สิบโมงครึ่งช่วงเช้า
บริเวณหน้าประตูมหาวิทยาลัยที่เคยเบียดเสียดจนแทบไม่มีทางเดิน ในที่สุดก็เริ่มโล่งขึ้นมาบ้างแล้ว
เฉียนฮ่าว รองประธานสภานักเรียนนั่งเหม่อลอยอยู่กับที่ พลางมองหน้ากันไปมากับคนอีกสองสามคนด้วยความงุนงง
กลุ่มนักศึกษาที่มา "รับน้อง" พ่วงด้วยการหารายได้พิเศษจากการขายของต่างพากันเกาหัวแกรกๆ และคอยจ้องมองร่างที่เหงื่อท่วมตัวแต่กลับมีรอยยิ้มเต็มใบหน้าซึ่งอยู่ไกลออกไปเป็นระยะ
ดูเหมือนว่าหลังจากที่เฉียนฮ่าวเป็นลมแดดไป พวกเขาก็กลายเป็นคนไร้ความสำคัญไปซะอย่างนั้น...
ไอ้หมอนี่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ ดูเหมือนว่ามันจะจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียวซะงั้น
หมอนี่เป็นใครมาจากไหนกันแน่?
"พี่เฉียน คนนี้ชื่อจางเซิ่ง เหมือนว่าจะเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง..."
"จริงดิ? นักศึกษาปีหนึ่งเนี่ยนะ? นายกำลังจะบอกฉันว่าเขาเป็นเด็กปีหนึ่งงั้นเหรอ?"
"ใช่..."
เฉียนฮ่าวกลืนน้ำลายลงคอ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการลมแดดกำเริบหรือเพราะสาเหตุใด เขารู้สึกเพียงว่าสมองของตัวเองตื้อทื่อจนน่าตกใจ
เขาพักฟื้นมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่หายดีสักที
เด็กปีหนึ่งคนนี้...
ไม่เพียงแต่จะกระตือรือร้นจนเกินพอดี และมีพรสวรรค์ด้านการเข้าสังคมที่น่ากลัวจนเกินไปเท่านั้น เขายังคุ้นเคยกับพ่อค้าแม่ค้าที่มาตั้งแผงขายของชั่วคราวในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี เขาสามารถพูดคุยกับผู้ดูแลร้านแต่ละร้านได้เป็นคุ้งเป็นแคว
แถมเขายังอาสาช่วยเด็กปีหนึ่งต่อราคาของอีกต่างหาก ทั้งที่ดูยังไงก็เป็นแค่เด็กใหม่ที่อายุน้อยกว่าเขาแท้ๆ แต่คำพูดคำจาและการกระทำกลับทำตัวเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่ไม่มีผิด
"พี่เฉียน ของพวกนี้เรายังจะขายอยู่ไหม?"
"ขายสิวะ พวกเรา เอ้ย พวกนายก็ไปรับน้องสิ จะมายืนบื้ออยู่ตรงนี้ทำไม ถ้าไม่เข้าหาแล้วยังหวังจะมีแฟนก่อนเรียนจบอีกเหรอ? ยังคิดจะหาเงินค่าขนมอีกไหม? พวกนายมัวทำบ้าอะไรกันอยู่!"
"งะ...งั้นก็ได้..."
สมาชิกสภานักเรียนหลายคนได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เดิมทีเมื่อคืนนี้วางแผนกันไว้ดิบดีว่า ถ้ารับน้องผู้ชายก็จะขายของใช้ประจำวัน ถ้ารับน้องผู้หญิงก็จะขายของใช้ประจำวันไปด้วย แล้วถือโอกาสดูว่าพอจะมีลู่ทางสละโสดบ้างไหม
เมื่อคืนพวกเขายังตื่นเต้นกันสุดๆ วาดฝันไว้ว่าวันนี้จะเป็นยังไงบ้าง...
แต่ตอนนี้ พอคนเริ่มเยอะ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น จังหวะทุกอย่างก็ดูเหมือนจะรวนไปหมด...
พวกเขาจึงไม่รู้ว่าจะเริ่มจัดการจากตรงไหนดี
และในตอนนั้นเอง...
จางเซิ่งที่เพิ่งรับน้องเสร็จก็มองมาทางนี้ เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะเดินอมยิ้มเข้ามา
"เพื่อนๆ ครับ ท่านนี้คือประธานเฉียนฮ่าว ประธานเฉียนฮ่าวและเพื่อนๆ ของเขาได้เตรียมของขวัญคุณภาพดีราคาถูกไว้ให้พวกเราด้วย เมื่อกี้ผมดูมาแล้ว ของพวกนี้ใช้ดีทีเดียว..."
"เอาล่ะ ต่อไปขอเชิญเฉียนฮ่าวแนะนำเรื่องราวของมหาวิทยาลัยให้พวกคุณฟังหน่อยนะครับ..."
ขณะที่เฉียนฮ่าวและคนอื่นๆ กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดี พวกเขาก็เห็นจางเซิ่งพาคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาหาอีก
เมื่อเฉียนฮ่าวเห็นกลุ่มคนที่กรูเข้ามา เขาก็มองจางเซิ่งด้วยสายตาซาบซึ้งใจ จากนั้นเขากลับพบว่าแทบไม่ต้องเสนอขายอะไร ของก็โดนรุมแย่งซื้อไปจนหมด
หลังจากนั้น เมื่อจางเซิ่งร้องตะโกนเรียกลูกค้า คนก็เริ่มแห่เข้ามามุงมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงไม่นาน ของในมือพวกเขาก็ขายออกจนหมดเกลี้ยง
พอขายของหมด เฉียนฮ่าวก็คิดจะมองหาจางเซิ่ง แต่กลับพบว่าหาตัวเขาในฝูงชนไม่เจอแล้ว
คนคนนี้หายไปไหนกัน?
ทำไมไม่พาเด็กปีหนึ่งมาอีกแล้วล่ะ?
เอ๊ะ?
"เฉียนฮ่าว นายอย่ามัวแต่เหม่อสิ พวกเรามาที่นี่เพื่อรับน้องและแนะนำมหาวิทยาลัยนะ ไม่ได้มาตั้งหน้าตั้งตาขายของอย่างเดียว... ตรงนู้นมีเด็กปีหนึ่งรออยู่ตั้งเยอะ นายจะไม่ไปรับแล้วเหรอ?"
"อ๊ะ ได้ ฉันไป ฉันไปเดี๋ยวนี้แหละ!"
เมื่อได้รับการตักเตือนจากเฉินเมิ่งถิง เฉียนฮ่าวและสมาชิกสภานักเรียนคนอื่นๆ ก็ตื่นจากภวังค์และนึกขึ้นได้ว่างานหลักของพวกเขาในวันนี้คืออะไร จึงรีบพากันไปรับน้องใหม่ต่อทันที
เฉินเมิ่งถิงมองดูเฉียนฮ่าวและคนอื่นๆ ที่กำลังวุ่นวาย
จากนั้นก็หันไปมองจางเซิ่งที่เดินหายเข้าไปในโรงอาหารซึ่งอยู่ไกลออกไป...
วูบหนึ่งเธอรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่ในความฝัน
เที่ยงตรง
ในที่สุดทางฝั่งสภานักเรียนก็จัดการงานจนเกือบเสร็จ
เฉินเมิ่งถิง สมาชิกสภานักเรียน และอาจารย์จากสันนิบาตเยาวชนอีกสองสามท่านต่างถือบัตรอาหารเดินมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร
"ทำไมคนคนนี้ถึงมาตักข้าวที่มหาวิทยาลัยได้ล่ะ?"
เมื่อมาถึงโรงอาหาร เฉียนฮ่าวที่อยู่ข้างๆ เฉินเมิ่งถิงก็ชะงักไป จากนั้นเขาก็มองไปทางซ้ายสุดซึ่งเป็นแถวที่มีคนต่อคิวยาวที่สุดราวกับเห็นผี
เขาเห็นร่างหนึ่งสวมหมวกพ่อครัว ใส่เครื่องแบบและหน้ากากอนามัย กำลังตักกับข้าวให้นักศึกษาทีละคนๆ
เฉินเมิ่งถิงมองตามไปโดยสัญชาตญาณและเธอก็ต้องตัวแข็งทื่อเช่นกัน
เธอพบว่าหมอนี่ที่ชื่อจางเซิ่ง อาศัยจังหวะว่างตอนตักข้าวทักทายกับเพื่อนนักศึกษาไปด้วย
ดูเหมือนเขาจะจำชื่อเด็กปีหนึ่งได้หลายคนเลย...
ไม่สิ!
เขาไม่เพียงแต่จำชื่อเด็กปีหนึ่งได้หลายคนเท่านั้น แม้แต่ชื่อของอาจารย์บางท่านเขาก็ยังจำได้
"ฉันนึกออกแล้วว่าเคยเห็นเขาที่ไหน เมื่อวานเขาคุยกับอาจารย์เฉินจื้อจงที่ฝ่ายกฎหมาย ถึงจะไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกัน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นลูกศิษย์เก่าของอาจารย์เฉิน..."
"อาจารย์เฉิน? อาจารย์เฉินฝ่ายกฎหมายน่ะเหรอ?"
"ใช่!"
"เมื่อวานฉันยังเห็นเขาคุยกับป้าโรงอาหารอยู่เลย เหมือนจะเป็นญาติอะไรสักอย่างของป้าโรงอาหาร..."
"หา? เด็กเส้นโรงอาหารงั้นเหรอ?"
"ก็ไม่น่าใช่นะ พอเธอพูดแบบนี้ ฉันเหมือนจะนึกอะไรออกอีกอย่าง เมื่อวานเขาดูเหมือนจะไปโผล่ที่ร้านขายของใช้ประจำวันในมหาวิทยาลัย แล้วก็เหมือนจะไปที่บริษัทสื่อสารมาหลายแห่งด้วย... ฉันบอกว่าแค่ดูเหมือนนะ อาจจะไม่จริงก็ได้ หรืออาจจะจำผิดไปเอง..."
"นี่มัน..."
สมาชิกสภานักเรียนคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ มองไปที่จางเซิ่งราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงพึมพำกับตัวเอง
จากนั้นสมาชิกอีกสองสามคนที่อยู่ข้างๆ ก็เริ่มพูดขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
เฉินเมิ่งถิงมองไปที่จางเซิ่ง อดไม่ได้ที่จะเริ่มรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเด็กปีหนึ่งผู้ "ดุดัน" คนนี้ขึ้นมานิดหน่อย
ไม่นานนัก เธอก็ต่อคิวมาถึงจุดตักข้าว...
เธอเห็นว่าจางเซิ่งเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อเห็นเธอ
"รุ่นพี่เมิ่งถิง วันนี้เหนื่อยหน่อยนะครับ ดูฝีมือผมนะ เดี๋ยวผมจะตักให้พี่เยอะหน่อย ฮ่าๆ..."
เมื่อเห็นรอยยิ้มอันคุ้นเคยของจางเซิ่ง เฉินเมิ่งถิงก็เผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ทั้งที่ทั้งสองคนเพิ่งรู้จักกันได้แค่สองวัน และเอาเข้าจริงก็เพิ่งเคยเจอกันแค่สองครั้งเท่านั้น แต่กลับมีความรู้สึกเหมือนรู้จักกันมานานอย่างน่าประหลาด
"จางเซิ่ง นายก็เหนื่อยเหมือนกันนะ"
"ฮ่าๆ รับใช้ประชาชน ไม่เหนื่อยเลยครับ ไม่เหนื่อยเลย โย่ รุ่นพี่เฉียนฮ่าว วันนี้ทำงานหนักเลย รับน่องไก่หน่อยไหมครับ เดี๋ยวผมเลือกชิ้นที่เนื้อเยอะๆ ให้..."
"อ๊ะ ขอบใจ ขอบใจนะ"
"ฮ่าๆ เรื่องเล็กน้อยครับ"
เฉียนฮ่าวพยักหน้าตาม คำพูดเพียงไม่กี่คำของจางเซิ่ง ทำให้เขารู้สึกเหนือกว่าคนอื่นอย่างไม่มีเหตุผล ราวกับได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ
ก่อนที่จะถือถาดอาหารไปหาที่นั่งและเริ่มกิน เขาชำเลืองมองเพื่อนนักศึกษาข้างๆ ทั้งที่ขนาดของน่องไก่ก็พอๆ กัน แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดไม่กี่คำของจางเซิ่งที่ทำให้เขาคิดไปเองหรือเปล่า เขาถึงรู้สึกว่าของตัวเองมีเยอะกว่านิดหน่อย แถมน้ำซุปก็เยอะกว่าด้วย ในขณะเดียวกันก็อดคิดไม่ได้ว่า "เด็กปีหนึ่ง" คนนี้น่าคบหาทีเดียว
เมื่อเฉียนฮ่าวกินข้าวเสร็จ ในที่สุดคนในโรงอาหารก็เริ่มเบาบางลง
จางเซิ่งเองก็ถือถาดอาหารตักข้าวและกับข้าวให้ตัวเอง แล้วไปนั่งกินร่วมกับพวกป้าๆ ในโรงอาหาร
"เขาคุยอะไรกับพวกป้าๆ ในโรงอาหารกันแน่? มีเรื่องให้คุยเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?"
เมื่อเห็นจางเซิ่งคุยกับพวกป้าโรงอาหารไม่หยุด เฉียนฮ่าวก็อดสงสัยไม่ได้ จากนั้นก็อาศัยจังหวะตอนเอาถาดไปเก็บ เงี่ยหูฟังอยู่เงียบๆ
จากนั้น...
เขาก็พบว่ามีแต่คำว่า "อนาคต" "การปฏิรูป" "เทคโนโลยี" หรืออะไรทำนองนั้นซึ่งตัวเองฟังไม่ค่อยเข้าใจ
เขาทำหน้าเหวอ
หมอนี่ทำงานอะไรกันแน่?
เป็นนักศึกษาจริงดิ?
ไอ้หมอนี่มันทำธุรกิจเครือข่ายลูกโซ่หรือเปล่าวะ?







