช่วงนี้ยุ่งมากๆ”
เดิมทีหลินเฉาหยางก็ไม่ได้คิดจะไปอยู่แล้ว ประกอบกับตอนนี้นวนิยายและบทในมือก็ยังเขียนไม่เสร็จ อีกทั้งเพิ่งกลับมาจากข้างนอกได้ไม่กี่วัน จึงเอ่ยปากปฏิเสธจางกวงเหนียนอย่างนุ่มนวล
สหายอาวุโสพอได้ยินคำพูดนี้ก็เบิกตากว้าง “ไม่ไปทำไมไม่บอกแต่แรก? ฉันอุตส่าห์แย่งโควตามาให้นายได้แท้ๆ!”
“ก็เปลี่ยนคนสิครับ เรื่องนี้ยังมีคนแย่งกันไปตั้งเยอะไม่ใช่หรือไง?”
“นายบอกให้เปลี่ยนก็เปลี่ยนได้เลยหรือไง? ถ้างั้นนายก็ไปบอกกับคนของกระทรวงการต่างประเทศเองเลย!”
หลินเฉาหยางนึกไม่ถึงว่าแค่ไปเยือนต่างประเทศ ขั้นตอนจะซับซ้อนขนาดนี้ สมาชิกคณะผู้แทนล้วนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าสองเดือนแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องไปเยือนต่างประเทศนั้นเป็นที่ต้องการตัวมากจริงๆ จางกวงเหนียนเองก็ต้องใช้บุญคุณที่มีอยู่ หากหลินเฉาหยางไม่ไป บุญคุณของเขาก็คงสูญเปล่า
“งั้นไปก็ไปครับ ถือซะว่าไปเปิดหูเปิดตาก็แล้วกัน”
เมื่อเข้าใจสถานการณ์แล้ว หลินเฉาหยางก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม
“ค่อยยังชั่วหน่อย” จางกวงเหนียนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
วันนี้เขามาเพื่อแจ้งให้หลินเฉาหยางไปทำหนังสือเดินทาง ครั้งนี้คณะนักเขียนแผ่นดินใหญ่เยือนฮ่องกงมีทั้งหมด 15 คน โดยมีนักเขียนอาวุโสเซียวจวินเป็นหัวหน้าคณะ
สมาชิกครอบคลุมนักเขียนทั้งสามรุ่นคือ อาวุโส วัยกลางคน และวัยรุ่น ซึ่งนักเขียนส่วนใหญ่ล้วนเดินทางไปเยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรก จึงต้องไปทำหนังสือเดินทางพร้อมกัน
หลินเฉาหยางฟังจางกวงเหนียนกำชับอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ตกลงครับ ภายในสองวันนี้ผมจะไปทำ”
จางกวงเหนียนล้วงเอาแบบฟอร์มออกมาอีกสองแผ่น แล้วพูดว่า “กรอกข้อมูลพวกนี้ด้วย สมาคมนักเขียนกำลังจะรับสมาชิกใหม่แล้ว”
การเข้าร่วมสมาคมนักเขียนเป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว หลินเฉาหยางกรอกข้อมูลอย่างสะใจ แล้วคืนแบบฟอร์มให้จางกวงเหนียนอย่างสง่างาม
สหายอาวุโสอดไม่ได้ที่จะบ่น “ไม่เคยเห็นใครวางมาดใหญ่โตเท่านายมาก่อนเลย เข้าสมาคมยังต้องให้ฉันเป็นคนเอาแบบฟอร์มมาส่งให้ถึงที่”
“ผู้ใหญ่อย่างคุณเขาเรียกว่าลดตัวลงมาคบหาผู้มีความสามารถต่างหาก!”
พอได้รับคำชมประโยคหนึ่ง สีหน้าของสหายอาวุโสก็คลายลง ค่อยยังชั่วหน่อย
ตกเย็นเถาอวี้ซูเลิกงานกลับมาถึงบ้าน ก็พูดถึงเรื่องการเข้าร่วมสมาคมนักเขียนกับหลินเฉาหยางเช่นกัน เธอไม่ได้จะเข้าร่วมสมาคมนักเขียนแห่งชาติ แต่เป็นสมาคมนักเขียนเยียนจิง
เถาอวี้ซูตีพิมพ์บทความมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย คุณสมบัติส่วนตัวของเธอย่อมไม่มีปัญหา
‘เยียนจิงวรรณกรรม’ เองก็เป็นสิ่งพิมพ์ที่ดูแลโดยสมาคมนักเขียนเยียนจิง แม้แต่การแต่งตั้งบรรณาธิการบริหารก็ยังเป็นหน้าที่ของสมาคมนักเขียน การที่คนกันเองจะเข้าสมาคมนักเขียน จึงทำให้เถาอวี้ซูข้ามขั้นตอนการเข้าร่วมสมาคมนักเขียนระดับเขตไปได้เลย เริ่มต้นมาก็เป็นสมาชิกสมาคมนักเขียนเมืองเยียนจิงแล้ว
การเข้าร่วมสมาคมนักเขียนไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อหลินเฉาหยางเลย แต่เถาอวี้ซูเป็นคนบ้างาน การเข้าร่วมสมาคมนักเขียนจึงมีประโยชน์ต่อความก้าวหน้าในหน่วยงานของเธอมาก
“ถ้าคุณได้เป็นบรรณาธิการบริหาร ต่อไปพวกจางเต๋อหนิงคงต้องลำบากแย่แล้ว!”
เมื่อได้ยินภรรยาเต็มไปด้วยความวาดหวังต่องานในอนาคต หลินเฉาหยางก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อเธอไปประโยคหนึ่ง
เถาอวี้ซูตอบกลับด้วยการกลอกตาใส่เขา
หลินเฉาหยางเล่าเรื่องที่จะไปเยือนฮ่องกงให้เธอฟังอีก เขาเพิ่งกลับมาจากข้างนอก อยู่บ้านยังไม่ถึงเดือนก็ต้องออกเดินทางอีกแล้ว แต่เถาอวี้ซูกลับไม่ได้แสดงความอาลัยอาวรณ์ใดๆ ออกมา ตรงกันข้ามกลับดีใจมากเสียด้วยซ้ำ
“คราวนี้เงินตราต่างประเทศก้อนนั้นก็จะได้เอามาใช้ประโยชน์สักที”
ปีก่อนโน้นสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจีนฮ่องกงตีพิมพ์ ‘การตายของแวนโก๊ะ’ หลินเฉาหยางได้รับค่าต้นฉบับหกหมื่นดอลลาร์ฮ่องกง ตามกฎระเบียบเขาสามารถเก็บไว้ได้ 10% ซึ่งก็คือหกพันดอลลาร์ฮ่องกง เงินหกพันดอลลาร์ฮ่องกงนี้ก็ยังไม่มีที่ให้ใช้มาตลอด
“คุณอยากซื้ออะไรล่ะ?”
ขณะที่สองสามีภรรยากำลังปรึกษากันว่าจะซื้ออะไรจากฮ่องกง เถาอวี้โม่ก็กลับมาจากโรงเรียนพอดี พอได้ยินว่าหลินเฉาหยางจะไปฮ่องกง เธอก็ตื่นเต้นยิ่งกว่าหลินเฉาหยางเสียอีก
“พี่เขยๆ ไปฮ่องกงช่วยซื้อนาฬิกาซิติเซ่นให้ฉันสักเรือนสิ”
นาฬิกาดิจิทัลของซิติเซ่นตอนนี้ในประเทศก็มีขาย แถมยังเคยลงโฆษณาในรายการข่าวของ สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ด้วย ได้รับความนิยมอย่างมาก
น่าเสียดายที่ราคาแพงเกินไป แถมยังต้องมีคูปองถึงจะซื้อได้ ถ้าไปซื้อที่ฮ่องกงก็จะง่ายกว่าเยอะ
“พี่ชายเล็กของเธอก็ขายของพวกนี้นี่ เธอจะให้ฉันหิ้วมาจากฮ่องกงเนี่ยนะ?”
“ที่เขาขายมันมีแต่ของห่วยๆ จากการลักลอบนำเข้าทั้งนั้น ฉันไม่ชายตามองหรอก” เถาอวี้โม่พูดด้วยสีหน้าเชิดหยิ่ง
หลินเฉาหยางฟังความหมายของน้องเมียออกว่าอยากได้นาฬิกาดีๆ สักเรือน “เธอมีเงินตราต่างประเทศหรือไง?”
เถาอวี้โม่รีบเผยรอยยิ้มประจบสอพลอทันที “พี่เขย พี่ออกให้ฉันก่อนสิ พอกลับมาแล้วฉันค่อยคืนให้”
เธอดีดลูกคิดรางแก้วดังฉับๆ ซื้อนาฬิกาใช้เงินตราต่างประเทศ แต่ตอนคืนเงินกลับใช้เงินหยวน
หลินเฉาหยางมองเธอด้วยรอยยิ้ม “เงินน่ะไม่ต้องคืนหรอก แค่ดูแลหลานชายของเธอให้ดีก็พอ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา เถาอวี้โม่ก็ดีใจจนเนื้อเต้น นึกไม่ถึงว่าจะมีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วย
“พี่เขยวางใจได้เลย เสี่ยวตงจื่อมอบให้ฉันดูแล พี่สบายใจได้”
หลินเฉาหยางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เป็นวัยรุ่นก็แบบนี้แหละ ให้ความหวานนิดหน่อยก็ยอมถวายหัวให้แล้ว
หารู้ไม่ว่าของขวัญทุกอย่างจากพี่เขย ล้วนถูกกำหนดราคาไว้ล่วงหน้าอย่างลับๆ แล้ว







