มิจิโกะเป็นเด็กแก่แดด ชิฮาระ รินโตะแค่ชวนคุยเล่นๆ ทว่าชั่วแวบหนึ่งเธอกลับคิดไปไกลเสียได้ เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามเสียงเบา "อาจารย์ ยังใส่ใจเรื่องก่อนหน้านี้อยู่หรือเปล่าคะ ตอนนั้นหนูเสียมารยาทจริงๆ ถ้าอาจารย์ยังถือสา หนูขอโทษอย่างเป็นทางการได้นะคะ"
"หืม? ไม่หรอก ฉันก็แค่พูดเล่นเฉยๆ เธออย่าคิดมากเลย" ชิฮาระ รินโตะชะงักไป นึกไม่ถึงว่าหัวข้อสนทนาเรื่อยเปื่อยจะหักมุมกะทันหันขนาดนี้ เขาไม่ได้ใส่ใจท่าทีของเด็กน้อยคนนี้หลังจากการออดิชั่นครั้งก่อนแล้วจริงๆ ผู้ใหญ่ยังมีช่วงที่เสียศูนย์ได้ นับประสาอะไรกับเด็กตัวเล็กๆ อย่างเธอ
เขาไม่ใช่พวกที่พอถูกล่วงเกินนิดหน่อยก็เก็บไปโกรธเป็นเดือนๆ ใจคอไม่ได้คับแคบขนาดนั้น แถมถ้าพูดกันตามตรง ยัยหนูนี่ก็ค่อนข้างรู้ความทีเดียว พอสภาพจิตใจฟื้นฟูแล้ว โดยเฉพาะหลังจากที่มาขอความช่วยเหลือด้วยตัวเอง ก็ทำตัวมีมารยาทมากมาตลอด ถึงจะมีหลุดหงุดหงิดบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็รีบเก็บอาการได้ทันที ดังนั้นเรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ ไม่เห็นต้องเก็บมาคิดเล็กคิดน้อย
มิจิโกะมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับกังวลว่าเขาจะปากไม่ตรงกับใจ เธอเอ่ยเสียงเบา "ถึงยังไงครั้งนั้นหนูก็ผิดจริงๆ ที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทั้งที่อาจารย์ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่หนูกลับไปเหวี่ยงใส่อาจารย์ ความจริงแล้วพอมาคิดดูทีหลัง มันควรจะโทษตัวหนูเองมากกว่าค่ะ"
"หืม? ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ?" ชิฮาระ รินโตะคลี่กระดาษต้นฉบับออก แต่ก็ยังคงชวนคุยต่อไป การรับเลี้ยงเด็กโชคร้ายคนนี้ไว้ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์กับเขา การได้คุยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานวันละนิดช่วยคลายความเหงาในต่างแดนของเขาได้มากทีเดียว
"เมื่อปีกว่าๆ ก่อน แม่พาหนูไปถ่ายโฆษณา หนูไม่อยากไปเลยร้องไห้โวยวายใส่แม่ยกใหญ่ แต่แม่ก็ยังดึงดันพาหนูไปจนได้ แล้วหนูก็ไปอาละวาดในกองถ่าย ไม่ยอมถ่ายดีๆ โฆษณาเลยถ่ายไม่เสร็จในวันเดียว แม่ก็เลยโดนผู้กำกับด่าเละเลย..."
"แล้วยังไงต่อ?"
ใบหน้าเล็กๆ ของมิจิโกะเรียบเฉย เธอเล่าเสียงเบา "พอกลับถึงบ้านตอนเย็น แม่ก็เอาไม้ไผ่เรียวเล็กมาตีหนู เจ็บมาก หนูร้องไห้แทบขาดใจ แต่แม่ก็ยังตีไม่ยั้ง สุดท้ายก็จับหนูขังไว้ในตู้เสื้อผ้า"
"นี่มัน... หลังจากนั้นไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่ไหม?" มือของชิฮาระ รินโตะชะงักไป ไม่รู้จะพูดอะไรดี ถึงแม้ว่าเด็กบางคนถ้าไม่ตีก็ไม่จำจริงๆ แต่เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
มิจิโกะก้มหน้าลง ปล่อยให้เงาของผมม้าตกลงมาปรกดวงตากลมโต เธอพูดอย่างสงบนิ่งว่า "อาจารย์ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ผ่านไปครึ่งชั่วโมงกว่าแม่ก็ปล่อยหนูออกมา แล้วก็เข้ามากอดหนูร้องไห้ บอกว่าขอโทษ บอกว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยาก บอกว่าต้องทนลำบากถึงจะเหนือกว่าคนอื่นได้ แล้วก็ด่าตัวเองว่าไม่ได้เรื่อง บอกว่าทั้งชีวิตนี้มีความฝันแค่อย่างเดียว ขอให้หนูช่วยแม่หน่อย... ตอนนั้นหนูไม่รู้ทำไมถึงกอดแม่ร้องไห้ไปด้วย แล้วก็เผลอรับปากไปแบบงงๆ ว่าจะตั้งใจถ่ายให้ดีค่ะ"
เธอชะงักไป ศีรษะเล็กๆ ก้มต่ำลงไปอีก เสียงก็เบาลงด้วย "วันที่สองก็ไปถ่ายโฆษณาใหม่ แต่ก็ไม่มีกระแสตอบรับอะไร แม่ผิดหวังมาก จากนั้นก็พยายามไปสืบหาตามที่ต่างๆ ว่าที่ไหนยังต้องการนักแสดงเด็กบ้าง พาหนูไปเสนอตัวไปทั่ว บางครั้งก็ต้องไปยืนรอหน้าประตูบ้านคนอื่นเป็นชั่วโมงๆ โดนด่าไปมา แล้วก็รับงานเล็กๆ น้อยๆ มาให้หนูอีกค่ะ"
"แล้วก็มาถึงการออดิชั่น 'เรื่องเล่าพิศวง' งั้นสิ?"
"ใช่ค่ะ ตอนนั้นหนูกลัว หนูไม่อยากถลำลึกไปมากกว่านี้แล้ว และหนูก็คิดว่าตัวเองแสดงได้ดีมาก มุราคามิซังกับผู้กำกับฟูจิอิก็ดูไม่ออก หนูคิดว่าตัวเองรอดแล้ว อย่างมากต่อไปก็แค่รับถ่ายโฆษณาภาพนิ่งประปรายไปเรื่อยๆ นานวันเข้าแม่ก็คงไม่กระตือรือร้นกับความฝันการเป็นดาราขนาดนั้นแล้ว" ใบหน้าเล็กๆ ของมิจิโกะก้มต่ำจนจมอยู่ในเงามืดมิด เธอพูดเสียงเบา "หนูไม่รู้ว่าไปเผยพิรุธตรงไหนจนถูกอาจารย์จับได้ ก็เลยโกรธมาก ความจริงแล้วพอหนูมาคิดดูทีหลัง ตอนนั้นหนูโกรธตัวเองว่าไม่ได้เรื่อง ก่อนหน้านี้ก็ยืนกรานไม่ได้ ตอนนี้อยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย... ขอโทษนะคะ"
"บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ลืมมันไปเถอะ" ชิฮาระ รินโตะถอนหายใจ อย่าว่าแต่เดิมทีเขาไม่ได้ใส่ใจนักเลย ต่อให้ใส่ใจจริงๆ สถานการณ์แบบนี้เขาก็เอาเรื่องย้อนหลังไม่ได้แล้ว เขาพูดเสียงอ่อนโยน "อย่ามองอาจารย์ของเธอใจแคบขนาดนั้นสิ เธออย่าคิดมากเลย ฉันไม่ได้ถือสาจริงๆ อยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะ"
"ขอบคุณค่ะอาจารย์" มิจิโกะก้มหน้าขอบคุณ ก่อนจะพูดเสียงเบา "ส่วนเรื่องออดิชั่นอีกไม่กี่วันข้างหน้า หนูจะแกล้งโง่ก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว ถ้าหนูตกรอบ แม่ต้องไปถามหาความจริงให้ได้แน่ๆ เพราะงั้นก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเปล่าประโยชน์หรอกค่ะ"
"นั่นสิ งั้นก็คงได้แต่ขอให้เธอโชคดีแล้วล่ะ" ชิฮาระ รินโตะถอนหายใจ ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว คงพูดได้แค่นี้ การตกรอบออดิชั่นด้วยเหตุสุดวิสัยเป็นโอกาสเดียวที่เธอจะหนีจากการแสดงได้ ต้องอาศัยโชคช่วยจริงๆ ไม่อย่างนั้นพอเข้ากองถ่ายไปแล้ว ถ้าไม่ตั้งใจแสดงให้ดี ผู้กำกับก็คงไม่ปล่อยเธอไว้แน่ ถ้าทำให้การถ่ายทำติดขัดอย่างหนักล่ะก็ ทีมงานหลายสิบชีวิตรอบๆ ก็คงส่งสายตาอาฆาตฆ่าเธอได้เลย
เหมือนกับตอนที่เธอทุ่มเทแสดงเป็นมิโฮะนั่นแหละ ในกองถ่าย มีทั้งไฟสาดส่อง กล้องจับภาพ ผู้กำกับจ้องเขม็ง ทีมงานล้อมรอบ ต่อให้เป็นใครจะกล้าอู้ภายใต้สายตาของคนหลายสิบคนพวกนี้บ้าง? ทันทีที่การถ่ายทำล่าช้า บรรยากาศในกองถ่ายก็จะเปลี่ยนไปทันที นักแสดงไม่ถูกทำให้ตกใจตายก็บุญแล้ว...
ยิ่งไปกว่านั้น แม่ของเธอก็ไม่ใช่คนธรรมดาซะด้วย คงจ้องจับผิดเธอตลอดเวลาแน่ กะว่าคงเหมือนกับตอนอยู่ในกองถ่าย 'เรื่องเล่าพิศวง' ไม่เพียงแต่ต้องคอยคุมให้เธอแสดงดีๆ แต่ร้อยทั้งร้อยยังต้องลากเธอไปเอาใจทีมงาน คอยแจกน้ำแจกขนมอะไรเทือกนั้นอีก
"ใช่ค่ะอาจารย์ หวังว่าจะมีโชคดีนะคะ" มิจิโกะตอบเสียงเบา จากนั้นก็เริ่มหยิบหนังสือการ์ตูนออกมา เตรียมตัวใช้เวลาอู้งานช่วงสุดท้ายของสัปดาห์นี้ให้คุ้มค่า
การพูดคุยจบลงเพียงเท่านี้ ชิฮาระ รินโตะก็เริ่มเขียนบทต่อ แต่ในขณะที่แยกสมาธิทำสองอย่างไปพร้อมกัน ในใจก็ยังอดถอนหายใจไม่ได้
จู่ๆ เธอก็พูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมา คงกลัวว่าจะโดนไล่ตะเพิดสินะ? หรือกลัวว่าไปสักสองสามวันแล้วจะกลับมาไม่ได้อีก? เธอคงให้ความสำคัญกับเวลาเล่นสนุกสองชั่วโมงนี้มากแน่ๆ
อายุที่ยังน้อยเป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเธอ เธอคงอยากจะหลบหน้าแม่ไปสักพัก และต้องเคยคิดหนีออกจากบ้านแน่ๆ แต่ถึงเธอจะหาเงินได้บ้าง ก็เป็นไปได้สูงว่าจะไม่มีแม้แต่บัญชีธนาคารด้วยซ้ำ ถ้าหนีออกจากบ้านไปจริงๆ จะไปได้สักกี่น้ำ?
ผ่านไปสองสามวันก็ต้องร้องห่มร้องไห้กลับไปงั้นเหรอ? หรือไม่กี่ชั่วโมงก็โดนตำรวจจับส่งกลับบ้าน?
ด้วยวุฒิภาวะของเธอแล้ว คงไม่ทำเรื่องโง่ๆ ที่มีแต่เด็กเท่านั้นแหละถึงจะทำหรอก
บางทีอาจเป็นเพราะเธอไม่เหมือนเด็กนี่แหละ เธอถึงอยากเปลี่ยนสถานะปัจจุบัน แต่กลับไม่มีปัญญาจะเปลี่ยน อยู่ในสภาวะที่ไร้ความสามารถ ก็เลยยิ่งทุกข์ทรมาน ยิ่งโกรธเกรี้ยวเป็นพิเศษสินะ?
ส่วนเรื่องฟ้องศาล ตอนนี้เธอคงยังไม่ค่อยกล้านัก คงรู้สึกว่าไม่มีโอกาสชนะคดีเท่าไหร่ ท้ายที่สุดแล้วญี่ปุ่นก็ยังมีแนวคิดแบบศักดินาที่เน่าเฟะฝังรากลึกอยู่มาก ในยุคนี้สิทธิความเท่าเทียมทางเพศยังจัดการได้ไม่ดีเลย นับประสาอะไรกับการปกป้องสุขภาพจิตเด็ก
ดีไม่ดีการที่นันบุ เรียวโกะเคี่ยวเข็ญลูกสาวขนาดนี้ ผู้พิพากษาหรือคณะลูกขุนอาจจะพากันชื่นชม แล้วมอบรางวัลคุณแม่ดีเด่นให้เธอกลางศาลเลยก็เป็นได้
ปี 95 กับ 2019 มันไม่เหมือนกันนี่นะ... ในยุค 90 มีนักเรียนตั้งมากมายที่ถูกพ่อแม่เฆี่ยนตีให้ตั้งใจเรียน เพื่อสอบเข้าโรงเรียนดังๆ จนเป็นโรคซึมเศร้าฆ่าตัวตาย แต่พอเข้าศตวรรษที่ 21 เรื่องแบบนี้ก็น้อยลงมาก ซึ่งก็ค่อนข้างคล้ายกับสถานการณ์ของเธอ
ชิฮาระ รินโตะเริ่มสัมผัสได้ถึงข้อดีของความก้าวหน้าทางยุคสมัยบ้างแล้ว ตอนที่คุณอยู่ในยุคนั้นจริงๆ อาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่พอลองย้อนกลับไปสักยี่สิบสามสิบปีก่อน ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปทันที
เขาคิดเพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อยพลางเขียนบทละครสั้นตอนใหม่ต่อไป ไม่นานก็ถึงเวลาหกโมงเย็น นาฬิกาข้อมือของมิจิโกะดังขึ้น เธอก็ลุกขึ้นยืน เก็บหนังสือการ์ตูนเข้าลิ้นชักอย่างทะนุถนอม ก่อนจะบอกกับชิฮาระ รินโตะว่า "อาจารย์ รบกวนเวลามามากแล้ว หนูต้องไปแล้วล่ะค่ะ"
ชิฮาระ รินโตะโบกมือให้ พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ไปเถอะ!" เขาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "ถ้าเกิดเหนื่อยเกินไป หรือรู้สึกหงุดหงิดจนอยากอยู่คนเดียวสักพัก ก็บอกแม่เธอได้นะว่าฉันให้เธอไปเขียน 'โซนาตาเพื่อเด็กสาวตีลังกา' ให้เสร็จสมบูรณ์ใหม่ เธอจะเขียนมั่วๆ ไปก็ได้ ถือซะว่าซื้อเวลาพักผ่อนได้สักชั่วโมงสองชั่วโมง ถ้าแม่เธอไม่ยอม ก็ให้โทรมาหาฉัน"
มิจิโกะขานรับ โค้งคำนับเล็กน้อย แล้วสะพายกระเป๋าใบเล็กเดินออกไป
ชิฮาระ รินโตะมองแผ่นหลังของเธอแล้วแอบส่ายหน้า ความจริงเด็กโชคร้ายคนนี้ก็ไม่ได้อยากเป็นฮิโมโตะ หรือที่เรียกกันติดปากว่าปลาเค็มหรอก ก็แค่อยากใช้ชีวิตแบบเด็กปกติทั่วไป แต่กลับทำไม่ได้ ช่างน่าสงสารจริงๆ น่าเสียดายที่เขาคงช่วยได้มากสุดแค่นี้
เรื่องนี้เขาเข้าไปพัวพันลึกมากพอแล้ว ขืนถลำลึกไปมากกว่านี้ ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เกรงว่าจะเป็นผลเสียต่อแผนการในปัจจุบัน พูดกันตามตรง เขาก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก แค่ช่วยในเรื่องที่พอจะช่วยได้เท่านั้น ถ้าจะให้เขาหาเหาใส่หัวโดยไม่สนสถานการณ์ของตัวเอง เขาก็คงไม่ยอมเหมือนกัน คงเรียกได้ว่าเป็นแค่คนดีแต่เปลือกนั่นแหละ
เอาจริงๆ ก็ค่อนข้างหน้าไม่อายเลยทีเดียว
เขาเบนความสนใจกลับมาที่งานอีกครั้ง แต่กลับนึกถึงเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนสนิทด้วย รู้สึกว่าถ้าเป็นนิสัยของหมอนั่น มาเห็นมิจิโกะเป็นแบบนี้ ดีไม่ดีคงยื่นมือเข้ามาสอดจริงๆ คนคนนั้นตอนเด็กๆ เคยลำบากมามาก เลยมีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกคนอื่นสูงเป็นพิเศษ ถือว่าเป็นคนใจอ่อนจริงๆ ถึงปกติจะพูดน้อย แต่ก็เป็นคนดีอย่างแท้จริง
น่าเสียดายที่พรสวรรค์ไม่ค่อยมี โชคก็ไม่ดีด้วย สอบติดแค่ระดับมหาวิทยาลัยชั้นรอง ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้างแล้ว
เขาปล่อยให้ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวครู่หนึ่งแล้วก็ปัดทิ้งไป ยังไงก็คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว คิดไปก็ป่วยการ
…………
หลังจากนั้นตลอดห้าวันเต็มๆ เขาก็ไม่ได้เจอเด็กโชคร้ายอย่างมิจิโกะอีกเลย และเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงช่วงที่ต้องออกอากาศตอนที่สอง ไม่ต้องคำนวณเวลาเขาก็รู้ได้เลยว่า มุราคามิ อิโอริหน้าบวมอีกแล้ว
ก่อนออกอากาศตอนแรก มุราคามิ อิโอริ ปีศาจกระดูกขาวไหล่หนาคนนี้กังวลว่าเรตติ้งจะไม่ดี เครียดจัดจนหน้าบวมฉึ่งไปเลย พอยอดผู้ชมตอนแรกออกมาใช้ได้ วันนั้นหน้าเธอก็ยุบลง แต่พอตอนที่สองกำลังจะฉาย เธอก็เริ่มกังวลอีกว่าเรตติ้งจะตกลง ผลงานจะตกต่ำลงอย่างรุนแรง สิ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ฝันหวาน ใบหน้าก็เลยเริ่มค่อยๆ บวมขึ้นมาอีกครั้ง
ให้ความรู้สึกเหมือนว่าในสามเดือนนี้ เธอตั้งใจจะวนลูปอยู่กับอาการหน้าบวมแล้วก็ยุบอยู่อย่างนั้นแหละ
แต่ถึงจะบวมยังไง เธอก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ หรอกนะ ด้านหนึ่งก็คอยสนับสนุนการถ่ายทำในกองถ่ายอย่างเต็มที่ อีกด้านก็พยายามเจรจากับบริษัทเอเจนซี่ไอดอลอย่างหนัก แถมผลลัพธ์ก็น่าชื่นใจเสียด้วย
สำหรับไอดอล การได้ร่วมแสดงในละครโทรทัศน์ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ ถึงแม้จะเป็นละครรอบดึกก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วตอนนี้พวกเขาก็เพิ่งผ่านพ้นช่วงฤดูหนาวอันหนาวเหน็บมา แหล่งรายได้หลักมาจากการขายของที่ระลึกในโรงละครเล็กๆ ของตัวเอง รวมไปถึงการรับงานแสดงตามบาร์ ห้างสรรพสินค้า และสถานที่อื่นๆ จึงต้องการขยายอิทธิพลอย่างเร่งด่วน
จากสถานการณ์ที่มุราคามิ อิโอริรายงานในที่ประชุมฝ่ายผลิต ตอนนี้ทางบริษัทเอเจนซี่ไอดอลมีความเต็มใจที่จะเข้าร่วมแสดงสูงมาก รู้สึกว่าสิ่งนี้จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของวงไอดอลในสังกัดในสายตาของแฟนๆ ได้ เพียงแต่กังวลว่านี่จะเป็นการหลอกลวง พวกเขาคอยหยั่งเชิงถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของรายการวาไรตี้หรือเปล่า แกล้งทำเป็นให้ไอดอลไปร่วมแสดง แล้วพอไอดอลไปถึงด้วยความตื่นเต้น กลับโดนแกล้งในกองถ่ายจนเกิดเรื่องตลกต่างๆ นานา สุดท้ายก็มีกล้องหลายตัวโผล่ออกมา แล้วบอกว่านี่เป็นแค่การล้อเล่นกันเฉยๆ หรือเปล่า
หลังจากหยั่งเชิงไปหลายครั้ง พวกเขาก็พูดออกมาตรงๆ เลยว่า ต่อให้เป็นรายการวาไรตี้ พวกเขาก็จะเข้าร่วม ไอดอลจะโดนแกล้งก็ได้ แต่ต้องอยู่ในความพอดี ห้ามทำลายภาพลักษณ์พื้นฐานของไอดอล นั่นเป็นเครื่องมือทำมาหากินของพวกเขาเลยนะ อย่างเช่นการถูกจับมัดห้อยต่องแต่งเพื่อโชว์ศิลปะการมัดเชือก โดนสาดน้ำมัน ถูกจับยัดใส่ตุ๊กตาล้มลุกแล้วโดนตี หรือแอบถ่ายในห้องแต่งตัวอะไรพวกนั้น ไม่ได้เด็ดขาด!
ถ้าจะมีการออกแบบรายการแบบนั้นจริงๆ พวกเขาสามารถจัดหานักแสดงตลกให้ได้ ไม่จำเป็นต้องมาหาไอดอลหรอก
สรุปก็คือพวกเขายังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่เสมอ ไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่าจะมีลาภลอยตกลงมาจากฟ้า ผลก็คือทำให้มุราคามิ อิโอริต้องออกแรงอย่างหนักกว่าจะพิสูจน์ความจริงใจของฝั่งตัวเองได้ ตอนนี้อยู่ในสถานะต่อรองราคากัน มุราคามิ อิโอริเรียกข้อเสนอซะสูงลิ่ว เรียกร้องให้วงที่มาร่วมแสดงต้องจัดงานแฟนมีตติ้งขนาดใหญ่เพื่อโปรโมตอย่างน้อยสองครั้งภายในหนึ่งสัปดาห์ เด็กฝึกในสังกัดของบริษัทก็ต้องออกโรงกันหมด โดยต้องจัดกิจกรรมโรดโชว์เต็มวันอย่างน้อยสามครั้งในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อสร้างกระแสให้ละครในเขตโตเกียว ส่วนทางฝั่ง 'เรื่องเล่าพิศวง' ก็รับประกันว่าภาพลักษณ์ของไอดอลที่มาร่วมแสดงจะไม่ได้รับผลกระทบ และจะได้เป็นตัวละครหลักกันทุกคน
ทางฝั่งบริษัทเอเจนซี่ไอดอลไม่ได้มีความคิดเห็นอะไรมากนัก ยังไงงานแฟนมีตติ้งกับโรดโชว์ก็จัดกันเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่งั้นพวกเขาจะกอบโกยเงินกับปั้นเด็กใหม่ได้ยังไง มุราคามิ อิโอริรับประกันแล้วว่าสัปดาห์หน้าสามารถส่งคนเข้าสตูดิโอถ่ายทำได้เลย ตอนนี้เลือกเกิร์ลกรุ๊ปกับบอยแบนด์ไว้อย่างละวง ตั้งใจว่าจะรีบถ่ายทำอย่างเต็มที่ ทางที่ดีควรจะตัดต่อใส่ลงไปในตอนที่สามและสี่ให้ได้
ผู้กำกับฟูจิอิ อาริมะคนนี้หน้าตาดูคล้ำลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ถ้าเขาจะค้านก็ต้องรอให้ข้อมูลของตอนที่สามกับสี่ออกมาก่อนถึงจะค้านได้ ตอนนี้ทำได้แค่อดทนไปก่อน แถมเขาก็กำลังกังวลเรื่องเรตติ้งของตอนที่สองอยู่ด้วย
อุตสาหกรรมการผลิตละครโทรทัศน์มีปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งคือไม่สามารถประเมินได้ การควบคุมคุณภาพนั้นไร้ประโยชน์ เหมือนกับการผลิตสินค้าในโรงงาน ถ้าคุณไม่ทำผิดพลาดในแต่ละขั้นตอนเลย และทำอย่างตั้งใจ สินค้าที่ดีก็จะออกมาโดยธรรมชาติ แต่ในการถ่ายทำละครโทรทัศน์ ต่อให้คุณไม่ทำพลาดในขั้นตอนไหนเลย และทำอย่างตั้งใจแล้วก็ตาม ถ้ามันจะออกมาห่วยแตก มันก็ห่วยแตกอยู่ดี
หรือแม้แต่ตอนแรกจะได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม แต่พอมาตอนที่สองกลับทำให้คนเลิกดูกันเพียบ เรื่องแบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ
คำกล่าวที่ว่า 'จิตใจคนยากแท้หยั่งถึง' คนในวงการโทรทัศน์น่าจะซาบซึ้งกับมันมากที่สุดแล้วล่ะ
ท่ามกลางความวุ่นวายและความกังวลของพวกเขา ในที่สุดตอนที่สองของ 'เรื่องเล่าพิศวง' ก็มาถึงเวลาออกอากาศ...