ที่มิจิโกะบอกว่า "ในหนังสือพิมพ์มีแต่คนชมคุณ" นั้นค่อนข้างจะพูดเกินจริงไปหน่อย ชิฮาระ รินโตะ หาในหนังสือพิมพ์ตั้งนานกว่าจะเจอคอลัมน์เล็กๆ ขนาดเท่าก้อนเต้าหู้ ถ้าไม่ได้สนใจซีรีส์เรื่อง "เรื่องราวสุดพิศวงแห่งโลก" เป็นพิเศษล่ะก็ กวาดตาดูแวบเดียวคงข้ามไปแล้ว
อิทธิพลยังไม่พอสินะ เอาไปเทียบกับซีรีส์ฮิตช่วงไพรม์ไทม์ไม่ได้หรอก
แต่เขาก็ยังคงอ่านอย่างตั้งใจ ยุคนี้อินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย หนังสือพิมพ์จึงมีอิทธิพลมาก จำเป็นต้องดูว่าสื่อประเมินซีรีส์เรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง
เขาเริ่มจากอ่าน "หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจสหพันธ์ตะวันออก" ก่อน หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เริ่มแรกทำแต่ข่าวเศรษฐกิจโดยเฉพาะ แต่พัฒนามาจนถึงปัจจุบันจนกลายเป็นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่แบบครบวงจรแล้ว ฉบับหลักมีหน้ากระดาษหลายสิบหน้า ครอบคลุมทุกแง่มุมของญี่ปุ่น—ว่ากันว่า ภายใต้สังกัดของ "เศรษฐกิจสหพันธ์ฯ" มีนิตยสาร วารสาร และหนังสือพิมพ์ประเภทต่างๆ กว่าสามสิบชนิด มีทีมเบสบอลอาชีพหนึ่งทีม ทีมเบสบอลกึ่งอาชีพหนึ่งทีม ทีมฟุตบอลอาชีพหนึ่งทีม สำนักพิมพ์เจ็ดแปดแห่ง ตลอดจนบริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับต้นน้ำและปลายน้ำของวงการสิ่งพิมพ์ ที่จริงควรนับว่าเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการสื่อสารมวลชนเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังถือหุ้นจำนวนมากของโตเกียวโฮโซ TEB ถือเป็นหนึ่งในเจ้านายเบื้องหลังของโตเกียวโฮโซ TEB
เจ้านายรายนี้ก็ดูแลลูกน้องดีทีเดียว ในหน้าไลฟ์สไตล์และบันเทิงได้เอ่ยชมซีรีส์ใหม่ประจำฤดูหนาวของโตเกียวโฮโซ TEB ยกใหญ่ ซึ่งในนั้นก็รวมถึง "เรื่องราวสุดพิศวงแห่งโลก" ซีซั่นแรกด้วย โดยยกย่องให้เป็นซีรีส์รอบดึกที่หาดูได้ยากในรอบหลายปีที่ผ่านมา ให้คะแนนเต็มห้าดาว และบอกว่าน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง
ในคอลัมน์เล็กๆ ขนาดเท่าก้อนเต้าหู้นี้ เต็มไปด้วยคำเยินยอ โดยเฉพาะการระบุชื่อหัวหน้าผู้เขียนบทอย่าง ชิฮาระ รินโตะ โดยมองว่าเขาเป็นคนมีไอเดียสร้างสรรค์มาก ช่วยเบิกทางสายใหม่ให้กับการพัฒนาซีรีส์รอบดึก และคาดหวังว่าเขาจะมีผลงานในวงการนักเขียนบทต่อไป
ชิฮาระ รินโตะ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ คำพูดของสื่อเนี่ยนะ เชื่อแค่เครื่องหมายวรรคตอนก็พอแล้ว วันหลังถ้าเกิดแป้กขึ้นมา เพื่อเอาใจผู้อ่าน พวกแรกที่จะกระโดดออกมาเหยียบซ้ำก็ต้องเป็นไอ้พวกนี้แหละ—วางใจได้เลย ไม่มีทางพลาดหรอก สิ่งที่สื่อถนัดที่สุดก็คือการตบหน้าตัวเองนั่นแหละ
จุดประสงค์หลักของเขาคืออยากดูว่าสื่อกระแสหลักมีคำวิจารณ์ในแง่ลบต่อซีรีส์เรื่องนี้หรือไม่ เขาค่อนข้างกังวลมาตลอดว่าการจับฉ่ายลอกเลียนแบบมาแบบนี้จะทำให้คนดูไม่อิน แต่พอดูอย่างละเอียดสองสามรอบแล้ว อาจเป็นเพราะทุกคนเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน อีกฝ่ายจึงปรานี นี่คือการชมจริงๆ ไม่ได้มีข้อความประชดประชันแอบแฝงอยู่เลย
เขาส่ายหน้า เตรียมจะเปลี่ยนไปดูหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ฉบับนี้ไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย แต่สายตาก็ดันเหลือบไปเห็นพาดหัวข่าวของหน้าไลฟ์สไตล์และบันเทิง—"ซีรีส์ใหม่ที่มีศักยภาพที่สุดในฤดูกาลนี้: โคโนะสุเกะแห่งท้องทุ่ง" เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เลยอ่านดูสักหน่อย
พื้นที่หน้ากระดาษใหญ่กว่าของพวกเขาอย่างน้อยสิบเท่า และก็ชมไม่หยุดปากเช่นกัน แถมระดับการอวยยังรุนแรงมาก โดยพื้นฐานแล้วก็คือหนังสือพิมพ์กำลังแนะนำว่า: ทุกคนรีบไปดูซีรีส์เรื่องนี้เร็ว ซีรีส์เรื่องนี้สนุกสุดๆ ไม่ดูจะเสียใจ!
ทั้งหน้าเต็มไปด้วยคำดึงดูดสายตาอย่าง "ผลงานชิ้นเอกล่าสุดของอาจารย์เทราดะ ริวจิ", "ผลงานทุ่มสุดตัวของผู้กำกับอุจิยามะ อุเคียว", "การประชันบทบาทของนักแสดงยอดนิยมรุ่นเก๋าอย่าง อากาอิ, นางาโอกะ, ซาโตมิ, อุตสึมิ, ฮาเซเบะ และอีกมากมาย", "ดาวรุ่งพุ่งแรง คุโบตะ และ อิซึมิ จับคู่จิ้นยุคเซ็งโงกุ" แถมด้านหลังยังมีบทสัมภาษณ์พิเศษของ อิชิอิ จิโร่ ที่พาพระนางมาด้วย พร้อมภาพโปรโมทสีขนาดใหญ่ของพระเอก คุโบตะ ริวจิ และนางเอก อิซึมิ ยูโกะ
พลังการโปรโมทระดับนี้... ชิฮาระ รินโตะ มองแค่สองแวบก็แทบจะซึมเศร้าแล้ว
คนเราน่ะนะ บอกว่าไม่อิจฉาก็คงโกหก ถ้าเขาได้รับเงื่อนไขการโปรโมทแบบนี้ เขาก็ไม่ต้องไปเค้นสมองหลอกล่อให้ มุราคามิ กับ ฟูจิอิ พยายามเพื่อตำแหน่งอันดับหนึ่งอะไรนั่นหรอก แค่รอให้กระแสปากต่อปากมันทำงานไปเองก็พอแล้ว
แต่เขาก็แค่อิจฉาไปงั้นๆ การโปรโมทที่รุนแรงขนาดนี้ มันเกินขอบเขตของคำว่า "เจ้านายดูแลลูกน้อง" ไปไกลลิบแล้ว เบื้องหลังต้องมีอะไรตุกติกแน่ๆ ร้อยทั้งเก้าสิบเก้าต้องเป็นไอ้หมออิชิอิที่ไปเล่นแร่แปรธาตุอยู่ข้างใน—เรื่องแบบนี้ในวงการบันเทิงถือเป็นเรื่องปกติสุดๆ มีแต่ผู้ชมทั่วไปเท่านั้นแหละที่ยังเชื่อ
หมอนี่มีลูกเล่นจริงๆ มิน่าล่ะถึงได้ด่า มุราคามิ อิโอริ ซะเหมือนด่าหลาน ลำพังแค่โฆษณาแฝงแบบนี้ มุราคามิ อิโอริ ก็หามาไม่ได้แล้ว—เรื่องนี้จะไปโทษ มุราคามิ อิโอริ ก็ไม่ได้ เธอคลุกคลีอยู่ในวงการมาห้าหกปีก็จริง แต่โดยพื้นฐานแล้วรับบทเป็นแค่ผู้ช่วยมาตลอด คนอื่นเขาไม่ค่อยเห็นหัวเธอหรอก ตอนนี้ในแวดวงโปรดิวเซอร์ เธอคือมือใหม่ถอดด้าม ไม่มีเส้นสายและช่องทางกว้างขวาง เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากเลย
เดี๋ยวค่อยๆ ก็ดีขึ้นเอง เป็นทีมเดียวกันนี่นา เพื่อนร่วมทีมไม่กระตือรือร้นพอ ฉันก็จะเป็นคนคอยเคี่ยวเข็ญ ข้อบกพร่องของเพื่อนร่วมทีม ฉันก็จะเป็นคนเติมเต็ม พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง ไม่ใช่แค่บทพูดเบียวๆ หรอกนะ—การบรรลุเป้าหมายต่างหากที่สำคัญที่สุด จะไปสนทำไมว่าใครออกแรงมากใครออกแรงน้อย? ทำงาน ก็เพื่อผลลัพธ์ที่ดี ไม่ใช่เพื่อประหยัดแรง ตรรกะนี้จะผิดเพี้ยนไปไม่ได้เด็ดขาด! แน่นอนว่า ออกแรงมาก ตอนจบก็ต้องได้ส่วนแบ่งมากหน่อย นี่แหละคือสัจธรรม
เขาจมอยู่ในความคิดอีกครั้ง—สื่อบันเทิงอย่างซีรีส์โทรทัศน์ นอกจากคุณภาพของตัวงานต้องผ่านเกณฑ์แล้ว การโปรโมทก็สำคัญที่สุด ไม่อย่างนั้นก็มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดปรากฏการณ์ "คำวิจารณ์ดีแต่ไม่มีคนดู" ใช่ไหมล่ะ? แต่โปรดิวเซอร์ก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ทว่าตอนนี้การโปรโมทกลับตามไม่ทัน งั้นนอกจากการลองให้ไอดอลมาร่วมแสดงแล้ว ยังมีวิธีไหนอีกที่จะพลิกสถานการณ์ที่เสียเปรียบแบบนี้ได้?
คิดสิ คิดให้ออก วิธีแก้ปัญหามันต้องมีมากกว่าปัญหาอยู่แล้ว!
เขานั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง คิดไม่ออก กะว่าตอนเย็นกลับบ้านไปจะนั่งหันหน้าเข้ากำแพงคิดต่อ จากนั้นก็เปลี่ยนหนังสือพิมพ์—"เศรษฐกิจสหพันธ์ฯ" ไม่ค่อยมีค่าให้ใช้อ้างอิงเท่าไหร่
หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ระดับท็อปล้วนมีสถานีโทรทัศน์ที่เกี่ยวข้องกัน หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นโดยพื้นฐานแล้วก็สันดานเดียวกับ "เศรษฐกิจสหพันธ์ฯ" นั่นแหละ พอเจอรายการของสถานีโทรทัศน์ตัวเองก็มีแต่คำเดียวคือ: ชม!
แต่สำหรับรายการของสถานีโทรทัศน์อื่น พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ร้ายแบบไร้สมองหรอกนะ เพราะยังไงคนที่อ่านหนังสือพิมพ์ก็ไม่ใช่คนปัญญาอ่อน การพูดจาส่งเดชย่อมส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือและความยุติธรรมของหนังสือพิมพ์แน่นอน
ชิฮาระ รินโตะ พลิกดูไปมา ก็พบว่าหน้าไลฟ์สไตล์และบันเทิงของหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นส่วนใหญ่ก็พูดถึง "เรื่องราวสุดพิศวงแห่งโลก" เหมือนกัน ล้วนเป็นคอลัมน์เล็กๆ เท่าก้อนเต้าหู้ แถมยังเล็กกว่าก้อนเต้าหู้ของ "เศรษฐกิจสหพันธ์ฯ" ไปอีกไซส์หนึ่งด้วย แต่ก็พูดอย่างเป็นธรรม นอกจากจะชมว่าบทมีความแปลกใหม่และถ่ายทำด้วยความตั้งใจแล้ว ก็ยังชี้ให้เห็นว่านักแสดงส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะเท่าไหร่ มีแค่นักแสดงเด็กโนเนมที่รับบทเป็น "มิโฮะ" เท่านั้นที่ทำให้คนดูรู้สึกสะดุดตา ส่วนฝีมือการแสดงของคนอื่นๆ ก็พูดได้แค่ว่า งั้นๆ
ยังมีอีกฉบับหนึ่งไม่รู้ไปกินรังแตนมาจากไหน ลาก ทาเคดะ คาซึมะ ออกมาด่าฉอดๆ แถมยังโยงไปถึงการแสดงอันย่ำแย่ในผลงานเรื่องที่แล้วของเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และมีอยู่ฉบับหนึ่งที่ดูเหมือนจะชื่นชอบ "เรื่องราวสุดพิศวงฯ" เป็นพิเศษ ถึงขั้นเอาชื่อจริงของเขา "ชิฮาระ รินโตะ" มาลงข่าว โดยมองว่าถ้าเขาสามารถรักษามาตรฐานระดับเดียวกันนี้ไว้ได้สักหนึ่งปี และมีผลงานได้ลงช่วงไพรม์ไทม์อีกสักเรื่อง ก็มีความหวังอย่างมากที่จะได้เข้าชิงรางวัลนักเขียนบทหน้าใหม่ยอดเยี่ยมประจำปี 95
สำหรับเรื่องที่ถูกจับได้ว่าเป็นหน้าใหม่ ชิฮาระ รินโตะ ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ สถานีโทรทัศน์ก็รั่วเป็นตะแกรงแบบนี้แหละ ข่าวซุบซิบปลิวว่อนไปทั่ว ต่อให้พรุ่งนี้ข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดของเขาจะขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ เขาก็ไม่ตกใจหรอก แต่เขามองซ้ายมองขวา ก็ยังหาคำวิจารณ์ในแง่ลบไม่เจอเลยจริงๆ ระดับดาวการรับชมโดยพื้นฐานอยู่ที่สี่ดาว (แนะนำให้ดู) แถมยังมีห้าดาว (ต้องดู) โผล่มาอันหนึ่งด้วย นั่นก็แปลว่า...
สื่อกระแสหลักดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรกับซีรีส์เรื่องนี้? ซีรีส์เรื่องนี้เข้ากับรสนิยมคนดูได้แล้วงั้นเหรอ?
ส่วนเรื่องการประเมินระดับดาวพวกนั้นไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก บ้าเอ๊ย เขาตั้งใจหายังต้องหาตั้งนาน คอลัมน์เต้าหู้ก้อนเล็กแค่นั้นแถมรูปสักใบก็ไม่มี จะไปมีประโยชน์บ้าอะไร!
แต่ก็เอาเถอะ ถือว่าเป็นข่าวดีเหมือนกัน จะได้ช่วยเร่งความเร็วในการสะสมกระแสปากต่อปาก ทำให้ก้อนหิมะกลิ้งได้เร็วขึ้นอีกนิด ตอนนี้การโปรโมททุกหยดมีค่า แม้จะเป็นแค่เสียงตดดังๆ ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
เขาโล่งใจแล้ว ถึงเพิ่งจะมีเวลาว่างไปดูสถานการณ์โดยละเอียดของศึกเปิดฤดูกาลซีรีส์ฤดูหนาวในปัจจุบัน—ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลยสักนิด ซีรีส์รอบดึกจัดเป็นสมรภูมิชายขอบระดับแปด สถานีโทรทัศน์แต่ละแห่งไม่ได้ทุ่มเททรัพยากรมาลงที่นี่เลย โดยพื้นฐานแล้วก็เหมือนยืนเฝ้ายามบนภูเขาสูงหรือนั่งอยู่บนที่นั่ง VIP เพื่อชมการต่อสู้เท่านั้น
ตอนนี้เพิ่งจะเปิดฤดูกาล รายการหลักของสถานีโทรทัศน์แต่ละแห่งยังออกมาไม่หมด แต่ก็ถือว่าเริ่มเปิดศึกกันแล้ว เป็นการรูดม่านเปิดฉากสงครามฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ
ปัจจุบันสถานีโทรทัศน์อาซาสึกิมีกระแสตอบรับดีที่สุด ซีรีส์ช่วงสามทุ่มของพวกเขาคว้าแชมป์เรตติ้งเมื่อวานไปครองอย่างกล้าหาญ แต่ก็เป็นซีรีส์เก่าที่ทำมาถึงซีซั่นสามแล้ว—ด้วยเรตติ้งเฉลี่ย 19.8%
โตเกียวโฮโซตามมาติดๆ ซีรีส์ใหม่ช่วงสองทุ่มเรื่อง "โคโนะสุเกะแห่งท้องทุ่ง" คว้ารองแชมป์ไปครอง—ด้วยเรตติ้งเฉลี่ย 18.77% มีโอกาสที่จะสอยแชมป์ตกม้าได้ทุกเมื่อ
เมื่อวานนี้รายการหลักของสถานีโทรทัศน์ฟูจิซังยังไม่ออกโรง แต่ก็อาศัยซีรีส์ตอนเช้าความยาว 15 นาทีเรื่องเก๋าคว้าอันดับสามไปครอง—ด้วยเรตติ้งเฉลี่ย 15.7%
สถานีโทรทัศน์ซากุระจิมะก็เช่นเดียวกัน ช่วงเวลาทองของซีรีส์พวกเขาไม่ได้อยู่เมื่อวาน จึงยังคงสงวนท่าทีไว้ และอาศัยรายการวาไรตี้เก่าแก่ที่ออกอากาศต่อเนื่องคว้าอันดับสี่ไปครอง
สมาคมการกระจายเสียงแห่งชาติ NHK ร่วงลงมาอยู่อันดับห้า แต่ก็แสดงท่าทีว่าไม่แคร์ พวกเขากินข้าวหลวง มีรายการทุกประเภท และทุกประเภทก็ราบเรียบไร้ความโดดเด่น ชินมาตั้งนานแล้ว—พวกเขามุ่งเน้นไปที่การทำข่าวเป็นหลัก โดยมีงานหลักคือการด่ารัฐบาล เนื้อหาด้านบันเทิงจึงมีค่อนข้างน้อย ต้องรอจนถึงฤดูเลือกตั้งนั่นแหละ เรตติ้งถึงจะพุ่งกระฉูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
จากนั้นบนชาร์ตก็เป็นการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนของทั้งห้าช่องนี้ ในที่สุดก็มีชื่อใหม่ปรากฏขึ้นในอันดับที่สิบสอง นั่นคือสถานีโทรทัศน์ร่วมคันโตที่จัดตั้งเครือข่ายการออกอากาศในภูมิภาคคันโตขึ้นมาเอง แต่กระแสตอบรับของรายการไม่ค่อยดีนัก นักวิจารณ์ซีรีส์หลายคนต่างบอกว่าพวกเขาหมดทางเยียวยาแล้ว—เอาเวลาไปใส่ใจกับการผลิตรายการให้มากขึ้นเถอะ อย่ามัวแต่ทำโฮมช้อปปิ้งหาเงินแบบมักง่ายไปวันๆ เลย
ชิฮาระ รินโตะ ดูคร่าวๆ ไปหนึ่งรอบ ก็พอจะเข้าใจสถานการณ์การแข่งขันชิงเรตติ้งในปัจจุบันแล้ว—เรตติ้งเฉลี่ยเปิดฤดูกาลของ "เรื่องราวสุดพิศวงฯ" ที่ 2.27% นั้น ไม่ติดแม้แต่ชาร์ตยอดนิยม ช่างน่าอนาถจริงๆ ไม่คู่ควรแม้แต่จะเป็นเป้านิ่งให้เขายิงเล่นในสงครามด้วยซ้ำ
แต่เขาพบเรื่องน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง นอกจากหนังสือพิมพ์ "เศรษฐกิจสหพันธ์ฯ" ที่อวย "โคโนะสุเกะแห่งท้องทุ่ง" ซะเว่อร์วังแล้ว หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นล้วนมีข้อติเล็กๆ น้อยๆ ต่อซีรีส์เรื่องนี้ ถึงขั้นมีคอลัมน์หนึ่งใช้ถ้อยคำรุนแรงเป็นพิเศษ ให้คะแนนซีรีส์เรื่องนี้แค่ดาวครึ่งเท่านั้น—ประโยคต้นฉบับว่าไว้แบบนี้: "หนึ่งดาวให้อาจารย์เทราดะ ครึ่งดาวให้ผู้กำกับอุจิยามะ ซีรีส์เรื่องนี้โปรโมทมาตั้งนาน ผลลัพธ์กลับทำให้ผิดหวังอย่างแรง"
แอนตี้แฟนงั้นหรือ?
ชิฮาระ รินโตะ อ่านบทวิจารณ์ซีรีส์อย่างละเอียดรอบหนึ่ง พบว่านักวิจารณ์คนนี้มีสำนวนภาษาไม่เลว เขียนบทความได้ดีมาก แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่คนในวงการ แม้จะพยายามโจมตีอย่างหนักว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่สนุก แต่ก็อธิบายไม่ถูกว่าไม่สนุกยังไง ดูคลุมเครือ เหมือนเป็นแฟนคลับที่สติแตกมากกว่า
เขาเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา จึงตั้งใจอ่านบทวิจารณ์ต่างๆ ของ "โคโนะสุเกะแห่งท้องทุ่ง" อย่างละเอียด พบว่าคำวิจารณ์อื่นๆ ล้วนค่อนข้างเกรงใจ เพียงแค่บอกเป็นนัยว่าตอนแรกดูค่อนข้างราบเรียบ พระเอกไม่โดดเด่นพอ แต่ขณะเดียวกันก็แสดงความมั่นใจในตัวนักเขียนบทและผู้กำกับ ว่ายังไงซีรีส์เรื่องนี้ก็ควรค่าแก่การติดตาม ตอนนี้ถือว่าเป็นการสะสมพลังงานรอวันระเบิดในความสงบ อนาคตรับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน
ดูจากรูปการณ์นี้แล้ว คอลัมน์นั้นก็น่าจะเป็นแอนตี้แฟนจริงๆ ชิฮาระ รินโตะ วางหนังสือพิมพ์ลง ไม่สนใจอีกต่อไป—ผลงานทุกชิ้นล้วนมีคนด่า เป็นเรื่องปกติสุดๆ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรหรอก ลำพังแค่เรตติ้งตอนแรกของเขาที่ 18.77% นี่ก็ยืดอกได้อย่างสง่าผ่าเผยแล้ว แถมผลงานตอนแรกระดับนี้ ยังบ่งบอกว่ามีฐานผู้ชมดีเยี่ยมจนระเบิดระเบ้อ ขอแค่รักษาคุณภาพเอาไว้ได้ ไม่ต้องพูดถึงว่าอนาคตเรตติ้งจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหรอก แค่ลองไปแตะขอบ 30% ก็ยังพอมีความหวังอยู่
นี่ถือว่ามีแววจะเป็นซีรีส์ฮิตระดับชาติแล้ว ส่วนไอ้ 2.27% ของตัวเอง ต่อให้เพิ่มขึ้นสามเท่า อย่างมากก็เป็นได้แค่เป้านิ่ง อย่าหวังจะไปเสนอหน้าเลย
การเริ่มต้นช่างยากลำบากขนาดนี้ ทำเอาอยากจะสบถคำหยาบออกมาเลย!
"อาจารย์ คุณได้ลงหนังสือพิมพ์ด้วย ทำไมถึงไม่ดีใจล่ะคะ?" มิจิโกะคอยสังเกต ชิฮาระ รินโตะ อยู่ตลอด ความจริงเธอแอบเสียใจนิดหน่อยที่เมื่อกี้แสดงความหงุดหงิดออกไป กะว่ารอให้เขาอารมณ์ดีแล้วจะค่อยแสดงความยินดีตามน้ำไป แต่คิดไม่ถึงว่า ชิฮาระ รินโตะ อ่านจบแล้ว คิ้วกลับขมวดเข้าหากัน แถมยังดูเหมือนกำลังกลุ้มใจด้วยซ้ำ
เธอรู้สึกว่าไม่มีเหตุผลเลย คนทั่วไปถ้าได้ลงหนังสือพิมพ์ แถมยังถูกชมด้วย ยังไงก็ควรจะยิ้มออกมาบ้างสิ
ยัยเด็กซวยนี่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรกับ ชิฮาระ รินโตะ เขาจึงพูดกับเธอได้โดยไม่ต้องปิดบังอะไร ถอนหายใจออกมาอย่างจริงใจ "ไม่มีอะไรน่าดีใจหรอก ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้ถ่อมตัวนะ ผลงานมันธรรมดาจริงๆ"
ซวยขนาดโดนฟ้าผ่า แฟนก็ทิ้งไปแล้ว แลกมาได้แค่เรตติ้งที่ไม่คู่ควรแม้แต่จะเป็นเป้านิ่งงั้นเหรอ? เปลี่ยนเป็นใครก็ไม่ดีใจทั้งนั้นแหละ!
มิจิโกะยิ่งแปลกใจหนักกว่าเดิม "ธรรมดามากเหรอคะ? แม่หนูบอกว่าดีมากแล้วนะ แถมยังบอกให้หนูเอาใจคุณให้มากๆ ด้วย"
ชิฮาระ รินโตะ อดหัวเราะไม่ได้ "เธอเอาใจฉันเป็นด้วยเหรอ?"
"เป็นสิคะ ไม่งั้นคุณจะไล่หนูไป"
ชิฮาระ รินโตะ ส่ายหน้า หัวเราะพลางพูดว่า "อยู่ไปอย่างสบายใจเถอะ ไม่ต้องทำอะไรเกินความจำเป็นหรอก ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เธออยู่ที่นี่ได้"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า "ตอนออดิชั่นครั้งหน้า เธอจะแกล้งโง่อีกไหมล่ะ?"