โบราณว่าไว้เมื่อคนเจอเรื่องมงคลจิตใจก็จะเบิกบาน ตอนนี้ใบหน้าของหลี่ต้าจื้อแดงเปล่งปลั่ง เห็นได้ชัดว่าได้พบเจอเรื่องดีๆ มา
วันนี้เขาไม่ได้หลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป เขาร่อนลงตรงหน้าประตูถ้ำที่พักของหลี่ผิงอัน พอจะก้าวเข้าไปเคาะประตู ประตูสีแดงชาดทั้งสองบานก็เปิดออกเอง
เซียนชิงซู่ในชุดกระโปรงยาวสีขาวอ่อนปรากฏตัวขึ้นหลังประตู นางประสานมือคารวะหลี่ต้าจื้อ
"คารวะปรมาจารย์อา"
"โอ๊ะ นี่มันผิดลำดับแล้ว ผิดลำดับแล้ว!"
หลี่ต้าจื้อรีบประสานมือคารวะตอบ สายตากวาดมองหาร่างของหลี่ผิงอัน ปากก็กล่าวว่า "ท่านเป็นอาจารย์ของผิงอัน หากพวกเราจะนับลำดับอาวุโส ก็ต่างคนต่างเรียกเถอะ... แล้วผิงอันล่ะครับ?"
ชิงซู่เบี่ยงตัวหลีกทางให้ พลางกล่าว "กำลังทำอาหารอยู่"
"ทำ..."
หลี่ต้าจื้อหรี่ตายิ้ม
ฝีมือทำอาหารของลูกชายเขารู้ดี หากเทียบในหมู่ตระกูลหลี่ทั้งหมด ถือว่ายอดเยี่ยมจนน่าตกตะลึง
หลี่ต้าจื้อเพิ่งจะอ้าปากบอกว่าจะรออยู่หน้าปากถ้ำ ก็เห็นหลี่ผิงอันยกกระทะเหล็กใบใหญ่เดินจากถ้ำด้านในมายังโถงด้านหน้า
กลิ่นหอมฉุยลอยคลุ้ง ทำเอาหลี่ต้าจื้อถึงกับลอบกลืนน้ำลาย
นี่มันอาหารขึ้นชื่อประจำบ้านเกิดของเขา... ห่านตุ๋นกระทะเหล็ก!
'ห่าน' ตัวนี้ยังเป็นสัตว์ปีกวิญญาณอีกด้วย ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร
ความอยากอาหารของหลี่ต้าจื้อพลุ่งพล่าน
หลี่ผิงอันวางกระทะเหล็กลงบนโต๊ะหิน มือขวากวักเบาๆ เครื่องปรุงหลายจานก็ลอยละลิ่วมาตกลงข้างกระทะ
เขายิ้มกล่าว "ท่านอาจารย์ทานอาหารก่อนเถอะครับ ผมกับพ่อจะไปคุยธุระกันในห้องสักหน่อย"
"อืม" มุมปากของชิงซู่มีรอยยิ้มบางๆ นางลอยไปนั่งหลังโต๊ะหิน ฟังหลี่ผิงอันอธิบายวิธีกินอาหารมื้อนี้คร่าวๆ
หลี่ต้าจื้อ: ...
ความจริงกินข้าวก่อนแล้วค่อยคุยธุระก็ไม่มีปัญหานะ
หลี่ผิงอันปลดผ้ากันเปื้อนที่ทำเองออก มองพ่อตัวเองด้วยความฉงน พลางร้องเรียก "พ่อ ทำไมไม่เข้ามาล่ะครับ?"
"มาแล้วๆ"
หลี่ต้าจื้อลอบถอนหายใจในใจ คาดว่าด้วยความอยากอาหารของอาจารย์ของผิงอัน ห่านหม้อนี้คงกินไม่หมดหรอก จึงเดินเข้าไปในห้องของหลี่ผิงอันอย่างวางใจ
ปิดประตูห้อง เปิดค่ายกล ด้านนอกยังมีม่านพลังที่เซียนสวรรค์กางไว้ สองพ่อลูกยังคงสนทนากันด้วยภาษาถิ่นบ้านเกิด
"พ่อ เป็นไงบ้างครับ?"
"จัดการเรียบร้อย" หลี่ต้าจื้อหัวเราะร่วน "เร็วกว่าที่พวกเราวางแผนไว้ก่อนหน้านี้หน่อย แต่จังหวะเวลาดีมาก ผลลัพธ์เกินคาด"
หลี่ผิงอันหยิบกาน้ำพุภูเขามาเริ่มต้มชาให้พ่อ ปากก็ถามว่า "ทางผู้อาวุโสเซียวเยว่ล่ะครับ?"
"แกให้ป้ายหยกฉันมาแล้วไม่ใช่รึไง? อันที่มีแต่ภาษาอังกฤษนั่นน่ะ"
หลี่ต้าจื้อถกแขนเสื้อขึ้น นั่งลงตรงหน้าหลี่ผิงอันแล้วยิ้มกล่าว "ทำตามที่แกบอก ฉันเสนอชื่อผู้อาวุโสเซียวเยว่ต่อเจ้าสำนักอย่างเปิดเผย ให้นางรับผิดชอบเรื่องการขายอาวุธเวทในภายหลัง แถมยังพยายามแสดงออกอย่างกระตือรือร้นสุดๆ ด้วย"
กระตือรือร้น?
หลี่ผิงอันชักอยากรู้แล้วสิ ว่าตอนนั้นพ่อกระตือรือร้นขนาดไหน
หลี่ต้าจื้อเล่าต่อ
"เมื่อวานเซียวเยว่ก็ออกจากสำนัก กลับไปยังฐานที่มั่นในเมืองการค้าทะเลตะวันออกของนางแล้ว
"ฉันให้เวยเหยียนจื่อตามนางไปด้วย ต่อจากนี้เวยเหยียนจื่อก็จะคอยรายงานทุกความเคลื่อนไหวของเซียวเยว่
"เซียวเยว่คนนี้เป็นคนเก่งจริงๆ ฉลาด ทำงานเก่ง มีความสามารถในการจัดการสูง
"เซียนในสำนักแม้จะมีมาก แต่ส่วนใหญ่ก็ชอบแต่เก็บตัวบำเพ็ญเพียร จะหาผู้อาวุโสฝ่ายนอกที่เก่งกาจแบบนางเป็นคนที่สอง คงยากเอาการ
"พอดีเลย ให้นางไปรับประกันช่องทางการขายอาวุธเวทไม่กี่ล็อตแรก"
หลี่ต้าจื้อพูดอย่างเรียบง่าย แต่หลี่ผิงอันกลับอดคิดให้ลึกซึ้งขึ้นไม่ได้
หลี่ผิงอันถามอีก "ก่อนเซียวเยว่จะไป ได้พบรองเจ้าสำนักม่ออี้ไหมครับ?"
"พบสิ ก็ในงานเลี้ยงนั่นแหละ... จริงสิ รองเจ้าสำนักม่ออี้ประกาศเก็บตัวแล้วนะ"
หลี่ต้าจื้อเลิกคิ้วใส่หลี่ผิงอัน "รองเจ้าสำนักม่ออี้บอกว่าจะเก็บตัวทะลวงคอขวด อยากจะบรรลุขั้นเซียนสวรรค์ระดับหกให้ได้โดยเร็ว ช่วงไม่กี่ปีนี้คงไม่ออกจากด่านหรอก"
หลี่ผิงอันสงสัยเล็กน้อย
หรือว่ารองเจ้าสำนักม่ออี้เห็นลู่ทางฝั่งพ่อไม่อาจต้านทานได้ จึงชิงเก็บตัวไปเอง? หลี่ต้าจื้อพูดขึ้นอีก "ผู้อาวุโสปี้คนนั้นก็เก็บตัวเหมือนกัน... เจ้าสำนักบอกฉันมา"
หลี่ผิงอันยกถ้วยชาไปวางตรงหน้าพ่อแล้วหัวเราะ "พวกเขาเก่งไม่เบานะ เห็นสถานการณ์ไม่ดีก็ชิงหลบไปก่อน จะได้ไม่ต้องเสียหน้า"
"หึ!"
หลี่ต้าจื้อหน้าดำคร่ำเครียดกล่าว
"พวกเขาคงอยากรอดูผลงานของหอหลอมเมฆา ถ้าพวกเราสองพ่อลูกทำพัง... คอยดูเถอะ! ตาแก่สองคนนี้จะรีบกระโดดออกมาทันที!"
หลี่ผิงอันยิ้มถาม "เรื่องหอหลอมเมฆาลงตัวแล้วเหรอครับ?"
"เจ้าสำนักอนุมัติแล้ว ทางสำนักสนับสนุนเต็มที่"
หลี่ต้าจื้อหรี่ตายิ้ม ยกชาขึ้นจิบ สีหน้าผ่อนคลายอย่างยิ่ง
"ต่อไปหอหลอมเมฆานี้ พ่อแกคนนี้แหละเป็นเบอร์หนึ่ง ทุกเรื่องพวกเราเป็นคนตัดสินใจ
"นี่ก็ถือเป็นงานเป็นเรื่องเป็นราวงานแรกของฉันในสำนัก ยังไงก็ต้องสร้างผลงานให้ได้
"เรื่องนี้แกไม่ต้องห่วงเลย นี่ก็ถือเป็นงานถนัดของพ่อ ภารกิจหลักคือจัดการการผลิต บริหารบุคคล อัปเกรดเทคโนโลยี ช่องทางการขาย เน้นหนักที่คุณภาพสินค้าและประสิทธิภาพการผลิต ไม่ขยายกำลังการผลิตอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ขูดรีดศิษย์ในสำนัก
"แล้วก็เรื่องที่แกเคยเตือนไว้ ฉันก็บอกเจ้าสำนักไปแล้ว ว่าจะไม่ทำอะไรจนเกินงาม ต้องเหลือทางรอดให้ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระบ้าง"
เรื่องจริงของ 'ฉันเปิดโรงงานในแดนเซียน'
หลี่ผิงอันหัวเราะ "แม้จะพูดมาหลายรอบจนพ่อคงเบื่อจะฟังแล้ว แต่ไม่ว่าเมื่อไหร่ การบำเพ็ญเพียรของตัวเองก็ยังเป็นรากฐานของทุกสิ่งนะครับ"
"เรื่องนี้ความจริงก็ยังโอเคอยู่นะ" หลี่ต้าจื้อกะพริบตา "หลายวันนี้เหนื่อยแทบแย่ โดนผู้อาวุโสหลายท่านดึงตัวไปถามนู่นถามนี่ตลอด ฉันยังอุตส่าห์ทะลวงขั้นย่อยมาได้ขั้นหนึ่ง ตอนนี้เป็นเซียนปฐมระดับแปดแล้ว"
รอยยิ้มของหลี่ผิงอันแข็งค้างบนใบหน้าทันที
เขาไม่น่าถามเลย! พรสวรรค์ฝืนลิขิตฟ้าและวาสนาอันยิ่งใหญ่ของสหายหลี่ผู้เฒ่าคนนี้ คว้าชัยในด้านการบำเพ็ญเพียรไปแบบขาดลอย!
หลี่ต้าจื้อลดเสียงต่ำลง "ผิงอัน ให้ฉันถ่ายทอดพลังให้ไหม?"
"ยังไม่ครบกำหนดหนึ่งปีเลยครับ" หลี่ผิงอันส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ "รอผมสร้างรากฐานเสร็จก่อนเถอะ การสร้างรากฐานค่อนข้างสำคัญ โดยเฉพาะผมที่เบญจธาตุขาดธาตุดิน กายามรรคก็ยังมีจุดที่ไม่สมบูรณ์อีกมาก"
"สมุนไพรที่แกให้ฉันคราวก่อน ฉันฝากพี่อวิ๋นเฉินจื่อไปหลอมโอสถแล้ว น่าจะช่วยยกระดับพรสวรรค์ของแกได้บ้าง"
หลี่ต้าจื้อครุ่นคิดครู่หนึ่ง "ผิงอัน ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ฉันไม่ได้ปรึกษาแก แต่เสนอความคิดให้เจ้าสำนักไปโดยตรงเลย"
"อะไรครับ?"
"ก็มีเจ้าสำนักของสำนักพันธมิตรหลายท่าน ได้เห็นสายพานการผลิตของพวกเราแล้วไง"
หลี่ต้าจื้อยิ้มกล่าว "เจ้าสำนักพวกนี้ฉลาดแกมโกงนัก หน้าด้านอยู่สำนักหมื่นเมฆาของเราไม่ยอมไปไหน เจ้าสำนักให้คำสัญญาปากเปล่าไปตั้งเยอะ พวกเขาก็ยังไม่สะทกสะท้าน
"ฉันก็เลยเสนอแนะเจ้าสำนักไป ว่าต่อไปพวกเราสามารถตั้งสาขาหอหลอมเมฆาในสำนักเหล่านี้ได้
"จุดสำคัญที่สุดของหอหลอมเมฆา ความจริงแล้วคือการบูรณาการทรัพยากรของสำนักใหญ่
"วงการผู้บำเพ็ญเพียรทวีปบูรพากว้างใหญ่มาก ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระมีมากกว่าผู้ฝึกปราณของสำนักถึงสิบเท่าตัว อาวุธเวทระดับธรรมดาที่สำนักหมื่นเมฆาของเราผลิตได้เพียงสำนักเดียว ยังห่างไกลจากการครองส่วนแบ่งตลาดหนึ่งในสิบของทวีปบูรพา
"สู้กินรวบคนเดียวไม่ได้ ดึงสำนักพันธมิตรที่สนิทสนมมาร่วมวงดีกว่า ทุกคนมีศิลาวิญญาณก็หาเงินด้วยกัน
"สำนักหมื่นเมฆาของเราลองทำหอหลอมเมฆาไปก่อน ถ้าเส้นทางนี้ไปรอด อีกสามถึงห้าปีให้หลัง เราก็เป็นคนออกเทคโนโลยี ไปตั้งสาขาหอหลอมเมฆาในสำนักของพวกเขา หักกำไรสักสองสามส่วน รอให้ทุกคนหาศิลาวิญญาณได้ ก็ค่อยจัดตั้งพันธมิตรนักหลอม เริ่มกำหนดมาตรฐาน
"วิธีการหลอมอาวุธแบบนี้ปิดบังไว้ได้ไม่นานหรอก สำนักอื่นต้องแห่ทำตามแน่ พวกเราแค่ชิงความได้เปรียบไปก่อน การแย่งชิงตลาดด้วยการทำแฟรนไชส์ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว"
หลี่ผิงอันยกนิ้วโป้งให้ พูดด้วยสีหน้าจริงจัง "พ่อครับ ต่อไปนี้ผมจะตั้งใจบำเพ็ญเพียร จะไม่ยุ่งเรื่องหอหลอมเมฆามากนัก"
"อืม แกก็ตั้งใจตามระดับขั้นไปเถอะ"
หลี่ต้าจื้อพยักหน้าช้าๆ นานๆ ทีจะมีสีหน้าจริงจังเช่นนี้ เขากล่าวเสียงเรียบ
"ตอนนี้แกกราบอาจารย์แล้ว การสำเร็จเป็นเซียนคือเรื่องสำคัญที่สุด เซียนมีอายุขัยกว่าหลายหมื่นปี เซียนแท้จริงมีชีวิตอยู่ได้ถึงหนึ่งรอบมหายุค อายุยืนยาวแล้ว ระดับการฝึกฝนก็ค่อยๆ ขัดเกลาขึ้นไปได้
"ผิงอัน ปกติมีแต่แกที่ตั้งกฎสามข้อกับฉัน วันนี้ฉันก็จะตั้งกฎสามข้อกับแกบ้าง"
หลี่ผิงอันหลุบตาลงอย่างว่าง่าย "ได้ครับ พ่อว่ามา ผมฟังอยู่"
"ข้อแรก ถ้าภายในสามปีแกยังไม่ถึงขั้นหลอมความว่างเปล่า งั้นพวกเราก็ต้องเพิ่มความถี่ในการถ่ายทอดพลัง"
หลี่ต้าจื้อกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
"ตอนนี้ระดับการฝึกฝนของฉันสูงกว่าแกมาก ทุกครั้งที่ถ่ายทอดพลังให้แกต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ผลกระทบด้านลบต่อการบำเพ็ญเพียรของฉันก็น้อยจนแทบไม่มี
"ผิงอัน ความจริงแกไม่จำเป็นต้องควบคุมตัวเองขนาดนี้หรอก
"แกเป็นคนหยิ่งทะนง พ่อเข้าใจดี แต่ในโลกบำเพ็ญเพียรที่ไม่มีกฎหมายแบบนี้ มีความสามารถในการปกป้องตัวเองเพิ่มขึ้นมาบ้างก็เป็นเรื่องดีเสมอ"
หลี่ผิงอันพยักหน้า "อืม ผมเข้าใจแล้วครับ ผมจะตั้งใจบำเพ็ญเพียร"
"เอาละ ถึงข้อสองแล้ว"
หลี่ต้าจื้อวางท่า วางมือทั้งสองข้างบนเข่า
"เรื่องของหนิงหนิง ฉันรู้ว่าในใจแกมีคำตอบอยู่แล้ว แต่ลูกเอ๊ย พวกเราเป็นลูกผู้ชาย ลูกผู้ชายต้องมีความรับผิดชอบ
"ถ้าแกมีใจให้หนิงหนิง แกก็บอกฝ่ายหญิงล่วงหน้าสักหน่อย ให้ระยะเวลาเขา บอกว่าเมื่อไหร่ถึงจะเริ่มคบหาดูใจกันได้ ถึงตอนนั้นก็ค่อยคบกันเป็นเรื่องเป็นราว
"การปล่อยให้คนอื่นรอเก้อไม่ใช่เรื่องดี ถ้าแกคิดว่าหนิงหนิงเป็นสหายมรรคกับแกไม่ได้จริงๆ แกก็เสนอตัวเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับนางไปเลย นางก็คงจะเข้าใจเองแหละ"
หลี่ผิงอันหัวเราะ "พ่อ ผมกับศิษย์น้องมู่คุยกันแล้ว เรื่องความรักก็ต้องดูพัฒนาการต่อไป ไม่ใช่การทำธุรกิจสักหน่อย จะมากำหนดกะเกณฑ์เวลาอะไรกัน"
"พูดแล้วจริงๆ?" "อืม"
"สารภาพรักแล้ว?"
"อันนี้ยังครับ"
"ดูสิ!" หลี่ต้าจื้อผายมือทั้งสองข้าง พร่ำบ่นตักเตือน "สภาพแกแบบนี้ ถ้าเป็นในยุคที่พ่อยังหนุ่มๆ รับรองว่าโดนคนเอาชอล์กไปเขียนประจานบนกำแพงว่าเป็นไอ้คนเจ้าชู้ประตูดินแน่!"
"พ่อ ผมรู้ตัวดีน่า พ่อตั้งใจทำหอหลอมเมฆาของพ่อไปเถอะ!"
หลี่ผิงอันเร่งเร้า
"พ่อว่าข้อสามมาเลย"
"ข้อสาม" หลี่ต้าจื้อหัวเราะหึๆ "ก่อนเซียวเยว่คนนั้นจะไป ยังขอให้ฉันช่วยดูแลศิษย์ของนางหน่อย ฉันไปดูที่ฝ่ายนอกมาแล้ว เป็นแม่หนูน้อยที่ไม่เลวเลย หน้าตาสะสวยติดแค่ตัวเล็กไปหน่อย แกดูสิ จะให้ดึงตัวมาเป็นสาวใช้ของแกไหม?"
หลี่ผิงอันหัวเราะ "เด็กผู้หญิงคนนั้น ความจริงอายุน้อยกว่าพ่อแค่เจ็ดแปดปีเองนะครับ"
"หา?" หลี่ต้าจื้อชะงัก "นางดูหน้าตาจิ้มลิ้มมากเลยนะ"
หลี่ผิงอันกล่าว "ผู้อาวุโสเซียวเยว่ก็แค่อยากจะวางสายลับไว้ข้างกายพวกเรา พ่อจับเด็กผู้หญิงคนนี้ไปไว้ในหอหลอมเมฆาเถอะ ให้นางทำงานจิปาถะทั่วไป ผู้อาวุโสเซียวเยว่จะได้วางใจ"
"จัดแบบนี้ก็ได้ หอหลอมเมฆานี้ ฉันตั้งใจจะจัดการตามโครงสร้างโรงงานสมัยก่อนเลย อันนี้แหละที่ฉันถนัดที่สุด"
หลี่ต้าจื้อหรี่ตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อย
"เซียวเยว่คนนี้ ความจริงก็เริ่มมีท่าทีกุมอำนาจไว้ต่อรองแล้ว
"นางบริหารจัดการทรัพย์สินภายนอกสำนักหมื่นเมฆามาหลายปี เส้นสายกว้างขวาง รากฐานหยั่งลึก ตัวนางเองก็เป็นถึงศิษย์ของเซียนทองคำ
"ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่นางคิดนางต้องการคืออะไร หากจัดการได้ไม่ดี วันหน้าอาจจะกลายเป็นปัญหาได้"
หลี่ผิงอันจงใจหยอกล้อ "พ่อ พ่อเริ่มคิดเรื่องพรรค์นี้ตั้งแต่ตอนนี้แล้วเหรอครับ?"
หลี่ต้าจื้อชะงักไป จากนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ ลดเสียงต่ำลง "ผิงอัน พ่อคิดตกแล้ว"
"พ่อว่ามา ผมฟังอยู่"
"สองพ่อลูกอย่างพวกเรา ในเมื่อตั้งหลักอยู่ในสำนักหมื่นเมฆา ก็ควรจะใช้สำนักหมื่นเมฆาเป็นที่พึ่งพิง"
หว่างคิ้วของหลี่ต้าจื้อมีกลิ่นอายความน่าเกรงขามเพิ่มขึ้นมา "ฉันไม่ชอบอำนาจบารมี แต่ตอนนี้กลับต้องมาแย่งชิงอำนาจแห่งเซียนนี้
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป หอหลอมเมฆานี้แหละคือสถานที่รวบรวมอำนาจของฉัน!
"อีกอย่าง เซียนในสำนักส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่รักความสงบมักน้อย มีแค่เซียนบางคนที่ลุ่มหลงในอำนาจเท่านั้น ฉันค่อนข้างชอบสำนักหมื่นเมฆานะ
"พวกเราสองพ่อลูกก็มาสร้างผลงานที่นี่ให้เป็นที่ประจักษ์ ทำให้สำนักหมื่นเมฆารุ่งเรืองไปเลยดีกว่า!"
หลี่ผิงอันทำท่าประสานมือคารวะแบบนักพรตอย่างเป็นเรื่องเป็นราว "งั้นผมก็จะนอนรอสบายๆ รอให้พ่อพาผมพุ่งทะยานสู่ความสำเร็จแล้วกันครับ"
"ไอ้เด็กบ้า!"
หลี่ต้าจื้อหลุดมาดทันที หัวเราะด่าว่า
"ฉันแค่บอกว่าฉันมีความตั้งใจนี้ แต่กว่าจะทำให้เป็นจริงได้ยังมีหนทางอีกยาวไกล!
"มีปรมาจารย์อาของแกอยู่ พวกเราไม่มีทางโดนรังแกหรอก
"พวกเราสองพ่อลูกมาพยายามไปด้วยกันเถอะ"
หลี่ผิงอันหัวเราะ "พ่อ ดูพ่อพูดเข้าสิ วันนี้พวกเราสองพ่อลูกไม่ดื่มสักจอกคงไม่ได้แล้ว"
หลี่ต้าจื้อถลึงตาด่า "ฉันจะดื่มกับแกไปทำไม? คุยธุระ!"
หอหลอมเมฆาในสายตาของหลี่ต้าจื้อ ก็คือ 'โรงงานอาวุธเวท' ของสำนักหมื่นเมฆา พอพูดถึงแผนการในอนาคต หลี่ต้าจื้อก็พูดเป็นคุ้งเป็นแคว หลี่ผิงอันแทรกไม่ขึ้นเลยแม้แต่น้อย
นี่แหละที่เรียกว่ามืออาชีพ
หลี่ต้าจื้ออยู่รั้งที่นี่ได้เพียงหนึ่งชั่วยาม เขายังต้องกลับไปที่ตำหนักหมื่นเมฆาเพื่อเตรียมการเรื่องหอหลอมเมฆาต่อ
หอหลอมเมฆาคือรากฐานในอนาคตของเขา ย่อมต้องจับตาดูทุกขั้นตอน
ตอนที่หลี่ต้าจื้อจะไป เขาปรายตามองกระทะเหล็กที่ถูกตักจนเกลี้ยง และกองกระดูกที่ถูกวางซ้อนไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สีหน้าของเขายากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด
อาจารย์ของผิงอันดูหุ่นเพรียวบางขนาดนี้ กลับกินเก่งไม่เบา
...
หลี่ต้าจื้อจากไปคราวนี้ อีกหลายเดือนต่อมาก็ไม่ได้มาหาหลี่ผิงอันเลย
ยังคงเป็นหลี่ผิงอันที่แวะไปเยี่ยมพ่อบังเกิดเกล้าเป็นครั้งคราว สองพ่อลูกถึงจะได้พบหน้ากัน
พ่อยุ่งขึ้นมาจริงๆ
หอหลอมเมฆาของสำนักหมื่นเมฆา ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ของเจ้าสำนักและผู้อาวุโสทุกท่าน ใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนก็ก่อตั้งขึ้นภายในสำนัก ครอบครองยอดเขาไร้ผู้คนไปทั้งลูก
สำนักได้จัดสรรเซียนปฐมยี่สิบคน และศิษย์ฝ่ายนอกสามร้อยคนมาเป็น 'ลูกจ้าง' ชุดแรกของหอหลอมเมฆา
ขณะเดียวกัน เจ้าสำนักก็จัดแจงให้ผู้อาวุโสที่เชี่ยวชาญการหลอมอาวุธหลายท่าน ศึกษาอาวุธเวททั้งสิบสองเครื่องอย่างตั้งใจ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ทำให้หลี่ผิงอันหลุดพ้นจากภาระนี้ ไม่ต้องเสียเวลาและแรงกายกับเรื่องนี้อีก
นอกจากหลี่ต้าจื้อจะวิ่งวุ่นไปทั่วแล้ว เวลาว่างในแต่ละวันเขาก็ยังคงนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด ท้ายที่สุดแล้วระดับการฝึกฝนของตัวเองก็คือรากฐานของการตั้งตัว
หนึ่งเดือนต่อมา กระบี่บินคุณภาพดีล็อตแรกจำนวนหกพันเล่ม ก็ถูกส่งไปยังเมืองการค้าชายฝั่งทะเลตะวันออก
ผู้อาวุโสเซียวเยว่ที่เตรียมพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ ใช้เวลาเพียงสองวันสั้นๆ ก็ขายกระบี่บินที่ตั้งราคาไว้เพียงหกส่วนของราคาตลาดจนหมดเกลี้ยง ยิ่งไปกว่านั้น เซียวเยว่ยังเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง กำหนดวันขาย 'อาวุธเวทคุณภาพดี' ล็อตที่สอง พร้อมกับจัดพรีออเดอร์ในเมืองการค้า
หลี่ต้าจื้อประกาศขยายขนาดการผลิตทันที กระบี่บินคุณภาพดีล็อตแล้วล็อตเล่าถูกส่งไปยังชายฝั่งทะเลตะวันออกอย่างต่อเนื่อง
หอหลอมเมฆาดำเนินการมาครึ่งปี สร้างรายได้ให้สำนักเป็นศิลาวิญญาณระดับต่ำกว่าสามแสนก้อน ผู้อาวุโสทั้งหลายของสำนักหมื่นเมฆาล้วนตกตะลึง
นี่คือหักต้นทุนทั้งหมดแล้ว เป็นกำไรสุทธิกว่าสามแสนศิลาวิญญาณระดับต่ำ
ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่เคยเห็นศิลาวิญญาณมากมายขนาดนี้ สำนักหมื่นเมฆามีรากฐานลึกซึ้ง เรียกได้ว่าเป็นสำนักใหญ่โตมั่งคั่ง
แต่มรดกตกทอดเหล่านี้ล้วนสะสมมาอย่างยาวนาน
เหล่าผู้อาวุโสไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าหอหลอมเมฆานี้จะหาศิลาวิญญาณได้เร็วขนาดนี้
หอหลอมเมฆาดำเนินการมาหนึ่งปี เปิดสายพานการผลิตได้ถึงหนึ่งร้อยสาย สร้างรายได้ให้สำนักเป็นศิลาวิญญาณระดับต่ำถึงสองล้านก้อน เหล่าผู้อาวุโสถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก
มีผู้อาวุโสขอร้องให้เจ้าสำนักออกคำสั่ง เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งเบี้ยหวัดรายเดือนให้ศิษย์ในสำนัก แต่กลับถูกหลี่ต้าจื้อคัดค้านอย่างเต็มกำลัง
หลี่ต้าจื้อก็มีเหตุผลของเขา การขึ้นเบี้ยหวัดนั้นง่ายแต่จะลดลงนั้นยาก ทางสำนักสามารถนำศิลาวิญญาณที่เหลือไปเป็นทุนสำรอง หรือจะกำหนดรางวัลเพื่อแจกจ่ายเป็นสวัสดิการให้ศิษย์ในสำนักก็ได้
เจ้าสำนักไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว ก็ยอมรับความคิดเห็นของหลี่ต้าจื้อ
หอหลอมเมฆาดำเนินการครบสองปี ก็สามารถทำรายได้ให้สำนักได้อย่างมั่นคงเดือนละไม่ต่ำกว่าสองแสนศิลาวิญญาณระดับต่ำ
เนื่องจากถูกจำกัดด้วยจำนวนร้านค้าในเมืองการค้า และการบูรณาการทรัพยากรภายในสำนัก ตัวเลขนี้จึงถือว่าถึงขีดจำกัดในปัจจุบันแล้ว
ในเมืองการค้าใหญ่ๆ บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ร้านอาวุธเวทของสำนักหมื่นเมฆาได้สร้างชื่อเสียงในเรื่องของดีราคาถูก สร้างความน่าเชื่อถือในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ พ่อค้าคนกลางทุกประเภทจึงพากันกอบโกยผลกำไร
หลี่ต้าจื้อได้ปล่อยอาวุธเวทระดับยอดเยี่ยมที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับของวิเศษออกมาถูกจังหวะ เน้นเส้นทางหรูหราแต่ไร้ประโยชน์และแปลกประหลาดพิสดาร ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จไม่น้อย
ชั่วขณะหนึ่ง ผู้คนในสำนักหมื่นเมฆาต่างพากันพูดถึง 'พรสวรรค์ด้านการค้าของปรมาจารย์อาต้าจื้อ' และประโยชน์มากมายที่ผู้มีวาสนาอันยิ่งใหญ่ผู้นี้นำมาสู่สำนัก
ชื่อเสียงของหลี่ต้าจื้อในสำนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แถมยังมีฉายา 'เซียนมหาเศรษฐี' เพิ่มมาอีกด้วย
ในทางกลับกัน การเก็บตัวของรองเจ้าสำนักม่ออี้และผู้อาวุโสปี้ ก็รู้ลู่ทางขยายระยะเวลาออกไปอีกหลายปี
ในขณะที่ท่านพ่อเหนื่อยจนแทบจะผอมลง ทางด้านหลี่ผิงอันก็สบายขึ้นมาก
แม้ว่าชิงซู่ส่วนใหญ่จะเก็บตัว แต่เมื่อไหร่ที่นางไม่ได้เก็บตัว ก็จะมาบรรยายมรรค สอนหนังสือ และสอนการต่อสู้ด้วยเวทมนตร์ให้หลี่ผิงอันเสมอ
มู่หนิงหนิงยังคงแวะเวียนมาหาหลี่ผิงอันอยู่บ่อยๆ หลี่ผิงอันได้เพิ่มห้องนอนให้นางในถ้ำที่พัก บางครั้งนางก็จะมาพักที่นี่สองสามวัน
แม้ทั้งสองจะยังไม่ได้เผยความในใจกันตรงๆ แต่ก็มีความรู้ใจกันอย่างมาก
การควบคุมตัวเองของหลี่ผิงอันยังถือว่าดีเยี่ยม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศิษย์น้องหญิงที่นับวันยิ่งงดงามจับใจ เขาก็ยังคงรักษากระแสจิตแห่งมรรคให้สงบนิ่งได้
หลังจากที่มู่หนิงหนิงล่วงรู้ความในใจของศิษย์พี่ของตน นางก็ไม่ได้ดึงดันเรียกร้องอะไร ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ
ในด้านการบำเพ็ญเพียร มู่หนิงหนิงก็ค่อนข้างกลัดกลุ้ม
นางไม่รู้ว่าศิษย์พี่ผิงอันบำเพ็ญเพียรอย่างไร ไม่ว่านางจะขยันขันแข็งหรือพยายามมากแค่ไหน ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรก็ยังช้ากว่าหลี่ผิงอันอยู่บ้าง แถมยังมีแนวโน้มว่าจะถูกหลี่ผิงอันทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ
นี่ทำเอานางร้อนใจแทบแย่
เวลาสองปี มู่หนิงหนิงติดคอขวดอยู่ครั้งหนึ่ง แต่ก็บรรลุขั้นรวมแสงระดับเก้าได้อย่างราบรื่น ห่างจากขั้นหลอมความว่างเปล่าเพียงครึ่งก้าว สามารถทะลวงผ่านได้ทุกเมื่อ
บำเพ็ญเพียรห้าปีบรรลุขั้นหลอมความว่างเปล่า ถือว่ามีความก้าวหน้าที่น่ายินดี มู่หนิงหนิงก็ได้รับความสำคัญจากเซียนยอดเขาเมฆาสายรุ้งไม่น้อย
แต่เมื่อทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพัง ตอนที่มู่หนิงหนิงแอบมองหลี่ผิงอัน ต่อให้หลี่ผิงอันไม่ได้จงใจปกปิด นางก็มองระดับการฝึกฝนของหลี่ผิงอันไม่ออกแล้ว เห็นเพียงรอบกายของศิษย์พี่มีปราณวิญญาณจางๆ อบอวลอยู่ ผิวพรรณยิ่งสว่างใส กลิ่นอายหนักแน่น อบอุ่น ผสมผสานกับธรรมชาติ บางครั้งก็มีเมฆหมอกล้อมรอบตัว...
นี่มันเป็นกลิ่นอายมรรคที่จะปรากฏในขั้นหลอมความว่างเปล่าระดับกลางถึงปลายชัดๆ! สำหรับเรื่องนี้ หลี่ผิงอันก็รู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
ไม่ใช่ว่าพรสวรรค์ของเขาถูกเติมเต็มแล้วหรอกนะ
อาศัยโอสถเสริมพรสวรรค์ที่เจ้ายอดเขาธุลีโอสถหลอมขึ้น เขาแค่เปลี่ยนจากเบญจธาตุขาดธาตุดิน กลายเป็นเบญจธาตุพอมีธาตุดินบ้าง
ความจริงคือ...
ความรักของพ่อนั้นหนักแน่นดั่งขุนเขาก็เท่านั้นเอง
ขณะที่หลี่ผิงอันคิดว่า เขาจะได้บำเพ็ญเพียรอย่างสงบในภูเขาต่อไปอีกหลายปี ป้ายหยกแผ่นหนึ่งก็ทะลวงเมฆหมอกพุ่งเข้ามาผสานเข้ากับค่ายกลคุ้มครองสำนักหมื่นเมฆา
สองชั่วยามต่อมา ศิษย์ลาดตระเวนเขาถือป้ายหยกตำหนักธุรการ ร่อนลงด้านนอกค่ายกลถ้ำที่พักของหลี่ผิงอัน ร้องเรียกเสียงดัง
"ศิษย์พี่ผิงอัน กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่หรือเปล่าขอรับ?"







