ในยุคหลัง โรงอาหารของม.เยียนจิงมีมากมาย ตั้งแต่โรงอาหารที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "เสวีย" อย่างเสวียอี, เสวียอู่, เสวียลิ่ว, เสวียปา, เสวียสือ ไปจนถึงอี๋หยวน, อู่ซื่อ, เฟิงเว่ย และยังมีเยียนหนานหยวน, ร้านอาหารฮว่าฮว่า...
โรงอาหารหลายแห่งล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยหล่อเลี้ยงต่อมรับรสและกระเพาะอาหารของเหล่านักศึกษาม.เยียนจิง
แต่ในยุคนี้ ม.เยียนจิงมีโรงอาหารเพียงสี่แห่งเท่านั้น และโรงอาหารใหญ่ก็คือหนึ่งในนั้น
โรงอาหารใหญ่อยู่ห่างจากหอสมุดเพียงร้อยเมตรเศษ ที่นี่ถูกสร้างขึ้นหลังจากมีการปรับปรุงคณะและภาควิชาครั้งใหญ่ในปี 1952 มหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ย้ายมาที่วิทยาเขตเยียนหยวนและสร้างขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้งานจริง ในตอนนั้นมีการสร้างโรงอาหารนักศึกษาขนาดใหญ่และขนาดเล็กขึ้นอย่างละแห่ง ซึ่งโรงอาหารที่ใหญ่กว่าถูกเรียกว่า "โรงอาหารใหญ่"
โรงอาหารใหญ่ไม่มีที่นั่งมาตั้งแต่สร้างเสร็จ ดังนั้นจึงทำหน้าที่เป็นหอประชุมไปในตัว เมื่อใดที่มีการประชุมใหญ่ ฉายภาพยนตร์ หรือการแสดงศิลปวัฒนธรรม ที่นี่มักจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเสมอ
ตอนที่หลินเฉาหยางมาถึงโรงอาหารใหญ่ ที่นี่ก็ถูกเหล่านักศึกษายึดพื้นที่ไปหมดแล้ว ทุกคนถือถุงข้าวที่เย็บจากผ้าขนหนูและสายรัด ภายในบรรจุกล่องข้าว ห้อยไว้กับกระเป๋าหนังสือ
หน้าช่องจ่ายอาหารทุกช่องในโรงอาหารล้วนมีแถวยาวเหยียด หลินเฉาหยางเพิ่งเคยเข้ามาเป็นครั้งแรก อยากรู้ว่าโรงอาหารมีกับข้าวอะไรบ้างและราคาเท่าไหร่ จึงเดินวนดูหน้าช่องจ่ายอาหารทุกช่องรอบหนึ่ง
กับข้าวของโรงอาหารแบ่งออกเป็นหลายระดับ ผัดมันฝรั่งเส้น ผัดกะหล่ำปลี ผัดหัวไชเท้าเส้น ซึ่งเป็นอาหารเจทั่วไปราคาที่ละห้าเฟิน; มะเขือเทศผัดไข่ เต้าหู้ทอดน้ำแดง ซึ่งพอจะมีเนื้อสัตว์ปนอยู่บ้างราคาหนึ่งเหมา; กับข้าวราคาหนึ่งเหมาห้าเฟินจัดว่าเป็นอาหารจานเนื้ออย่างแท้จริง เช่น หมูเส้นผัดเปรี้ยวหวาน ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และยังมีหมูผัดพริก หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง และลูกชิ้นหมูสี่ฤดูราคาสองเหมา ซึ่งถ้าเป็นที่อีสานบ้านเขาจะเรียกว่าอาหารมื้อใหญ่
หลินเฉาหยางมองดูรอบหนึ่ง หน้าตาของอาหารนั้นไม่มีที่ติ โดยเฉพาะหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง เขาเห็นนักศึกษาคนหนึ่งตักไปที่หนึ่ง มันวาวน่ากิน ห่างออกไปตั้งหลายเมตรยังได้กลิ่นหอมของเนื้อ
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสภาพความเป็นอยู่ในยุคนี้ อาหารที่โรงอาหารม.เยียนจิงจัดหาให้แทบจะเอาชนะโรงอาหารกว่า 95% ในประเทศได้อย่างขาดลอย ที่สำคัญคือราคาถูก
หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงหนึ่งที่ราคาแค่สองเหมา ดูแล้วมีเนื้ออย่างน้อยสามเหลียง ราคาอาหารเท่านี้น่าจะไม่ได้กำไรแม้แต่ค่าเนื้อด้วยซ้ำ
นักศึกษาม.เยียนจิงช่างมีความสุขจริงๆ!
หลินเฉาหยางไปยืนต่อท้ายแถวหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงอย่างแน่วแน่ พอใกล้จะถึงคิวเขาตักอาหาร พี่ชายข้างหน้ากลับยืนลังเลอยู่ตรงนั้น เขาลำบากใจเลือกระหว่างหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงกับเต้าหู้ทอดน้ำแดงอยู่นาน สุดท้ายก็เลือกเต้าหู้ทอดน้ำแดง
จังหวะที่หันกลับมา หลินเฉาหยางก็เหลือบไปเห็นหน้าตาของอีกฝ่าย
ผิวคล้ำ ผมแสกข้าง ตาตี่ ริมฝีปากบาง เขามองแวบแรกก็รู้สึกคุ้นหน้า
ไม่มีเวลาให้มองซ้ำ ถึงคิวเขาตักอาหารพอดี ข้าวสวยหนึ่งที่กับหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงหนึ่งที่ตักใส่กล่องข้าวอะลูมิเนียมจนพูน มองแล้วก็รู้สึกเบิกบานใจ แบบนี้มือเที่ยงตรงกว่าป้าในโรงอาหารยุคหลังเยอะเลย
ตักข้าวเสร็จ อยากหาที่กินข้าว หลินเฉาหยางถึงเพิ่งพบว่าโต๊ะอาหารรอบๆ ไม่มีที่ว่างเลย
เขามองหาไปรอบๆ พบว่าข้างๆ พี่ชายคนที่ลังเลตอนตักอาหารเมื่อครู่มีที่ว่างพอดี จึงเดินเข้าไปหา
โรงอาหารใหญ่ไม่มีที่นั่ง กินข้าวได้แต่ยืนกิน หลินเฉาหยางพบว่านักศึกษากลุ่มนี้ส่วนใหญ่กินข้าวกันเร็วมาก นานๆ ทีจะมีคนกินแบบไม่รีบร้อน ดูจากการแต่งตัวก็รู้ว่าทางบ้านมีฐานะดี
ทว่าสิ่งที่หลินเฉาหยางนับถือที่สุดคือคนที่ยืนกินข้าวแล้วยังอ่านหนังสือไปด้วยได้ หากเป็นในยุคหลัง หลินเฉาหยางเห็นสถานการณ์แบบนี้คงต้องแอบด่าในใจไปประโยคหนึ่งว่า: พวกขี้เก๊กเอ๊ย!
แต่นี่คือวิทยาเขตม.เยียนจิงในยุคเจ็ดศูนย์ ไม่มีพวกขี้เก๊กแบบนั้นหรอก
พูดแบบนี้ก็อาจจะเด็ดขาดเกินไปหน่อย เพราะในหัวของหลินเฉาหยางดันมีภาพของ "ราชาขี้เก๊ก" จางเย่าจงที่พบบนรถไฟลอยขึ้นมาอีก
เขากำลังคิดอะไรเพลินๆ จู่ๆ ก็ถูกใครบางคนตบไหล่โดยไม่ทันตั้งตัว ทำเอาเขาตกใจจนหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงชิ้นหนึ่งแทบจะติดคอ
หันขวับไปมอง ในใจเขาก็ผุดประโยคหนึ่งขึ้นมา: นึกถึงปุ๊บก็มาปั๊บเลยนะ!
"มองมาจากตั้งไกลก็รู้สึกว่าเหมือน ที่แท้ก็เป็นคุณจริงๆ ด้วย!"
จางเย่าจงมีสีหน้ายินดีที่ได้พบเพื่อนเก่า น้ำเสียงดูโอเวอร์
"เสี่ยวจาง? บังเอิญจังนะ!"
ทั้งสองทักทายกัน หลินเฉาหยางรีบพุ้ยข้าวและกับข้าวในกล่องจนหมด แล้วพูดกับจางเย่าจงว่า "ผมไปล้างกล่องข้าวก่อนนะ เดี๋ยวค่อยออกไปคุยกัน"
"ได้"
ล้างชามเสร็จ หลินเฉาหยางก็หิ้วอุปกรณ์กินข้าวเดินออกจากโรงอาหารใหญ่ แล้วก็เห็นจางเย่าจงกำลังคุยอยู่กับพี่ชายคนที่ลังเลตอนตักอาหารเมื่อครู่นี้
"พี่หลิน! ขอแนะนำให้รู้จักหน่อย นี่คือเพื่อนร่วมชั้นภาควิชาภาษาจีนของผม ศิษย์น้องหลิวเจิ้นอวิ๋น คนเหอหนาน เป็นจอหงวนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของมณฑลเหอหนานปีนี้"
จางเย่าจงแนะนำตัวดูเหมือนสนิทสนมกันมาก แต่ความจริงแล้วเขาก็เพิ่งรู้จักหลิวเจิ้นอวิ๋นตอนไปรับนักศึกษาใหม่เมื่อสองวันก่อนนี้เอง
หลินเฉาหยางถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ มิน่าล่ะเมื่อกี้ถึงมองคนคนนี้แล้วคุ้นหน้า ที่แท้ก็คือเขานี่เอง
เขาแนะนำให้หลิวเจิ้นอวิ๋นรู้จักบ้าง "เจิ้นอวิ๋น นี่พี่หลินเฉาหยาง"
หลินเฉาหยางจับมือทักทายกับหลิวเจิ้นอวิ๋นสองสามประโยค จางเย่าจงก็ถามขึ้นว่า "พี่หลิน ทำไมพี่ถึงมาอยู่ที่ม.เยียนจิงได้ล่ะ? พี่สะใภ้เรียนอยู่ม.ครุศาสตร์เยียนจิงไม่ใช่เหรอ?"
"ผมทำงานอยู่ที่นี่น่ะ"
จางเย่าจงได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าประหลาดใจเต็มประดา ตอนที่เจอกันบนรถไฟ หลินเฉาหยางเอาแต่พูดคุยยกยอจางเย่าจงจนสืบข้อมูลส่วนตัวของเขามาได้จนหมดเปลือก แต่จางเย่าจงกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหลินเฉาหยางเลย
เขาจำได้แค่ว่าหลินเฉาหยางบอกว่ามาเป็นเพื่อนภรรยาเรียนต่อที่เยียนจิง และยังบอกว่าตัวเองเป็นครูโรงเรียนประถมประจำกองผลิต
"พี่ทำงานอยู่ที่นี่เหรอ?"
"อืม เป็นบรรณารักษ์อยู่ที่หอสมุด สถานะชั่วคราวน่ะ"
จะชั่วคราวหรือไม่ชั่วคราวไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือคำว่า "บรรณารักษ์ม.เยียนจิง" ต่างหาก
ครูโรงเรียนประถมประจำกองผลิตที่มาเป็นเพื่อนภรรยาเรียนต่อที่เยียนจิงบนรถไฟ พอมาเจอกันอีกทีกลับพลิกโฉมกลายเป็นบรรณารักษ์ของม.เยียนจิงอย่างงดงาม การเปลี่ยนแปลงนี้ทำเอาจางเย่าจงถึงกับอ้าปากค้างพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
"เอ่อ คือว่า... พี่หลิน นึกไม่ถึงเลยจริงๆ..." เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองเสียอาการ จางเย่าจงก็รีบเสริมว่า "ได้มาเจอพี่ที่มหา'ลัยอีก ถือว่าเป็นพรมลิขิตจริงๆ"
"เป็นพรหมลิขิตจริงๆ นั่นแหละ" หลินเฉาหยางพูดพลางหัวเราะ
จากนั้นจางเย่าจงก็ดีใจขึ้นมาอีกครั้ง "แบบนี้ก็ดีเลย ต่อไปหอสมุดมีคนรู้จัก จะได้จองที่นั่งสะดวกหน่อย"
หลินเฉาหยางนึกไม่ถึงว่าทำงานวันแรกก็ถูกแปะป้ายเป็น "มนุษย์เครื่องมือ" เสียแล้ว หมอนี่ไม่เห็นเขาเป็นคนอื่นคนไกลเลยสักนิด
จางเย่าจงสงสัยมากที่หลินเฉาหยางสามารถเข้ามาเป็นบรรณารักษ์ของม.เยียนจิงได้ด้วยฐานะครูโรงเรียนประถมประจำกองผลิต จึงถามว่า "พี่หลิน ทำไมพี่ถึงได้มาทำงานที่หอสมุดล่ะ?"
หลินเฉาหยางไม่ได้ปิดบัง เขาบอกว่า "ที่บ้านพี่สะใภ้นายอยู่ม.เยียนจิงน่ะ ผมตามเธอกลับเข้าเมือง ในฐานะครอบครัวบุคลากรเลยถูกจัดให้มาทำงานที่หอสมุด"
พอพูดประโยคนี้ออกไป แววตาประหลาดใจของจางเย่าจงก็แฝงไปด้วยความอิจฉาอยู่หลายส่วน เบื้องหลังยังซ่อนความริษยาที่หลินเฉาหยางได้เกาะผู้หญิงกินอย่างหน้าชื่นตาบานเอาไว้เล็กน้อย เขากลั้นใจทำสีหน้าซับซ้อนอยู่นานกว่าจะเค้นออกมาได้ประโยคหนึ่งว่า "พี่หลิน ช่างมีวาสนาเสียจริง!"
อย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่หลิวเจิ้นอวิ๋นที่ยืนฟังทั้งสองคนคุยกันอยู่ข้างๆ มาตลอดก็ยังรู้สึกมหัศจรรย์ใจ
เด็กบ้านนอกแต่งงานกับปัญญาชนหญิงในเมือง ไม่เพียงแต่ถูกพากลับเข้าเมือง แต่ยังได้รับการจัดหางานที่ดูดีมีระดับอย่างบรรณารักษ์ของม.เยียนจิงให้อีก
ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาๆ ตรงหน้านี้โชคดีเกินไปแล้ว
หลินเฉาหยางยังต้องกลับไปสลับให้หูเหวินฉงมากินข้าว เขาไม่มีเวลามาเออออไปกับความตื่นตะลึงของจางเย่าจง คุยกับเขาต่ออีกสองสามประโยคก็ขอตัวลากลับ
จางเย่าจงมองตามแผ่นหลังของหลินเฉาหยาง ในหัวมีภาพใบหน้าสะสวยงดงามของเถาอวี้ซูแวบเข้ามา ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้เอ่ยขึ้นมาลอยๆ ว่า "พี่หลินช่างมีวาสนาเสียจริง!"
"นั่นสิ" หลิวเจิ้นอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วย
จางเย่าจงปรายตามองหลิวเจิ้นอวิ๋นแวบหนึ่ง นายไม่รู้หรอกว่าวาสนาของเขาน่ะสวยขนาดไหน







