ฝนบนภูเขาตกหยิมๆ สาดกระเซ็นจนอารามเต๋าเล็กๆ เปียกชุ่ม
หลี่ผิงอันถอดชุดนักพรตออก เหลือเพียงเสื้อตัวในที่หลวมสบาย เขาขยับม้านั่งไม้ไผ่มานั่งสงบนิ่งทอดสายตามองออกไปไกลเบื้องหน้าม่านฝนตรงชายคา ไม่นานก็หลับตาลง ปล่อยวางจิตใจให้ว่างเปล่า
พลังวิญญาณที่ถูกชะล้างด้วยน้ำฝนแฝงความเย็นสดชื่นขึ้นหลายส่วน
นี่เป็นวันที่สี่แล้วนับตั้งแต่ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งจากไป หลี่ผิงอันยังคงไม่แน่ใจว่าตอนนี้การเดินทางกลับสำนักหมื่นเมฆาของตนจะปลอดภัยหรือไม่
เมื่อวานนี้เวยเหยียนจื่อได้รับหยกสื่อสารหนึ่งชิ้น เป็นคนในสำนักที่สอบถามว่ายามนี้เวยเหยียนจื่อปลอดภัยดีหรือไม่
เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ทางฝั่งทะเลตะวันออกยังคงตึงเครียดอย่างมาก เซียนบางส่วนของสำนักดูเหมือนจะขาดการติดต่อกับสำนักไปชั่วคราว
'มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้าในตอนนี้อยู่ดี'
หลี่ผิงอัน ผู้บำเพ็ญเพียรตัวน้อยขั้นหนิงกวงคิดเช่นนี้
เดิมทีเขาไม่ใช่คนชอบความครึกครื้นอยู่แล้ว อีกทั้งในมุมมองของเขา ของนอกกายเช่นของวิเศษหรือยาทิพย์นั้น สำคัญน้อยกว่าการรู้แจ้งในมรรควิถีด้วยตนเองมากนัก
ต่อให้ตอนนี้เขาจะอยู่ในขั้นหยวนเซียนหรือเจินเซียน ตราบใดที่สำนักไม่ได้ออกคำสั่ง เขาก็คงไม่ไปร่วมวงความวุ่นวายนี้เป็นแน่
"ผิงอันเอ๋ย! รีบมาลองชิมของป่าที่นักพรตยากไร้ผู้นี้เพิ่งล่ามาได้เร็วเข้า!"
เฉินกงหมิ่นชูกระต่ายย่างหนึ่งตัววิ่งฝ่าป่าเขาท่ามกลางสายฝนพรำ พุ่งพรวดเข้ามาในอารามเต๋าพลางร้องเรียกเสียงดัง
หลี่ผิงอันเห็นเช่นนั้นก็อดอมยิ้มไม่ได้
โดยปกตินักพรตเฉินชอบหาของป่าที่มีพลังวิญญาณมาทำเป็นกับแกล้มอยู่แล้ว จุดนี้ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
หลี่ผิงอันยกโต๊ะตัวเล็กมา วางสุราชั้นดีสองกาที่แอบหยิบมาจากบิดาบังเกิดเกล้าของตน นักพรตเฉินกงหมิ่นก็วิ่งไปหลังอารามเต๋าเพื่อเด็ดผักป่ามากำหนึ่ง และตักซอสหวานที่หลี่ผิงอัน 'คิดค้น' ขึ้นเมื่อปีก่อนมานิดหน่อย
เฉินกงหมิ่นถามด้วยความสงสัย "ผู้ดูแลเวยเหยียนจื่อไปไหนเสียล่ะ"
"บอกว่าไปบำเพ็ญเพียรที่ภูเขาด้านหลังน่ะครับ" หลี่ผิงอันยักไหล่ "สัมผัสพลังอยู่ห่างจากตรงนี้ไปไม่เกินสิบลี้ ใครจะรู้ว่ากำลังง่วนอยู่กับอะไร"
"รอผู้ดูแลกลับมาข้าค่อยไปหามาให้เขาอีกตัว พวกเรามากินกันตอนร้อนๆ ก่อนเถอะ"
เฉินกงหมิ่นฉีกขาต่ายข้างหนึ่งยัดใส่มือหลี่ผิงอัน
หลี่ผิงอันไม่ได้กินอาหารโดยตรงมาปีกว่าแล้ว เมื่อเห็นขาต่ายย่างสีสันมันวาวนี้ก็ถูกกระตุ้นความอยากอาหารขึ้นมา เขาก้มหน้ากัดไปหนึ่งคำ เคี้ยวอย่างช้าๆ ต่อมรับรสถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ในใจเกิดความรู้สึกพึงพอใจขึ้นหลายส่วน
วิถีแห่งความปรารถนา ไม่ได้อยู่ที่รูปธรรม แต่อยู่ที่จิตใจ
เขาเก็บซ่อนความรู้แจ้งเล็กๆ น้อยๆ นั้นไว้ เคี้ยวเนื้อกระต่ายอย่างช้าๆ แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
"มีเรื่องทุกข์ใจหรือ"
เฉินกงหมิ่นเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ไผ่ ยกพวยกาสุราขึ้นจิบ เผยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
"สุราชั้นยอด! นี่คือสุราเซียนขนานแท้! ไม่เหมือนกันจริงๆ สุราที่เซียนหมักย่อมไม่เหมือนกับที่เราหมักเอง!"
หลี่ผิงอันหัวเราะพลางกล่าว "ความต่างมีแค่ตอนดื่มมากไปแล้วจะปวดหัวหรือเวียนหัวเท่านั้นแหละครับ"
"เมื่อครู่ได้ยินเจ้าถอนหายใจ... ได้รับความไม่เป็นธรรมในสำนักมาหรือ"
ใบหน้าขาวสะอาดไร้หนวดเคราของเฉินกงหมิ่นประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ในแววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
"หลายวันนี้ ข้าได้ฟังผู้ดูแลเวยเหยียนจื่อเล่าเรื่องของสองพ่อลูกพวกเจ้ามามาก ไม่คิดเลยว่าบิดาของเจ้าจะมีวาสนาและพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
"ข้าผู้เป็นผู้ประจำการเมืองหว่านอันคนนี้ ช่างตาบอดเสียจริง
"เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลไป ในสำนักมีคำสั่งเด็ดขาดห้ามแพร่งพราย ข้าย่อมต้องเก็บเป็นความลับอย่างเข้มงวดเช่นกัน"
"เป็นเพราะแต่เดิมท่านก็ไม่ได้ติดต่อกับท่านพ่อของข้ามากนักต่างหากครับ"
หลี่ผิงอันรินสุราให้ตัวเอง มองดูน้ำสุราที่สั่นไหวเล็กน้อย แล้วกล่าวเสียงเบา "ตอนนี้ข้าอยากจะกราบเจินเซียนเป็นอาจารย์ยังยากเลยครับ แต่สิ่งที่อาจารย์ให้ข้าได้ ท่านพ่อก็ให้ข้าได้หมด นับว่าไม่ใช่เรื่องแย่อะไร
"เพียงแต่ขาดอาจารย์คอยชี้แนะการบำเพ็ญเพียร ก็ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าตนเองจะเดินผิดทางหรือไม่"
"ความกลัดกลุ้มของเจ้านี่ช่างน่าอิจฉาเสียจริง"
เฉินกงหมิ่นหัวเราะ "เจ้าสำนักรุ่นปัจจุบันเป็นรุ่นศิษย์หลานของปรมาจารย์คงหมิง ภายในสำนักให้ความสำคัญกับทั้งลำดับขั้นลอยและลำดับขั้นจริงควบคู่กันไป
"ลำดับขั้นลอยคือหนึ่งระดับการบำเพ็ญเพียรต่อหนึ่งลำดับขั้น เมื่อถึงขั้นเทียนเซียนก็สามารถเรียกขานเทียนเซียนคนอื่นๆ ว่าสหายเต๋าได้ ส่วนลำดับขั้นจริงคือลำดับขั้นตามความเป็นจริง สืบทอดตามความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์
"เวลาที่เหล่าเซียนรับศิษย์ยังคงต้องดูลำดับขั้นจริง เจ้าหาอาจารย์กราบไหว้ยากจริงๆ นั่นแหละ
"ทว่า ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเจ้านี้ทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ เจ้าทำได้อย่างไรกัน ถึงสามารถบรรลุถึงขั้นหนิงกวงได้ในเวลาเพียงสามปี"
หลี่ผิงอันยักไหล่ "นี่ต้องเป็นโชคหนึ่งส่วน วาสนาสามส่วน และหยาดเหงื่อแรงกายอีกหกส่วนครับ"
แววตาของเฉินกงหมิ่นเต็มไปด้วยความสงสัย
หลี่ผิงอันทำได้เพียงเสริมอีกประโยค "และอีกเก้าสิบส่วนคือความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากท่านพ่อของข้าครับ"
"ฮ่าๆๆๆ!"
เฉินกงหมิ่นเงยหน้าหัวเราะลั่น หลี่ผิงอันส่ายหน้าแล้วแทะขาต่ายต่อไป
ครู่ต่อมา หลี่ผิงอันก็พูดเนิบๆ เพิ่มอีกประโยค "ท่านพ่อของข้าน่าจะกำลังเลื่อนขั้นเป็นเซียนแล้วล่ะครับ"
เฉินกงหมิ่นหุบยิ้มทันที เขามองหลี่ผิงอันด้วยสีหน้าซับซ้อนแล้วก้มหน้าแทะขาต่าย
เมื่อสุราเซียนตกถึงท้องไปหลายอึก นักพรตเฉินก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ
"ช่องว่างด้านพรสวรรค์ระหว่างผู้ฝึกปราณด้วยกันนั้นมันช่างกว้างใหญ่เกินไปแล้ว!
"คนที่มีพรสวรรค์ดีเกิดมาก็สอดคล้องกับมรรควิถี การบำเพ็ญเพียรทะลวงด่านก็ง่ายดายราวกับดื่มน้ำเย็น แล้วผู้ฝึกปราณที่มีพรสวรรค์ธรรมดาๆ ฝืนบำเพ็ญเพียรไปได้อย่างพวกเราล่ะ ภายในสำนักก็ไม่ให้ความสำคัญ ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรก็ก้าวหน้าเชื่องช้า หากต้องการทรัพยากรบำเพ็ญเพียรก็ต้องไปดิ้นรนต่อสู้แย่งชิงเอาเอง
"เมื่อตัวเข้าไปพัวพันกับกรรม แล้วจิตใจจะสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำเก่าไร้ระลอกคลื่นไปตลอดได้อย่างไร เฮ้อ!
"เจ้าลัทธิใหญ่บนเกาะจินอ๋าวแห่งทะเลตะวันออกกล่าวไว้ว่า การบำเพ็ญเพียรนั้นยุติธรรมที่สุดสำหรับสรรพสัตว์ แต่ในสายตาข้า ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันมันจะไปมีความยุติธรรมได้อย่างไร"
หลี่ผิงอันหัวเราะพลางกล่าว "แค่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ ก็เหนือกว่าสรรพสัตว์กว่าเก้าในสิบส่วนแล้วไม่ใช่หรือครับ"
"ก็จริง" เฉินกงหมิ่นหัวเราะ "พอได้ฟังเจ้าพูดเช่นนี้ จิตวิถีเต๋าของข้าก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก"
หลี่ผิงอันประคองกาสุราขึ้นจิบ หันตัวไปมองม่านฝนที่ตกหยิมๆ นี้
เขาพึมพำ "ความแตกต่างระหว่างบุคคลบนโลกใบนี้มันมากเกินไป คำว่ายุติธรรมสองคำนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนโง่พูดเพ้อเจ้อ"
"ความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือ"
เฉินกงหมิ่นยิ้มบางๆ
"คำพูดของเจ้านี่แปลกใหม่ดีนะ เป็นเช่นนั้นจริงๆ"
"เรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับท่านและข้าหรอกครับ"
หลี่ผิงอันยิ้ม "พวกเราก็เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรตัวเล็กๆ พยายามฝึกตนเป็นเซียนแสวงหามรรควิถีให้ได้ก่อนค่อยว่ากันเรื่องอื่น หยวนเซียนก็เป็นเพียงผู้ที่พอจะยืนหยัดบนฟ้าดินนี้ได้ก็เท่านั้น ดูแลตัวเองให้ดีก็พอแล้วครับ"
เฉินกงหมิ่นยิ้มพยักหน้า แล้วถามอีกว่า "ผิงอัน เจ้าเตรียมตัวจะจากไปเมื่อใด"
"น่าจะภายในสองวันนี้แหละครับ"
หลี่ผิงอันกล่าว
"หากทางฝั่งทะเลตะวันออกยังสู้รบกันอยู่ ก็จะพยายามอ้อมไปทางทิศตะวันตก ให้ผู้ดูแลเวยเหยียนจื่อพาข้าไป วันเดียวก็สามารถกลับถึงสำนักได้ครับ"
"ต้องให้ข้าเขียนจดหมายตอบกลับให้เจ้าไหม"
นักพรตเฉินหัวเราะร่วน "ก็เขียนไปว่า จดหมายจากสำนักข้าได้รับแล้ว ศิษย์ผู้นี้ยอดเยี่ยมมาก สามารถเข้าบำเพ็ญเพียรในสำนักฝ่ายนอกได้ ฮ่าๆ! ผู้อาวุโสฝ่ายนอกร้อยทั้งแปดสิบต้องบินมาอัดข้าสักตั้งแน่!"
ใครจะคาดคิดว่าหลี่ผิงอันกลับพูดด้วยสีหน้าจริงจัง "ท่านต้องให้จดหมายข้าสักฉบับจริงๆ ครับ ก็เขียนตามที่ท่านเพิ่งพูดไปนั่นแหละ ส่วนเรื่องศิษย์ผู้นี้ยอดเยี่ยมมาก ไม่ต้องเขียนลงไปหรอกครับ"
นักพรตเฉินชะงัก "เมื่อครู่แค่พูดล้อเล่นน่ะ"
หลี่ผิงอันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "พวกเราทำอะไรก็ต้องรอบคอบรัดกุมไว้ก่อน จะได้ไม่ให้คนอื่นมาจับผิดได้ครับ" นักพรตเฉินเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ "บิดาของเจ้าได้กราบปรมาจารย์ในสำนักเป็นอาจารย์แล้ว เหตุใดต้องระมัดระวังตัวถึงเพียงนี้"
"รอบคอบไว้หน่อยย่อมดีกว่าครับ"
หลี่ผิงอันกล่าวเสียงเบา
"ตอนนี้ท่านพ่อของข้าเพียงแค่ใกล้จะเลื่อนขั้นเป็นเซียน ไม่ใช่ว่าบรรลุถึงขั้นเทียนเซียนแล้ว วาสนาทั้งหมดที่สองพ่อลูกเราได้รับในสำนัก ล้วนมาจากรางวัลที่ท่านปรมาจารย์ประทานให้ ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นเพียงน้ำไร้ต้นสาย ไม่สามารถอยู่ได้ยืนยาว
"กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ท่านพ่อของข้าได้อำนาจบารมีมาเพราะอาจารย์ หากวันหน้าสูญเสียอำนาจ ย่อมต้องมีผู้ที่ริษยาแค้นเคืองลงมือคิดบัญชีกับสองพ่อลูกเราแน่
"ดังนั้น ทุกเรื่องต้องไม่ปล่อยให้ตกเป็นขี้ปากคนอื่น ถึงจะลดความกังวลในภายหลังลงได้บ้าง
"วันหน้าหากท่านพ่อของข้าเจริญก้าวหน้า ทะลวงขั้นเจินเซียน บรรลุขั้นเทียนเซียน สองพ่อลูกเราถึงจะถือว่ายืนหยัดในสำนักได้อย่างมั่นคง
"การที่ข้าอยากหาเทียนเซียนหรือเจินเซียนในสำนักเพื่อกราบเป็นอาจารย์มาตลอด ความจริงก็มีข้อพิจารณาในด้านนี้ด้วยเช่นกัน"
เฉินกงหมิ่นครุ่นคิดเล็กน้อย พยักหน้าช้าๆ "เจ้าคิดเช่นนี้ก็ถูกแล้ว รากฐานของพ่อลูกพวกเจ้ายังตื้นเขินนัก หากมีคำพูดใดทำให้ปรมาจารย์ไม่พอใจ สถานการณ์ก็จะพลิกผันทันที... กลับมาค่อยกินต่อ! ข้าจะไปเขียนจดหมายตอบกลับให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ!"
"ขอบคุณครับนักพรต"
"โธ่เอ๊ย ตอนนี้ก็เป็นศิษย์สำนักเดียวกันแล้ว วันหน้าเจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่สักคำ ก็ทำเอาหน้าข้าบานเท่ากระด้งแล้ว!"
เฉินกงหมิ่นสะบัดแขนเสื้อ รีบเร่งเดินเข้าไปในห้อง
ส่วนหลี่ผิงอันก็นั่งกลับลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ ฉีกเนื้อกระต่าย จิบสุราเซียน แล้วเหม่อลอยมองม่านฝนต่อไป
ไม่นานนักพรตเฉินก็โยนหยกสื่อสารชิ้นหนึ่งให้หลี่ผิงอัน
หลี่ผิงอันเพิ่งจะเอ่ยปากขอบคุณ จิตวิถีเต๋ากลับเกิดความรู้สึกใจสั่นวูบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
เป็นความใจสั่นราวกับมีอันตรายถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน
วืด วืดวืด! หลี่ผิงอันรีบล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ กระชากถุงหอมเก็บของที่แยกเก็บป้ายหวนคืนสำนักหมื่นเมฆาไว้ต่างหากออกจากเกราะอ่อนด้านในทันที
ถุงหอมใบนี้กำลังสั่นอย่างรุนแรง บนนั้นมีลวดลายสีทองกะพริบวาบ นี่คืออาคมต้องห้ามที่สลักไว้บนของวิเศษ
อาคมต้องห้ามเหล่านี้ดูเหมือนจะกำลังหลอมละลายอย่างรวดเร็ว! หลี่ผิงอันโยนถุงหอมใบนี้ขึ้นไปกลางอากาศโดยตรง รอบกายสว่างวาบด้วยแสงวิเศษคุ้มกันหลายสาย เขาคว้าตัวเฉินกงหมิ่นมาคุ้มครองไว้ด้านหลังอย่างฉับไว แล้วถอยร่นร่างไปอย่างรวดเร็ว
เพล้ง! ของวิเศษถุงหอมแตกกระจายโดยตรง ป้ายหยกรูปเหรียญมีดนั้นลอยอยู่กลางอากาศ แสงที่สาดส่องออกมาจากบนนั้นพุ่งตรงขึ้นสู่ชั้นฟ้า! พลังวิญญาณรวมตัวกันอย่างฉับพลัน ปรากฏน้ำวนสายหนึ่งล้อมรอบเสาแสง สายฟ้าหลายสายแลบแปลบปลาบตัดกัน
หลี่ผิงอันและเฉินกงหมิ่นถอยออกมานอกอารามเต๋าแล้ว
ในตอนนั้นเอง! สายฟ้าสีครามสายหนึ่งผ่าลงมาจากใจกลางน้ำวน เชื่อมต่อกับป้ายหวนคืนสำนักหมื่นเมฆาที่ลอยอยู่กลางอากาศ ร่างอรชรสายหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากด้านหลังสายฟ้าโดยตรง!
นิมิตประหลาดทั่วทุกสารทิศแตกสลายไปอย่างรวดเร็ว
หลี่ผิงอันและเฉินกงหมิ่นสบตากัน เฉินกงหมิ่นกำลังจะพุ่งเข้าไปช่วยคนทันที แต่กลับถูกหลี่ผิงอันยื่นมือมาดึงไว้
"ผิงอัน! เป็นเซียนของสำนักหมื่นเมฆาเรา! ในมือของนางก็มีป้ายหวนคืนสำนักชิ้นหนึ่งเช่นกัน!"
"อย่าเข้าไปครับ พลังเซียนในร่างของนางอาจสูญเสียการควบคุมได้ตลอดเวลา... ผู้ดูแลเวยเหยียนจื่อ! เลิกอ่านหนังสือได้แล้ว!"
หลี่ผิงอันหันหน้าไปตะโกนก้อง "รีบมาช่วยคนเร็วเข้า!"
"มาแล้วๆ! นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!"
ร่างของเวยเหยียนจื่อบินทะยานมาจากภูเขาด้านหลัง เขารีบเก็บสมุดภาพในมืออย่างเร่งรีบ ใบหน้าที่แดงก่ำกลับมาเป็นสีหน้าปกติอย่างรวดเร็ว
...
ครู่ต่อมา
ภายในอารามเต๋าของนักพรตเฉิน
หลี่ผิงอันขมวดคิ้วยืนอยู่ข้างเตียง ใกล้มือมีขวดโหลวางเรียงรายอยู่
เวยเหยียนจื่อกับเฉินกงหมิ่น คนหนึ่งวางค่ายกลอยู่ด้านนอก อีกคนยืนมองอยู่ด้านหลังด้วยความเป็นห่วง
บนเตียงมีหญิงสาวผู้หนึ่งนอนอยู่
ใบหน้าของนางดูค่อนข้างอ่อนเยาว์ ระดับการบำเพ็ญเพียรคล้ายจะเป็นเจินเซียน และคล้ายจะสูงกว่าเจินเซียน... เรื่องนี้สำหรับหลี่ผิงอันในตอนนี้ถือว่าสูงเกินไปจริงๆ จึงไม่อาจตัดสินได้แน่ชัด
คงจะประมาณครึ่งก้าวสู่เทียนเซียนกระมัง เซียนหญิงผู้นี้ใบหน้าซีดเผือด เส้นผมยาวที่เดิมทีเกล้าเป็นมวยงูวิญญาณสยายออก บนร่างที่ค่อนข้างผอมบางมีบาดแผลน่ากลัวอยู่หลายแห่ง
โชคดีที่หลี่ผิงอันพกยาทิพย์เซียนติดตัวมาค่อนข้างมาก มียาทิพย์เซียนบางชนิดที่แม้แต่เทียนเซียนก็สามารถใช้รักษาอาการบาดเจ็บได้ ยามนี้ได้ป้อนให้เซียนหญิงผู้นี้กินลงไปแล้ว
การใช้สัมผัสวิญญาณขั้นหนิงกวงไปตรวจสอบร่างเซียนของเจินเซียน นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการหาเรื่องใส่ตัว
หลี่ผิงอันไม่ได้ลองสุ่มสี่สุ่มห้า หลังจากป้อนยาให้นางแล้ว ก็เพียงแค่สังเกตสีหน้าท่าทางของนาง และสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายรอบตัวนาง
หัวคิ้วของเซียนหญิงขมวดเข้าหากันเบาๆ ริมฝีปากที่แห้งผากนั้นขยับเปิดปิดเล็กน้อย
หลี่ผิงอันรีบกล่าวทันที "ข้าคือหลี่ผิงอัน ศิษย์สำนักหมื่นเมฆา เป็นสหายที่สนิทสนมกับมู่หนิงหนิง ศิษย์ของชิงซวี่ ขอผู้อาวุโสโปรดวางใจพักฟื้น ผู้อาวุโสใช้ป้ายหวนคืนสำนักหมื่นเมฆา จึงถูกเคลื่อนย้ายมายังป้ายหวนคืนสำนักหมื่นเมฆาในมือของข้าครับ"
หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นของเซียนหญิงค่อยๆ คลายลง น่าจะเป็นเพราะได้ยินชื่อที่คุ้นเคย
เฉินกงหมิ่นถาม "ผิงอัน เจ้ารู้จักหรือ"
หลี่ผิงอันกล่าว "นี่น่าจะเป็นเจินเซียนของยอดเขาเมฆาสายรุ้ง ฉายาเต๋าคือชิงซู่ครับ"
ความจริงแล้วหลี่ผิงอันก็แค่เคยฟังศิษย์น้องมู่พูดถึง ว่าชิงซู่ผู้เป็นอาจารย์ป้าของนางนั้นเป็นผู้คลั่งไคล้ในมรรควิถี บำเพ็ญวิถีจิตพิสุทธิ์ บนหน้าผากมีรอยประทับรูปดอกบัว ถูกขนานนามว่าเป็นเซียนอันดับหนึ่งในรอบพันปีของยอดเขาเมฆาสายรุ้ง บำเพ็ญเพียรเพียงสามร้อยกว่าปีก็มีความหวังที่จะทะลวงสู่ขั้นเทียนเซียนได้
เซียนหญิงผู้นี้ถือป้ายหวนคืนสำนักหมื่นเมฆา ย่อมต้องเป็นคนที่สำนักให้ความสำคัญ ระดับการบำเพ็ญเพียรก็ตรงกัน กลิ่นอายเต๋าไม่มีสิ่งเจือปนแม้แต่น้อยก็สอดคล้องกับลักษณะของวิถีจิตพิสุทธิ์...
ที่เขาเดาน่าจะถูกต้องแปดเก้าส่วนแล้ว
เวยเหยียนจื่อวางค่ายกลเสร็จก็รีบเร่งเข้ามา "ผิงอัน! ข้าตรวจสอบหมดแล้ว! รัศมีหลายร้อยลี้ชั่วคราวยังไม่มีอะไรผิดปกติ! นางเป็นอย่างไรบ้าง"
หลี่ผิงอันกล่าว "ท่านผู้ดูแล ลองมาดูอาการบาดเจ็บของเซียนผู้นี้สิครับ"
"ข้าจะลองดู!"
เวยเหยียนจื่อเดินเข้ามาใกล้ ชี้ปลายนิ้วไปทางเซียนหญิงจากระยะไกล จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก
"หยวนเสินแทบจะแตกซ่าน ร่างเซียนได้รับบาดเจ็บหลายสิบแห่ง อาการบาดเจ็บนี้เอาถึงตายได้เลย...
"แต่นางน่าจะใช้วิชาลับบางอย่าง หรือไม่ก็ของวิเศษล้ำค่าอะไรสักอย่าง ในหยวนเสินของนางมีพลังเซียนประหลาดสายหนึ่ง ทำให้หยวนเสินที่อยู่บนเส้นด้ายแห่งการแตกซ่านยังคงรักษาสภาพไว้ได้อย่างฝืนทน
"อาการบาดเจ็บของร่างเซียนใช้ยาทิพย์รักษาได้ ปัญหาหลักตอนนี้อยู่ที่หยวนเสินของนาง หากนางมีจิตใจที่ไม่เข้มแข็งพอ ก็จะเกิดปัญหาได้ง่ายมาก"
เฉินกงหมิ่นถามขึ้นว่า "ข้าไปรายงานสำนักดีหรือไม่!"
"ไม่ได้นะครับนักพรต"
หลี่ผิงอันขมวดคิ้วเล็กน้อย "เรื่องนี้มีเงื่อนงำ ป้ายหวนคืนสำนักหมื่นเมฆาน่าจะส่งผู้ใช้กลับไปที่สำนักถึงจะถูก เหตุใดถึงมาโผล่ที่ข้าได้ล่ะครับ"
เวยเหยียนจื่อกล่าว "พอเจ้าพูดขึ้นมาก็จริงด้วย เว้นเสียแต่ว่า เส้นทางกลับสำนักจะถูกคนร่ายเวทปิดกั้นเอาไว้"
"มี... ค่ายกล... ขวาง..."
เซียนหญิงผู้นั้นอ้าปากเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาอย่างยิ่ง
"ไม่ต้อง... สนใจข้า... จาก... ไป... ก็พอ..."
ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสามสบตากัน
เฉินกงหมิ่นกล่าวเสียงต่ำ "หากเห็นศิษย์ร่วมสำนักตกอยู่ในอันตรายแล้วไม่ช่วย จิตวิถีเต๋าจะสงบสุขได้อย่างไร"
เวยเหยียนจื่อตาเป็นประกาย "หากสามารถคุ้มครองนางกลับสำนักได้ ย่อมเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่"
หลี่ผิงอันหยิบแผนที่ที่ตนหาซื้อมาจากในสำนักออกมา กางออกเพื่อพิจารณาอย่างละเอียด หวังจะหาเส้นทางหลบหนีฉุกเฉินสักสองสามเส้นทาง







