"สัตว์เดรัจฉาน ยอมรับความตายซะ!"
ร่างอรชรของมู่หนิงหนิงมีประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ พุ่งทะยานไปมาในน้ำทะเล
ประกายกระบี่สว่างวาบขึ้นต่อเนื่อง ปีศาจกุ้งหลายตัวถูกโจมตีจนโงหัวไม่ขึ้น เปลือกนอกที่เคยแข็งแกร่งของพวกมันแตกกระจายราวกับเปลือกไข่ เลือดปีศาจลอยคลุ้งไปในน้ำทะเลอย่างรวดเร็ว
หลี่ผิงอันสะบัดยันต์กระดาษสีดำออกไปสองแผ่น ยันต์กระดาษเปล่งแสงจางๆ ดูดซับเลือดปีศาจเหล่านั้นจนหมดสิ้น ก่อนจะลุกไหม้และสลายไปในน้ำทะเลด้วยตัวเอง
เช่นนี้ก็จะไม่ดึงดูดปีศาจให้เข้ามาเพิ่มอีก
หลี่ผิงอันจ้องมองซากศพปีศาจกุ้งที่เหลืออยู่ แววตาแฝงความรู้สึกทอดถอนใจเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
อวี่อิ้งซูดึงแขนกู้ชิงเฉิง พลางส่งเสียงผ่านปราณถามว่า "ศิษย์พี่กู้ ศิษย์พี่ผิงอันถอนหายใจเรื่องอะไร หรือว่ารำคาญที่ศิษย์น้องมู่ลงมือช้าเกินไป?"
กู้ชิงเฉิงวิเคราะห์สีหน้าของหลี่ผิงอันอย่างละเอียด แล้วส่งเสียงตอบกลับอย่างจริงจังว่า "ศิษย์พี่ผิงอันน่าจะกำลังปลงอนิจจังกับความไม่แน่นอนของสรรพสัตว์และการเข่นฆ่ากันของร้อยเผ่าพันธุ์ แม้ระดับการบำเพ็ญเพียรของศิษย์พี่ผิงอันจะตามหลังพวกเราอยู่ชั่วคราว แต่ระดับจิตวิถีของเขานั้นล้ำเลิศไร้เปรียบ ไม่อย่างนั้นจะสามารถคิดค้นวิธีหลอมอุปกรณ์ใหม่ๆ มากมายขนาดนี้ด้วยระดับเลี่ยนซวี (หลอมความว่างเปล่า) ได้อย่างไร?"
อวี่อิ้งซูเอ่ยชม "มีเหตุผล!"
"ศิษย์พี่เป็นอะไรไปคะ? ไม่พอใจเหรอ?"
มู่หนิงหนิงลอยกลับมาด้วยรอยยิ้มแป้น พลางถามด้วยความห่วงใย
หลี่ผิงอันปัดแขนเสื้อ นำพาทั้งสามคนไปหาปีศาจระดับล่างที่ซ่อนตัวอยู่แถวนั้น แล้วถอนหายใจอีกครั้ง "กุ้งตัวใหญ่ขนาดนี้ ถ้าไม่ถูกไอพิษของมหาปีศาจที่ตกตายปนเปื้อนก็คงจะดี ได้รับการหล่อเลี้ยงจากปราณวิญญาณมานานปี... เอาไปนึ่งรสชาติต้องยอดเยี่ยมแน่"
หน้าผากของกู้ชิงเฉิงและอวี่อิ้งซูมีเส้นสีดำผุดขึ้นมาเป็นริ้วๆ
หลี่ผิงอันหันไปเรียก "สหายกู้ สหายอวี่ อย่าตามหลังสิ แถวนี้ยังมีปีศาจซุ่มซ่อนอยู่อีกบ้าง พวกเราควรสะสมประสบการณ์ต่อสู้เอาไว้หน่อย"
"มาแล้วๆ!"
"ศิษย์พี่ พวกเราก็อยากลองลงมือบ้าง ยังไม่เคยฆ่าปีศาจเลย!"
หลี่ผิงอันกำชับว่า "กำจัดปีศาจอย่าได้ประมาทเด็ดขาด อย่าคิดว่าปีศาจตัวเล็กแล้วอาคมจะอ่อนด้อย ทั้งยังต้องคำนวณการใช้พลังเวทในร่างให้ต่อเนื่อง ข้าเห็นในตำราโบราณบอกว่า ในไอพิษจากซากศพปีศาจอาจมีพลังวิญญาณที่หลงเหลือของมหาปีศาจซ่อนอยู่ จำไว้ว่าห้ามเข้าใกล้ และต้องท่อง 'เคล็ดเมฆาใส' ในใจอยู่ตลอดเวลา"
ทั้งสามรับคำด้วยสีหน้าจริงจัง และก้าวเข้าสู่การเดินทางกำจัดปีศาจที่ไร้ซึ่งความกดดันใดๆ
วันคืนอันสงบสุข ไม่แก่งแย่งชิงดีกับโลกหล้า คงเป็นคำที่ใช้บรรยายศิษย์สำนักหมื่นเมฆาทั้งสี่คนนี้ได้ดีที่สุด
ทว่าที่ใต้ทะเลห่างจากพวกเขาราวหกเจ็ดสิบลี้ กลับเป็นอีกภาพหนึ่ง
ศิษย์ในชุดนักพรตหลากสีสันเป็นกลุ่มๆ ต่างใช้วิชาหลบหนีพุ่งทะยานไปมาใต้ทะเล พวกเขากักขังปีศาจกุ้งและปีศาจปลาจำนวนมากไว้ แล้วงัดเอาความสามารถทั้งหมดที่มีออกมา เพื่อแย่งชิงยอดสังหารปีศาจ
ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือดในการกำจัดปีศาจ ปู้หลินไห่ ศิษย์สำนักชมสมุทรขมวดคิ้วเล็กน้อย ใช้สัมผัสวิญญาณค้นหาไปทั่วทุกแห่ง
ผู้บำเพ็ญกระบี่คนนั้น...
ศิษย์สำนักหมื่นเมฆาที่ใช้วิธีการต่ำทรามเช่นนั้นหยามเกียรติเขา ความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวงในวันนี้ เขาจะต้องเอาคืนให้จงได้! เจอแล้ว เขาอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้!
ปู้หลินไห่ส่งเสียงบอกศิษย์น้องข้างกายสองสามคำ ก่อนจะพุ่งแหวกว่ายไปในน้ำทะเลอย่างรวดเร็วราวกับปลา ต่อหน้าต่อตาเซียนหลายท่าน เขาใช้วิชาหลบหนีวารีมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้โดยตรง
คณะศิษย์สำนักชมสมุทรที่ปู้หลินไห่นำมานี้ เดิมทีก็มีหน้าที่คอยก่อกวนสร้างความรำคาญให้ศิษย์สำนักหมื่นเมฆาอยู่แล้ว
สำหรับการปลีกตัวไปตามลำพังของปู้หลินไห่ อีกสี่คนในทีมไม่ได้คัดค้านแม้แต่น้อย ทั้งสี่คนยังคงจับตาดูเส้นทางข้างหน้าของศิษย์สำนักหมื่นเมฆากลุ่มหนึ่งอย่างใกล้ชิด พอพบเจอปีศาจก็ชิงลงมือตัดหน้าทันที
ศิษย์สำนักชมสมุทรแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม มีหกทีมที่คอยเล่นตุกติกก่อกวนศิษย์สำนักหมื่นเมฆาเช่นนี้ ส่วนอีกสองทีมที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรแข็งแกร่งที่สุด มีของวิเศษมากที่สุด และรู้แผนที่กระจายตัวของปีศาจล่วงหน้า ซึ่งเป็นศิษย์ระดับเหอเจิน (ผสานสัจธรรม) ขั้นสูงสุดสมบูรณ์พร้อม กำลังเร่งปั๊มคะแนนอยู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ปู้หลินไห่ไม่รู้ก็คือ ทันทีที่เขาเริ่มเคลื่อนไหว สัมผัสวิญญาณสายหนึ่งที่ล่องลอยอยู่รอบตัวเขา ก็ได้นำพาสถานการณ์นี้ไปถึงข้างกาย 'ผู้บำเพ็ญกระบี่คนนั้น' แล้ว
หลี่ผิงอันเดาะลิ้นเบาๆ
'มาจริงๆ ด้วย'
ทว่า พวกเขาทั้งสี่อุตส่าห์หลบมาถึงตรงนี้แล้ว อีกฝ่ายยังจะตามมารังควานอีก สำนักชมสมุทรเปลี่ยนชื่อเป็น 'สำนักใจแคบ' ไปเลยดีกว่าไหม! แค่นี้ยังนับเป็นสิบมหาสำนักวิถีเซียนอีกหรือ? หลี่ผิงอันแอบวางค่ายกลอย่างลับๆ ส่งเสียงกำชับเพื่อนร่วมทีมทั้งสามสองสามคำ จากนั้น... เขาก็หยิบสวิงอาคมออกมาสี่อัน แล้วแบ่งให้คนละอัน
"ทั้งสามท่าน ตอนกำจัดปีศาจก็ช่วยมองหาของอร่อยที่ไม่ถูกไอพิษปนเปื้อนด้วยนะ ข้าจะเอากลับไปแสดงความกตัญญูต่อท่านอาจารย์สักหน่อย"
"ได้เลยค่ะ!"
มู่หนิงหนิงขานรับเสียงหวาน อวี่อิ้งซูกับกู้ชิงเฉิงเองก็พยักหน้าเห็นดีเห็นงามตามลำดับ
สองพี่น้องนี้ก็มีเรื่องจะพูดเช่นกัน
ในสายตาของพวกเขา ศิษย์พี่ผิงอันที่แข็งแกร่งที่สุด ในเวลานี้ยังทำตัวชิลๆ สบายๆ ไม่สนใจอันดับการทดสอบเลยแม้แต่น้อย เช่นนั้นพวกเขาสองคนก็แค่ตามน้ำไปก็พอ ไม่มีใครสนใจของรางวัลขี้ประติ๋วที่สำนักชมสมุทรให้หรอก
ในเวลาเดียวกัน
เหนือน้ำทะเล ภายในเมฆสีขาวบางเบา
สัมผัสเซียนของผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งปกคลุมไปทั่วบริเวณ เขารู้สึกกลัดกลุ้มใจเล็กน้อย
สถานการณ์ตอนนี้เสียเปรียบต่อสำนักหมื่นเมฆาอย่างมาก
ศิษย์สำนักหมื่นเมฆาแต่ละทีม ล้วนถูกศิษย์สำนักชมสมุทร 'ตามประกบ'
มีเซียนเฝ้าดูอยู่มากมายขนาดนี้ ศิษย์สำนักชมสมุทรย่อมไม่สามารถลงมือโจมตีก่อกวนศิษย์สำนักหมื่นเมฆาได้โดยตรง แต่พวกเขาสามารถแย่งชิงปีศาจที่ศิษย์สำนักหมื่นเมฆาเล็งเอาไว้ได้ โดยคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ศิษย์สำนักหมื่นเมฆาตลอดเวลา ทำให้ศิษย์สำนักหมื่นเมฆารำคาญจนทนไม่ไหว
ศิษย์สำนักหมื่นเมฆาหลายคนถูกแย่งปีศาจไปอย่างต่อเนื่องจนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่โชคดีที่ระดับจิตวิถีของทุกคนยังถือว่าไม่เลว อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ได้รับคำกำชับจากเหล่าผู้อาวุโส จึงไม่ได้ลงมือต่อสู้กับศิษย์สำนักชมสมุทรโดยตรง
บนกระจกทองแดงของวิเศษเซียนที่ประกาศอันดับการสังหารปีศาจของเหล่าศิษย์ให้ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระจำนวนมากได้เห็นแบบเรียลไทม์นั้น ศิษย์ของสำนักหมื่นเมฆาเหล่านี้ล้วนตกไปอยู่รั้งท้ายเสียแล้ว
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งและเหล่าเซียนแห่งสำนักหมื่นเมฆา ในยามนี้ช่างรู้สึกเสียหน้ายิ่งนัก
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งดูดยาสูบราคาแพงเข้าปากคำหนึ่ง ในใจครุ่นคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมให้หลี่ผิงอันพยายามก้าวหน้าและมุมานะช่วงชิงอันดับได้อย่างไร หลี่ผิงอันพกอาคมระเบิดวิญญาณติดตัวมามากแค่ไหน ผู้อาวุโสย่อมรู้ดีอยู่ลางๆ
แต่ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งก็เปลี่ยนความคิด หากเขาออกคำสั่ง หลี่ผิงอันย่อมต้องปฏิบัติตาม ทว่าการบังคับให้หลี่ผิงอันลงมือ จะมีความหมายอันใดเล่า
สำนักจะไม่เจริญรุ่งเรืองหรือตกต่ำเพียงเพราะอันดับการทดสอบศิษย์หกสำนักในครั้งเดียว ความรุ่งเรืองของสำนักยังต้องดูที่จำนวนของจินเซียน (เซียนทองคำ) และเทียนเซียน (เซียนสวรรค์) รวมถึง... ขุมทรัพย์อย่างหอหลอมเมฆา
'ช่างเถอะ' ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งถอนหายใจในใจ 'ความปรารถนาของศิษย์ ผู้เป็นอาจารย์ก็สมควรเคารพ'
เสียงหัวเราะร่าเริงดังแว่วมาจากในน้ำทะเล
'ดูซิว่าเสี่ยวผิงอันกับคนอื่นๆ กำลังทำอะไรกันอยู่ ฆ่าปีศาจยังฆ่าได้สนุกสนานขนาดนี้เชียวหรือ'
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งก้มหน้ามองด้วยรอยยิ้ม ทันใดนั้นจิตวิญญาณก็สั่นสะท้าน หน้ามืดตาลาย เกือบจะหลุดสบถคำหยาบของชาวเซียนที่ไม่เคารพต่อปรมาจารย์อาต้าจื้อออกมา
เหอะ เหอะๆ เหอะๆๆ
ศิษย์ที่มีพลังรบที่แท้จริงแข็งแกร่งที่สุดของสำนักหมื่นเมฆาในการเดินทางครั้งนี้...
กำลังจับแมงกะพรุน
...
ในเวลาเดียวกัน
บนผืนดินอันรกร้างห่างไกลจากชายฝั่งทะเลตะวันออกไปไกลแสนไกล
พายุทรายที่พัดม้วนขึ้นมา ได้พัดพาเอาความเขียวขจีสายสุดท้ายของดินแดนแห้งแล้งนี้ไปจนหมดสิ้น กระดูกขาวที่โผล่พ้นกองทราย ก่อตัวเป็นเส้นทางทอดยาวไปสู่ภูเขาไฟเบื้องหน้า
บนภูเขาไฟมีควันโขมงพวยพุ่ง
ปีศาจร่างยักษ์หลายสิบตัวหมอบคลานอยู่ปากปล่องภูเขาไฟ กำลังดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินอันขุ่นมัวของที่นี่อย่างตะกละตะกลาม
ที่นี่คือเขตตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปซีโจว ดินแดนปกครองของเผ่าปีศาจขนาดกลางแห่งหนึ่ง บัลลังก์ของราชันปีศาจแห่งนี้ตั้งอยู่เหนือลาวาภูเขาไฟ
ท่ามกลางลาวาที่เดือดพล่านราวกับเลือดสีคล้ำ ร่างมนุษย์กำยำล่ำสันค่อยๆ โผล่ขึ้นมา ร่างกายสูงสามจั้งของเขาสวมชุดเกราะสีดำสนิท เขาบนหัวมีความโค้งมนงดงาม ห่วงจมูกหยกบนจมูกวัวของเขาคือของวิเศษชิ้นหนึ่ง และเป็นเครื่องประดับยอดฮิตของเผ่าวัวของพวกเขาด้วย
ปีศาจตนนี้มีนามว่าราชาภูผาคลั่ง มีพละกำลังมหาศาล มีวิชาแปลงกายมากมาย เป็นหนึ่งในสามสิบหกราชันปีศาจแห่งเขตตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปซีโจว และเป็นเสาหลักแห่งยุคของเผ่าวัวมาร
ราชาภูผาคลั่งบำเพ็ญเพียรมานานกว่าสามหมื่นหกพันสองร้อยปีแล้ว
แม้จะพ่ายแพ้ในการต่อสู้กับยอดฝีมือเผ่ามนุษย์อยู่บ่อยครั้ง แต่เขาอาศัยเคล็ดวิชาลับสืบทอดของเผ่าวัว ไม่เพียงแต่เอาชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ขวานศึกคู่ในมือของเขายังเคยสังหารเทียนเซียนเผ่ามนุษย์มาแล้วนับสิบคน
เมื่อราชาภูผาคลั่งแปลงกายเป็นเผ่ามนุษย์ออกท่องไปในโลกมนุษย์แห่งทวีปบูรพา เขายังตั้งฉายาให้ตัวเองที่ฟังดูน่าเกรงขามสุดๆ อีกด้วย
หนิวเปินเปิน
เน้นที่ความยิ่งใหญ่ทรงพลัง! ตอนนี้ ใบหน้าอันดุดันของราชาภูผาคลั่งเผยรอยยิ้มเล็กน้อย เขายกมือขึ้นลูบเขาที่ตัวเองภาคภูมิใจที่สุด มือซ้ายเท้าคาง หลับตาลงบนบัลลังก์ของตน
เห็บวัวตัวหนึ่งที่หลุดร่วงอยู่ข้างนอก สัมผัสได้ว่าบริเวณใกล้เคียงมีผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์
ในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้ มีอยู่คนหนึ่งที่จิตวิถีเกิดรอยร้าวอย่างชัดเจน เห็บวัวตัวนั้นจึงสบโอกาส
'ริมทะเลตะวันออก?'
นิ้วของราชาภูผาคลั่งลูบไล้เขาวัวข้างขวา ค่อยๆ นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เมื่อประมาณสองปีก่อน เขามีขุนพลใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งไปแย่งชิงของวิเศษที่ทะเลตะวันออก นึกไม่ถึงว่าจะถูกเปิดเผยตัวตนกลางคัน จนตกตายภายใต้การรุมระดมทุบตีด้วยของวิเศษจากหมู่เซียนเผ่ามนุษย์
บนร่างของขุนพลผู้นั้นมีเห็บวัวพันปีที่ราชาภูผาคลั่งประทานให้หนึ่งตัว เดิมทีสามารถอาศัยเห็บวัวตัวนี้รักษาจิตวิญญาณเอาไว้ได้
แต่ตอนนั้นเซียนเผ่ามนุษย์มีมากเกินไป ขุนพลผู้นั้นจึงถูกรุมสับจนตายโดยตรง ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยววิญญาณ
ในยามนี้ เห็บวัวตัวที่จมลงสู่โบราณสถานทะเลตะวันออกพร้อมกับซากศพของขุนพลผู้นั้น สัมผัสได้ว่าบริเวณใกล้เคียงมีผู้บำเพ็ญเพียรตัวน้อยที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ปรากฏตัวขึ้น มุมปากของราชาภูผาคลั่งเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
ไหนๆ ก็ว่างไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว สู้ไปเที่ยวเล่นที่ทวีปบูรพาสักหน่อยดีกว่า
ราชาภูผาคลั่งเกิดความสนใจขึ้นมา จึงใช้อิทธิฤทธิ์ของตนเล็กน้อย ส่งวิญญาณปีศาจสายหนึ่งร่วงหล่นลงไปในเห็บวัวตัวนั้น กวาดตามองสถานการณ์รอบๆ โบราณสถานจนหมดสิ้น
'โอ้? สำนักเซียนของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ กำลังยืมไอพิษมาทดสอบศิษย์งั้นรึ?'
ราชาภูผาคลั่งแค่นเสียงเย็นชา
หากเป็นเช่นนี้ เขาก็คงต้องแก้แค้นสำนักเซียนเผ่ามนุษย์พวกนี้เสียหน่อยแล้ว!
ราชาภูผาคลั่งทำเรื่องพรรค์นี้อย่างช่ำชอง ขอเพียงมีสถานที่ที่วิญญาณปีศาจของเขาสามารถสัมผัสได้ แล้วหาผู้บำเพ็ญเพียรที่จิตวิถีเกิดรอยร้าวอย่างชัดเจนพบ เขาก็สามารถฉวยโอกาสแทรกซึมเข้าไป กระตุ้นมารในใจของผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้นได้
สถานเบาก็ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้นธาตุไฟแตกซ่าน รากฐานวิถีเต๋าเสียหาย ยากจะก้าวหน้าได้อีกในภายภาคหน้า
สถานหนักก็สามารถควบคุมจิตใจของผู้บำเพ็ญเพียรได้โดยตรง เพื่อนำมาใช้งานให้ราชาภูผาคลั่งผู้นี้ แล้วก็ถือโอกาสฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรตัวน้อยเผ่ามนุษย์ไปสักสองสามคน! ประเสริฐแท้
"ให้เปิ่นจั้วดูหน่อยสิว่า ผู้ใดกันที่จิตวิถีมีรอยร้าว... โห จิตวิถีของเผ่ามนุษย์หนุ่มคนนี้ทำไมถึงพรุนเป็นรังแตนอย่างนี้? จิตวิถีเป็นแบบนี้แล้วยังบำเพ็ญเพียรได้ เผ่ามนุษย์ช่างได้รับความโปรดปรานจากสวรรค์จริงๆ"
ร่างต้นของราชาภูผาคลั่งพึมพำกับตัวเอง เห็บวัวที่ฝากวิญญาณปีศาจของเขาไว้สายหนึ่ง ในยามนี้กลายสภาพเป็นแสงสีดำไร้รูปลักษณ์ บีบเข้าใกล้เป้าหมายที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ...
ศิษย์สำนักชมสมุทร ปู้หลินไห่
ขณะที่ปู้หลินไห่กำลังควบคุมน้ำ แสงสีดำที่เกิดจากเห็บวัวพันปีตัวนั้น ก็มุดเข้าไปในหูของปู้หลินไห่โดยตรง
และสถานการณ์เช่นนี้ ก็ไม่ได้รับความสนใจจากเซียนคนใดในที่แห่งนี้เลย
โดยทั่วไปแล้ว การกระตุ้นมารในใจของผู้บำเพ็ญเพียร จะแบ่งออกเป็นสามขั้นตอน: ล่อลวง แทรกซึม และกลืนกิน
จิตใจของสรรพสัตว์ล้วนมีเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา
หากต้องการกระตุ้นมารในใจของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ ก็ต้องใช้ประโยชน์จากความปรารถนาของผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่
ราชาภูผาคลั่งเป็นราชันปีศาจ 'ระดับกลางๆ' ในเขตตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปซีโจว หากเขาระเบิดพลังสู้สุดชีวิต ก็สามารถต่อกรกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินเซียนของเผ่ามนุษย์ได้ชั่วครู่ ศิษย์ระดับเหอเจินอย่างปู้หลินไห่จะต้านทานได้อย่างไร? ในยามนี้ ในสายตาของปู้หลินไห่มีเพียงกู้ชิงเฉิง ผู้บำเพ็ญกระบี่แห่งสำนักหมื่นเมฆาเท่านั้น เขากำลังโกรธจัดจนไฟสุมทรวง
ทว่าหารู้ไม่ ราชาภูผาคลั่งได้อาศัยรอยร้าวในจิตวิถีของเขา มองเห็นความคิดในห้วงใจของเขาคร่าวๆ แล้ว
การตรวจสอบความคิดไม่ใช่การตรวจสอบความทรงจำ
"มิน่าล่ะเจ้านี่ถึงได้โกรธแค้นขนาดนี้ ถูกหยามเกียรติตอนประลองอาคมกับคนอื่น ยังไม่ทันทำร้ายศัตรูก็โชว์ก้นเสียแล้ว ลมพัดก้นเย็นยะเยือก"
ราชาภูผาคลั่งนึกสนุกขึ้นมา
แต่ร่างต้นของเขาไม่สามารถหัวเราะได้
เพราะจู่ๆ ก็หัวเราะ "หึๆๆ" ออกมา จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ราชาผู้โหดเหี้ยมกระหายเลือดของเขา
ราชาภูผาคลั่งลงมือทันที เริ่มกัดกร่อนจิตวิญญาณของปู้หลินไห่อย่างช้าๆ อาศัยดวงตาของปู้หลินไห่ สังเกตการณ์น่านน้ำแห่งนี้
มดปลวกที่ยังไม่บรรลุเป็นเซียนกลุ่มหนึ่งในทะเล กับเซียนที่ไม่ได้เรื่องกลุ่มหนึ่งบนผิวน้ำ
ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง
ตอนนี้เอง ปู้หลินไห่ก็หยุดร่างลงอย่างเงียบเชียบ อาศัยสัมผัสวิญญาณสังเกตเงาร่างของพวกหลี่ผิงอันทั้งสี่คน
ปู้หลินไห่คิดในใจ 'ระดับหนิงกวง (ควบแน่นแสง) หนึ่งคน ระดับเลี่ยนซวีสองคน ระดับเหอเจินหนึ่งคน มิน่าล่ะสี่คนนี้ถึงไม่กล้าเข้าไปในส่วนลึกของโบราณสถาน มีศิษย์หญิงคอยเป็นตัวถ่วงนี่เอง'
ราชาภูผาคลั่งที่ซ่อนตัวอยู่ในที่ลับก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้เล็กน้อย 'เจ้านี่คิดจะแก้แค้นคู่อริของมันยังไง?'
ปู้หลินไห่หรี่ตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อย ซ่อนตัวอยู่ข้างหินปะการังใต้ทะเลแห่งหนึ่ง จัดการปีศาจปลารูปร่างหน้าตาประหลาดสองตัวไปด้วยความเคยชิน จิตวิถีเริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็ว
แม้ปู้หลินไห่จะโมโห แต่ในยามนี้เขาก็ไม่ได้สูญเสียสติสัมปชัญญะ
มีเซียนหลายท่านจับตาดูอยู่บนหัว จะให้พุ่งเข้าไปหาผู้บำเพ็ญกระบี่สำนักหมื่นเมฆาคนนั้นแล้วเปิดศึกใหญ่เลยหรือ?
นั่นนอกจากจะไร้ประโยชน์แล้ว ยังจะถูกลงโทษจากในสำนักโดยตรงอีกด้วย
ใช้วิชาควบคุมน้ำลอบโจมตีงั้นหรือ?
ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้ก็หนีไม่พ้นสายตาของเซียนสำนักหมื่นเมฆาหรอก
หากลอบโจมตีจนศิษย์เหล่านี้บาดเจ็บ เกรงว่าเซียนสำนักหมื่นเมฆาคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แล้วสำนักก็จะลงโทษเขาด้วย
ความคิดของปู้หลินไห่แล่นฉิว วิเคราะห์ไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ความคิดมากมายในใจก็ถูกปัดตกไปทีละอย่าง จากนั้นดวงตาก็สว่างวาบ ห้วงวิญญาณเปล่งประกาย
คิดออกแล้ว!
ปู้หลินไห่มองซ้ายมองขวาอยู่พักหนึ่ง พบว่าที่นี่อยู่ไม่ไกลจากกรงลับกรงหนึ่งที่ใช้ขังปีศาจไว้ด้านในของโบราณสถาน
กรงลับเหล่านี้ เดิมทีเซียนสำนักชมสมุทรเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้ศิษย์ฝ่ายตน 'สังหารปีศาจ' หากศิษย์ระดับเหอเจินขั้นสูงสุดสองทีมนั้นของสำนักชมสมุทรตามหลังอยู่ ก็จะสามารถเปิดใช้งานกรงลับได้
ตอนนี้ ศิษย์สำนักหมื่นเมฆาทั้งหลายถูกก่อกวน กองกำลังหัวกะทิสองทีมนั้นของสำนักชมสมุทรจึงนำหน้าไปไกลโข กรงลับเหล่านี้เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์
มุมปากของปู้หลินไห่ปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบ เขาหันหลังใช้วิชาหลบหนีมุ่งหน้าไปยังกรงลับแห่งนั้น
กรงลับแต่ละแห่งมีปีศาจระดับล่างอยู่สามสี่ร้อยตัว และมีปีศาจครึ่งแปลงกายที่มีตบะแก่กล้าอยู่สามถึงหกตัว
'ข้าก็แค่แสร้งทำเป็นร้อนใจอยากสร้างผลงาน เข้าไปฆ่าปีศาจในกรงลับนั้น จากนั้นก็สู้สุดกำลังแต่สู้ไม่ไหว หันหลังวิ่งหนี เท่านี้ก็สามารถลากฝูงปีศาจไปหาศิษย์สำนักหมื่นเมฆาพวกนี้ได้แล้ว พวกเขาทนรับมือไม่ไหว เซียนเบื้องบนย่อมต้องลงมาช่วยพวกเขาออกไป เช่นนี้ก็จะต้องออกจากการทดสอบไปก่อนเวลาอันควรและสูญเสียหน้าตาจนหมดสิ้น ขอเพียงทำให้ศิษย์สำนักหมื่นเมฆาขายหน้า สำนักย่อมไม่ลงโทษข้าแน่'
เอาตามนี้แหละ!
ปู้หลินไห่เร่งเร้าวิชาเซียนควบคุมน้ำของสำนักชมสมุทร ร่างวิถีเต๋าแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำทะเล การซ่อนเร้นจึงยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
วิญญาณปีศาจของราชาภูผาคลั่งที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเบื้องหลังจิตวิญญาณของปู้หลินไห่ มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความ 'ผิดหวังที่ไม่ได้ดั่งใจ'
ไม่ใช่สิ ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ล้วนเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวกันหมดเลยหรือ?
มีคู่อริก็ลุยเลยสิ!
พุ่งเข้าไปประลองอาคมกันตรงๆ เลยสิ! การยืมดาบฆ่าคนมันช่างเป็นการทำเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ!
หนำซ้ำไอ้ขี้ขลาดนี่ก็ยังยืมดาบฆ่าคนได้ไม่เด็ดขาด ถึงกับแค่อยากจะสั่งสอนผู้บำเพ็ญเพียรตัวน้อยต่างสำนักพวกนั้นนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น
ราชาภูผาคลั่งดูแล้วถึงกับส่ายหน้า
ด้วยสติปัญญาแบบนี้ ความอ่อนแอแบบนี้ หากอยู่บนดินแดนทวีปซีโจวของพวกเขา รับรองว่ามีชีวิตอยู่ไม่ถึงสามวัน ไม่สิ อย่างมากก็ครึ่งวัน รับรองว่าไม่เหลือแม้แต่กระดูก!
"ให้เปิ่นจั้วจัดการเองดีกว่า"
มุมปากของวัวมารบนบัลลังก์ลาวาปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบจางๆ ไอสีดำสายหนึ่งลอยคละคลุ้งขึ้นมา
เขาเริ่มเร่งความเร็วในการกัดกร่อนจิตใจของปู้หลินไห่
...
อีกด้านหนึ่ง หลี่ผิงอันหิ้วสวิงสองอันที่บรรจุแมงกะพรุนตัวน้อยเรืองแสงสีฟ้า มองดูเพื่อนร่วมทีมทั้งสามที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับปีศาจหัวปลาตัวคนอยู่เบื้องหน้า สัมผัสวิญญาณจับจ้องไปที่เงาร่างของปู้หลินไห่เขม็ง
หลี่ผิงอันก็รู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง
'วิชาควบคุมน้ำนี่ก็ไม่เลวเลยแฮะ'
เช่นเดียวกับที่สำนักหมื่นเมฆาเก่งกาจเรื่องวิชาควบคุมเมฆา ยอดวิชาเฉพาะตัวของสำนักชมสมุทรก็คือเคล็ดควบคุมน้ำนี้นี่เอง
'ทิศทางที่เจ้านั่นไปมีไอปีศาจซ่อนอยู่เล็กน้อย หรือว่าคิดจะลากปีศาจมาบีบให้พวกเราถอย?'
'ไม่ใช่สิ เจ้านี่คิดตั้งนาน คิดออกแค่วิธีนี้เนี่ยนะ?'
สีหน้าของหลี่ผิงอันดูพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเล็กน้อย
เขาหันไปมองเพื่อนร่วมทีมทั้งสามที่กำลังขยันขันแข็งฟาดฟันปีศาจ จึงเป็นฝ่ายเข้าไปช่วย พร้อมกับส่งเสียงบอกให้พวกเขาทั้งสามคนเตรียมตัวให้พร้อม
พอรู้ว่าปู้หลินไห่คนนั้นจะมาหาเรื่องอีก กู้ชิงเฉิงก็เตรียมจะหันกลับไปเปิดศึกใหญ่กับปู้หลินไห่สักสามร้อยเพลงทันที แต่กลับถูกหลี่ผิงอันส่งเสียงห้ามไว้
"สหายกู้ จะรีบร้อนไปไย"
หลี่ผิงอันหัวเราะ "เขาอยากจะลากปีศาจมา พวกเราก็ถือโอกาสนี้เลื่อนอันดับขึ้นมาหน่อย ขืนได้ที่โหล่จริงๆ ก็คงดูไม่จืดเหมือนกัน"
"ศิษย์พี่" มู่หนิงหนิงถาม "พวกเราต้องวางค่ายกลอะไรไหมคะ?"
"อืม" หลี่ผิงอันกล่าวตรงๆ "ฟังข้าจัดการก็พอ"
เช่นนี้ๆ อย่างนี้ๆ
หลี่ผิงอันจัดการวางค่ายกลเล็กน้อย ทั้งสี่คนก็กำจัดปีศาจกันอย่างชิลๆ ต่อไป พร้อมกับกวาดต้อนอาหารทะเลที่ไม่ถูกไอพิษปนเปื้อน เก็บเข้าถุงของหลี่ผิงอันไปด้วย
ครู่ต่อมา
เสียงตะโกนแหวกน้ำทะเล ดังทะลุเข้ามาในหูของทั้งสี่คนอย่างกะทันหัน:
"พวกท่านรีบหลบไปเร็ว! ปีศาจฝูงนี้มีเยอะเกินไปแล้ว!"









