ท้องฟ้ามืดลงแล้ว
โชคดีที่ในที่สุดก็จับ 'หาง' ของจ้าวจื้อได้ กลุ่มพี่น้องตัวน้อยต่างก็ตื่นเต้นกันมาก
จวงจิ่นลดเสียงต่ำลงแล้วถามว่า "น้องเซี่ยน เจ้าว่าต่อไปพวกเราควรทำอย่างไร"
ชุยเซี่ยนเหลือบมองท้องฟ้า "วันนี้ดึกมากแล้ว พวกเราแยกย้ายกันกลับก่อนเถอะ อย่าให้คนที่บ้านต้องเป็นห่วง"
ทุกคนพยักหน้า
ตอนที่กำลังจะเดินกลับ ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าทางฝั่งของเผยเจียนยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
ชุยเซี่ยนครุ่นคิดเล็กน้อย "พี่ใหญ่ไปที่ที่ว่าการอำเภอ การสืบข่าวคงจะยากกว่าสักหน่อย พรุ่งนี้ค่อยไปหารือกันตอนเจอกันที่สถานศึกษา"
ดังนั้น ทุกคนจึงแยกย้ายกันที่ริมแม่น้ำ
อีกด้านหนึ่ง
เผยเจียนที่ยังไม่ทันได้ส่งข่าวกลับมา ก็ค้นพบของที่มีประโยชน์เข้าจริงๆ!
เผยเจียนรู้จักกับหลานชายคนเล็กของหม่าเตี่ยนลี่แห่งที่ว่าการอำเภอ
เขาแอบซุ่มดูอยู่ที่ว่าการอำเภอเป็นเวลานาน และเห็นจ้าวจื้อจากไปกับตา
จากนั้นจึงสั่งให้หลานชายของหม่าเตี่ยนลี่ใช้ข้ออ้างว่ามาตามหาปู่ของตน 'พลัดหลง' เข้าไปในห้องทำงานรองนายอำเภอของจ้าวจื้อ
เดิมทีตั้งใจแค่จะลองเสี่ยงดวงดู
ผลปรากฏว่าให้ตายเถอะ
หลานชายคนเล็กของหม่าเตี่ยนลี่คนนั้นเดินทื่อๆ เข้าไปเดินเล่นอยู่พักหนึ่ง
หลังจากออกมาก็หยิบเอกสารปึกหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้เผยเจียน น้ำเสียงแฝงการประจบประแจง "พี่เผยเจียน ท่านดูสิว่าอันนี้ใช้ได้หรือไม่"
เผยเจียนกวาดสายตามองผ่านๆ สีหน้าก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที
ถึงขั้นมองซ้ำอีกหลายรอบอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เพราะเอกสารปึกนี้ คือเนื้อหาการลงทะเบียนในบัญชีรายชื่อที่เกี่ยวข้องกับการ 'ถอนทะเบียนราษฎร์' 'เพิกถอนทะเบียนราษฎร์' และ 'ตกหล่นจากทะเบียนราษฎร์' ของหลายหมู่บ้าน
แม้เผยเจียนจะไม่มีการศึกษา แต่เขาก็มีวิสัยทัศน์ อีกทั้งยังมีความคิดที่ฉับไวเป็นอย่างยิ่ง
สัญชาตญาณบอกเขาว่า ของสิ่งนี้ต้องมีประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแน่นอน!
เขารีบยัดเอกสารปึกนั้นใส่เข้าไปในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว
เผยเจียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า "ของพวกนี้ เจ้าไปเจอมาได้อย่างไร"
หลานชายคนเล็กของหม่าเตี่ยนลี่ตอบซื่อๆ ว่า "ใต้พื้นตรงโต๊ะทำงานในห้องของรองนายอำเภอจ้าวมีช่องลับอยู่ช่องหนึ่ง ข้าเจอมันตอนเข้าไปเล่นซ่อนหาก่อนหน้านี้"
"ช่องลับแบบนี้ ท่านปู่ของข้าทำไว้ตั้งหลายช่อง ข้ามองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าต้องเปิดอย่างไร"
"แต่พวกแก้วแหวนเงินทอง หรือตั๋วเงินที่อยู่ข้างใน ข้าไม่กล้าหยิบมาหรอก หยิบมาแค่กระดาษขาดๆ ที่ไม่มีประโยชน์พวกนี้แหละ"
เผยเจียน "..."
คนเก่งนี่นา
เขาจ้องมองหลานชายคนเล็กของหม่าเตี่ยนลี่อย่างอึ้งๆ ไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
หลานชายคนเล็กของหม่าเตี่ยนลี่เห็นเขาไม่พูดอะไรก็เริ่มร้อนใจ "ของมีค่าพวกนั้นข้าไม่กล้าหยิบมาจริงๆ นะ! พี่เผยเจียน ขอล่ะ..."
ของตกถึงมือแล้ว เผยเจียนก็ขี้เกียจพูดพร่ำทำเพลง
เขาล้วงเอาตุ๊กตาหมัวโหวหลัวออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้อีกฝ่าย พลางกล่าวอย่างรำคาญว่า "เอาล่ะ แม้ของที่เจ้าเอามาจะไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ แต่ข้าจะยอมให้เจ้าสักตัวก็แล้วกัน"
"แต่เจ้าก็รู้กฎดี หากกล้าเอาไปพูดสะเปะสะปะข้างนอก ข้าจะอัดเจ้าสามวันห้าหนเลยคอยดู"
หลานชายคนเล็กของหม่าเตี่ยนลี่เก็บตุ๊กตาหมัวโหวหลัวด้วยความตื่นเต้น พลางหดคอลง "พี่เผยเจียนวางใจได้ ข้าไม่พูดแน่นอน!"
เขาเข้าไปขโมยของในห้องทำงานของรองนายอำเภอจ้าว จะกล้าเอาไปพูดข้างนอกได้อย่างไร
เมื่อมองส่งหลานชายทึ่มของหม่าเตี่ยนลี่เดินจากไปแล้ว
เผยเจียนมองดูท้องฟ้า แล้วก็เดินไปที่ประตูหลังของที่ว่าการอำเภออีกครั้ง
ที่นี่อยู่ใกล้กับห้องข้างของพวกเจ้าหน้าที่มาก
เขาเพิ่งจะไปถึง
เด็กชายหน้าตาอ่อนเยาว์คนหนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วเรียก "พี่เผยเจียน"
เผยเจียนขานรับ แล้วถามว่า "สืบเรื่องคนได้แล้วหรือยัง"
ต้องบอกเลยว่า คุณชายเผยนั้นเกิดมาเพื่อทำการใหญ่จริงๆ
เขารู้จักแบ่งกำลังออกเป็นสองสาย
เขามอบหมายเรื่อง 'การเข้าไปในห้องทำงานของรองนายอำเภอ' ให้หลานชายคนเล็กของหม่าเตี่ยนลี่จัดการอย่างระมัดระวัง
ส่วนเรื่องที่ชุยเซี่ยนขอให้เขาช่วยตามหา 'ต้าชวน' นั้น เขาได้มอบหมายให้เด็กชายหน้าตาอ่อนเยาว์คนนี้เป็นคนจัดการ
เพราะพ่อของเด็กชายตรงหน้านี้ก็คือเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในที่ว่าการอำเภอ
ช่างบังเอิญนัก
พ่อของเด็กชายคนนี้ แท้จริงแล้วก็คือเจ้าหน้าที่หลิน ลูกเขยของตาเฒ่าชุยนั่นเอง
เมื่อได้ยินคำพูดของเผยเจียน
เด็กชายหน้าตาอ่อนเยาว์ก็กระซิบว่า "พี่เผยเจียน คนที่ท่านตามหาข้ารู้จัก เขาคือท่านนายอำเภอ"
อะไรนะ?
เผยเจียนชะงักไป จากนั้นก็ล้วงเอาภาพวาดที่ชุยเซี่ยนให้ไว้ออกมาจากอกเสื้อ แล้วถามอย่างคลางแคลงใจว่า "เจ้าแน่ใจหรือ ดูอีกทีสิ อย่าให้ผิดตัวล่ะ"
นายอำเภอเย่หวยเฟิงเพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ ดังนั้นเผยเจียนจึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
เด็กชายหน้าตาอ่อนเยาว์ตั้งใจดูภาพวาดอีกหลายครั้ง
จากนั้นก็พูดอย่างหนักแน่นว่า "เขาคือท่านนายอำเภอ! วันนี้ข้าเห็นเขามาหาพ่อข้ากับตา พ่อข้าเรียกเขาว่าท่านนายอำเภอ"
"ท่านนายอำเภอบอกพ่อข้า ให้พ่อข้าปิดปากให้สนิท หากครอบครัวของชุยเซี่ยนมาสืบถามฐานะของเขากับพ่อข้า ก็ให้พ่อข้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น"
"โอ้ ใช่แล้ว เขายังกำชับพ่อข้าเป็นพิเศษ ให้พ่อข้าช่วยดูแลครอบครัวของชุยเซี่ยนด้วย"
หา?
น้องเซี่ยนไปเกี่ยวข้องกับท่านนายอำเภอได้อย่างไร
เผยเจียนตกใจมาก
เขายังคงให้ตุ๊กตาหมัวโหวหลัวกับเด็กชายหน้าตาอ่อนเยาว์คนนั้นไปหนึ่งตัวเหมือนเคย อีกฝ่ายดีใจจนหน้าแดงก่ำ วิ่งจากไปอย่างมีความสุข
ภายในที่ว่าการอำเภอ
นายอำเภอเย่หวยเฟิงที่จงใจหาโอกาสมากำชับเจ้าหน้าที่หลินให้อีกฝ่ายเก็บความลับไว้อย่างมิดชิด กำลังรู้สึกโล่งใจ
ความลับเรื่องตัวตนของเขายังคงถูกปิดบังเอาไว้ได้ หึๆ!
เมื่อเวลาผ่านไปจนค่อนข้างดึก
รองนายอำเภอจ้าวที่กินดื่มอย่างเต็มอิ่มและเพลิดเพลินกับการปรนนิบัติของสาวงามในบ้านของพ่อค้าใบชา ก็เดินทอดน่องกลับบ้านอย่างสบายใจ
ผลปรากฏว่าพอเพิ่งกลับไปถึง ก็เห็นหลานชายคนเล็กของตัวเองกำลังขว้างปาข้าวของอีกแล้ว
จ้าวจื้อรีบเข้าไปโอ๋ทันที "โอ๊ย ใครทำให้หลานรักของปู่โกรธอีกแล้วเนี่ย"
จ้าวเย่าจู่พูดอย่างโมโหว่า "ก็ชุยเซี่ยนคนนั้นน่ะสิ! ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้เขาทำตัวโดดเด่นในสำนักศึกษาสกุลเผยมาก"
"อาจารย์อู๋คนนั้นก็ชมเขาทุกวันว่าเป็นอัจฉริยะหาตัวจับยาก! ข้าโมโหจะตายอยู่แล้ว!"
"ท่านปู่ ท่านบอกว่าอีกไม่นานก็จะจัดการเขาได้แล้วไม่ใช่หรือ"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของจ้าวจื้อก็เย็นชาลงเช่นกัน
เมื่อหลายวันก่อน เดิมทีคิดจะเหยียบชุยเซี่ยนเป็นแท่นหินรองเท้า เพื่อให้หลานชายคนเล็กของตัวเองมีชื่อเสียง
ผลก็คือบทกวี "รำพันห่าน" บทเดียว ทำให้ "รำพันไผ่ใหม่" และตระกูลจ้าวกลายเป็นตัวตลก
จ้าวจื้อวางอำนาจในหนานหยางจนเคยตัว ย่อมกลืนความโกรธแค้นนี้ลงไปไม่ได้
ประกอบกับถูกหลานชายอย่างจ้าวเย่าจู่ยุยง
จ้าวจื้อจึงใช้แผนสกปรก ส่งโจรที่มีประวัติอาชญากรรมนำเงินทองจำนวนหนึ่งไปใส่ร้ายป้ายสีตระกูลชุย
แต่กลับคิดไม่ถึงว่า เจ้าโจรไม่ได้เรื่องคนนั้นจะบังเอิญถูกเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยคนหนึ่งจับได้เสียอย่างนั้น!
"หลานรักวางใจเถอะ คราวก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝันนิดหน่อย ปู่รับรองกับเจ้าเลยว่า จะรีบจัดการครอบครัวของไอ้เด็กนั่นให้เร็วที่สุดแน่นอน"
จ้าวจื้อหัวเราะฮ่าๆ พลางแสดงจุดยืนกับหลานชาย
ทว่าในใจกลับกำลังครุ่นคิดว่า ควรจะหาวิธีไหนมาลงโทษตระกูลชุยอีกดี
ด้วยอำนาจและสถานะของเขาในตอนนี้ การจะกดขี่จัดการครอบครัวชาวบ้านธรรมดาๆ ครอบครัวหนึ่งนั้น ช่างง่ายดายเหลือเกิน
ได้ยินมาว่า ไอ้เด็กตระกูลชุยนั้นมีพรสวรรค์ความสามารถอยู่บ้างจริงๆ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งต้องรีบกำจัดทิ้งเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อตัดปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง
ช่างบังเอิญนัก
ชุยเซี่ยนก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
รองนายอำเภอผู้มีอำนาจล้นฟ้าคอยจ้องเล่นงานเขาอย่างมุ่งร้ายอยู่ลับหลัง จะให้เขาสบายใจได้อย่างไร
ตระกูลชุย
ท่านผู้เฒ่าชุยเฝ้ารอแล้วรอเล่า ในที่สุดเมื่อท้องฟ้ามืดสนิท ก็ได้เห็นหลานชายตัวน้อยทั้งสองคนกลับมาเสียที
นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก "สะใภ้ใหญ่ เด็กสองคนถึงบ้านแล้ว เตรียมตั้งโต๊ะกินข้าวเถอะ"
หลินซื่อเดินออกมาจากห้องโถง "เจ้าค่ะ ท่านแม่ก็รีบไปนั่งพักเถิด"
หลานชายทั้งสองยังไม่กลับมาเสียที ท่านผู้เฒ่าชุยก็ไม่วางใจ จึงไปชะเง้อคอรออยู่ที่ปากซอยตลอดเวลา
ชุยโป๋ซานจุดตะเกียงน้ำมัน
เฉินซื่อกำลังโอ๋ลูกสาวตัวน้อย
ส่วนชุยเสวียนก็ช่วยแม่ของนางยกกับข้าวไปที่ห้องโถง
คนในครอบครัวต่างก็มีหน้าที่ยุ่งวุ่นวายกันไปคนละแบบ
สุดท้ายเมื่อมานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะอาหารในห้องโถง แสงเทียนสลัวๆ อบอุ่น อาหารส่งควันกรุ่น ทุกคนต่างก็มีสีหน้าผ่อนคลายสบายใจ
ตั้งแต่ย้ายมาบ้านใหม่ วันเวลาก็ยิ่งผ่านไปอย่างราบรื่น จะไม่ให้สบายใจได้อย่างไร
ท่านผู้เฒ่าชุยคีบกับข้าวให้พวกเด็กๆ ไม่หยุด สีหน้าเบิกบาน "วันนี้ตระกูลจวงส่งคนมาแจ้งว่า เลือกทำเลร้านขายตุ๊กตาหมัวโหวหลัวได้แล้ว สองสามวันนี้จะให้พวกเราไปดูสักหน่อย"
เพราะเป็นการทำธุรกิจเปิดร้านครั้งแรก คนทั้งครอบครัวจึงระมัดระวังตัวมาก และยังมีความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
พวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
จึงไม่ได้สังเกตว่า คืนนี้สองพี่น้องชุยอวี้และชุยเซี่ยนพูดน้อยเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะชุยอวี้ สายตาของเขาเอาแต่เหลือบมองน้องชายด้วยความกังวลใจอยู่บ้าง
เขาเพิ่งจะอายุเก้าขวบ ต้องมาเจอเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ในใจจะสับสนว้าวุ่นก็เป็นเรื่องธรรมดา
เมื่อกินข้าวกันไปได้พอสมควรแล้ว
ชุยเซี่ยนที่ผ่านการครุ่นคิดมาอย่างรอบคอบ ก็เอ่ยปากขึ้นอย่างจริงจังว่า "ท่านย่า ท่านลุงใหญ่ ท่านป้าใหญ่ ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ามีเรื่องหนึ่งจะบอกกับพวกท่าน"
ครอบครัวคืออะไรกันเล่า
ครอบครัวคือที่หลบภัย
ชุยเซี่ยนรวบรวมกลุ่มพี่น้องตัวน้อย เตรียมตัวประกาศสงครามกับจ้าวจื้อ
แต่นี่ยังไม่พอ เขายังต้องการความช่วยเหลือจากครอบครัวด้วย
ครอบครัวของพวกเขาร่วมแรงร่วมใจกัน กว่าจะย้ายจากหมู่บ้านเหอซีมาที่หนานหยางได้ ต้องใช้ความพยายามไปไม่น้อย
ดังนั้น ชุยเซี่ยนจึงไม่มีทางยอมให้ใครมาทำร้ายครอบครัวนี้เด็ดขาด
แต่วันนี้จัดการจ้าวจื้อได้ พรุ่งนี้ก็อาจจะมีเฉียนจื้อ หรือซุนจื้อโผล่มาอีก
ชุยเซี่ยนไม่สามารถปกป้องคนในครอบครัวได้ตลอดเวลา
เขาตัดสินใจที่จะพาครอบครัวเติบโตไปด้วยกัน
เฉินซื่อที่อุ้มลูกสาวอยู่ได้ยินก็หัวเราะ "เรื่องอะไรหรือ ทำไมดูจริงจังจังเลย"
ทว่าคำพูดประโยคเดียวของชุยเซี่ยน ก็ทำให้เฉินซื่อหัวเราะไม่ออกอีกต่อไป
ได้ยินเซี่ยนเกอพูดว่า "เมื่อคืนโจรที่เข้ามาในบ้านเรา ไม่ได้มาขโมยของหรอก แต่เอาของมาวางไว้ต่างหาก"
"คนผู้นี้ได้รับคำสั่งจากรองนายอำเภอจ้าวจื้อ จงใจมาใส่ร้ายป้ายสีบ้านเราโดยเฉพาะ"
เพล้ง!
มือที่ถือชามข้าวของท่านผู้เฒ่าชุยสั่นเทา ชามกระเบื้องร่วงลงกระแทกพื้นแตกกระจาย
สีหน้าของคนตระกูลชุยที่เหลือก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงเช่นกัน
ทั่วทั้งเมืองหนานหยาง มีใครบ้างที่ไม่รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลจ้าว
ท่านลุงใหญ่ชุยโป๋ซานรีบถามอย่างร้อนรน "เซี่ยนเกอ ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงหรือ ตระกูลจ้าวจะมาเพ่งเล็งบ้านเราได้อย่างไร"
ชุยเซี่ยนจึงเล่าเรื่องที่จ้าวเย่าจู่และจ้าวจื้อพยายามจะใช้ตนเป็นแท่นหินรองเท้า
แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะต้องเสียหน้าครั้งใหญ่ จึงผูกใจเจ็บและจงใจแก้แค้น ออกมาทีละเรื่อง
หากเปลี่ยนเป็นบ้านอื่น
ผู้ปกครองในเวลานี้ ย่อมต้องตีเด็กอย่างหนัก และดุด่าว่าเขาก่อเรื่องใหญ่โตระดับฟ้าถล่มดินทลาย
แต่ท่านผู้เฒ่าชุยที่ได้สติกลับมา กลับดึงชุยเซี่ยนเข้าไปกอดไว้ในอก แล้วกล่าวอย่างปวดใจว่า "หลานรักของย่า นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลย"
"เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เจ้าคงอึดอัดใจมาตลอด คงจะหวาดกลัวแย่แล้วสิ"
ส่วนชุยจ้งหยวนก็กัดฟันกรอด "ตระกูลจ้าวรังแกกันเกินไปแล้ว! พี่ใหญ่ พรุ่งนี้พวกเราไปแจ้งความที่ที่ว่าการอำเภอกัน"
ชุยโป๋ซานพยักหน้าอย่างหนักแน่น
ลูกสะใภ้ทั้งสอง รวมถึงชุยเสวียนมีสีหน้าซีดเผือด แต่โชคดีที่ยังนับว่าตั้งสติได้
ดูเหมือนว่าช่วงเวลานี้พวกนางก็กำลังเติบโตขึ้นเช่นกัน แม้จะเชื่องช้า แต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อนที่พอเจอเรื่องอะไรก็เอาแต่ปาดน้ำตาตั้งเยอะ
ชุยเซี่ยนผละออกจากอ้อมอกของท่านย่า แล้วกล่าวว่า "ท่านพ่อ ท่านลุงใหญ่ ตระกูลจ้าวมีอำนาจล้นฟ้า ขืนผลีผลามไปแจ้งความ สุดท้ายคนที่เสียเปรียบก็คือพวกเรา"
"ที่ลูกเลือกพูดออกมาในวันนี้ ก็เพราะคิดหาวิธีถอนรากถอนโคนตระกูลจ้าวได้แล้ว"
แม่เจ้าโว้ย!
ถอนรากถอนโคนตระกูลจ้าวหรือ?
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนทั้งครอบครัวก็มีสีหน้าเหม่อลอย
นั่นมันตระกูลจ้าวเชียวนะ!
ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ใบหน้าของเซี่ยนเกอยังคงดูอ่อนเยาว์
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ท่าทางของเขากลับมีความองอาจผ่าเผยแบบเด็กหนุ่มอยู่หลายส่วน
"ข้ารับปากท่านย่าไว้แล้ว ว่าจะสร้างความรุ่งโรจน์ให้กับตระกูลชุยของเรา จะปล่อยให้ไอ้จ้าวจื้อนั่นมาเป็นตัวถ่วงอนาคตอันสดใสของพวกเราได้อย่างไร"
จากนั้น
ชุยเซี่ยนก็เล่าเรื่องที่ตนนำกลุ่มพี่น้องตัวน้อยไปสืบเรื่องของจ้าวจื้อออกมาอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม
คนในครอบครัวฟังแล้วก็อกสั่นขวัญแขวน
เซี่ยนเกอนี่ช่างกล้าหาญชาญชัยเสียจริง!
ได้ยินชุยเซี่ยนกล่าวต่อว่า "เรื่องการกว้านซื้อที่ดิน ในเมื่อจับจุดอ่อนของเขาได้แล้ว ก็ย่อมมีช่องทางให้ลงมือ"
"แต่จ้าวจื้อมีอำนาจอยู่ในมือ อีกทั้งยังคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง เขาใส่ร้ายป้ายสีพวกเราไม่สำเร็จ ย่อมต้องเลือกลงมือต่ออย่างแน่นอน นี่ต่างหากคือสิ่งที่ต้องระวังที่สุดในตอนนี้"
"อันตรายที่ไม่รู้ล่วงหน้าต่างหากที่น่ากลัวที่สุด"
"ดังนั้น พวกเราต้องเป็นฝ่ายคุมเกม ชักนำให้จ้าวจื้อมา 'เล่นงาน' พวกเรา เปลี่ยนอันตรายที่ไม่รู้ล่วงหน้า ให้กลายเป็นอันตรายที่รู้ล่วงหน้า"
เขาพูดจาฉะฉาน ตรรกะลื่นไหล สีหน้าก็มีความหนักแน่นราวกับวางแผนการรบไว้ในกระโจมบัญชาการ
โดยไม่รู้ตัว ผู้คนในห้องโถงต่างก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
ท่านผู้เฒ่าชุยกล่าวว่า "เซี่ยนเกอ เจ้าพูดต่อสิ เจ้าตั้งใจจะทำอย่างไร"
ชุยเซี่ยนเงยหน้าขึ้น "ที่ดินสามสิบหมู่ของบ้านเรา ต้องหาวิธีให้ไอ้จ้าวจื้อฮุบเอาไป หนึ่งคือเพื่อควบคุมความเสี่ยง สองคือข้าต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในคดีกว้านซื้อที่ดิน และใช้สถานะผู้เสียหายในการเอาผิดตระกูลจ้าว"
ซีดดด
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนทั้งครอบครัวต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง
พวกเขาเพิ่งย้ายออกจากบ้านชาวนา ยังไม่ทันได้ก้าวข้ามชนชั้นเลยด้วยซ้ำ
ที่นาคือชีวิตของคนทั้งครอบครัวนะ!
ดังนั้นจึงไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา
เนิ่นนานให้หลัง
ท่านผู้เฒ่าชุยกัดฟันกรอด "ตกลง เซี่ยนเกอพูดถูก อันตรายที่รู้ล่วงหน้า ย่อมดีกว่าอันตรายที่มองไม่เห็นจนทำให้คนต้องอกสั่นขวัญแขวน"
ชุยเซี่ยนได้ยินดังนั้นก็มองท่านย่าด้วยความประหลาดใจ ทึ่งในความเด็ดเดี่ยวของอีกฝ่าย
จากนั้น
เขาก็กล่าวต่อว่า "ส่วนเรื่องที่จะทำให้จ้าวจื้อมาเพ่งเล็งที่นาของบ้านเราได้อย่างไรนั้น คงต้องยืมมือตาเฒ่าชุยข้างบ้านมา 'ช่วย' เสียแล้ว"
"พวกเรากับเขาแยกบ้านกันนานแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนผู้นี้มาขอส่วนบุญในภายหลัง สู้รีบขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า"
"ตระกูลชุยของพวกเรา ไม่แยแสสิ่งที่เรียกว่าเครือญาติพวกนี้หรอก ต่อไปพวกเราจะแยกผังตระกูลออกมาเอง"
ช่างเป็นการแยกผังตระกูลที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่ากลัวอย่างรองนายอำเภอจ้าว เซี่ยนเกอวัยแปดขวบกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
ซ้ำยังวางแผนการรบ เตรียมพร้อมที่จะต่อกร!
ท่วงท่าของเด็กหนุ่มเช่นนี้ ช่างทำให้ผู้คนยอมสยบให้จริงๆ
แต่ศัตรูก็คือตระกูลจ้าวเชียวนะ!
แม้ท่านผู้เฒ่าชุยจะตัดสินใจลงไปแล้ว แต่ก็ยังคงถามด้วยเสียงสั่นเครือว่า "เซี่ยนเกอ เจ้ามั่นใจหรือ"
ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมัน
หลานชายตัวน้อยของนางยิ้มกว้าง แววตาแจ่มใส ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ "ไม่เกินหนึ่งเดือน จ้าวจื้อต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!"
นี่มัน...
ช่างเป็นความเด็ดเดี่ยวอะไรเช่นนี้!
ยังไม่ทันที่คนในครอบครัวจะได้เอ่ยปาก
ชุยเซี่ยนก็หันไปมองชุยอวี้อย่างกะทันหัน แล้วถามยิ้มๆ ว่า "พี่ชาย วันนี้ท่านไปที่คฤหาสน์ตระกูลจ้าวมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง"
ชุยอวี้ตอบว่า "ข้างในไม่รู้ แต่ข้างนอกหรูหรามาก ซุ้มประตูยิ่งซ่อมแซมได้โอ่อ่าเป็นพิเศษ"
ดังนั้น
จึงเห็นชุยเซี่ยนเลิกคิ้วขึ้น แล้วยิ้มมองทุกคนในครอบครัว "แยกผังตระกูลออกมาเอง จะไม่มีคฤหาสน์หลังใหญ่ไว้พักพิงได้อย่างไร ลานบ้านที่นี่เล็กเกินไป แถมยังต้องเสียค่าเช่า ขืนอยู่ต่อไปนานๆ ก็คงไม่สะดวก"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ปล่อยให้ตระกูลจ้าวกลายเป็นฝุ่นผงปลิวไปตามสายลม แล้วเปลี่ยนมาแขวนป้ายชื่อตระกูลชุยของข้าก็แล้วกัน!"
"เป็นอย่างไร ท่านย่า ท่านลุงใหญ่ ท่านป้าใหญ่ ท่านพ่อ ท่านแม่ จะร่วมมือกันทั้งครอบครัว แล้วไปสู้รบตบมือกับจ้าวจื้อพร้อมกับลูกสักตั้งหรือไม่!"
"สู้เพื่ออนาคตอันสดใสของตระกูลชุยของเรา!"
สวรรค์!
แค่คำพูดง่ายๆ ประโยคเดียว ก็จุดไฟในสายเลือดของคนทั้งครอบครัวให้ลุกโชนขึ้นมาได้
เด็กอย่างเซี่ยนเกอนี่ ช่างเต็มไปด้วยความกล้าหาญและห้าวหาญจริงๆ!
เมื่อหนึ่งถ้วยชาก่อน คนทั้งครอบครัวยังมีสีหน้าตึงเครียดและหวาดกลัว
แต่ตอนนี้ พวกเขาไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว!
กลับกลายเป็นว่าแต่ละคนคึกคักฮึกเหิม เข้าสู่โหมด 'พร้อมรบ'
ตระกูลจ้าวรังแกกันเกินไปแล้ว ตระกูลชุยของเราจะร่วมใจกันทั้งครอบครัว เพื่อต่อสู้ปกป้องบ้านของตัวเอง!
ท่านผู้เฒ่าชุยหน้าแดงก่ำมองหลานชายตัวน้อย แล้วตัดสินใจอย่างเด็ดขาด "เซี่ยนเกอ เจ้าว่ามาเลย คนทั้งครอบครัวเรา จะฟังคำสั่งเจ้า!"