บนหอชมคลื่น
ในห้องส่วนตัวชั้นบนสุดซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยม่านพลังและค่ายกล ผู้อาวุโสแห่งวงการบำเพ็ญเพียรทวีปบูรพาท่านหนึ่งกำลังรำลึกความหลังทั้งทุกข์และสุข
ตรงด้านล่างของห้องส่วนตัวนี้ บริเวณที่นั่งริมหน้าต่าง มีนักพรตชรารูปร่างสูงผอมปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ เขานั่งลงริมหน้าต่างด้วยท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็น
ร่างของนักพรตชราผู้นี้คล้ายกับอยู่หลุดพ้นจากกรอบภาพ และคล้ายกับว่าไร้ซึ่งตบะฝีมือใดๆ กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมอย่างสมบูรณ์แบบ
ยามที่เขาปรากฏตัว เป็นจังหวะเดียวกับที่สาวใช้สองคนกำลังนำทางเซียนและศิษย์สำนักเหว่ยหยวนกว่าสิบคนเดินผ่านบริเวณนี้พอดี ทว่ากลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าจู่ๆ ตรงนี้ก็มีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
นักพรตชราถลกแขนเสื้อคลุมนักพรตกว้างขึ้นอย่างเชื่องช้า หยิบถ้วยชาขนาดเล็กจิ๋วเท่าเมล็ดข้าวสารออกมาจากตะกร้าดอกไม้
เมื่อถ้วยชาวางลงบนโต๊ะก็ขยายใหญ่ขึ้นเอง ที่ก้นถ้วยปรากฏคราบน้ำบางๆ ชั่วพริบตา น้ำพุวิญญาณใสสะอาดก็เอ่อท้นก้นถ้วย จากไม่มีกลายเป็นมี จากน้อยกลายเป็นมาก จนปริ่มขอบถ้วย
นักพรตชราใช้นิ้วชี้แตะน้ำพุวิญญาณไร้รากเล็กน้อย วาดเป็นวงกลมเล็กๆ ตรงมุมโต๊ะ ภายในวงกลมมีระลอกน้ำกระเพื่อม ก่อนจะค่อยๆ ปรากฏภาพเหตุการณ์ในห้องส่วนตัวชั้นบน
ชายชราท่าทางหยาบกระด้างหนวดเคราสีขาวโพลน ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงรูปงามสวมผ้าคลุมหน้า ชายหนุ่มรูปงามที่นั่งอยู่ตรงกลาง... ภายในวงกลมเล็กๆ นี้ มองเห็นเส้นผมและหนวดเคราแต่ละเส้นได้อย่างชัดเจน
เซียนอาวุโสสวีรำพึงว่า
กู้ชิงเฉิงขมวดคิ้ว "นั่งก่อนแล้วค่อยตอบรับ มีอันใดไม่เหมาะหรือ"
เซียนอาวุโสสวีมีอาวุโสค่อนข้างสูง และเคยผ่านยุครุ่งเรืองแห่งการขยายดินแดนของเผ่ามนุษย์มาก่อน
กู้ชิงเฉิงเป็นผู้ที่มีตบะสูงสุดในบรรดาศิษย์ทั้งสี่คนที่อยู่ที่นี่ หากต้องรับมือกับการถกมรรคาในวันนี้ ย่อมเป็นเขาที่เหมาะสมที่สุด
"ข้าผู้เฒ่าก็นับว่าเคยได้ยินและพบเจอเรื่องราวมาบ้าง... ค่ายกลใหญ่ที่ปกคลุมทวีปทักษิณนั้น พระแม่เป็นผู้วางค่ายกลด้วยตนเอง วังพระแม่ตั้งตระหง่านสะกดอยู่เหนือทวีปทักษิณพอดี
คอยฟัง คอยดูเถิด
"ข้า!"
เขาแอบหยิบป้ายหยกออกมาหนึ่งชิ้น เขียนข้อความลงไปสองสามประโยค แล้วยื่นให้กู้ชิงเฉิง
สวีเซิงพูดกลั้วหัวเราะ "ผิงอัน สำนักชมสมุทรมีผู้อาวุโสสายนอกมากันสองสามคน พาคนในสำนักระดับสะพานฟ้าดินมาด้วย บอกว่าจะมาขอถกมรรคากับศิษย์สำนักหมื่นเมฆา... เจ้าเห็นว่าอย่างไร"
สวีเซิงร้องตะโกนบอก "เข้ามาเถอะ! อย่ามัวแต่ยืนทื่ออยู่ข้างนอกเลย!"
"ฮ่าๆๆ! เจ้าอย่าถามเลย! บางเรื่องไม่อาจพูด ไม่สมควรพูด พูดไปก็ไม่มีประโยชน์อันใดต่อการบำเพ็ญเพียรของพวกเจ้า"
ขณะนั้นเอง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกังวานใสดังมาจากนอกฉากกั้น
"ศิษย์สำนักชมสมุทร ตู๋ข้าเหมย!"
เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าการถกมรรคาคือสิ่งใด เพียงแต่ประหลาดใจในความใจแคบของเหล่าเซียนสำนักชมสมุทร
หลี่ผิงอันรีบดึงตัวมู่หนิงหนิงให้นั่งลง
หลี่ผิงอันอาศัยจังหวะนี้ถามข้อสงสัยที่ใหญ่ที่สุดของตนออกไป "ผู้อาวุโส ผู้น้อยอ่านหนังสือบันทึกเรื่องราวในสำนักมาไม่น้อย แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่ไม่กระจ่าง เหตุใดทวีปทักษิณจึงต้องใช้ค่ายกลใหญ่ปิดผนึกเอาไว้ด้วยขอรับ"
กู้ชิงเฉิงเม้มปากกำหมัด ลุกขึ้นประสานมือคารวะผู้อาวุโสเหยียนเซิ่ง "ศิษย์ยินดีออกไปถกวิถีบำเพ็ญเพียรและมรรคาแห่งความเป็นเซียนกับพวกเขารอรับ!"
นักพรตชราเห็นว่าที่นี่ไม่มีเรื่องสนุกอันใดแล้ว จึงคิดจะจากไป
"สำนักชมสมุทรของพวกเขายั่วยุครั้งแล้วครั้งเล่า ประเดี๋ยวสำนักหมื่นเมฆาของเราคงต้องไปคุยกับพวกเขาให้รู้เรื่องเสียหน่อย
หลี่ผิงอันรู้สึกจนใจเล็กน้อย
"การที่เผ่ามนุษย์มีทศวรรษอันเจริญรุ่งเรืองเช่นทุกวันนี้ได้ แท้จริงแล้วต้องทุ่มเทและเสียสละไปมากมายเหลือเกิน
"ศิษย์สำนักชมสมุทร ตงฟางเซี่ยง!"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งกล่าว "ผิงอันกับหนิงหนิงรั้งอยู่ พวกเจ้าสองคนไปเถอะ"
เซียนอาวุโสสวีพึมพำสองสามคำ ครุ่นคิดอย่างละเอียดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเสียงเนิบช้า
"เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความลับของเผ่ามนุษย์เรา ทั้งยังเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของพระแม่แห่งเผ่ามนุษย์ ข่าวลือมีมากมาย ยากจะแยกแยะจริงเท็จ
บรรยากาศงานเลี้ยงที่เดิมทีผ่อนคลายเบิกบาน พลันแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที
หลี่ผิงอันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา สองตาเปล่งประกาย
กู้ชิงเฉิงเตรียมตัวไว้แล้วว่าจะถามคำถามลึกล้ำสองสามข้อตามที่ศิษย์พี่ผิงอันสอนไว้ในป้ายหยก ทำให้พวกเขาตอบไม่ได้ก็พอ นึกไม่ถึงว่าจะถูกแย่งชิงจังหวะไปเสียก่อน...
กู้ชิงเฉิงรับป้ายหยกมาดูแวบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ศิษย์น้อง ตบะของเจ้ายังอ่อนด้อยนัก อีกทั้งยามถกมรรคามักมีวาจาเล่นลิ้นพลิกแพลง การถกมรรคาจะทำให้จิตมรรคาเสียหายได้ง่าย"
ไม่ใช่ว่าเซียนลัทธิฉ่านเก็บตัวเกินไป ทว่าในยามปกติก็แทบไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ บันทึกในคัมภีร์ของสำนักหมื่นเมฆาส่วนใหญ่ก็มักจะกล่าวถึงอย่างคลุมเครือ
ภายในห้องส่วนตัวกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง โต๊ะตัวนี้ก็เริ่มเบียดเสียดขึ้นมา
มู่หนิงหนิงตบโต๊ะลุกขึ้นยืน "ผู้อาวุโส ข้าจะออกไปถกกับพวกเขาเองเจ้าค่ะ!"
เขาย่อมรู้ดีว่าเซียนอาวุโสข้างกายผู้นี้เพียงแค่อยากฉวยโอกาสขายน้ำใจให้บิดาของตน
"ทว่า พวกเราทำเช่นนี้จะรังแกพวกเขาเกินไปหรือไม่ ที่พวกเราพามา ล้วนเป็นต้นกล้าชั้นยอดอันดับต้นๆ ของหอแสดงธรรมสายนอก ทั้งยังอยู่ระดับสะพานฟ้าดินกันหมดแล้ว อีกไม่ไกลก็จะบรรลุเป็นเซียนแล้ว"
หลี่ผิงอันก้มหน้าก้มตากินอาหารคำโตสองสามคำ แล้วคุยเรื่องการหลอมอุปกรณ์กับผู้อาวุโสต่อ เพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจเกี่ยวกับการหลอมอุปกรณ์ของตน
ทั้งสี่คนประสานเสียง "เลื่อมใสวิชาควบคุมเมฆาและมรรคาหมื่นเมฆาของสำนักหมื่นเมฆามานาน ได้ยินว่าศิษย์เซียนสำนักหมื่นเมฆาอยู่ที่นี่ วันนี้จึงถือวิสาสะมารบกวน หวังจะได้ถกมรรคากับศิษย์เซียนสำนักหมื่นเมฆาสักสองสามกระบวนความ!"
"ตอนนั้นนักพรตยากไร้ผู้นี้เคยแสดงธรรมแก่ผู้หลอมอุปกรณ์เผ่ามนุษย์ถึงสามร้อยปีจริงๆ"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งส่งเสียงผ่านปราณถึงศิษย์สำนักหมื่นเมฆาทั้งสี่คน
"สำนักชมสมุทรมาหาถึงที่แล้ว ไม่ต้องกังวล พวกเขาย่อมไม่กล้าลงมือ สำนักหมื่นเมฆาเรามีเซียนสวรรค์สองท่านรออยู่นอกเมือง เข้ามาได้ทุกเมื่อ"
ศิษย์ผู้นั้นกล่าวว่า "ฟ้ามีลำดับเวลา มรรคามีก่อนหลัง หากไม่แยกรุ่นก่อนรุ่นหลัง จะบรรลุเป็นเซียนได้อย่างไร"
หลี่ผิงอันพูดพลางหัวเราะ "ตามที่ผู้อาวุโสกล่าวมา วิชาหลอมอุปกรณ์ของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์เราในปีนั้นพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ล้วนต้องพึ่งพาผู้อาวุโสอวิ๋นจงจื่อท่านนี้ที่แสดงธรรมแก่ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ถึงสามร้อยปีเลยหรือขอรับ"
"เฮ้อ!"
ตู๋ข้าเหมยกล่าว "สหายเต๋ากล่าวผิดแล้ว มรรคาไร้สูงต่ำ เป็นเพราะสามพันมหาคาคาล้วนสื่อถึงเทพได้ มรรคามีก่อนหลัง เป็นเพราะมีฟ้าดินก่อนสรรพมรรคาจึงปรากฏ ยิ่งไปกว่านั้น การบรรลุมรรคามีก่อนหลัง จึงมีศิษย์อาจารย์ดำรงอยู่ สหายเต๋าย้อนถามเช่นนี้ แล้วจะอธิบายคำว่า 'มรรคาตั้งมั่นในใจ' นี้ได้อย่างไร"
มู่หนิงหนิงทำได้เพียงยืดอกเชิดหน้า คีบอาหารรินสุราให้ศิษย์พี่ของตนด้วยรอยยิ้ม
สวีเซิงมองเซียนสำนักเหว่ยหยวนที่อยู่ด้านข้าง เซียนผู้นั้นก็ลุกขึ้นไปเฝ้าอยู่หน้าค่ายกลของห้องส่วนตัวทันที
"จะรบกวนผู้อาวุโสได้อย่างไรขอรับ"
"ศิษย์สำนักหมื่นเมฆาสองสามคนนี้ ตอนนั้นก็แค่โชคดีเท่านั้น มีของวิเศษพิเศษที่สำนักหมื่นเมฆาประทานให้ แถมยังใช้ยาสลบไปตั้งมากมาย... กุ้งหอยปูปลาในรัศมีหลายร้อยลี้ของน่านน้ำแถบนั้น ตอนนี้ยังสลบไสลไม่ได้สติอยู่เลย"
เซียนสำนักเหว่ยหยวนผู้นั้นรีบส่งเสียงรายงานสวีเซิงอย่างรวดเร็ว
"มีข่าวลือว่าเป็นเพราะพระแม่กับปรมาจารย์เต๋าทั้งสามเกิดความขัดแย้งกันบางประการ"
บริเวณตรงกลางของชั้นบนสุด ศิษย์สำนักชมสมุทรในชุดนักพรตสีส้มสี่คนยืนเรียงแถวหน้ากระดาน ประสานมือคารวะกู้ชิงเฉิงพร้อมกัน ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงอย่างพร้อมเพรียง สามคนหลับตารวบรวมสมาธิ ส่วนอีกคนผายมือเชิญ
——ก่อนหน้านี้เขาเพียงแต่เห็นถ้อยคำคลุมเครือบางอย่างในคัมภีร์เท่านั้น
กู้ชิงเฉิงเก็บความรู้สึกไม่อยู่ แค่นเสียงเย็นชา "สำนักชมสมุทรแพ้ไม่เป็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
อวี่อิ้งซูรับคำแล้วลุกขึ้น
"สหายเต๋า เชิญนั่งที่นั่งประธาน!"
"สำนักเซียนฝ่ายธรรมะไม่อาจลงไม้ลงมือต่อกัน เช่นนั้นก็ใช้ปากสู้กันเสียก็สิ้นเรื่อง!"
หลี่ผิงอันไม่ค่อยเข้าใจจริงๆ ว่าตั้งแต่บนลงล่างของสำนักชมสมุทรนี้คิดอะไรกันอยู่ ราวกับมีอาการป่วย ดึงดันจะเอาชนะ ดึงดันจะรู้ผลแพ้ชนะให้ได้
กู้ชิงเฉิงย่อมรู้ดีว่าศิษย์พี่ผิงอันผู้นี้ซ่อนคมลึกล้ำ ยากจะหยั่งถึง ทว่าเขานึกไม่ถึงจริงๆ ว่า...
"เอาอย่างนี้ ประเดี๋ยวข้าไปส่งเจ้าที่สำนักหมื่นเมฆา ถือโอกาสคุยเรื่องนี้กับบิดาเจ้าด้วยดีหรือไม่
"ศิษย์ไม่เอาถ่านสองสามคนของข้า ทุกวันเอาแต่ยืนอยู่บนยอดเขา ชะเง้อมองไปทางสำนักหมื่นเมฆา เฝ้ารอจนแทบจะเสียสติกันไปทีละคนแล้ว!"
ปล่อยไว้เช่นนี้ เกรงว่าจะทำให้จิตมรรคาเสียหาย...
"พอดีเลย ขอดูเสียหน่อยว่าหนุ่มสาวเผ่ามนุษย์สมัยนี้หมั่นเพียรรู้แจ้งมรรคาหรือไม่"
อวิ๋นจงจื่อ
เซียนสำนักหมื่นเมฆาหลายท่านต่างพากันกลัดกลุ้ม
"หรือว่า พวกเราจะกลับกันเลยดี"
กู้ชิงเฉิงลุกขึ้นยืนแล้ว เอ่ยเสียงหนักแน่น "ผู้อาวุโส ศิษย์พี่ผิงอัน ข้าจะไปพบพวกเขาสักหน่อย!"
หลี่ผิงอันมือสั่น แทบจะก้มกราบผู้อาวุโส
"เฮ้อ!"
"ก็ดี"
หลี่ผิงอันรีบกล่าว "มิกล้ารบกวนผู้อาวุโส หลังจากผู้น้อยกลับเขาไปแล้ว จะต้องบอกกล่าวเรื่องนี้แก่บิดาแน่นอนขอรับ!"
"ผิงอัน ข้าจะให้พวกเขาเข้ามาเดี๋ยวนี้เลยดีหรือไม่"
การถกมรรคาไม่อาจพูดจาส่งเดช มีคนฟังอยู่รอบด้านมากมายเพียงนี้ จะโน้มน้าวใจทุกคนได้หรือไม่ต่างหากคือหัวใจสำคัญ
คำตอบนี้เขาอ่านไม่เข้าใจเลยสักนิด!
"อาจารย์อวิ๋นจงจื่อเชี่ยวชาญการแสดงธรรมเรื่องวิถีแห่งการหลอมอุปกรณ์
นักพรตชรายิ้มพลางส่ายหน้า ดื่มน้ำพุวิญญาณในถ้วยจนหมด ตั้งใจจะเร้นกายกลับถ้ำพำนักในบัดดล
เซียนที่ส่งเสียงผ่านปราณเหล่านั้นต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติการ
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งรีบกล่าว
"พวกเขาตามหาสำนักหมื่นเมฆาเรามาถึงที่ หากเรื่องพรรค์นี้แพร่งพรายออกไป เหล่าเซียนแห่งทวีปบูรพาจะต้องหัวเราะเยาะว่าสำนักหมื่นเมฆาของเราไร้น้ำยาเป็นแน่"
สวีเซิงกดแขนหลี่ผิงอันเบาๆ ส่งเสียงผ่านปราณว่า "ผิงอัน หากเจ้าไม่ชอบใจเรื่องนี้ ข้าผู้เฒ่าจะไล่พวกเขาไปแทนเจ้าเอง"
ฉากกั้นตามจุดต่างๆ ถูกยกออกไปตั้งแต่เมื่อใดก็สุดรู้ ชั้นบนสุดทั้งชั้นกลายเป็นพื้นที่โล่งโปร่งหน้าหลัง ผนังไม้ทั้งสี่ด้านมีลมพัดผ่านได้ครึ่งหนึ่ง ด้านนอกมีผู้บำเพ็ญเพียรอิสระในท้องถิ่นที่มามุงดูเรื่องสนุกนับร้อยคนลอยตัวอยู่
สวีเซิงถอนหายใจยิ้มๆ "น่าจะเป็นเพราะการฝึกฝนของศิษย์หกสำนักในครั้งนี้ พวกเจ้าทั้งสี่คว้าแชมป์ไปครอง ทำให้พวกเขาไม่ค่อยพอใจนัก จึงหาศิษย์เก่งกาจมาสองสามคน หวังจะกู้หน้ากลับไปบ้าง"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งก็กล่าวว่า "นักพรตยากไร้ผู้นี้ถูกพวกเขายั่วโมโหจนหน้ามืดไปจริงๆ ผิงอันไม่เคยถกมรรคาต่อหน้าผู้คนมาก่อนเลย"
"ก่อนที่ข้าจะมา ได้ให้พวกเขาเรียกศิษย์มาสองสามคน เพื่อมาพูดคุยถกมรรคากับศิษย์หนุ่มสาวอย่างพวกเจ้า ไม่ต้องคิดมาก แค่อยากให้ศิษย์หนุ่มสาวของทั้งสองสำนักสนิทสนมกันมากขึ้นเท่านั้น
"เรื่องนี้ นักพรตยากไร้ผู้นี้ก็อธิบายไม่ถูกจริงๆ ในชั่วขณะนี้"
"หากตอนนี้พวกเราจากไปเช่นนี้ มิกลายเป็นที่ขบขันของผู้คนหรอกหรือ"
จู่ๆ ก็ได้ยินเซียนสองสามคนบริเวณใกล้เคียงส่งเสียงผ่านปราณซุบซิบกันว่า
"อาวุโสสวีเซิงกับหลี่ผิงอันแห่งสำนักหมื่นเมฆาก็อยู่ที่นี่ พวกเขาอยู่ในห้องส่วนตัวชั้นบนสุด ดูเหมือนกำลังคุยกันเรื่องการหลอมอุปกรณ์"
ทันทีที่ข้างนอกมีความเคลื่อนไหว ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งและเซียนอาวุโสสวีก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
นั่นคือว่าที่เซียนระดับสะพานฟ้าดินเชียวนะ เขาที่เป็นแค่ศิษย์ระดับหลอมความว่างเปล่า จะเอาอะไรไปถกกับเขาเล่า!
เซียนอาวุโสสวีที่อยู่ด้านข้างถามด้วยความสงสัย "ผิงอันถนัดการถกมรรคาด้วยหรือ"
"หลอมอุปกรณ์? ร้อยทั้งแปดสิบต้องเกี่ยวกับของวิเศษราคาถูกปริมาณมหาศาลของสำนักหมื่นเมฆาแน่"
พอออกไปปุ๊บ กู้ชิงเฉิงก็รู้สึกแข้งขาอ่อนแรงเล็กน้อย
"ถูกต้อง ตอนนั้นเซียนทองคำผู้มีบุญบารมีทั้งสามและศิษย์เจ้าลัทธิทั้งสิบสองแห่งวังหยกสุญญตา ได้เข้ามาประจำการในเผ่ามนุษย์เราพร้อมกัน ที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่พวกเขาก็คือท่านก่วงเฉิงจื่อ ผู้ช่วยเหลือสั่งสอนจนกำเนิดเป็นกษัตริย์มนุษย์เซวียนหยวน"
"ขัดแย้ง?"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งสีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก แค่นเสียงกล่าว "ผิงอัน ออกไปถกกับพวกเขา!"
ศิษย์สำนักชมสมุทรผู้หนึ่งลืมตาขึ้นกะทันหัน "สหายเต๋ายังไม่ตอบรับ เหตุใดจึงนั่งที่นั่งประธาน"
หลี่ผิงอันยิ้มกล่าว
"คัมภีร์โบราณกล่าวไว้ การบำเพ็ญเพียรของสรรพชีวิต ก็เป็นเพียงการเลียนแบบการโคจรของฟ้าดิน
สองคนนี้ล้วนมีนิสัยชอบประลองวิชา ตอนนี้อยากจะเปลี่ยนการต่อสู้ด้วยฝีปากมาเป็นการต่อสู้ด้วยกำลังเสียให้รู้แล้วรู้รอด
"ศิษย์สำนักชมสมุทร ซีเหมินตุ้ย!"
"เจ้าส่งคนไปสองสามคน แอบเคลียร์พื้นที่ชั้นบนสุด เก็บฉากกั้นของห้องส่วนตัวแต่ละห้องออกให้หมด ทำให้มันสว่างๆ หน่อย แล้วไปเชิญเซียนผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ชอบเรื่องสนุกมาสักหน่อย"
การบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนไม่ควรสงบเยือกเย็นหรอกหรือ ไม่ควรดูว่าใครจะอายุยืนยาวได้ในท้ายที่สุดหรอกหรือ
การฝึกฝนที่ทะเลตะวันออกเดิมทีก็เป็นการต่อสู้แย่งชิงศักดิ์ศรีอยู่แล้ว ยังทำให้เขาถูกราชาวัวปีศาจตนหนึ่งหมายหัวไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ตอนนี้ยังจะมาจัดการประชันฝีปากถกมรรคาอะไรนี่อีก!
ทว่า นี่ก็เป็นเพียงคำค่อนขอดในใจของหลี่ผิงอันสองสามประโยค ภายนอกเขายังคงนิ่งเฉย ทำให้จิตมรรคากลับมาสงบอย่างรวดเร็ว แววตาครุ่นคิดเล็กน้อย
สวีเซิงโบกไม้โบกมือ มองออกไปนอกห้องส่วนตัวพลางหัวเราะ
ศิษย์สำนักหมื่นเมฆาที่นั่งอยู่ต่างเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
แต่ระดับสะพานฟ้าดินกับระดับผสานสัจจะห่างชั้นกันมาก...
เซียนที่มาจากสำนักเหว่ยหยวนล้วนเป็นผู้อาวุโสสายนอก มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งและคนอื่นๆ
ทว่าศิษย์สามคนที่สำนักเหว่ยหยวนส่งมา กลับทำให้หลี่ผิงอัน... มู่หนิงหนิงที่อยู่ข้างกายเกิดความระแวดระวังขึ้นมาอย่างมาก
"เอาเถอะๆ งั้นข้าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว"
หลี่ผิงอันรีบกล่าว "ผู้อาวุโสอย่าได้ทำให้ผู้น้อยลำบากใจอีกเลย ท่านจัดการตามสะดวกเถิดขอรับ"
"หลังจากร้อยเผ่าพันธุ์ตกต่ำกลายเป็นเผ่าปีศาจ ก็ยังคงไม่ล้มเลิกความตั้งใจร้ายต่อเผ่ามนุษย์เรา พวกเขาไม่อาจสั่นคลอนรากฐานของเผ่ามนุษย์เราได้แล้ว แต่ก็ยังคงก่อกวนชายแดนทวีปบูรพาอย่างต่อเนื่อง"
ม่านพลังค่ายกลของห้องส่วนตัวลดระดับลง เซียนสองสามท่านและศิษย์สองสามคนเดินเข้ามาจากประตู ก้าวไปข้างหน้าเพื่อทำความเคารพสวีเซิงก่อน จากนั้นจึงทักทายผู้คนจากสำนักหมื่นเมฆา
สวีเซิงตบไหล่หลี่ผิงอัน ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมดพลางยิ้มกล่าว
"พวกเรามาคุยเรื่องสาขาย่อยของหอหลอมเมฆานี้กันดีๆ เถอะ!
หมัดของกู้ชิงเฉิงและอวี่อิ้งซูล้วนแข็งกร้าวขึ้นมา
นักพรตชราหยิบถ้วยชามขนาดจิ๋วสองใบออกมาจากตะกร้าดอกไม้ข้างกาย วางไว้ตรงหน้าตนเอง ชามขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับ ที่ก้นชามมีเมล็ดแตงโมวิญญาณคั่วสุกกระเด็นออกมาทีละเม็ด
"นับแต่นั้นมา พวกเราถึงได้รู้ว่าอาวุธวิญญาณคือสิ่งใด ถึงได้รู้ว่าจุดที่ล้ำค่าที่สุดของอาวุธวิญญาณ ก็คือจิตวิญญาณของมันสามารถทำให้ตัวภาชนะค่อยๆ เติบโตขึ้นได้
ในแววตาของหลี่ผิงอันมีความชื่นชมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทว่าในใจกลับมีความกังขาผุดขึ้นมามากกว่าเดิม
ศิษย์หญิงสำนักเหว่ยหยวนทั้งสามคนก็กล่าวว่า "พวกเราไปช่วยเพิ่มบารมีให้ศิษย์พี่กู้กันเถอะ!"
หลี่ผิงอันไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ "ถกมรรคา?"
ข้างในเขียนคำถามเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรสองสามข้อ พร้อมกับคำตอบของคำถามเหล่านั้น
นักพรตชราลบวงกลมเมื่อครู่ทิ้ง ปลายนิ้วแตะน้ำ วาดวงกลมที่ใหญ่กว่าเดิม เก็บภาพผังของชั้นบนสุดทั้งหมดไว้ในสายตา
......
เรื่องซุบซิบของยอดฝีมือระดับเจ้าลัทธิ!
"ศิษย์สำนักชมสมุทร มู่หรงโย่ว!"
กู้ชิงเฉิงกล่าว "มรรคาจะแบ่งแยกก่อนหลังได้อย่างไร"
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งที่อยู่ด้านข้างออกปากช่วยแก้สถานการณ์ "ผู้อาวุโสโปรดวางใจ สายนอกของสำนักหมื่นเมฆาเราจะปรึกษาหารือเรื่องนี้อย่างละเอียดเช่นกัน และจะพยายามเดินทางไปเยือนสำนักเหว่ยหยวนให้เร็วที่สุด"
"วันนี้พวกเจ้าทั้งสี่ไม่ต้องกดดันอันใด ถือเสียว่ามาเปิดหูเปิดตาเพิ่มพูนความรู้ข้างนอก ประเดี๋ยวพวกเขาอยากถกมรรคาก็ถกไป ไม่ต้องใส่ใจเรื่องแพ้ชนะ
หลี่ผิงอันพยักหน้ายิ้มๆ เห็นผู้อาวุโสตัดสินใจเช่นนี้ ตนก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก
"ผู้น้อยเพียงแค่สงสัยเล็กน้อย"
เซียนและศิษย์ของทั้งสองสำนักล้วนไม่รู้ว่า ที่ชั้นล่างมีนักพรตชราผู้หนึ่งกำลังรับฟังและเฝ้าดูอยู่
......
ภายในห้องส่วนตัวชั้นบน
"ตอนที่พวกเขาคุยเรื่องพวกนี้ ล้วนให้สาวใช้ที่นี่ออกไป... ท่านอาจารย์อาสั่งมา ว่าจะให้ศิษย์ของเราไปถกมรรคากับศิษย์สำนักหมื่นเมฆาสองสามคนนั้น โดยเฉพาะหลี่ผิงอันนั่น คิดว่าน่าจะเป็นการหักหน้าสำนักหมื่นเมฆา"
"ดังนั้นผู้น้อยจึงคิดว่า หากเข้าใจฟ้าดินนี้ให้มากขึ้น พรุ่งนี้ก็อาจจะลดคอขวดลงได้บ้าง"
"ศิษย์สำนักหมื่นเมฆาทั้งสี่คนนี้ เด่นดังจนเกินหน้าเกินตาในงานชุมนุมฝึกฝนจริงๆ ฮึ!"
อวี่อิ้งซูมีนิสัยค่อนข้างเงียบขรึม ตอนนี้เพียงก้มหน้าก้มตากินดื่ม
กู้ชิงเฉิงแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการเข้าสังคมของผู้บำเพ็ญกระบี่สำนักหมื่นเมฆา เขาพูดคุยหยอกล้อกับศิษย์พี่ศิษย์น้องหญิงสำนักเหว่ยหยวนสองสามคน วาจาคมคายต่อเนื่อง เสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย
ศิษย์พี่ผิงอันมีคำถามง่ายๆ หรือไม่ หากอีกฝ่ายตอบได้ เขาก็อาจจะฟังไม่เข้าใจอยู่ดีไม่ใช่หรือ!?
กู้ชิงเฉิงกัดฟันฮึดสู้ ซ่อนป้ายหยกที่ศิษย์พี่ผิงอันให้ไว้ในแขนเสื้อ แล้วก้าวเดินไปข้างหน้า
"ไม่ถนัดขอรับ ไม่ถนัด" หลี่ผิงอันรีบกล่าว "ปกติศิษย์เพียงแค่ก้มหน้าก้มตาบำเพ็ญเพียรหลอมอุปกรณ์ นานๆ ครั้งถึงจะถกมรรคากับท่านอาจารย์เท่านั้น"
บรรยากาศในงานเลี้ยงช่วงเวลาหนึ่งชื่นมื่นกลมเกลียว
มาแล้ว
กู้ชิงเฉิงจู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกอึดอัดเหมือนมีแรงแต่ไม่มีที่ระบาย จิตมรรคาถึงขั้นเกิดความอัดอั้นเล็กน้อย
มู่หนิงหนิงที่ถอดผ้าคลุมหน้าออกแล้ว เงยหน้ามองเพดาน ทำหน้าตาประหนึ่ง 'ไม่เกี่ยวกับข้า'
เซียนอาวุโสสวีพูดกลั้วหัวเราะ "มิสู้ให้ข้าไปอาละวาดสักรอบ ด่าไล่พวกเขาไปให้หมดดีหรือไม่"
กู้ชิงเฉิงครุ่นคิดไม่หยุด ยืนพึมพำอยู่ตรงนั้น
ลองดู
เซียนสวรรค์เผ่ามนุษย์ที่คุยโวว่าเป็น 'ศิษย์จดชื่อ' ของเขาผู้นี้ แม้วาจาจะดูโอ้อวดไปบ้าง แต่ก็พอนับว่าเป็นความจริงได้
ไม่มีเหตุผลอื่นใด ศิษย์ที่สำนักเหว่ยหยวนส่งมาล้วนเป็นศิษย์หญิง แต่ละคนมีความงามระดับมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอาย ทั้งยังเป็นต้นกล้าเซียนที่โดดเด่น มีตบะอยู่ในระดับหลอมความว่างเปล่าและผสานสัจจะ
ศิษย์หญิงสำนักเหว่ยหยวนคนหนึ่งเห็นดังนั้นก็กำลังจะอ้าปากช่วยกู้ชิงเฉิงแก้สถานการณ์ ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากด้านหลัง
"การถกมรรคาก็คือการประชันฝีปาก" ศิษย์หญิงสำนักเหว่ยหยวนคนหนึ่งอธิบาย "หากเป็นการถกมรรคาที่พิถีพิถันหน่อย ก็คือให้ศิษย์สองสามคนนั่งเผชิญหน้ากัน คนหนึ่งตั้งคำถาม อีกคนตอบ"
แข็งกร้าวแล้ว
"อาจารย์อวิ๋นจงจื่อเป็นสิ่งมีชีวิตแต่กำเนิด มีบุญบารมีล้ำลึก ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเซียนผู้แข็งแกร่งที่สุดในด้านการหลอมและตีอุปกรณ์แห่งฟ้าดินนี้!"
นักพรตชราผู้นี้เบิกบานใจ หรี่ตามองใบหน้าของสวีเซิง จีบนิ้วคำนวณเล็กน้อย ค้นหาข้อมูลของเซียนสวรรค์เผ่ามนุษย์ผู้นี้ในความทรงจำอันกว้างใหญ่ดุจทะเลเมฆของตน
หลี่ผิงอันพยักหน้าช้าๆ
กู้ชิงเฉิงยืดอกเชิดหน้า แผ่เจตจำนงกระบี่ล้อมรอบกาย พานำอวี่อิ้งซูและศิษย์น้องหญิงสำนักเหว่ยหยวนทั้งสาม ก้าวเดินออกจากม่านพลังของห้องส่วนตัว
เซียนสำนักหมื่นเมฆาแต่ละคนพึมพำเบาๆ
"วันนี้ต้องเล่นงานพวกเขาทั้งสี่คนให้ดูไม่จืดให้ได้!"
เซียนอาวุโสสวีกล่าวต่อ
นักพรตชราที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างพึมพำเบาๆ ดูเหมือนข้างหลังจะมีเรื่องสนุก...
ศิษย์หญิงทั้งสามคนนี้ บ้างก็สง่างามผึ่งผาย กิริยามารยาทเหมาะสม บ้างก็เรียบร้อยอ่อนหวานคล้ายสตรีในห้องหอ บ้างก็แก่นแก้วแสนซน เฉลียวฉลาดมีไหวพริบ
"เหล่าเซียนแห่งสำนักชมสมุทรนี้ แท้จริงแล้วค่อนข้างแตกต่างจากเซียนสำนักอื่นอยู่บ้าง คงเป็นเพราะบรรยากาศภายในสำนักของพวกเขา ล้วนค่อนข้างชอบเอาชนะคะคาน"
เซียนอาวุโสสวีหัวเราะพลางด่าทอ "หากยังไม่ได้รับมรรคผลแห่งความเป็นอมตะ ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงมดปลวกแห่งฟ้าดิน เรื่องใหญ่โตระดับฟ้าดินเช่นนี้ รอให้เจ้าบรรลุมรรคาอมตะหรือถึงระดับเซียนสวรรค์แล้วค่อยใส่ใจก็ยังไม่สาย!"
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเซียนลัทธิฉ่านแห่งวังหยกสุญญตาจากปากของผู้บำเพ็ญเพียรทวีปบูรพา
"ท่านแสดงธรรมครั้งละสามปี รวมทั้งหมดแปดสิบเอ็ดครั้ง กินเวลาทั้งสิ้นกว่าสามร้อยปี ถ่ายทอดวิชาหลอมอุปกรณ์นับพันวิธี วิชาตีอุปกรณ์และหลอมวิญญาณนับร้อยวิธี ทำให้พวกเรากระจ่างแจ้งราวกับได้รับการตื่นรู้
หลี่ผิงอันคุยเรื่องวิถีแห่งการหลอมอุปกรณ์กับอาวุโสสวีเซิงอยู่พักหนึ่ง พอหันไปก็เห็นอาหารเลิศรสกองสูงเป็นฟุต ขมวดคิ้วมองศิษย์น้องหญิงข้างกายแวบหนึ่ง
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วกล่าวเสียงเนิบช้า
"มรรคาตั้งมั่นในใจ เป็นเพียงคำกล่าวเลื่อนลอย มรรคาก้าวย่างอยู่ระหว่างฟ้าดิน ถือกำเนิดก่อนสหายเต๋ามาเนิ่นนานนัก จะดำรงอยู่ในใจตนหรือไม่ เกี่ยวอันใดกับมรรคาเล่า"
กู้ชิงเฉิง อวี่อิ้งซู และศิษย์หญิงทั้งสามคนหันขวับมาพร้อมกัน
หลี่ผิงอันหิ้วป้านสุราเซียนหนึ่งป้าน จอกสุราหนึ่งใบ เดินอ้อมฉากกั้น ก้าวเดินออกไปข้างหน้า
น่าจะขึ้นชั้นวางวันที่ 22 แล้ว! จำนวนคำเพิ่มขึ้นเร็วเกินไปแล้ว! ทุกคนมีตั๋วรายเดือนรบกวนเก็บไว้หน่อยนะ ถึงตอนนั้นถ้าข้าปั่นตอนเพิ่มออกมาได้ ทุกคนก็ให้ตั๋วรายเดือนเป็นกำลังใจหน่อยน้า~