การจะยับยั้งไม่ให้จัดการประชุมหน้างานได้นั้นมีเพียงวิธีเดียว นั่นคือสวีซินคุนต้องเป็นคนไปร้องขอถอนเอกสารรายงานจากกรมเครื่องจักรกลด้วยตัวเอง พร้อมชี้แจงว่าเนื้อหาบางส่วนในเอกสารไม่ตรงตามความเป็นจริง ต้องนำกลับมาแก้ไขแล้วค่อยส่งไปใหม่ ซึ่งระยะเวลาในการแก้ไขก็สามารถเตะถ่วงให้ยืดเยื้อออกไปได้ยาวนาน จนกว่าทุกคนจะแสร้งทำเป็นลืมเรื่องนี้กันไปหมด แล้วปล่อยให้มันเงียบหายไปเองในที่สุด
นอกจากสวีซินคุนแล้ว คนอื่นไม่มีสิทธิ์ไปขอถอนเอกสารฉบับนี้กลับมาได้เลย ขืนทำไปก็มีแต่จะหาเรื่องใส่ตัว อย่างเฮ่อหย่งซิน หากเขาไปแจ้งกับกรมมณฑลว่าเอกสารฉบับนี้ไม่เป็นความจริง ทางกรมมณฑลก็จะต้องตั้งคำถามกลับมาว่า ในเมื่อสวีซินคุนบอกว่าทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่คุณกลับบอกว่ายังไม่เรียบร้อย ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? คุณเป็นผู้อำนวยการโรงงาน มีหน้าที่รับผิดชอบงานฝ่ายผลิต ทำไมแผนงานแค่นี้ถึงใช้เวลาครึ่งค่อนปีแล้วยังทำไม่เสร็จอีกล่ะ?
เฮ่อหย่งซินไม่มีทางตอบคำถามเหล่านี้ได้เลย เรื่องพรรค์นี้ถ้าต่างคนต่างเงียบไว้ก็คงไม่เป็นไร แต่ในเมื่อสวีซินคุนเป็นคนเปิดประเด็นขึ้นมาแล้ว หากเขาไปขัดคอ ผู้ใหญ่ในกรมมณฑลจะไม่มองเขาในแง่ลบได้อย่างไร?
ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้กลับกลายเป็นว่า คนเพียงคนเดียวที่จะช่วยไม่ให้เรื่องราวย่ำแย่ลงไปกว่าเดิมได้ ดันเป็นคนที่ตั้งใจผลักดันเรื่องนี้อย่างสุดกำลัง มิหนำซ้ำทางฝั่งกรมมณฑลยังมีสายของสวีซินคุนคอยช่วยโหมกระพือไฟอยู่อีก เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องการจัดประชุมหน้างานจึงไม่อาจพลิกโผได้อีกต่อไป สายโทรศัพท์จากรัฐวิสาหกิจเพื่อนบ้านต่างโทรเข้ามาที่โต๊ะทำงานของเฮ่อหย่งซินสายแล้วสายเล่า ล้วนแต่โทรมาแสดงความยินดี อิจฉาตาร้อน ไปจนถึงพูดจาถากถาง ทุกคนต่างปักใจเชื่อว่าเรื่องนี้เฮ่อหย่งซินคงอยากจะทำตัวเด่น และดูท่าทางก็น่าจะได้เด่นสมใจอยากจริงๆ ในช่วงเวลาที่กรมมณฑลกำลังกลัดกลุ้มเพราะหาองค์กรต้นแบบไม่ได้ โรงงานซินหมินก็เข้ามากู้สถานการณ์ได้ทันท่วงที งานนี้เฮ่อหย่งซินคงได้รับคำชมเชยจากอธิบดีเป็นแน่
มีเพียงเฮ่อหย่งซินเท่านั้นที่รู้ซึ้งถึงคำว่าความกดดันอันหนักอึ้ง นับตั้งแต่ได้รับข่าว ใบหน้าของเขาก็บึ้งตึงทะมึนทึงมาโดยตลอด มองใครก็ดูเหมือนเป็นกบฏไปเสียหมด
“เหล่าเฮ่อ คุณว่าสวีซินคุนบ้าไปแล้วหรือเปล่า? เล่นละครฉากนี้ขึ้นมา ไม่กลัวว่าตัวเองจะซวยไปด้วยหรือไง?” ไต้เซิ่งหัวแอบปรึกษาหารือกับเฮ่อหย่งซินเป็นการส่วนตัว
“ใครจะไปรู้ล่ะ” เฮ่อหย่งซินถอนหายใจ “เขาพูดซะใหญ่โตขนาดนั้น ผมอยากจะหาทางลงให้ก็ยังยาก อธิบดีหลี่ไม่ใช่คนที่จะตบตาได้ง่ายๆ เรื่องไหนจริงเรื่องไหนเท็จ มีหรือจะเล็ดลอดสายตาเขาไปได้”
“เรื่องนี้ต้องมีคนออกมารับผิดชอบนะ” ไต้เซิ่งหัวเอ่ยเตือน
เฮ่อหย่งซินตอบ “คนรับผิดชอบโดยตรงก็ต้องเป็นเถาอวี่อยู่แล้ว ในรายงานการประชุมเดือนมีนาคมก็ระบุไว้ชัดเจน เขาหนีความรับผิดชอบไม่พ้นหรอก ถ้าถึงที่สุดแล้วจริงๆ ก็คงต้องย้ายเขาไปเป็นผู้จัดการบริษัทจัดหางานแทน ส่วนตำแหน่งหัวหน้าแผนกผลิตยังไงก็ต้องโดนปลดแน่ๆ”
“น่าเสียดายนะ หลายปีมานี้เหล่าเถาก็คอยรับใช้เป็นลูกมือ คอยจัดการเรื่องต่างๆ ไปตั้งไม่น้อย” ไต้เซิ่งหัวพูดด้วยความรู้สึกเศร้าใจที่เห็นเพื่อนร่วมชะตากรรมต้องมาตกที่นั่งลำบาก
เฮ่อหย่งซินพูดด้วยความเจ็บใจ “เจ้านั่นมันหลงกลสวีซินคุนเข้าให้แล้ว ตอนที่สวีซินคุนไปถามความคืบหน้า เขาไม่รู้ว่าเป็นหลุมพราง ก็เลยตอบพล่อยๆ ไปว่าจัดการเสร็จแล้ว พอสวีซินคุนส่งเอกสารรายงานขึ้นไปเบื้องบน ก็เท่ากับเป็นการมัดตัวว่าเรื่องนี้ทำเสร็จแล้วจริงๆ ถึงเขาอยากจะพลิกลิ้นก็พลิกไม่ได้แล้ว”
“นอกจากเถาอวี่แล้ว ทางฝั่งผู้บริหารล่ะครับ?” ไต้เซิ่งหัวถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ผู้บริหารโรงงานที่มีคุณสมบัติพอจะออกมารับเคราะห์กรรมในครั้งนี้มีอยู่ไม่พ้นสามคน หนึ่งคือตัวสวีซินคุนเอง สองคือเฮ่อหย่งซิน และสามก็คือเขา ไต้เซิ่งหัว ในฐานะที่เขาเป็นรองผู้อำนวยการโรงงานที่ดูแลฝ่ายผลิต การต้องออกมารับหน้าเสื่อรับผิดชอบจึงดูสมเหตุสมผลที่สุด
เฮ่อหย่งซินตบไหล่ไต้เซิ่งหัวเบาๆ แล้วพูดว่า “วางใจเถอะ เรื่องคราวนี้ยังไงก็ไม่ตกถึงคราวคุณต้องมารับผิดชอบหรอก นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องการบกพร่องต่อหน้าที่ธรรมดาๆ แต่เป็นการหลอกลวงเบื้องบนเพื่อเอาความดีความชอบ พอผู้บริหารโรงงานอื่นมาถึง คนที่ต้องเสียหน้าไม่ได้มีแค่โรงงานซินหมินของเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมมณฑลด้วย เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ มีแค่ผมหรือไม่ก็สวีซินคุนเท่านั้นแหละที่จะเป็นคนรับผิดชอบได้ สวีซินคุนคงวางแผนมาอย่างดี กะจะให้ผมเป็นแพะรับบาปน่ะสิ แต่ผมไม่ได้โง่ขนาดนั้นหรอก ถึงเวลาเมื่อไหร่ พอทุกคนพูดความจริงต่อหน้าผู้ใหญ่ในกรมมณฑล ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเบื้องบนจะโยนความผิดให้ใคร”
“นั่นน่ะสิ!” ไต้เซิ่งหัวพอได้ยินว่าเฮ่อหย่งซินไม่ได้กะจะให้ตนเป็นแพะรับบาปก็โล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง เขารีบเออออห่อหมกทันที “สวีซินคุนไม่ประสีประสาเรื่องงานผลิต เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้น เรื่องตลกพรรค์นี้ก็เกิดขึ้นเพราะความอ่อนหัดของเขานั่นแหละ อย่างน้อยที่สุด เขายังไม่เคยเห็นหน้าตาแผนงานที่เถาอวี่พูดถึงด้วยซ้ำ แต่กลับกล้าเขียนเอกสารรายงานความดีความชอบส่งไปให้กรมมณฑล ถ้าไม่เรียกว่าไม่รู้เรื่องแล้วจะให้เรียกว่าอะไร เหล่าเฮ่อ คุณก็เป็นคนเก่าคนแก่ในระบบของเรา ผมเชื่อว่าถึงเวลาทุกคนจะต้องออกหน้าพูดแทนคุณแน่ครับ”
เฮ่อหย่งซินพูดขึ้นว่า “ผมว่าสวีซินคุนคงจะเลอะเลือนไปแล้ว ถึงคิดจะใช้วิธีนี้มาล้มผม ถึงแม้ว่าตอนนี้เบื้องบนจะส่งเสริมระบบผู้อำนวยการโรงงานเป็นผู้รับผิดชอบภายใต้การนำของคณะกรรมการพรรค แต่โรงงานเราก็ยังไม่ได้นำระบบนี้มาใช้ไม่ใช่หรือไง? เรื่องงานผลิต สวีซินคุนก็ยังต้องเข้ามาก้าวก่ายอยู่ดี ความรับผิดชอบครั้งนี้ เขาหนีไม่พ้นหรอก”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราต้องเตรียมรับมืออะไรไว้บ้างไหมครับ?” ไต้เซิ่งหัวถามต่อ
“แน่นอนว่าต้องเตรียม” เฮ่อหย่งซินตอบ “ผมสั่งเถาอวี่ไปแล้ว ให้เขารีบปั่นเอกสารขึ้นมาสักฉบับ เอาแค่พอถูไถไปได้ก็พอ แล้วผมก็บอกให้เขาเตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ ให้ยอมรับผิดต่อหน้าผู้ใหญ่ในกรมมณฑลไปก่อน แล้วเสนอตัวขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าแผนกผลิตเอง ผมให้คำมั่นสัญญากับเขาไปแล้วว่า ขอเพียงแค่สวีซินคุนไสหัวไปให้พ้น อีกหนึ่งปีให้หลัง ผมจะดึงเขากลับมาดำรงตำแหน่งเดิมแน่”
“เหล่าเฮ่อ คุณนี่เก๋าเกมจริงๆ สวีซินคุนริอ่านจะมาเล่นเล่ห์เหลี่ยมกับคุณ ฝีมือยังห่างชั้นกันเยอะ” ไต้เซิ่งหัวหัวเราะพลางประจบสอพลอ
เฮ่อหย่งซินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เขาเรียกว่ามังกรพลัดถิ่นไม่อาจข่มงูเจ้าถิ่นน่ะ ได้ยินมาว่าสวีซินคุนคนนี้ตอนอยู่ในกองทัพก็มีฝีมืออยู่พอตัว แต่พอลงมาอยู่หน่วยงานท้องถิ่นแล้ว มันก็ไม่ใช่ที่ที่เขาจะมาทำอะไรตามอำเภอใจได้หรอก”
เวลาหลายวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งฝ่ายเฮ่อหย่งซินและสวีซินคุนต่างก็กำลังเตรียมการ รอคอยช่วงเวลาที่ความจริงจะปรากฏ คนงานทั่วไปในโรงงานไม่รู้เรื่องรู้ราวถึงความขัดแย้งลับหลังของผู้บริหาร พวกเขารู้แค่เพียงว่าสัปดาห์หน้าทางโรงงานจะมีกิจกรรมสำคัญ แต่ละโรงปฏิบัติงานได้เกณฑ์คนมาร่วมกันทำความสะอาดครั้งใหญ่ทั่วทั้งบริเวณโรงงาน ขยะเก่าเก็บจำนวนมากในโรงปฏิบัติงานถูกขนย้ายออกไปอย่างเร่งด่วน เครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ล้วนถูกเช็ดถูด้วยผ้าชุบน้ำมันจนดูเงาวับจับตา ดูมีเค้าลางเหมือนว่าได้ผ่านการบริหารคุณภาพโดยรวมมาบ้างแล้วจริงๆ
ภารกิจของเฝิงเซี่ยวเฉินที่โรงงานซินหมินเสร็จสมบูรณ์แล้ว วาล์วไฮดรอลิกตัวใหม่ทั้งสองตัวถูกสร้างเสร็จเรียบร้อยและกำลังจะถูกจัดส่งไปยังหลินจ้ง เฝิงเซี่ยวเฉินหาข้ออ้างข้างๆ คูๆ เพื่อรั้งอยู่ตื้อที่โรงงานซินหมินต่อไป โดยมีจุดประสงค์หลักคือเพื่อคอยช่วยกู้สถานการณ์ให้สวีซินคุน ทว่าเขาไม่สามารถพักอยู่ที่เรือนรับรองของโรงงานได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่ว่าโรงงานซินหมินจะไล่ตะเพิดเขา แต่เป็นเพราะต้องเคลียร์พื้นที่เรือนรับรองไว้สำหรับต้อนรับผู้ใหญ่จากกรมมณฑลและผู้บริหารจากรัฐวิสาหกิจเพื่อนบ้าน เฝิงเซี่ยวเฉินจึงถูกจัดแจงให้ย้ายไปพักที่เรือนรับรองของหน่วยงานรัฐประจำอำเภอแทน โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดทางโรงงานซินหมินยังคงเป็นผู้รับผิดชอบอยู่ ตามคำพูดของไต้เซิ่งหัวก็คือ โรงงานใหญ่โตขนาดนี้ ไม่ได้เดือดร้อนกับเงินแค่นี้หรอก แกอยากจะหน้าด้านอยู่ต่อก็อยู่ไปเถอะ
วันจันทร์ ฟ้าฝนไม่เป็นใจนัก มีฝนตกลงมาปรอยๆ
ช่วงบ่ายสามโมงกว่า รถเก๋งยี่ห้อโวลก้าหนึ่งคันและรถจี๊ปที่ผลิตในประเทศอีกสองคันก็ขับเรียงแถวเข้ามาในบริเวณโรงงานซินหมิน ก่อนจะจอดเทียบหน้าอาคารสำนักงานของโรงงาน ประตูรถเปิดออก หลี่ฮุ่ยตง อธิบดีกรมเครื่องจักรกล พร้อมด้วยไช่เต๋อหมิงและหูอวิ้นสือ ผู้เป็นรองอธิบดี ตลอดจนผู้อำนวยการกองและรองผู้อำนวยการกองจากกรมมณฑลอีกหลายคนทยอยก้าวลงจากรถ สวีซินคุน เฮ่อหย่งซิน และบรรดาผู้บริหารฝ่ายบริหารที่ยืนรออยู่ในอาคารสำนักงานมาแต่แรกแล้วรีบกางร่มเดินเข้าไปต้อนรับ พวกเขาพาเหล่าผู้หลักผู้ใหญ่เข้าไปในอาคารสำนักงานก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นถึงค่อยเริ่มจับมือทักทายปราศรัยกันตามลำดับขั้นตำแหน่ง
“ผอ.เฮ่อ พวกคุณทำผลงานได้ดีมากเลยนะ”
หลังจากจับมือทักทายกับสวีซินคุนเสร็จ หลี่ฮุ่ยตงก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฮ่อหย่งซิน เขาจับมือกับอีกฝ่ายพลางเอ่ยปากชมเชย
“อธิบดีหลี่ชมเกินไปแล้วครับ พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ” เฮ่อหย่งซินตอบกลับไป หากเป็นเมื่อก่อน การพูดเช่นนี้คงเป็นเพียงการถ่อมตน ทว่าในเวลานี้ คำพูดของเขากลับแฝงไปด้วยความสัตย์จริงจากก้นบึ้งหัวใจ เขาอยากจะถลาเข้าไปกอดขาหลี่ฮุ่ยตงแล้วร้องบอกว่า อธิบดีครับ พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ พวกเราถูกตาแก่สวีซินคุนนั่นเล่นงานเข้าให้แล้วต่างหาก
“การบริหารคุณภาพโดยรวม ถือเป็นงานสำคัญที่คณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติผลักดันในปีนี้ ภายในระบบของกรมเครื่องจักรกล โรงงานซินหมินถือเป็นแนวหน้าในด้านนี้ นี่ก็ต้องยกความดีความชอบให้ผอ.เฮ่อแล้วล่ะ” หลี่ฮุ่ยตงเอ่ยชมอย่างไม่เสียดายน้ำลายเลยสักนิด โดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าสวีซินคุนก็ยืนอยู่ข้างๆ คนในแวดวงเดียวกันใครบ้างจะไม่รู้ว่าสวีซินคุนไม่ประสีประสาเรื่องงานผลิต เฮ่อหย่งซินต่างหากที่เป็นตัวจริงเสียงจริง การที่โรงงานซินหมินสามารถผลักดันการบริหารคุณภาพโดยรวมจนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ ถ้าไม่ใช่ผลงานของเฮ่อหย่งซินแล้วจะเป็นของใครไปได้อีกล่ะ?
“เหล่าหลี่ คุณพูดแบบนี้ก็ดูจะยึดติดกับระบบราชการไปหน่อยนะ” รองอธิบดีหูอวิ้นสือพูดแทรกขึ้นมา “ผมได้ยินมาว่าหลังจากที่เลขาฯ สวีมารับตำแหน่งที่โรงงานซินหมิน เขาก็กระตือรือร้นผลักดันงานบริหารอย่างเต็มที่ ถึงแม้ตัวเขาจะเป็นแค่น้องใหม่ในสมรภูมิอุตสาหกรรม แต่ก็เข้มงวดกับตัวเองตามมาตรฐานของทหารผ่านศึกมาโดยตลอด ผมลองถามเหล่าเฮ่อดูแล้ว เขาบอกว่าการผลักดันการบริหารคุณภาพโดยรวมของโรงงานซินหมินในครั้งนี้ คนที่รับผิดชอบหลักก็คือเลขาฯ สวี เอกสารรายงานที่ส่งไปให้กรมมณฑล เลขาฯ สวีก็เป็นคนลงมือเขียนเองกับมือ โดยไม่ยอมให้เลขาหน้าห้องเข้ามาช่วยเลยสักนิด”
หูอวิ้นสือผู้นี้ก็คือเส้นสายที่คอยหนุนหลังเฮ่อหย่งซินในกรมมณฑล ข่าวเรื่องที่กรมมณฑลจะมาจัดการประชุมหน้างานที่โรงงานซินหมิน หูอวิ้นสือก็เป็นคนแรกที่คาบข่าวมาบอกให้เฮ่อหย่งซินรู้ตัวล่วงหน้า ก่อนจะถึงวันนี้ เฮ่อหย่งซินได้สารภาพความจริงกับหูอวิ้นสือไปหมดไส้หมดพุงแล้ว ว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความผิดพลาดที่สวีซินคุนก่อขึ้นมาเองล้วนๆ และสวีซินคุนจะต้องเป็นคนรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว การที่หูอวิ้นสือออกปากชมเชยสวีซินคุนในเวลานี้ ก็เพื่อเป็นการมัดตัวให้เขาดิ้นไม่หลุดนั่นเอง
“อย่างนั้นหรือ?” หลี่ฮุ่ยตงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาหันไปมองสวีซินคุนแล้วถามว่า “เลขาฯ สวี เรื่องนี้คุณเป็นคนรับผิดชอบหลักจริงๆ หรือ?”
“ที่ไหนกันครับ อธิบดีหูชมเกินไปแล้ว” สวีซินคุนรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ทุกคนก็ทราบกันดีว่าผมเป็นทหารเก่า เรื่องอุตสาหกรรมผมมีความรู้น้อยมาก งานผลิตในโรงงานหลักๆ ก็เป็นหน้าที่ของเหล่าเฮ่อและเหล่าไต้ที่คอยดูแล ผมก็แค่คอยควบคุมดูแลในแง่ของหลักการเท่านั้น ส่วนเรื่องเนื้องานจริงๆ ผมไม่รู้เรื่องเลยสักนิดครับ”
“เลขาฯ สวีถ่อมตัวเกินไปแล้วครับ” เฮ่อหย่งซินมีหรือจะยอมให้สวีซินคุนหาทางปัดสวะ เขารีบพูดขึ้นว่า “เลขาฯ สวีเป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียนมากเลยนะครับ เพื่อที่จะผลักดันงานบริหารคุณภาพโดยรวมให้สำเร็จ เขายังอุตส่าห์ไปหาซื้อหนังสือมาศึกษาตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยทางไกลผ่านโทรทัศน์เลยด้วยซ้ำ เอกสารรายงานในครั้งนี้ ทุกตัวอักษรล้วนกลั่นกรองมาจากฝีมือของเลขาฯ สวีเองล้วนๆ พวกเราอยากจะยื่นมือเข้าไปช่วย เขายังไม่ยอมเลยครับ”
“เลขาฯ สวี เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ?” หลี่ฮุ่ยตงหันไปถามเพื่อขอคำยืนยันจากสวีซินคุน
สวีซินคุนก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยท่าทีคล้ายกับเขินอาย ก่อนจะตอบว่า “เรื่องเขียนเอกสารรายงานเป็นเรื่องจริงครับ ผมเห็นว่าผอ.เฮ่อกับคนอื่นๆ ปกติก็มีงานรัดตัวกันอยู่แล้ว ผมเป็นคนว่างงานก็เลยลงมือเขียนเอง อธิบดีหลี่ก็ทราบดีนี่ครับว่าตอนอยู่กองทัพผมทำงานสายการเมือง เรื่องขีดๆ เขียนๆ พวกนี้ก็เลยค่อนข้างจะถนัดอยู่บ้าง”
“อืม การจะเขียนเอกสารรายงานแบบนี้ออกมาได้ดีขนาดนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ” หลี่ฮุ่ยตงพูด เขามองไปรอบๆ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดต่อว่า “ทุกคนอย่ามัวแต่ยืนคุยกันตรงนี้เลย เลขาฯ สวี ผอ.เฮ่อ พวกเราย้ายไปคุยกันต่อที่ห้องประชุมดีไหม?”







