ถานไถ่เซี่ยนหมิงมองดูสระน้ำเบื้องหน้า มันถูกสร้างขึ้นโดยช่างฝีมือผู้เก่งกาจหาตัวจับยาก ตรงกลางมีเสากักมังกรฝังลึกลงไปในใต้ดินโดยตรง ภายในสระน้ำทั้งหมด น้ำที่เดือดพล่านมีสีดำและแดงเจือปนอยู่ นี่คือพิษร้ายแรงของแคว้นอิ้ง
มันคือเลือดในหัวใจของสัตว์ประหลาดบรรพกาล [เฟย]
เข้มข้นกว่าเมื่อสิบปีก่อนมากนัก สัตว์ประหลาดบรรพกาลตัวนั้นร่วงหล่นลงเมื่อแปดร้อยปีก่อนจากการถูกล้อมสังหารโดยขุนพลเทพที่จักรพรรดิแดงนำทัพด้วยตนเอง และตอนนี้ เลือดในหัวใจสามหยดที่หลงเหลืออยู่ของสัตว์ประหลาดตัวนี้ หนึ่งหยดก็อยู่ที่นี่
เสากักมังกรเชื่อมต่อโดยตรงกับเส้นชีพมังกรแคว้นเฉิน
ด้านบนมีโซ่ตรวนที่หล่อขึ้นจากวัสดุสำหรับสร้างศาสตราเทพและอาวุธเทพ รวมทั้งหมดเก้าเก้าแปดสิบเอ็ดเส้น การป้องกันที่แน่นหนาเช่นนี้ เพียงเพื่อกักขังคนคนเดียวเท่านั้น ร่างกายกว่าครึ่งของคนผู้นั้นถูกแช่อยู่ในเลือด [เฟย] ซึ่งเป็นพิษประหลาดอันดับหนึ่งของแผ่นดิน
ทว่ากลับยังมีชีวิตอยู่
เหลือเพียงเสื้อผ้าเรียบง่ายที่ปกปิดร่างกาย หนวดเครายาวเฟื้อย ดวงตาหลับพริ้ม
ถานไถ่เซี่ยนหมิงหิ้วกล่องใส่อาหาร มองดูเยว่เผิงอู่ในชุดสีดำ แล้วกล่าวเรียบๆ ว่า "พิธีบวงสรวงใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว งิ้วฉากใหญ่เช่นนี้กำลังจะเปิดม่าน น่าเสียดายที่เจ้ามองไม่เห็น ส่วนข้าก็ไม่อยากดู ในแผ่นดินนี้และแคว้นเฉิน มีเพียงเจ้า เยว่เผิงอู่ เท่านั้นที่คู่ควรให้ข้ามาคารวะสุราสักจอก"
"เพียงแต่ เขากล่าวกันว่าคนเมตตาไม่คู่ควรคุมทัพ แต่เจ้ากลับไม่เด็ดขาดพอ และก็ไม่ไร้เยื่อใยพอ"
"ราชสำนักเพียงแค่บอกว่าจะทอดทิ้งราษฎรในสี่เมืองด่านชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ เจ้าก็กลับมาแล้ว"
เสียงโซ่ตรวนดังกรุ๋งกริ๋ง
เยว่เผิงอู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เพื่อบีบบังคับให้เขากลับมา ได้มีการออกราชโองการนับสิบฉบับ บ่อยครั้งที่ราชโองการฉบับแรกยังไม่ทันไปถึงด่านชายแดน ราชบัณฑิตที่ถือราชโองการฉบับที่สองก็ออกเดินทางแล้ว ม้าเร็วควบตะบึงอย่างต่อเนื่องบนถนนสายหลักของสถานีม้าเร็วทหารที่ควรใช้สำหรับรายงานสถานการณ์ทางทหารฉุกเฉิน
ในเวลานั้นราชสำนักทำทีว่าจะทอดทิ้งราษฎรในเมืองต่างๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้
ขณะเดียวกันก็เพิ่มการจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงมือกับครอบครัวของทหารในกองทัพ และประกาศป่าวร้องว่าเพื่อสนับสนุนการยกทัพขึ้นเหนือของเยว่เผิงอู่อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของทหารสั่นคลอน ทั้งยังมีเสียงร้องไห้คร่ำครวญของราษฎรดังไม่ขาดสายตลอดทั้งวัน ราชโองการสิบสองฉบับไม่อาจทำให้ขุนพลเทพหันกลับมาได้ แต่เสียงร้องไห้และเลือดเนื้อของราษฎร ท้ายที่สุดก็ทำให้เขายอมก้มหัว
ในที่สุดเยว่เผิงอู่ก็กลับมา
สิ่งที่พบเจอคือการทรยศของฮ่องเต้
ถานไถ่เซี่ยนหมิงรินสุราอย่างช้าๆ แล้วกล่าวเรียบๆ ว่า
"เจ้าหลบเลี่ยงแผนการของฮ่องเต้ได้ หลบเลี่ยงอุบายมากมายของข้าก่อนหน้านี้ได้ แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่า ราษฎรที่แท้จริง ผู้ลี้ภัยที่แท้จริง ในหมู่ราษฎรมากมายที่มาต้อนรับพวกเจ้ากลับมา ผู้ที่ถวายน้ำให้เจ้า ยายเฒ่าที่ทำงานหนักอย่างแท้จริง ขยันขันแข็ง และสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ในชามของนางนั้น คือยาพิษ"
"เพราะเรื่องของหลี่ว่านหลี่ เจ้าจึงหวาดระแวงฮ่องเต้ แต่พวกเจ้าต่างก็... ซื่อเกินไป"
ถานไถ่เซี่ยนหมิงไม่ได้พูดคำว่าโง่เขลา เขาเพียงแค่เงียบ จากนั้นก็เหมือนกับในอดีต ตอนที่ยังเป็นกุนซือและที่ปรึกษาของคนเหล่านี้ เขากล่าวเบาๆ ว่า "เมื่อเผชิญหน้ากับคนอย่างข้า การป้องกันตัวของพวกเจ้ายังน้อยเกินไปสักหน่อย"
"แผนการย่อมเปลี่ยนแปลงได้นะ ขยับเขยื้อนตามกาลเวลาและบุคคล"
"ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านอ๋องไท่ผิง ยังคงมีความเมตตาอันบริสุทธิ์ที่สุดต่อราษฎรเหล่านั้น"
"นี่คือ จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของพวกเจ้า"
ถานไถ่เซี่ยนหมิงยื่นมือออกไป กล่าวเรียบๆ ว่า
"และคนที่เจ้าเคยช่วยชีวิตผู้นี้ ข้าก็ให้นางวางยาพิษเจ้า"
"ใช้เสบียงเพียงสามจินเท่านั้น"
"พวกเจ้ามองเห็นแต่ความดีในจิตใจมนุษย์ แต่สันดานมนุษย์นั้น โดยเนื้อแท้แล้วชั่วร้าย"
เยว่เผิงอู่กล่าว "หลอกล่อคนที่ไม่รู้ความจริงให้ไปทำร้ายผู้อื่น แล้วมาทำเป็นวางตัวเป็นกลางอยู่ที่นี่"
"ถานไถ่เซี่ยนหมิง"
"คำพูดเช่นนี้ ไม่ต้องเอามาพูดหรอก"
ถานไถ่เซี่ยนหมิงไม่ได้พูดอะไร เพราะยายเฒ่าที่วางยาพิษผู้นั้น หลังจากรู้ว่าในชามของตนเองคืออะไรกันแน่ นางก็ร้องครวญครางอยู่ในบ้านหลายวัน เริ่มจากร้องไห้ ร้องจนน้ำตาแทบจะเหือดแห้ง สุดท้ายก็ร้องจนเลือดไหลออกมา ในวันที่สามเมื่อผู้คนพบว่าไม่มีเสียงดังออกมาและเข้าไปดู ยายเฒ่าผู้นั้นก็ตายไปแล้ว
ราวกับสุนัขแก่ที่บ้าคลั่งแล้วหอนจนตาย
เสบียงสามจินนั้นไม่ได้ถูกแตะต้องเลยแม้แต่เมล็ดเดียว
นั่นเพื่อนำไปไถ่ตัวหลานสาวตัวน้อยที่นางขายไป
เยว่เผิงอู่จ้องมองท่านปู่ใหญ่เบื้องหน้าอย่างเย็นชา ท่านปู่ใหญ่แขวนตะเกียงในมือไว้บนตะขอรูปมังกรที่ใช้ประดับบนผนังด้านข้าง ประคองให้มั่นคง เปลวไฟลุกไหม้อย่างเงียบเชียบ สาดส่องให้ความสว่างทางฝั่งของชายชรา เขานั่งอยู่ในที่สว่าง สวมชุดสีขาวเนื้อดีไร้ฝุ่นธุลี
ทั่วร่างของเยว่เผิงอู่แช่อยู่ในน้ำเลือดสีดำ หนวดเคราและเส้นผมบนใบหน้ายาวรุงรัง มีเพียงดวงตาที่ดำมืด ซ่อนอยู่ในความมืดมิด โซ่ตรวนตึงเปรี๊ยะแล้ว นั่นแสดงว่าหมัดทั้งสองข้างที่ทิ้งตัวลงของยอดขุนพลผู้นี้ได้กำแน่นแล้ว
ถานไถ่เซี่ยนหมิงกล่าว "...คนอย่างเจ้านี่แหละ คือต้นตอของยุคกลียุค"
"ไม่มีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงแผ่นดิน แต่กลับโอบอุ้มเลือดร้อนไว้เต็มอก สุดท้ายในหมู่แคว้นต่างๆ ล้วนมีคนอย่างพวกเจ้า ที่เรียกขานกันว่าวีรบุรุษ ผู้กล้า จากนั้นพวกเจ้าก็เข่นฆ่ากันเอง ก่อไฟสงครามขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดล่ะ พวกเจ้าบอกว่าจะปกป้องราษฎร"
"แต่ภายใต้กีบเท้าม้าเหล็กของพวกเจ้า กลับมีแต่กองกระดูกขาวโพลนไปทั่วทุกหนแห่ง"
"คนตายไปตั้งมากมายขนาดนี้!"
"ยุคกลียุคกว่าสามร้อยปี กว่าสามร้อยปีมานี้ บางคนเกิดในยุคกลียุค แล้วก็ตายในยุคกลียุค ชั่วชีวิตของพวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าวันเวลาที่สงบสุขและมั่นคงคืออะไร! ก็เพื่อพวกเจ้า ที่อ้างว่ามีเมตตาธรรมอันน่าเวทนาต่อราษฎรเหล่านี้ ทำให้สงครามนี้ไม่มีวันสิ้นสุด!"
"พวกเจ้ากำลังผลาญเลือดเนื้อและโชคชะตาของราษฎรจงหยวนอย่างไม่หยุดหย่อน"
"เสือสองตัวสู้กัน ย่อมไม่อาจอยู่ร่วมกันได้!"
"จงหยวนสู้รบกันจนหัวร้างข้างแตก ต่อให้สุดท้ายสำเร็จ จะต้องมีวีรบุรุษและราษฎรตายไปมากเท่าใด ผลาญพลังและเลือดเนื้อของแผ่นดินจงหยวนจนหมดสิ้น หรือต้องการการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวเช่นนี้ แล้วปล่อยให้ชนเผ่าต่างด้าวมากัดกินเลือดเนื้อของราษฎรแผ่นดินจงหยวนของเรา ปล่อยให้กีบเท้าม้าเหล็กของพวกมันเหยียบย่ำจากเจียงหนานมาถึงจงหยวนหรืออย่างไร?!"
น้ำเสียงของถานไถ่เซี่ยนหมิงสงบนิ่ง ผมขาวโพลนใบหน้าชราภาพ
"แผนการของข้า ได้ทำลายถู่อวี้หุนแห่งดินแดนประจิมไปแล้ว ทูเจวี๋ยก็กำลังจะถูกยุยงให้แตกแยก ในเวลานี้แคว้นเฉินจำเป็นต้องถูกบั่นทอนกำลัง สิ่งที่ขวางอยู่เบื้องหน้า คือศัตรูคู่อาฆาตของข้า"
เยว่เผิงอู่ยังคงสามารถระงับอารมณ์ของตนเองไว้ได้
สมัยหนุ่มเขาเป็นคนหัวดื้อและอารมณ์ร้อนมาก เมื่ออารมณ์ขึ้นใครก็รั้งไม่อยู่ แต่หลังจากเป็นแม่ทัพคุมกองทัพมานาน ก็ได้รับการขัดเกลาแล้ว เด็กหนุ่มในวันวานได้สวมเกราะไว้หนวดเครามานานแล้ว สามารถอ่านตำราพิชัยสงคราม เขียนบทกวีได้ดี ดวงตาดำขลับ กล่าวว่า
"แผ่นดินรวมเป็นหนึ่ง แต่ทว่า การรวมเป็นหนึ่งเช่นนี้ จะอยู่ได้นานสักแค่ไหน? หรือว่าจะไม่มีทรราชคนใหม่ปรากฏตัวขึ้น? พวกเขาก็จะยังคงทำตามสถานการณ์ที่เจ้าเรียกว่า [ทำให้อีกแคว้นอ่อนแอ ทำให้อีกแคว้นแข็งแกร่ง ปั่นป่วนแผ่นดิน] ต่อไป"
"ได้แคว้นมาโดยมิชอบ อายุขัยของแคว้นย่อมไม่ยืนยาว สิ่งที่เจ้าเรียกว่าแผ่นดินรวมเป็นหนึ่ง ก็เป็นเพียงการทำให้วิถีแห่งแผ่นดินจงหยวนของเรากลายเป็นเพียงอุบายภูตผีเท่านั้น!"
ถานไถ่เซี่ยนหมิงกล่าว "เหล่าผู้กล้าในแผ่นดินคือต้นตอของยุคกลียุค ก็เพราะความสง่าผ่าเผยและเที่ยงธรรมอย่างที่พวกเจ้าเรียกขานนี่แหละ ถึงได้ทำให้ราษฎรในแผ่นดินนี้ ต้องเผชิญกับยุคกลียุคสามร้อยปีอย่างไม่สิ้นสุด!"
ในที่สุดเยว่เผิงอู่ก็ทนไม่ไหว เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาหลายครั้ง บันดาลโทสะอย่างรุนแรง
"ราษฎรหรือ?!"
เลือดพิษในสถานที่แห่งนี้กระเพื่อมไหว โซ่ตรวนส่งเสียงร้องก้อง
"คำพูดเพียงประโยคเดียวของเจ้า ทหารก็ต้องยอมตาย เอาหัวไปพุ่งชน"
"คำว่าราษฎรในปากของเจ้า เป็นเพียงแค่ตัวเลขงั้นหรือ? เป็นเพียงแค่สิ่งที่เรียกว่าสถานการณ์ใหญ่ใช่หรือไม่ เป็นเสนาบดีมานานเกินไป ดูเอกสารมากเกินไป จนไม่รู้แล้วว่าคนคืออะไร เอาเลือดเนื้อหกสิบปีหนึ่งรอบนักษัตรไปแลกกับการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งหรือ?"
"ราษฎรในสายตาของเจ้า เหลือเพียงแค่ตัวอักษรแล้วหรือ? ยังมีผู้คนทีละคนอยู่หรือไม่?! เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนที่เมืองถูกตีแตก ผู้ชายถูกฟันคอ ผู้หญิงตกเป็นทาส?"
"เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีขุนพลศัตรูเล่นว่าวบนกำแพงเมือง โดยใช้ทวนเสียบเด็ก แล้วดึงลำไส้ออกมาทำเป็นสายป่าน? เจ้ารู้หรือไม่ว่าการเดินเท้าเปล่าคุ้ยหาของกินมันมีที่มาอย่างไร?!"
"เจ้าสง่าผ่าเผยและเที่ยงธรรม เพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน นั่งจิบชาอยู่ในจวนเสนาบดี รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ที่แสนรันทด ความแค้นลึกล้ำดั่งทะเลเลือด ความเจ็บปวดราวกับถูกดาบฟันกระดูกเช่นนี้ ราคาของแผนการของเจ้า กลับให้ราษฎรจงหยวนของข้าเป็นผู้แบกรับ! วันนี้บอกว่าป่วนแคว้นเพื่อรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง"
"วันหน้าหากมีฮ่องเต้ทรชน เจ้าก็จะทำอีกครั้งใช่หรือไม่?"
"ถึงอย่างไรตนเองก็ไม่ต้องแบกรับราคาอยู่แล้ว แค่คนอื่นหลั่งเลือดก็เท่านั้น"
"เจ้าขายราษฎรเจียงหนานของข้า เพียงเพื่อไปเป็นสุนัขรับใช้ฮ่องเต้แคว้นอิ้งใช่หรือไม่?!"
เยว่เผิงอู่กำมือทั้งสองข้างแน่น โซ่ตรวนส่งเสียงร้องก้อง เขายังหนุ่ม เลือดลมในใจยังคงคุกรุ่น พูดจาไม่ยั้งคิด ด่าทอเสียงดัง
"ชื่อเสียตราบนานเท่านาน เจ้าจะเป็นคนแบกรับหรือ?"
"ไอ้เฒ่าหัวหงอก ต่อให้เป็นเพียงชีวิตเดียว"
"เจ้าก็แบกรับไม่ไหวหรอก"
ถานไถ่เซี่ยนหมิงไม่ได้ตอบ เพียงแค่กล่าวเบาๆ ว่า
"หนึ่งขุนพลสำเร็จความชอบ หมื่นกระดูกแห้งกรัง"
"สงครามของพวกเจ้า ราษฎรที่ล้มตายก็ไม่ได้น้อยไปกว่าแผนการของข้าเลย"
"ยุคกลียุคสามร้อยปี นำมาซึ่งอะไรอีก? ข้าไม่อยากพูดอะไรอีกแล้ว ถานไถ่เซี่ยนหมิงถูกกำหนดให้ต้องแบกรับชื่อเสียไปชั่วกัลปาวสาน สิ่งที่ข้าต้องการ มีเพียงอย่างเดียวแล้ว คือแผ่นดินรวมเป็นหนึ่ง สิ่งที่ข้าต้องการ คือชัยชนะครั้งสุดท้าย"
"เยว่เผิงอู่ หรือจะบอกว่า ความสง่าผ่าเผยและเที่ยงธรรมในสายตาของเจ้า สำคัญกว่าชัยชนะงั้นหรือ?"
ถานไถ่เซี่ยนหมิงกล่าว "กองทัพไท่ผิงและกองทัพเย่ว์ล้วนมีระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ไม่ทำร้ายราษฎร คำพูดเช่นนี้ข้าคงถามมากไปเอง เจ้าไม่ต้องฝืนรวบรวมลมปราณแล้ว ข้ารู้ว่า เจ้าอยากจะฆ่าข้าที่นี่ แต่ความวุ่นวายของแคว้นเฉิน เป็นดั่งม้าที่ควบตะบึงไปแล้ว ไม่อาจหยุดยั้งได้อีกต่อไป"
"พิษนี้คือ [เฟย] ที่ร้ายกาจที่สุดในแผ่นดิน วรยุทธ์ของเจ้าเพียงพอที่จะจัดอยู่ในสิบอันดับแรกของขุนพลเทพในแผ่นดิน อายุอานามก็ไล่เลี่ยกับท่านอ๋องไท่ผิงในปีนั้น วรยุทธ์ก็ใกล้เคียงกัน ทว่า พิษร้ายแรงเช่นนี้กัดกร่อนมาเป็นเวลานานขนาดนี้ วรยุทธ์ของเจ้าคงเหลือเพียงแค่ปกป้องเส้นชีพจรหัวใจแล้วกระมัง"
"ข้าไม่อยากฆ่าเจ้า สภาพของเจ้าในตอนนี้ ก็ยากที่จะก่อการใดได้แล้ว จากไปเสียเถอะ"
ถานไถ่เซี่ยนหมิงหลุบตาลง เขาส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้ ซองจดหมายถูกประคองขึ้นด้วยลมปราณ นั่นคือจดหมายจากทางบ้าน ลายมือที่ยังดูไร้เดียงสา มาจากลูกชายวัยสี่ขวบกว่าของเยว่เผิงอู่ ถานไถ่เซี่ยนหมิงกล่าวเบาๆ ว่า "แกล้งตายแล้วจากไปเถอะ ไปใช้ชีวิตอยู่กับลูกเมียของเจ้าเสีย"
"เจ้าออกรบไปทั่วสารทิศ คงลืมไปแล้วกระมังว่าลูกชายหน้าตาเป็นอย่างไร แผ่นดินวุ่นวาย ไม่ต้องไปสนใจมันแล้ว"
"จากไปแล้ว ก็อย่ากลับมาอีก"
เยว่เผิงอู่มองดูท่านปู่ใหญ่เบื้องหน้า ถานไถ่เซี่ยนหมิงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เย็นชาและสมจริงนั้น ท่านปู่ใหญ่มองดูเยว่เผิงอู่ ถานไถ่เซี่ยนหมิงมีสีหน้าซับซ้อนทอดถอนใจ เมื่อเห็นยอดขุนพลผู้ถูกใส่ร้ายผู้นี้หลับตาลง เยว่เผิงอู่ก็ดูเหมือนจะทิ้งมือลง
เขานึกถึงลูกเมีย หลังจากลูกเกิด เขาก็แทบไม่มีเวลาไปพบพวกเขเลย
จดหมายจากบ้านตกลงบนเลือดพิษของ [เฟย] เยว่เผิงอู่นึกถึงลูกเมียและบ้านเกิด ในใจของขุนพลวัยสามสิบกว่าราวกับถูกมีดกรีด จากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้น น้ำเลือดในสระเลือดพิษกำลังปั่นป่วน ทำให้จดหมายฉบับนั้นเปียกชุ่ม สีหน้าของถานไถ่เซี่ยนหมิงแข็งค้างเล็กน้อย
กลิ่นอายสังหารอันกดดันพวยพุ่งขึ้นในวินาทีต่อมาหลังจากที่เขาส่งจดหมายให้
โซ่ตรวนถูกขึงตึงจนถึงขีดสุด
วัสดุของศาสตราเทพล้วนปรากฏรอยร้าว จากนั้นก็แตกกระจายและบิดเบี้ยวในชั่วพริบตา เวลาดูราวกับหยุดนิ่ง เยว่เผิงอู่ราวกับรอคอยให้ถานไถ่เซี่ยนหมิงเข้ามาใกล้ในระยะนี้มาโดยตลอด รอคอยโอกาสนี้
มือขวาของเขาพลิกหมุนอย่างฉับพลัน โซ่ตรวนส่งเสียงหวีดหวิวพันรอบหมัดของเขา
แล้วทุบลงไปอย่างแรง
ตู้ม!!!
บนร่างของถานไถ่เซี่ยนหมิง พลังธรรมอันยิ่งใหญ่และโชคชะตากำลังพลุ่งพล่าน ต้านทานหมัดนี้ไว้ได้อย่างดื้อดึง
ถานไถ่เซี่ยนหมิงสายตาสงบนิ่ง "โดนพิษนี้เข้าไป เจ้าจะมีประโยชน์อะไรอีก?"
"ลูกเมียของเจ้ายังรอเจ้าอยู่"
ยอดขุนพลผู้ไม่หนุ่มอีกต่อไปผู้นี้ตอบกลับไปว่า
"ในแผ่นดินนี้ไม่ได้มีแค่เยว่เผิงอู่ที่มีลูก"
เยว่เผิงอู่มองตาทั้งสองข้างของถานไถ่เซี่ยนหมิง เขาคิดตกแล้ว ถานไถ่เซี่ยนหมิงจงใจยั่วโมโหเขา ต้องการให้พิษกำเริบเข้าสู่หัวใจและตายอยู่ที่นี่ พิษร้ายได้เข้าสู่เส้นชีพจรหัวใจแล้วจริงๆ เยว่เผิงอู่มองดูกุนซือผู้เย็นชาเบื้องหน้า พิษร้ายแล่นพล่านไปทั่วร่าง สายตาพร่ามัวเล็กน้อย
จิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์และพิษร้ายบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัวกำลังพัวพันกัน
เขาต่อต้านการกัดกร่อนของพิษร้ายนี้อย่างไม่หยุดหย่อน จากนั้นก็ต่อต้านถานไถ่เซี่ยนหมิง
แสงไฟสะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา ราวกับภาพทิวทัศน์ในวัยเยาว์ เขาเป็นเพียงแค่ชาวนาโดยกำเนิด แต่กลับมีพรสวรรค์และความสามารถอันยอดเยี่ยม วิทยายุทธ์ใดๆ หยิบจับขึ้นมาก็เป็นทันที เมื่อก่อนเขาก็เคยคิดว่า การทำสงครามก็เหมือนกับการต่อสู้ ชนะก็พอแล้ว
แต่กลับมองเห็นแผ่นหลังของท่านแม่ทัพอย่างเลือนราง คนผู้นั้นหันกลับมา การเข่นฆ่าตลอดสิบปี เขาแทบจะลืมไปแล้วว่าคนที่ถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้ตน พาตนเดินเข้าสู่สนามรบมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่กลับยังจำคำพูดของเขาได้
'ต่อสู้เพื่ออะไร สำคัญกว่าการต่อสู้เองเสียอีก'
'ยุคกลียุคมืดมน พวกเราก็ต้องยึดมั่นในจิตใจนี้ไว้ หากทุกคนล้วนมีแต่อุบายหลอกลวง แผ่นดินนี้ ก็คงมืดมนเกินไปแล้ว จิตใจคนเสื่อมทราม มันไม่ดีหรอก'
'อ้อ เจ้าบอกว่าข้าทำตัวแบบนี้จะตายง่ายงั้นหรือ?'
'ไอ้เด็กบ้า ข้าไม่ตายหรอกน่า!'
ท่านแม่ทัพโกรธจัดและทุบตีเขา แต่สุดท้ายกลับวางมือบนหัวเขา แล้วพูดพลางหัวเราะว่า
'ฮ่าๆๆ ข้าตายไปแล้ว ไม่ใช่ว่ายังมีเจ้าอยู่หรอกหรือ?'
ดังนั้นจึงมีตำนานที่ว่าเขย่าภูเขานั้นง่าย แต่เขย่ากองทัพไท่ผิงนั้นยาก ไม่ทำร้ายราษฎร มีระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด
เยว่เผิงอู่ละทิ้งการปกป้องเส้นชีพจรหัวใจ
ชั่วพริบตา พิษ [เฟย] ก็กลืนกินเข้าสู่ขั้วหัวใจ บนใบหน้าของเยว่เผิงอู่ปรากฏรอยพิษสีดำเป็นเส้นๆ จอนผมล้วนแปรเปลี่ยน ความเจ็บปวดแสนสาหัสชนิดที่หลี่กวนอีแทบจะเจ็บจนตายมานับครั้งไม่ถ้วน ได้ปรากฏขึ้นบนร่างของแม่ทัพผู้ถูกทรมานผู้นี้เป็นพันเป็นร้อยเท่า
'...ตายแล้ว'
ถานไถ่เซี่ยนหมิงหลุบตาลงอย่างเย็นชา ชักเท้ากลับ วินาทีต่อมา มือของเยว่เผิงอู่กลับทะลวงผ่านพลังธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ดื้อดึง เย็นชา และกว้างใหญ่ของถานไถ่เซี่ยนหมิง ฝ่ามือตะปบเข้าที่ใบหน้าของถานไถ่เซี่ยนหมิงอย่างแน่นหนา
ใบหน้าของถานไถ่เซี่ยนหมิงปรากฏความตกตะลึงจากการตัดสินใจผิดพลาดเป็นครั้งแรก
เขาเห็นประกายไฟในดวงตาทั้งสองข้างของเยว่เผิงอู่ที่สมควรจะตายไปแล้วกลับลุกโชนอย่างเหลือเชื่อ
หัวใจของถานไถ่เซี่ยนหมิงกระตุกวูบ
ประกายศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ เขาเคยเห็นในดวงตาของคนเหล่านั้นในอดีต
แม่ทัพเฒ่าโจวในตอนแรก ท่านอ๋องไท่ผิงในเวลาต่อมา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
และตอนนี้ เปลวไฟนี้ยังคงลุกไหม้บนร่างของขุนพลเทพและวีรบุรุษเหล่านี้ ราวกับได้เกิดใหม่ ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนร่างของเยว่เผิงอู่ เป็นเปลวไฟที่แผดเผาทุกสิ่ง ส่องสว่างในยามค่ำคืน
'อย่างที่คิดไว้ เป็นประเภทที่ข้าเกลียดที่สุด...'
ถานไถ่เซี่ยนหมิง "สิ่งที่เรียกขานกันว่าวีรบุรุษ ในปากของราษฎร"
หมากที่ไม่เชื่อฟังที่สุด
ทั่วร่างของเยว่เผิงอู่มีพิษร้ายแล่นไปตามเส้นชีพจร ราวกับรนหาที่ตาย
เขาเลือกที่จะควบคุมพิษไปพร้อมกัน ใช้ลมปราณภายในห่อหุ้มพิษไว้ พุ่งพล่านไปตามเส้นลมปราณของตนเองอย่างบ้าคลั่ง สร้างแรงกดดันต่ออวัยวะภายในทั้งห้าและหกของเขามากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแหลกสลายและตายไปในท้ายที่สุด นิมิตประหลาดของ [เฟย] ปรากฏขึ้นอย่างบิดเบี้ยวที่ด้านหลังของเขา หมายจะฉีกทึ้งขุนพลเทพผู้นี้
แต่กลับมีประกายไฟสีทองลุกโชนขึ้นมาอีกด้านหนึ่ง
กายธรรมคือวีรบุรุษผู้ไม่มีใครเทียบ ปฏิบัติตามเส้นทางของตนเองอย่างแน่วแน่ ปรากฏขึ้นโดยสอดคล้องกับฟ้าดิน
ในความทรงจำ ท่านแม่ทัพหนุ่มผู้นั้นพาตนเดินขึ้นไปบนภูเขา มองดูแสงไฟสว่างไสวที่เชิงเขา ฮัมเพลง เด็กน้อยที่ยังเยาว์วัยในตอนนั้นมองดูโลกมนุษย์อันงดงาม ท่านแม่ทัพยื่นมือออกไป บอกว่ามีของขวัญให้ แล้วคว้าเอามาหนึ่งกำมือ วางไว้ตรงหน้าเขา
เขาไม่รู้ว่าคืออะไร ท่านแม่ทัพแบมือออก ข้างในกลับไม่มีอะไรเลย มีเพียงด้านหน้าที่สามารถมองเห็นแสงไฟในที่ไกลๆ ได้
ท่านแม่ทัพนำแสงไฟแห่งโลกมนุษย์กำมือนี้วางไว้ในอ้อมอกของเขา
จากนั้นก็ถอดหมวกเกราะวางไว้บนหัวของเขา
ในดวงตาของเยว่เผิงอู่ ประกายศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือกว่าวันวานกำลังลุกโชนอย่างรุนแรง ในที่สุด กายธรรมก็บิดเบี้ยว ร่างของ [เฟย] แตกละเอียด ประกายไฟสีทองลุกโชน กลายเป็นพญาครุฑปีกทองอันเจิดจ้าและหาที่เปรียบมิได้ ลุกไหม้อยู่เบื้องหลังเยว่เผิงอู่
นิ้วทั้งห้าของเยว่เผิงอู่ตะปบเข้าที่ใบหน้าของถานไถ่เซี่ยนหมิง
ถานไถ่เซี่ยนหมิงถูกจับกระแทกลงไปในสระพิษร้ายอย่างแรง [เลือดเฟย] ทะลักเข้าสู่ร่างกายของถานไถ่เซี่ยนหมิงผ่านทวารทั้งเจ็ดในชั่วพริบตา ดวงตาทั้งสองข้างของขุนพลเทพมีแสงไหลเวียนแปรเปลี่ยน เขายื่นมือออกไป โซ่ตรวนถูกหลอมละลายด้วยอุณหภูมิที่สูงลิ่วในชั่วขณะภายใต้สภาวะที่ไม่สนอะไรทั้งสิ้นในตอนนี้ ค่อยๆ กลายเป็นทวนยาวเล่มหนึ่ง
ขุนพลเทพที่แท้จริง ควบคุมทุกสรรพสิ่ง
ต่อให้ต้องตาย ก็ไม่อาจต้านทานการลุกไหม้ในชั่วพริบตานี้ได้
"ตาย แล้วอย่างไร?"
"การที่เจ้ามาที่นี่ แสดงว่ามีคนใต้บังคับบัญชาของข้ามาถึงที่นี่แล้วใช่หรือไม่ แผนการของเจ้าถูกมองออกแล้ว เจ้าอยากให้ข้าตาย อยากให้ข้ายอมจำนน คือต้องการใช้ข้าเพื่อทำลายขวัญกำลังใจทหารของพวกเขา "
"ฝันไปเถอะ!"
เยว่เผิงอู่กล่าว "การรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งที่แลกมาด้วยการทำลายบ้านเมืองและยอมจำนน นับเป็นอะไรได้?"
"จะสู้ ฝ่ายตรงข้ามจะสู้นานแค่ไหน พวกเราก็จะสู้นานแค่นั้น!"
"ภายใต้คมดาบเท่านั้น ถึงจะมีความสงบสุข!"
ทวนยาวกวาดออกไป ลุกโชนอย่างร้อนแรง ฟาดฟันลงมาอย่างแรง ปะทะเข้ากับ 'พลังธรรมอันยิ่งใหญ่'
"วาระสุดท้ายของเยว่เผิงอู่ ต่อให้ต้องตาย ก็จะพาโจรยุคกลียุคอย่างเจ้า ไปด้วยกัน!"
เสียงหวีดร้องอันกังวานและยิ่งใหญ่ กายธรรมพญาครุฑปีกทองฉีกทึ้ง [เฟย] บินวนอยู่เบื้องหลังเจ้านาย ขนนกแต่ละเส้นดูราวกับเป็นทองคำ เผยให้เห็นถึงตัวตนของมันอย่างตามใจชอบ โอกาสที่เยว่เผิงอู่รอคอยมาเนิ่นนานได้ปรากฏขึ้นในเวลานี้แล้ว
เขาไม่ได้เสียดายชีวิตของตนเองเลยแม้แต่น้อย
เพียงเพื่อลากกุนซือชั้นยอดของแผ่นดินผู้นั้น ให้ตายตกไปตามกันที่นี่
เขาต้องการเปิดทางรอดให้กับแผ่นดินนี้ ให้กับแคว้นเฉิน ให้กับเหล่าขุนพลใต้บังคับบัญชาของตนเอง
ในเวลานี้ โลกภายนอก หลี่กวนอีที่กำลังวิ่งตะบึงไปกับเยี่ยนเสวียนจี้มุ่งหน้าไปยังสถานที่คุมขังจอมพลเยว่ตามสายข่าว รูม่านตาก็หดเกร็ง ฝีเท้าของเขาหยุดชะงักอย่างกะทันหัน หันไปมองอีกทิศทางหนึ่ง
ติงสัมฤทธิ์ส่งเสียงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เขา มองเห็นกายธรรมแล้ว!
"จอมพลเยว่ อยู่ทางทิศนี้!!!"