เสียงฆ้องกลองดังกึกก้องสะท้านฟ้า เมฆขาวหกกลุ่มแขวนลอยอยู่บนนภา
แท่นเมฆาบนเกาะกลางทะเลยังไม่สลายไป ยังคงมีเซียนจากสำนักชมสมุทรสองสามคนรั้งอยู่เพื่อรักษาสภาพแท่นเมฆาให้มั่นคง
——ท้ายที่สุดก็ต้องมีสถานที่สำหรับจัดอันดับและแจกรางวัล
บนเมฆขาวของสำนักหมื่นเมฆา เหล่าศิษย์ต่างเร่งนั่งสมาธิปรับลมปราณ เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมที่สุด
หลี่ผิงอันกับมู่หนิงหนิงยังคงจับจองมุมที่ไม่สะดุดตา แขนของทั้งสองห่างกันไม่ถึงสามชุ่น ขยับมือเพียงเล็กน้อยก็แทบจะสัมผัสกัน
หลี่ผิงอันได้กลิ่นหอมจากเส้นผมของนาง ส่วนมู่หนิงหนิงก็ได้ยินเสียงลมหายใจของศิษย์พี่
"ศิษย์พี่"
ใบหน้างดงามของมู่หนิงหนิงซับสีระเรื่อเล็กน้อย นางเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อของหลี่ผิงอัน ทว่ากลับส่งเสียงทางจิตถามคำถามที่ไม่สลักสำคัญอะไร
"เหตุใดทุกคนจึงมักคุ้นชินกับการใช้เสียงตีฆ้องล่ะเจ้าคะ?"
คำถามนี้นางครุ่นคิดมาเนิ่นนานแล้ว และคำตอบของมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรนัก
หลี่ผิงอันส่งเสียงทางจิตตอบพลางหัวเราะ "เสียงที่ใช้ได้ในงานเช่นนี้มีไม่มากนักหรอก เสียงเครื่องสายก็เบาไป เสียงเครื่องเป่าก็ยาวไป เสียงฆ้อง กลอง ระฆังใบใหญ่ หรือเสียงระเบิด จึงเหมาะที่จะใช้เป็นเสียงเปิดงานเช่นนี้ที่สุด"
"อ้อ" มู่หนิงหนิงกล่าว "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง"
จากนั้น มือเล็กๆ ที่ดึงแขนเสื้อของหลี่ผิงอันก็ไม่ได้ชักกลับไปอีก
หลี่ผิงอันค่อยๆ ลดมือซ้ายลง เพื่อให้นางจับได้แนบเนียนยิ่งขึ้น
ใบหน้าของมู่หนิงหนิงถูกบดบังด้วยผ้าคลุมหน้าสีขาว มองเห็นเพียงรอยยิ้มแฝงแววเจ้าเล่ห์เล็กๆ ในดวงตาดอกท้อของนาง
(ศิษย์พี่ไม่ได้สะบัดออกด้วยล่ะ)
กู้ชิงเฉิงผู้เป็นรองหัวหน้าทีมได้เดินวนรอบเหล่าศิษย์รอบหนึ่งแล้ว แจกจ่าย 'โอสถระเบิดเมฆาสูตรลับเพิ่มส่วนผสมพิเศษฉบับศิษย์พี่ผิงอัน' ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีใครได้มากไป ไม่มีใครได้น้อยไป เน้นความยุติธรรมและโปร่งใสเป็นหลัก
จากนั้น กู้ชิงเฉิงก็กล่าวว่า "ทุกท่าน จับกลุ่มตามที่เราแบ่งกันไว้ก่อนหน้านี้เถอะ"
เหล่าศิษย์ขยับตัว แบ่งออกเป็นทีมละห้าคนหกทีม และทีมละสี่คนสองทีม ต่างฝ่ายต่างทำความเคารพกัน
มีผู้ดูแลขั้นหยวนเซียน [เซียนแรกเริ่ม] ตะโกนขึ้นว่า "ผู้อาวุโสมีคำกล่าว เหล่าศิษย์จงฟัง!"
เหล่าศิษย์เงียบเสียงลงทันที พลางมองตรงไปยังผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งที่อยู่ด้านหน้าสุดของเมฆขาว
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งสูบยาสูบรากวิญญาณพันปีอึกหนึ่ง ก่อนจะกล่าวช้าๆ ว่า "เช่นนั้นนักพรตเฒ่าจะขอพูดสั้นๆ สักสองสามประโยค
"เผ่ามนุษย์ของเราถือกำเนิดขึ้นในยุคโบราณกาล แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นเพียงหนึ่งในร้อยเผ่าพันธุ์ ทว่าเผ่ามนุษย์เราได้รับสืบทอดพระมหากรุณาธิท่านแห่งการรังสรรค์จากพระแม่หนี่ว์วา เมื่อถือกำเนิดก็มีกายาเต๋าแต่กำเนิด การหยั่งรู้มรรคานั้นสะดวกดายกว่าสรรพชีวิตอื่นมากนัก ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา
"และเป็นเพราะเผ่ามนุษย์ของเราโดดเด่นเกินไปจนถูกริษยา สวรรค์โบราณที่เดิมทีควรร่วมกันปกครองโดยร้อยเผ่าพันธุ์จึงเริ่มกดขี่เผ่ามนุษย์เรา ร้อยเผ่าพันธุ์กว่าครึ่งตั้งตนเป็นปรปักษ์กับเผ่ามนุษย์เรา และทำสงครามรุกรานเผ่ามนุษย์เราอย่างต่อเนื่อง
"ในยามที่เผ่ามนุษย์เราตกต่ำถึงขีดสุด ท่ามกลางฟ้าดินอันกว้างใหญ่นี้ มีมนุษย์เหลือไม่ถึงร้อยล้านคน
"โชคดีที่พระแม่เสด็จกลับมาจากนอกฟ้าได้ทันท่วงที สายเลือดของเผ่ามนุษย์จึงได้รับการปกปักรักษาไว้
"และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อต้องเผชิญกับการกวาดล้างของร้อยเผ่าพันธุ์แห่งสวรรค์โบราณ เผ่ามนุษย์เราก็ยังคงดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาได้อย่างทรหด ยิ่งไปกว่านั้น หลังผ่านพ้นมหาภัยพิบัติยังได้รับโชคชะตา วีรชนบรรพชนเผ่ามนุษย์ปรากฏตัวขึ้นมากมาย ในขณะที่สวรรค์โบราณกลับต้องบอบช้ำอย่างหนักจากความขัดแย้งภายในของร้อยเผ่าพันธุ์
"ภายหลัง จักรพรรดิอัคคีซุ่ยเหรินซื่อแห่งเผ่ามนุษย์เราได้ปรากฏตัวขึ้น ตัดทอนโชคชะตาของสวรรค์โบราณไปนับสิบหยวนฮุ่ย เผ่ามนุษย์เราจึงเริ่มยึดครองพื้นที่ในทวีปทักษิณ และมีแนวโน้มที่จะรุ่งเรืองอย่างยิ่งใหญ่
"ต่อมา ปรมาจารย์ซานชิงได้ปรากฏตัว ถ่ายทอดวิชาบำเพ็ญเพียรมากมายให้แก่เผ่ามนุษย์เรา ช่วยให้เผ่ามนุษย์เราเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง
"จวบจนปัจจุบัน เผ่ามนุษย์เราได้ครอบครองดินแดนทวีปทักษิณและทวีปบูรพา ร่องรอยของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์กระจายอยู่ทั่วสี่ทวีปร้อยดินแดน นอกฟ้าดินก็เริ่มมีถ้ำพำนักของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
"ทวีปทักษิณกลายเป็นดินแดนรากฐานแห่งโชคชะตาของเผ่ามนุษย์ ได้รับการปกป้องจากพระแม่ด้วยค่ายกลตัดนภา
"ทวีปบูรพาเป็นดินแดนบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ สืบทอดมรดกเต๋าแห่งปรมาจารย์ซานชิง
"ยามที่เผ่ามนุษย์เราทำลายล้างสวรรค์โบราณ ร้อยเผ่าพันธุ์ได้ถอยร่นไปยังทวีปซีโจว พึ่งพาอาศัยอยู่ใต้บารมีของสองเจ้าลัทธิแห่งลัทธิตะวันตก
"ในเวลานั้น ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสองเจ้าลัทธิแห่งลัทธิตะวันตก บรรพชนเผ่ามนุษย์เราเห็นแก่ความยากลำบากของสรรพชีวิตยุคโบราณ จึงไม่ได้ไล่ล่าสังหารร้อยเผ่าพันธุ์จนสิ้นซาก และนั่นก็เป็นเหตุให้ปลูกฝังรากแห่งหายนะลงไป
"เมื่อร้อยเผ่าพันธุ์ฟื้นฟูพลังขึ้นมาได้เพียงเล็กน้อยก็เริ่มก่อกวนดินแดนเผ่ามนุษย์เรา หลังจากยอดฝีมือของร้อยเผ่าพันธุ์บำเพ็ญเพียรจนได้กายาเต๋าแต่กำเนิด ตราบใดที่สามารถปกปิดรูปลักษณ์เดิมของตนได้ มองด้วยตาเปล่าก็แทบไม่ต่างจากเผ่ามนุษย์เรา พวกมันยังเชี่ยวชาญวิชาแปลงกายเพื่อหลบเลี่ยงการสะกดรอยจากยอดฝีมือเผ่ามนุษย์เรา จากนั้นก็แฝงตัวอยู่ตามที่ต่างๆ สังหารผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยม
"เผ่าปีศาจที่พวกเจ้าเคยได้ยินกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แท้จริงแล้วแต่เดิมมีหลายชื่อเรียก เช่น ภูต พราย ปราชญ์ หรืออาจเรียกตามสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมก่อนบำเพ็ญเพียร เช่น เผ่าปีศาจหมู เผ่าวิหคสี่กั่ว เป็นต้น
"ทว่าบัดนี้ เผ่ามนุษย์เราเรียกขานพวกมันด้วยคำเพียงคำเดียว นั่นคือ——ปีศาจ
"ความแค้นที่สืบเนื่องมาหลายหยวนฮุ่ยนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะสิ้นสุดลง"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อว่า
"ดังนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับเผ่าปีศาจ พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องปรานีใดๆ เผ่าปีศาจที่ปรากฏตัวในบริเวณทวีปบูรพานี้ นอกเหนือจากส่วนน้อยที่บำเพ็ญเพียรขึ้นมาเองจากสิ่งมีชีวิตในท้องถิ่นแล้ว ที่เหลือส่วนใหญ่ล้วนเป็นศัตรูที่แปดเปื้อนเลือดของเผ่ามนุษย์
"การบำเพ็ญเพียร ไม่เพียงเพื่อมรรคผลแห่งความเป็นอมตะ แต่ยังควรเพื่อปกปักรักษาสรรพชีวิต
"ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์อย่างพวกเรา ในเมื่อได้รับความคุ้มครองจากบารมีของบรรพชน ก็สมควรสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพชน เป็นศัตรูคู่อาฆาตกับเผ่าปีศาจอย่างไม่ขออยู่ร่วมโลก!
"โบราณสถานเบื้องหน้านี้ เมื่อสองปีก่อนเคยเกิดศึกใหญ่ ตอนนั้นก็มีมหาปีศาจคิดจะฉวยโอกาสตอนชุลมุน ท้ายที่สุดก็ถูกผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์เราร่วมมือกันสังหารทิ้ง
"ความอาฆาตแค้นจากเศษเสี้ยววิญญาณของมหาปีศาจได้กลายเป็นไอพิษ ปีศาจชั้นผู้น้อยที่ยึดครองที่นี่อยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตในทะเลที่ถูกไอพิษนี้แปดเปื้อน วันนี้ยังจะมีปีศาจบางส่วนที่เซียนจากสำนักชมสมุทรแอบนำมาปล่อยไว้อีกด้วย
"เพราะฉะนั้น วันนี้พวกเจ้าลงมือได้อย่างเต็มที่ ถือเสียว่าเป็นการทดสอบมรรคผลจากการบำเพ็ญเพียรมาหลายปีของพวกเจ้า"
หลี่ผิงอันทำความเคารพแบบนักพรตรับคำสั่งพร้อมกับเหล่าศิษย์ "น้อมรับคำสั่งผู้อาวุโส!"
"เหล่าศิษย์ทั้งหลาย ยังต้องจดจำไว้ให้ดี!"
มีผู้อาวุโสฝ่ายนอกอีกคนกำชับว่า
"ข้อแรก ศิษย์ร่วมสำนักย่อมต้องปกป้องคุ้มครองซึ่งกันและกัน ห้ามเห็นเพื่อนตกอยู่ในอันตรายแล้วไม่ช่วย! ข้อสอง หากศิษย์สำนักอื่นตกอยู่ในอันตราย หากศิษย์สำนักหมื่นเมฆาของเราสามารถคุ้มครองตัวเองได้ ก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
"ข้อสาม สถานที่แห่งนี้ปรากฏขึ้นมาสองปีแล้ว ของวิเศษข้างในถูกขนไปจนหมดสิ้นนานแล้ว สิ่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็คือไอพิษของมหาปีศาจที่ตกตายอยู่ที่นี่ในตอนนั้น หากพบเจอปราณสีดำจางๆ ลอยอยู่บนผิวน้ำทะเล เด็ดขาดอย่าได้เข้าไป หากแปดเปื้อนเข้าจะมีปัญหาตามมามากมาย เกรงว่าจะก่อเกิดมารในใจได้
"พวกเจ้าพยายามเดินทางไปด้วยกันให้มากที่สุด เหล่าเซียนในสำนักจะคอยติดตามอยู่เหนือหัวพวกเจ้า แต่จำไว้ว่า หากให้พวกเรายื่นมือเข้าช่วย พวกเจ้าก็ต้องถอนตัวจากการทดสอบครั้งนี้ด้วยตัวเอง"
เหล่าศิษย์ทำความเคารพรับคำอีกครั้ง
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งกล่าวขึ้นกะทันหัน "หัวหน้าทีมพูดอะไรสักสองสามประโยคสิ เพื่อปลุกขวัญกำลังใจเหล่าศิษย์"
หลี่ผิงอันที่กำลังสังเกตสภาพแวดล้อมรอบด้านคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว เขาประสานมือคารวะและกล่าวช้าๆ "การทดสอบครั้งนี้มีขึ้นเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ ทุกสิ่งให้ยึดการรักษาตัวรอดเป็นหลัก หากพบอันตราย ให้รีบส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือทันที"
เหล่าศิษย์หันกลับมาประสารมือทำความเคารพแบบนักพรตต่อหลี่ผิงอัน หลี่ผิงอันก็ประสานมือคารวะตอบ
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งหัวเราะ "คำพูดเช่นนี้ ฟังดูไม่เหมือนคนหนุ่มที่เลือดลมสูบฉีดเลยนะ กลับเหมือนตาเฒ่าอย่างนักพรตเฒ่าเสียมากกว่า"
เหล่าศิษย์ล้วนหัวเราะเบาๆ
มีเซียนผู้หนึ่งหัวเราะ "ตอนที่มาโบราณสถานแห่งนี้คราวก่อน ยังพอมองเห็นค่ายกลใหญ่และหอตำหนักของที่นี่อยู่เลย ไม่คิดว่าเพิ่งผ่านไปแค่สองปี แม้แต่กระเบื้องหลังคาก็แทบจะถูกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระขนไปจนเกลี้ยงแล้ว"
เหล่าศิษย์มองตามเสียงไปยังผืนทะเลเบื้องหน้า
บนผิวน้ำทะเลที่ราบเรียบปรากฏซากปรักหักพังทอดยาวสลับซับซ้อน ราวกับกำแพงเมืองโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล สีของน้ำทะเลด้านล่างก็อ่อนลงเล็กน้อย สามารถมองเห็นโครงร่างทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางหลายร้อยลี้ได้
หลี่ผิงอันจินตนาการถึงฉากตอนที่โบราณสถานแห่งนี้เพิ่งปรากฏขึ้นมา
[ค่ายกลใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางหลายร้อยลี้ปกคลุมท้องทะเล แสงเซียนนับไม่ถ้วนสาดส่องไปทั่วทุกสารทิศ ภายในมีหอตำหนักเรียงรายเป็นทิวแถวไม่ขาดสาย จุดสีดำแต่ละจุดบินมาจากฟ้าดิน ราวกับฝูงตั๊กแตนที่ฉีกทึ้งค่ายกล พุ่งทะยานเข้าหาแสงประกายของวิเศษ]
ไม่ถูกสิ
ตอนนั้นท่านอาจารย์ของเขาก็มาด้วย และก็เป็นที่นี่เองที่ได้ของวิเศษชิ้นสำคัญไป จากนั้นก็ถูกรุมล้อมโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ท้ายที่สุดก็ต้องใช้ป้ายคืนสำนักหลบหนีไป
ใช้คำว่าฝูงตั๊กแตนมาเปรียบเปรยดูจะไม่เหมาะสมนัก
[น่าจะราวกับผีเสื้อแสนสวยหนึ่งตัวและฝูงผีเสื้อกลางคืนที่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างดุดัน ฉีกทึ้งค่ายกล พุ่งเข้าหาแสงประกายของวิเศษ]
หลี่ผิงอันจินตนาการในใจเช่นนี้ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ
สำนักชมสมุทรได้ทำการเคลียร์พื้นที่ไปก่อนหน้านี้แล้ว ที่นี่ยังมีเซียนหลายสิบคนคอยคุ้มกันอยู่ตามจุดต่างๆ บนผิวน้ำทะเลอันห่างไกลยังพอมองเห็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหลายร้อยคนกระจายตัวอยู่ประปราย ในจำนวนนั้นไม่ขาดผู้เฒ่าวัยชราขั้นเหอเจิน [ผสานสัจธรรม] และขั้นสะพานฟ้าดิน น่าจะเป็นพวกชอบดูเรื่องสนุกที่รุดมาหลังได้ข่าว ไกลออกไปยังมีเงาร่างอีกมากมายกำลังมุ่งหน้ามาจากชายฝั่ง
เผ่ามนุษย์ก็คือคนเยอะ ที่ไหนก็ขาดพวกชอบดูเรื่องสนุกไม่ได้
เมฆขาวหกกลุ่มเดินทางมาถึงบริเวณใจกลางของโบราณสถาน ลำแสงหลายสายพุ่งออกมาจากเมฆขาวของสำนักชมสมุทร ชายชราผมขาวโพลนหลายคนยืนอยู่ระหว่างฟ้าและทะเล กล่าวคำพูดตามธรรมเนียมด้วยเสียงอันดัง และประกาศกฎเกณฑ์การทดสอบของศิษย์หกสำนักในครั้งนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง
ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าศิษย์สังหารปีศาจ เซียนเป็นผู้ชมนับจำนวน ทีมที่สังหารปีศาจได้มากที่สุดหกอันดับแรกจะได้รับรางวัลบางอย่าง
สำนักชมสมุทรยังจงใจเตรียมของวิเศษสำหรับนับจำนวนไว้ชุดหนึ่ง โดยเริ่มจากตั้งชื่อให้แต่ละทีม จากนั้นให้เซียนแต่ละสำนักถือป้ายหยกเพื่อนับจำนวน และประกาศจำนวนปีศาจที่แต่ละทีมสังหารได้บนกระจกทองแดงบานใหญ่แบบเรียลไทม์
ญาณหยั่งรู้ของเซียนทุกท่านสามารถครอบคลุมได้ทั่วทั้งบริเวณ การนับจำนวนเช่นนี้ย่อมไม่อาจโกงได้
เสียงฆ้องดังขึ้นอีกครั้ง การทดสอบของศิษย์หกสำนักเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ
ศิษย์กว่าสองร้อยคนกระโดดลงมาจากเมฆขาวทั้งหกกลุ่ม ต่างงัดกลเม็ดและแสดงอิทธิฤทธิ์ของตนออกมา พากันมุดลงไปในทะเล เริ่มต้นค้นหาร่องรอยของเผ่าปีศาจ
เซียนจากหกสำนักที่มา ครึ่งหนึ่งคอยคุ้มครองศิษย์สำนักตน อีกครึ่งหนึ่งบินไปอยู่เหนือหัวศิษย์สำนักอื่น ทั้งเพื่อตรวจสอบซึ่งกันและกัน และยังเป็นการแสดงถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของวิถีเซียนสายหลัก
หลี่ผิงอัน มู่หนิงหนิง กู้ชิงเฉิง และอวี่อิ้งซู ทั้งสี่คนรวมเป็นหนึ่งทีม หลังจากลงทะเลก็ต่างกางม่านพลังป้องกันของตน ภายใต้การนำของหลี่ผิงอัน พวกเขามุ่งหน้าไปทาง...
บริเวณที่มีกลิ่นอายปีศาจน้อยที่สุดอย่างเงียบเชียบ
กู้ชิงเฉิงอาศัยน้ำทะเลส่งเสียงกระซิบถามว่า
"ศิษย์พี่ผิงอัน ทำไมพวกเราไม่จับตาดูศิษย์สำนักชมสมุทรล่ะขอรับ? ปีศาจที่นี่หลายตัวก็เป็นสำนักชมสมุทรนำมาปล่อยไว้ พวกเขาต้องรู้แน่ว่าตรงไหนมีปีศาจเยอะ"
"เฮ้อ!"
หลี่ผิงอันส่งเสียงตอบว่า
"จะตามพวกเขาไปทำไมล่ะ? รนหาที่ให้ถูกเพ่งเล็งหรือ? สหายกู้ กระบี่บินทะลวงเป้าของเจ้า ทำให้ต้นกล้าเซียนสำนักชมสมุทรผู้นั้นเสียหน้าอย่างหนัก ตอนนี้จิตเต๋าของเขายังไม่มั่นคงเลย หากภายหลังเขามาหาเรื่องพวกเราจะทำอย่างไร?"
"ก็จริงนะ" กู้ชิงเฉิงพยักหน้าช้าๆ หัวเราะเจื่อน "ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ตอนนั้นบังคับกระบี่ฉีกเสื้อผ้าจนได้ที่ ก็เลยตวัดเพลินมือไปหน่อย"
อวี่อิ้งซูถาม "ศิษย์พี่ผิงอัน ทิศทางที่พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปตอนนี้ ไม่เห็นได้กลิ่นปีศาจอะไรเลยนะขอรับ"
หลี่ผิงอันหัวเราะ "พวกเรามีกันแค่สี่คน แถมยังเป็นพวกเจ้าสองคนพาตัวถ่วงอย่างข้ากับศิษย์น้องมู่มาด้วย อยากจะติดหกอันดับแรก ความหวังช่างริบหรี่นัก"
ทั้งสามคนพยักหน้าพร้อมกัน
"ในเมื่อถูกกำหนดมาแล้วว่าชิงหกอันดับแรกไม่ได้ แล้วจะไปแย่งชิงทำไมกันล่ะ? ทางนี้ก็มีปีศาจชั้นผู้น้อยอยู่ไม่น้อย สามารถใช้ฝึกลับฝีมือการต่อสู้ได้เหมือนกัน"
หลี่ผิงอันกำชับว่า
"อย่างไรเสียผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกันนัก พวกเราทำตัวสบายๆ หน่อยไม่ดีหรือ?"
มู่หนิงหนิงยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ศิษย์พี่พูดถูกเจ้าค่ะ ข้าก็ไม่ชอบการต่อสู้ฆ่าฟันอยู่แล้ว"
กู้ชิงเฉิงและอวี่อิ้งซูมองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างยิ้มออกมา ในพริบตาก็รู้สึกผ่อนคลายลงมาก
สิ่งที่พวกเขาทั้งสามไม่รู้ก็คือ หลี่ผิงอันเพียงแค่ดูเหมือนผ่อนคลายเท่านั้น
วินาทีที่ลงสู่ทะเล ญาณหยั่งรู้ขั้นเลี่ยนซวี [หลอมความว่างเปล่า] ของเขาก็แผ่ขยายออกไปจนสุด 'เข็มค้นหาปีศาจ' และ 'ลูกปัดจำแนกมาร' ที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อถูกกระตุ้นการทำงานมาตั้งนานแล้ว
หลี่ผิงอันวางแผนไว้หมดแล้ว การทดสอบเช่นนี้ไม่มีความหมายที่เป็นรูปธรรมอะไร ปล่อยให้ผ่านไปอย่างสงบสุขก็พอ ตราบใดที่อันดับของพวกเขาไม่รั้งท้าย ก็ไม่ถือว่าทำให้สำนักต้องขายหน้า
เขาเหลือบมองขึ้นไปด้านบน ได้กลิ่นอายของผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งจางๆ
สิ่งนี้ทำให้หลี่ผิงอันเบาใจลงมาก มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ อยู่เสมอ
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งที่เป็นถึงเจินเซียน [เซียนแท้จริง] ขั้นหนึ่งจุดสูงสุดระดับสมบูรณ์ ช่างให้ความรู้สึกปลอดภัยได้ดีเหลือเกิน
...
สำนักหมื่นเมฆา หอหลอมเมฆา
หลี่ต้าจื้อนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานของตน จัดการกับป้ายหยกสองสามชิ้นเสร็จสิ้น ก็เดินไปที่ตั่งด้านข้างเพื่อนั่งขัดสมาธิทำสมาธิ
เขาหยิบกระจกหยินหยางอันคุ้นเคยออกมาจากแขนเสื้อ มองดูเกลียวคลื่นสีครามหมื่นลี้ในกระจกหยินหยาง พลางสัมผัสถึงกลิ่นอายของหลี่ผิงอัน
"ทำไมถึงลงไปในทะเลได้ล่ะเนี่ย"
หลี่ต้าจื้อรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้างที่มองไม่เห็นเงาร่างลูกชายของตน
นี่เป็นเพราะเขาไหว้วานให้ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งช่วยดูแลผิงอันของตน และถือโอกาสใช้กระจกหยินหยางคู่นี้ดูสถานการณ์ทางฝั่งนั้นด้วย
ลูกเดินทางไกลพันลี้ผู้เป็นพ่อย่อมเป็นห่วง
หากไม่ใช่เพราะหลี่ต้าจื้อใช้เวลาบำเพ็ญเพียรสั้นเกินไป ยังไม่บรรลุถึงขั้นเทียนเซียน [เซียนสวรรค์] และท่านอาจารย์นักพรตคงหมิงไม่อนุญาตให้เขาออกจากสำนัก การออกไปทดสอบภายนอกของหลี่ผิงอัน หลี่ต้าจื้อย่อมต้องรีบไปคุ้มครองอย่างลับๆ ด้วยตนเองอยู่แล้ว
"เฮ้อ โชคชะตาอันยิ่งใหญ่นี้หนอ"
หลี่ต้าจื้อถอนหายใจยาว
สิ่งนี้ไม่เพียงนำมาซึ่งวาสนา แต่ยังนำมาซึ่งอันตรายได้อีกด้วย วาสนาและอันตรายสองพี่น้องนี้มักจะกอดคอมาด้วยกันเสมอ จะไม่ให้หลี่ต้าจื้อเป็นห่วงได้อย่างไร
หลี่ต้าจื้อหวนนึกถึงห้าปีที่ผ่านมา เขาก็เริ่มมีแนวคิดลางๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า 'โชคชะตาอันยิ่งใหญ่' ของตนเองแล้ว
พูดง่ายๆ ก็คือ——ทุกสิ่งราบรื่น วาสนามาเยือนถึงหน้าประตู
"ถ้าโชคชะตาอันยิ่งใหญ่แบบนี้สามารถแบ่งให้ผิงอันได้สักครึ่งหนึ่งก็คงจะดี"
ภาพที่ปรากฏในกระจกหยินหยาง ใต้น้ำทะเลเบื้องล่างมีความผันผวนของพลังวิญญาณส่งมาเล็กน้อย แม้ว่าผิวน้ำทะเลในที่ห่างไกลจะระเบิดเป็นเกลียวคลื่นซ้อนกันเป็นชั้นๆ แต่นั่นก็ไม่อาจดึงดูดญาณหยั่งรู้ของหลี่ต้าจื้อได้แม้แต่น้อย
ดวงตาของหลี่ต้าจื้อเป็นประกาย จ้องมองกระจกหยินหยางอย่างละเอียด
วู้ฮู! ผิงอันเริ่มฆ่าปีศาจแล้ว!
ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์เช่นนี้ เขากลับทำได้เพียงใช้ญาณหยั่งรู้สัมผัส ช่างไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย
เขาเว่ยหมิง ภายในถ้ำพำนักเทียนเซียน
"ศิษย์เอ๋ย วันนี้กิน..."
น้ำเสียงของชิงซู่หยุดชะงักลงกะทันหัน
นางยืนนิ่งอยู่กลางโถงหน้าถ้ำพำนักอันกว้างใหญ่ เหม่อมองสระบัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในโถงด้านใน
...
"ศิษย์พี่ระวัง ให้ข้าจัดการเอง!"
ประกายกระบี่สว่างวาบสาดส่องบนผืนทรายใต้ทะเลอย่างต่อเนื่อง
มู่หนิงหนิงหนึ่งคนหนึ่งกระบี่ เหนือศีรษะมีลูกปัดกันน้ำระดับของวิเศษลอยอยู่ นางเดินในทะเลราวกับเดินบนพื้นราบ สาดซัดปราณกระบี่ไปเบื้องหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน สับฟันปีศาจกุ้งเกราะดำตัวยาวครึ่งจั้งหลายตัวจนหัวร้างข้างแตก ร่างกายแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดี
หลี่ผิงอันเอามือไพล่หลัง ชื่นชมแผ่นหลังอันงดงามของมู่หนิงหนิง ใช้ญาณหยั่งรู้ควบคุมลูกปัดวิเศษสองเม็ดให้โคจรปกป้องอยู่รอบกายนาง
ตอนนี้มู่หนิงหนิงก็ตื่นเต้นไม่เบา การต่อสู้กับปีศาจกุ้งสองสามตัวที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่าขั้นจวี้เสิน [รวบรวมจิต] ถึงกับใช้กระบี่วิเศษระดับเซียนที่คมคายที่สุดโดยตรง แถมยังใช้วิชาตัวเบาที่ตระหนักรู้มาจากเสาหลบหลีกนางแอ่นอีกด้วย
(ต้องสอนนางใช้ค่ายกลยันต์เสียแล้ว การต่อสู้ระยะประชิดตลอดเวลาแบบนี้เสียเปรียบเกินไป แถมยังทำให้ตัวเองบาดเจ็บได้ง่าย)
หลี่ผิงอันครุ่นคิดเช่นนี้ ในใจก็เริ่มวางแผน 'หลักสูตรการสอนศิษย์น้อง' หลังจากกลับเขาแล้ว ญาณหยั่งรู้สายหนึ่งของเขายังคงจับจ้องไปที่ศิษย์สำนักชมสมุทรเหล่านั้นอยู่ตลอด
หลี่ผิงอันสังหรณ์ใจเล็กน้อยว่า ปู้หลินไห่ผู้นั้นร้อยทั้งแปดสิบต้องก่อเรื่องแน่
แต่เขาก็นึกไม่ออกว่าปู้หลินไห่จะเล่นตุกติกอะไรได้... ใช้ค่ายกลดักจับพวกเขาหรือ? อาศัยน้ำทะเลแอบวางยาพิษ? แอบบงการปีศาจมาก่อกวน? ขอให้เซียนสำนักชมสมุทรแอบขัดขา? หรือจะใช้แผนเจ็บตัว แผนยั่วยุ แผนขอยืมดาบฆ่าคน แผนพยัคฆ์สองตัวห้ำหั่นกัน แผนขับหมาป่ากลืนพยัคฆ์... พ่อของปู้หลินไห่คนนี้เป็นใครกัน? จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของสำนักชมสมุทรหรือไม่?
หลี่ผิงอันค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
อวี่อิ้งซูและกู้ชิงเฉิงที่เพิ่งเคยเห็นมู่หนิงหนิงลงมือเป็นครั้งแรก ในยามนี้ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
แม่นางน้อยผู้นี้...
แน่ใจนะว่าเป็นศิษย์น้องเล็กที่น่ารักอ่อนโยนมาตลอดทางคนนั้น?