ม้าศึกที่หลี่กวนอีขี่ แม้ไม่อาจเทียบกับม้าดินแดนประจิมและม้าศึกพลทวนเหล็กทูเจวี๋ยได้ แต่ก็เป็นม้าที่ตระกูลเซวียคัดสรรมาอย่างดี กีบม้าที่กระทืบลงมาน่ากลัวยิ่งกว่าหมัดทุ่มสุดตัวของจอมยุทธ์ขั้นแรกเข้าเสียอีก หากกระทืบลงไป ขาทั้งสองข้างของลูกหลานตระกูลขุนศึกผู้นี้คงไม่เหลือ
ทว่าในพริบตานั้น เงาร่างสายหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาวูบผ่านใต้กีบม้า
มือข้างหนึ่งดึงตัวลูกหลานตระกูลขุนศึกที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกออกมา ส่วนมืออีกข้างกำดาบยาวตวัดกวาดอย่างแรง
ม้าศึกตกใจจนร้องลั่น มันถอยร่นไปหลายก้าวและย่ำกีบเท้าไปมาไม่หยุด
ชายผู้นั้นเป็นชายฉกรรจ์อายุราวสามสิบสี่สามสิบห้าปี มีหนวดเคราครึ้ม สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าครึ่งบน เขาเอ่ยเสียงขรึม "อายุแค่นี้ กลับโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้เชียว!"
ลูกหลานตระกูลขุนศึกที่ถูกช่วยออกมายังคงอกสั่นขวัญแขวน ความหวาดกลัวและโกรธแค้นหลังจากรอดพ้นจากความตายมาได้ทำให้เขาตะโกนระบายอารมณ์ออกมา "ฆ่ามันซะ!"
"ข้าจะให้มันตาย ข้าจะให้ครอบครัวมันตายให้หมด!"
"ข้าจะให้ผู้ชายตระกูลมันไปเป็นขอทาน ผู้หญิงตระกูลมันถูกขายเข้าซ่องที่ต่ำต้อยที่สุด!"
"ให้พวกคนพิการชั้นต่ำนับพันคนรุมโทรมมัน!"
นัยน์ตาของหลี่กวนอีสงบนิ่ง ทว่าภายในกลับก่อตัวเป็นพายุอันน่าสะพรึงกลัว
อีกฝ่ายพูดออกมาได้อย่างลื่นไหลเหลือเกิน ต่อให้เป็นคำพูดที่หลุดปากเพราะความโกรธ แต่นั่นก็พิสูจน์ได้ว่าเขาเคยทำเรื่องพรรค์นี้มาก่อน
อย่างน้อยก็เคยเห็นคนอื่นทำ
ชายฉกรรจ์ชักดาบพุ่งเข้าฟาดฟันอย่างไม่ลังเล หลี่กวนอีดึงบังเหียนม้าศึก ม้าคู่กายพลันผงาดขึ้นแล้วกระทืบลงมาอย่างแรง ในเวลาเดียวกัน ดาบหนักที่เอวก็ถูกชักออกจากฝัก การฟาดฟันที่อาศัยพลังจากม้าศึก เดิมทีเป็นกระบวนท่าเอกลักษณ์ของทหารม้าดาบโค้งทองคำเถี่ยเล่อ ทว่ายามนี้กลับถูกเขาใช้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
พลังของดาบนี้ช่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
ทว่าดาบในมือของชายฉกรรจ์กลับชะงัก เผยให้เห็นปราณดาบยาวสามฉื่อพวยพุ่งออกมา
กระบี่หรือดาบยาวทั่วไปล้วนมีคมยาวไม่ถึงสามฉื่อ ยามนี้ปราณดาบสามฉื่อทำให้ดาบศึกในมืออีกฝ่ายกลายเป็นราวกับอาวุธยาวหกเจ็ดฉื่อที่ตวัดกวาดมาอย่างรุนแรง หลี่กวนอีดึงบังเหียน ม้าศึกพลันกระโจนหลบกระบวนท่านี้ ปราณดาบบนคมดาบของอีกฝ่ายตวัดผ่านไป
ต้นไม้รอบด้านสั่นไหว กิ่งไม้ร่วงหล่นลงมาอย่างระเกะระกะ
"ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหอคอยชั้นสอง"
"รวบรวมปราณขั้นสมบูรณ์ ทั้งยังทะลวงชีพจรแล้ว"
หลี่กวนอีจำขอบเขตพลังนี้ได้ นี่คือระดับที่อย่างน้อยก็เป็นผู้กองขั้นแปดในกองทัพชายแดนได้ ผู้กองขั้นแปดวัยสามสิบกว่าปี หากสะสมความดีความชอบและหัวข้าศึกสักหน่อยก็สามารถเลื่อนเป็นขุนนางบู๊ขั้นเจ็ดได้ สำหรับเมืองทั่วไปแล้วถือว่าเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
ลงมือโหดเหี้ยมอำมหิต เป็นทหารที่มาจากด่านชายแดน
ทว่ายามนี้กลับต้องมาเป็นสุนัขรับใช้ให้ลูกหลานตระกูลขุนศึกพวกนี้
ต่อให้ลูกหลานตระกูลขุนศึกพวกนี้จะยังไม่เข้าสู่วิถียุทธ์ก็ตาม
นี่แหละคือผู้มีอำนาจบารมี
คนธรรมดาปกป้องด่านชายแดนเพื่อชาติ เอาชีวิตเข้าแลก พ่วงด้วยพรสวรรค์และรากฐานกระดูกที่ไม่เลว อย่างน้อยก็ต้องอายุยี่สิบปีถึงจะเข้าสู่วิถียุทธ์ จากนั้นก็หล่อหลอมกายา รวบรวมปราณ ทะลวงชีพจร จนกลายเป็นขั้นหอคอยชั้นสองในวัยสามสิบกว่าปี แต่จุดหมายปลายทางสุดท้ายกลับกลายเป็นการทำเรื่องชั่วร้ายรับใช้ตระกูลขุนศึก
ในใจหลี่กวนอีไร้ซึ่งความคิดใดๆ ดาบในมือฟันฉับลงไปอีกครั้ง
อีกฝ่ายกระโจนขึ้นมา ใช้ดาบรับอาวุธของหลี่กวนอีเอาไว้ แล้วเอาไหล่กระแทกเข้าที่กลางอกของเด็กหนุ่ม
พลังปราณที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าสายหนึ่งระเบิดออก
พลังปราณที่ปะทุออกจากการกระแทกด้วยไหล่นี้รุนแรงพอที่จะทำลายหินก้อนยักษ์ให้แหลกละเอียด
เขามีประสบการณ์มาก มือหนึ่งถือดาบกดอาวุธของหลี่กวนอีไว้ แล้วใช้ไหล่กระแทกเพื่อให้หลี่กวนอีรับการโจมตีไปเต็มๆ ทว่าทันใดนั้นเขากลับรู้สึกว่าพลังปราณที่กระแทกออกไปถูกบางสิ่งสลายทิ้ง พลังสองสายปะทะกัน เสื้อผ้าของเด็กหนุ่มฉีกขาด เผยให้เห็นเกราะอ่อนที่สวมอยู่ท่อนบน
เกราะอ่อนพระราชทานตามราชโองการ
ต่อให้เป็นเพียงของที่พระราชทานลงมาส่งๆ ก็ถือว่าเป็นของชั้นเลิศแล้ว
เกราะอ่อนชั้นนี้สามารถสลายพลังปราณได้
หากไม่ใช่เพราะเกราะอ่อนนี้สามารถสลายพลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์ได้ในระดับหนึ่ง
การกระแทกครั้งนี้คงมากพอที่จะชนพยัคฆ์ร้ายให้ตายตก
ร่างกายขั้นหล่อหลอมกายาของหลี่กวนอีก็คงยากจะต้านทานไหวเช่นกัน
ชายฉกรรจ์โหดเหี้ยมและตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขาดึงดาบกลับแล้วฟาดลงบนใบหน้าของหลี่กวนอี หลี่กวนอีราวกับตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ถึงขั้นใช้ฝ่ามือเนื้อหนังมังสาไปรับคมดาบ
ท้ายที่สุดก็เป็นแค่เด็ก
สีหน้าของชายผู้นั้นเย็นชา
คมดาบตวัดลงมา ทว่าปราณดาบกลับสัมผัสได้ถึงความหนืดรั้ง
ราวกับฟันถูกเหล็กกล้า
เขาชะงักไปเล็กน้อย มองเห็นความเด็ดขาดอำมหิตในแววตาของเด็กหนุ่ม
ข้างกายหลี่กวนอี พยัคฆ์ขาวตะปบกรงเล็บ นัยน์ตาของเด็กหนุ่มดูราวกับถูกย้อมด้วยสีทองอ่อนของพยัคฆ์ขาวอย่างเลือนราง กายาจำแลงพยัคฆ์ขาวเชิดหน้าคำราม พุ่งเข้าใส่ร่างของหลี่กวนอี บนแขนทั้งสองข้างของเขาปรากฏแสงสีทองและหยกตัดสลับกัน
หลังจากเขาหล่อหลอมกายา สิ่งเดียวที่ช่วยยกระดับพลังรบก็คือ หลังจากหล่อหลอมกายาแล้ว ในที่สุดร่างกายก็สามารถรองรับพลังของกายาจำแลงได้ แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวเดียว แต่นั่นก็เพียงพอที่จะน่าสะพรึงกลัวแล้ว พยัคฆ์ขาวเจี้ยนปิง สองมือถูกปกคลุมด้วยพลังปราณสีทองชั้นหนึ่ง ราวกับเป็นศาสตราเทพเหล็กกล้า
หลี่กวนอีตวัดกวาดอย่างรุนแรง
สองมือราวกับอาวุธชั้นยอด
ชายฉกรรจ์เพียงรู้สึกว่าฝ่ามือคลายออก ศาสตราคมที่สามารถรองรับปราณภายในของผู้ฝึกยุทธ์เล่มนี้ก็แหลกสลายลง ทว่าแรงพุ่งของเขายังไม่จบลงง่ายๆ เพียงแค่นี้ หลี่กวนอีอาศัยแรงกระแทกของอีกฝ่ายพุ่งชนสวนกลับไป
มือขวากำหมัด นิ้วกลางงอชูขึ้นมาคล้ายหมัดตานกฟีนิกซ์
ทุบออกไปอย่างแรง!
ยามที่ชำระล้างร่างกายเพื่อเข้าสู่วิถียุทธ์ก่อนหน้านี้ วิชายอดปรมาจารย์พยัคฆ์ขาวที่เขาตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเอง ในที่สุดก็เผยความคมคายเป็นครั้งแรก กลิ่นอายสีทองหมุนวนดั่งสว่าน แล้วพุ่งไปตามหมัดของหลี่กวนอี กระแทกเข้าที่กลางอกของอีกฝ่าย ผู้กองด่านชายแดนขั้นหอคอยชั้นสองราวกับได้ยินเสียงพยัคฆ์ร้ายคำรามอยู่ข้างหู
การป้องกันด้วยพลังปราณที่กลางอกถูกฉีกกระชากในพริบตา ตามมาด้วยความเจ็บปวดที่หน้าอก
ปราณแท้คุ้มกายของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหอคอยชั้นสอง กลับถูกเด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าสู่วิถียุทธ์ชกจนแตกซ่าน
สีหน้าเขาเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน รีบถอยกรูดไปด้านหลัง
หลี่กวนอีก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว
ทั้งที่เป็นสภาพหลังจากปราณภายในเพิ่งปะทุออกไป ทว่าบนแขนทั้งสองข้างกลับมีกระแสความร้อนมารวมตัวกัน
'เคล็ดเกาทัณฑ์เทพแขนหยก' พลังระเบิดที่ไร้คู่เปรียบในใต้หล้า
สามารถสะสมพละกำลัง เพื่อระเบิดกระบวนท่าที่ก้าวข้ามขีดจำกัดออกมา
ปราณภายในของตระกูลเซวียปะทุออก หลังจากกระบวนท่านี้ ก็เชื่อมต่อกับหมัดหยกสลายของตระกูลเซวียตามน้ำไป
หมัดหนึ่งพุ่งทะลวงเข้าไปอีกครั้ง
ปราณภายในกระแทกเข้าสู่หัวใจ แล้วระเบิดออกทันที พลังของกายาจำแลงพยัคฆ์ขาวผสมผสานอยู่ภายในนั้น
ตู้ม!!!!
ลูกหลานชนชั้นสูงเหล่านั้นกำลังเตรียมดูสภาพอันน่าอนาถของหลี่กวนอี การปะทะเมื่อครู่ในสายตาพวกเขาเป็นเพียงแค่ผู้คุ้มกันของตระกูลตนพุ่งออกไป แล้วใช้เพียงกระบวนท่าเดียวก็ผลักอีกฝ่ายกระเด็น ทว่าวินาทีต่อมา พร้อมกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ที่ดังแว่วมา ป่าทั้งผืนพลันเกิดลมกรรโชกแรง ใบไม้ปลิวว่อน
วินาทีต่อมา ผู้คุ้มกันที่เคยเป็นถึงผู้กองด่านชายแดนก็ร้องลั่น หงายหลังล้มตึง กลางอกเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ สิ้นใจตายคาที่ ท่ามกลางความเงียบสงัด เด็กหนุ่มเมื่อครู่ยืนอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งถือดาบหนัก มืออีกข้างปัดชายเสื้อที่เปื้อนเลือดชั้นหนึ่ง
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหอคอยชั้นสอง ทหารกล้าด่านชายแดน ผู้กองในกองทัพ
หากอยู่ในยามศึกสงคราม สามารถนำทหารได้สามร้อยนาย
หากเลื่อนขึ้นไปอีกขั้น ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นขุนพลแล้ว สามารถนำกองกำลังระดับพันคนออกรบได้ เมื่อรวมกับเสบียงและการขนส่ง ก็เป็นกองกำลังขนาดสองสามพันคน
แต่กลับต้องมาตายด้วยกระบวนท่าเดียวเช่นนี้น่ะหรือ?
นี่คือไอ้เด็กบ้านนอกโชคดีวัยสิบสี่ปีตามข่าวลืออย่างนั้นหรือ?
พวกเขาสีหน้าซีดเผือด ตระหนักได้ว่าครั้งนี้เตะตอเข้าให้แล้ว จึงรีบตะโกนเสียงหลง "คนมาที คนมาที!" บนถนนที่เมื่อครู่ยังว่างเปล่าไร้ผู้คนพลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น จู่ๆ คนจำนวนมากก็กรูออกมาพร้อมตะโกนลั่น "เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงถืออาวุธก่อเหตุฆาตกรรม?"
"บังอาจ!"
"ยังกล้าฆ่าคนอีก วางอาวุธลงเดี๋ยวนี้!"
คนเหล่านี้สวมชุดมือปราบ ตะโกนข่มขวัญพลางเดินหน้าเข้าหา
หมายจะบีบให้หลี่กวนอีถอยไป
แผนแรกคือลงมือเอง หากจัดการไม่ได้ก็ให้ขุนนางบู๊ระดับผู้กองลงมือ
จากนั้นก็เป็นมือปราบที่จัดเตรียมไว้รอบๆ แต่เนิ่นๆ
หลี่กวนอีล่วงรู้ถึงวิธีการของลูกหลานตระกูลขุนศึกเหล่านี้แล้ว
มือปราบเหล่านั้นพุ่งเข้ามาด้วยท่าทีดุดันราวกับวิญญาณร้าย
หากเป็นชาวบ้านหรือจอมยุทธ์พเนจรมาเห็นภาพเช่นนี้ เกรงว่าคงตกใจจนทำอะไรไม่ถูกและล่าถอยไป ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ในยุทธภพที่วรยุทธ์สูงกว่าผู้กองผู้นี้ ก็คงเลือกที่จะจากไป ไม่ยอมเสี่ยงต่อสู้กับขุมกำลังยิ่งใหญ่อย่างแคว้นเฉิน
นี่แหละคือพลังของอำนาจ
หลี่กวนอีพลันรู้สึกว่า สิ่งต่างๆ มากมายที่ชายชราผู้นั้นหามาให้ตน
ท้ายที่สุดแล้วถึงได้พบว่า มันมีประโยชน์อย่างยิ่ง
ขณะที่มือปราบเหล่านั้นกำลังจะบุกเข้ามา เด็กหนุ่มก็ยื่นมือออกไป ฉีกเสื้อตัวบนที่ขาดวิ่นออก เผยให้เห็นเกราะอ่อนทั้งตัว จากนั้นเขากำดาบด้วยมือเดียว ส่วนมือซ้ายล้วงเอาป้ายหยกประจำตัวออกมาจากอกเสื้อ
บนนั้นสลักลวดลายพยัคฆ์ร้ายสีทองหม่น
ด้านหน้ามีคำว่า 'เจนเวย' สลักไว้
เขาผูกป้ายหยกเข้ากับเข็มขัดเขาสัตว์ที่เอวอย่างเรียบเฉย
แววตาของลูกหลานตระกูลขุนศึกเหล่านั้นปรากฏรอยยิ้มโล่งใจ หากใช้เส้นสายทางราชการ พวกเขาก็ไม่กลัวแล้ว
พวกเขาคุ้นเคยกับการห้ำหั่นกันในแวดวงขุนนางเช่นนี้เหลือเกิน
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มือข้างหนึ่งจับดาบ เอ่ยเสียงเรียบ "วันนี้เปิ่นกวนปฏิบัติราชการแทนองค์ฮ่องเต้ คุ้มกันครอบครัวของพระสนมเอกเซวียเข้าเมืองหลวง จู่ๆ ก็มีคน "
"ซ่องสุมผู้คน ถืออาวุธ ล้อมสังหาร"
ซ่องสุมผู้คน ถืออาวุธ ล้อมสังหารขุนนางราชสำนัก?!
การเคลื่อนไหวของพวกมือปราบช้าลงในพริบตา
"หนึ่งในนั้นมีผู้กองด่านชายแดน"
"ต้องสงสัยว่าจะเป็นพรรคพวกกบฏของเยว่เชียนเฟิง"
จิตใจของทุกคนแข็งทื่อลงในพริบตา
สายลมในอากาศยังเงียบงัน
ลูกหลานตระกูลขุนศึกหลายคนที่เดิมทีคิดจะเอ่ยฐานะของตนออกมา สีหน้าพลันซีดเผือดลงในพริบตา ไม่กล้าเอ่ยชื่อบิดาหรือพี่ชาย เด็กหนุ่มสวมเกราะอ่อนท่อนบน ชายเสื้อเปื้อนเลือด เอวคาดเข็มขัดเขาสัตว์ มือขวาถือดาบสีหมึก เดินก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ มือปราบหลายสิบคนที่ล้อมเข้ามา กลับต้องถอยร่นด้วยใบหน้าซีดเผือดเมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่กวนอี
คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำเอาโต๊ะหมากพังทลายไม่มีชิ้นดี สายตาเย็นชาตวัดมอง เอ่ยเสียงเรียบ
"เจ้าพนักงานองครักษ์เจนเวย หน้าที่ของเปิ่นกวนคือรับบัญชาให้ค้นหาและจับกุมนักโทษหลบหนี"
"ผู้ไม่เกี่ยวข้อง ห้ามยุ่ง"
มือปราบรอบด้านพากันยืนอึ้งไม่กล้าส่งเสียง มองดูหลี่กวนอีเดินเข้าไปหาลูกหลานชนชั้นสูงที่ส่งเสียงเมื่อครู่ทีละก้าว มองอีกฝ่ายพลางเอ่ยเสียงเบา "เมื่อครู่เจ้าบอกว่า จะทำอะไรนะ? จะทำอะไรกับครอบครัวข้า?"
ลูกหลานตระกูลขุนศึกผู้นั้นสีหน้าซีดเผือด
หลี่กวนอีที่เติบโตมาโดยพึ่งพาอาศัยท่านอาหญิงมาตั้งแต่เด็กหัวเราะออกมา
สีหน้าดุร้ายน่ากลัว
เขาตวัดมือ ฟาดดาบหนักทั้งฝักลงไปอย่างแรง
พร้อมกับเสียงกระดูกแตกหักดังกรอบแกรบ เด็กหนุ่มตระกูลขุนศึกผู้นี้ร้องลั่น หัวเข่าทั้งสองข้างถูกตีจนแหลก
จิตสังหารของหลี่กวนอีพุ่งทะยาน เขากุมด้ามดาบ ชักดาบออกมา แววตาสะท้อนรังสีอำมหิต เขาอยากจะฟันคนผู้นี้ให้ตายคาที่ด้วยดาบเดียว แต่เพราะไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้ผู้เฒ่าเซวียไปมากกว่านี้จึงหยุดมือ ผู้เฒ่าเซวียบอกให้ตีให้ตาย แต่เขาจะฆ่าคนจริงๆ ไม่ได้
เขารู้ดีว่า การซ้อมลูกหลานตระกูลขุนศึกปางตาย กับการสับหัวสุนัขของลูกหลานตระกูลขุนศึกผู้นี้ทิ้งนอกเมืองหลวง มีความหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หลี่กวนอีค่อยๆ เก็บดาบ
เขาควบคุมจิตสังหารของตนเองไว้ได้
ระบายลมหายใจยาวออกมา หันหลังเดินไปหาอีกคนหนึ่ง
เด็กหนุ่มผู้นั้นเสียงสั่นเครือ "ข้าไม่ได้พูด ข้าไม่ได้พูดนะ!"
"ข้ารู้"
"แล้วเหตุใดเจ้ายังต้องลงมือกับข้าอีก!"
หลี่กวนอีตอบ "ไม่มีอะไร"
"แค่ขัดหูขัดตาเท่านั้น"
ดาบหนักถูกเงื้อขึ้น แล้วฟาดลงไป
ฟาดจนกระดูกทิ่มทะลุออกมา
เสียงร้องโหยหวน
จากนั้นก็เดินไปฟาดอีกคน
พวกมือปราบทำได้เพียงเบิกตามองเด็กหนุ่มทำลายหัวเข่าของทุกคนจนแหลกละเอียด กระดูกทิ่มทะลุออกมา จากนั้นก็ใช้โซ่เหล็กที่พวกเขานำมาเองมัดตัวพวกเขาไว้ แล้วพลิกตัวขึ้นม้า สองขากระหนาบท้องม้าเบาๆ ม้าศึกก็ก้าวเดินไป
ลูกหลานตระกูลขุนศึกเหล่านี้ถูกลากไปตามพื้น ร้องโหยหวนไม่ขาดสาย
บนพื้นเต็มไปด้วยเลือดเนื้อสาดกระเซ็น มือปราบสีหน้าซีดเผือด มีคนวิ่งกลับไปบอกพวกชนชั้นสูงตัวจริงที่หลอกใช้ลูกหลานตระกูลขุนศึกเหล่านี้เป็นหมาก การจะสยบลูกหลานตระกูลขุนศึกเหล่านี้ได้ ก็คือต้องโหดเหี้ยมกว่าพวกเขา เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนิสัยใจคอ ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนเลว
คนเลวโหดเหี้ยมเป็นธรรมดา แต่คนดียิ่งต้องโหดเหี้ยมกว่า
นี่แหละคือกลียุค
ท่ามกลางป่าไม้ องครักษ์เฒ่าแห่งหอสดับลมของตระกูลเซวียมองดูภาพเหตุการณ์นี้อย่างเงียบๆ
สุดท้ายก็จากไป ไม่ใช่แค่พวกตระกูลขุนศึกนี้ที่มีผู้คุ้มกัน ชายชราที่อยู่เคียงข้างเซวียเต้าหย่งไม่ห่างผู้นี้คอยตามอยู่เบื้องหลังมาตลอด เหมือนกับตอนที่เขายังหนุ่ม ลงมาจากสำนักไต้จงแห่งจงหยวน แล้วผู้อาวุโสทำแบบเดียวกันไม่มีผิด
องครักษ์ผู้นี้นำเรื่องไปบอกชายชราที่กำลังจับพู่กันเขียนหนังสืออยู่ในหอสดับลม
เซวียเต้าหย่งเอ่ย "สือเฟิง เจ้าไม่ได้ลงมือหรอกหรือ?"
องครักษ์หลิ่วสือเฟิงยิ้มบาง "หมัดหยกสลายของคุณชายหลี่บรรลุขั้นสมบูรณ์แล้ว ถึงกับตีขุนนางบู๊ด่านชายแดนขั้นหอคอยชั้นสองตายไปคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องให้ข้าลงมือเลยขอรับ"
เซวียเต้าหย่งหัวเราะร่วน
ในที่สุดหลิ่วสือเฟิงก็กล่าวว่า "คุณชายหลี่ควบม้า ลากพวกเขาไปราวสิบลี้ จากนั้นก็ให้พวกมือปราบที่พวกเขาพามานำตัวพวกตระกูลขุนศึกเหล่านี้เข้าไปในเมืองกวนอี้ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเยว่เชียนเฟิง จึงถูกนำตัวไปคุมขังในคุกหลวงแล้วขอรับ"
เซวียเต้าหย่งจับพู่กันเขียนหนังสือพลางเอ่ย "หัวโจกคือใคร?"
องครักษ์ชราตอบ "เป็นบุตรชายของแม่ทัพเซวียนอู่ขั้นสี่รอง ชี่จวิ้นซงขอรับ"
เซวียเต้าหย่งเอ่ย "ชี่จวิ้นซงงั้นหรือ ผู้ฝึกยุทธ์ที่ใกล้จะถึงขั้นหอคอยชั้นสี่ ก่อนหน้านี้ฉกฉวยความดีความชอบที่ด่านชายแดนมาได้ไม่น้อย นับว่าเป็นแม่ทัพสายเลือดใหม่ไฟแรง มีเล่ห์เหลี่ยม เพลงดาบก็ใช้ได้ไม่เลว"
"กวนอีเป็นเพราะไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้ตระกูลข้า ฮ่าๆ ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ"
"เขารู้จักความพอดี แต่ตาเฒ่าอย่างข้าจะปล่อยปละละเลยลูกหลานบ้านตัวเองไม่ได้ ต้องตอบแทนน้ำใจกันเสียหน่อย"
ชายชราไม่ได้พูดอะไรอีก จับพู่กันเขียนจนเสร็จ แล้วกวักมือเรียกหลิ่วสือเฟิงมาดู หลิ่วสือเฟิงเห็นว่าบนนั้นเป็นภาพวาดทิวทัศน์ภูเขาสายน้ำ มีม้าฝีเท้าดีควบทะยาน ด้านข้างมีตัวอักษรจารึกไว้ พลังฮึกเหิมกลืนกินหมื่นลี้ หลิ่วสือเฟิงกล่าว "ลายมือดีเยี่ยมขอรับ"
เซวียเต้าหย่งเอ่ย "ย่อมต้องเป็นลายมือที่ดียู่แล้ว"
เขาเชยชมอยู่ครู่หนึ่ง แล้วโยนพู่กันทิ้งส่งๆ เอ่ยว่า "เอาสิ่งนี้ไปมอบให้ชี่จวิ้นซง"
ชายชราเอ่ยเสียงเรียบ "ข้าจำได้ว่า เขาไม่ได้มีลูกชายแค่คนเดียวใช่หรือไม่?"
ในประโยคที่เรียบง่ายนี้ กลับแฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวและจิตสังหารที่ยากจะบรรยาย หลี่กวนอีไม่ได้ลงมืออย่างโหดเหี้ยม ก็เพื่อไว้หน้าเขา ชายชราชื่นชมในความปรารถนาดีเช่นนี้ พ่อค้าให้ความสำคัญกับการตอบแทนซึ่งกันและกัน จากนี้เขาก็ต้องให้ผลตอบแทนในส่วนของตนเช่นกัน
ชายชราพึมพำถอนหายใจ
"ยังเด็กอยู่แท้ๆ ไม่เข้าใจหลักการที่ว่า หากไม่ลงมือก็แล้วไป แต่ถ้าลงมือแล้วก็ต้องจัดการให้เด็ดขาด"
"ตาเฒ่าอย่างข้ายังต้องให้เขามาดูแลอีกหรือ? สองมือของข้าเปื้อนเลือดมามากพอแล้ว เพิ่มอีกสักคนจะเป็นไรไป"
"สือเฟิง เจ้าไปจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อยเถอะ"
"พวกเด็กๆ ยังไม่โตพอ ข้าได้ยินมาว่าเขาพาซวงเทาเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยในเจียงหนาน ดีดพิณแต่งเพลงให้นาง แล้วก็ปีนต้นไม้ด้วยกัน แบกนางกลับมา เห็นได้ชัดว่ายังเป็นแค่เด็กหนุ่ม สายตายังมองเห็นแค่ความงดงามของฤดูกาล มองไม่เห็นความคาวเลือดในกลียุค พวกเราแก่แล้ว ยุคสมัยของพวกเรามันจบลงแล้ว"
"การปูทางไปสู่ใต้หล้าให้พวกเขาราบรื่น คือสิ่งสุดท้ายที่พวกไม้ใกล้ฝั่งอย่างเราสมควรทำ"
"ข้าจะใช้ราคาที่ถูกที่สุด สอนให้เขาเข้าใจถึงสัจธรรมในกลียุคนี้"
"นี่แหละคือสิ่งที่ผู้อาวุโสพึงกระทำ"
"มิเช่นนั้น หากเขาต้องการจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง ราคาที่ต้องจ่ายนั้น จะหนักหนาเกินไป"
นัยน์ตาของชายชราแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
หลิ่วสือเฟิงยิ้มรับพลางพยักหน้า เอ่ยเสียงเบา
"ขอรับ เข้าใจแล้ว"
……………………
หลี่กวนอีคุมตัวพวกนี้ไปขังไว้ในคุกหลวงของเมืองกวนอี้ โดยไม่สนใจเสียงด่าทอโวยวายของพวกมัน เขาเขียนบันทึกคำให้การ แล้วก็กลับมาที่ตระกูลเซวีย ตอนที่แช่น้ำยาสมุนไพร เขาถอดเกราะอ่อนออก ใต้เกราะอ่อนยังมีแผ่นรองอีกชั้นหนึ่ง ถึงกระนั้น ที่หน้าอกก็ยังมีรอยเขียวช้ำเป็นจ้ำ
หลี่กวนอีแช่ตัวอยู่ในน้ำยาสมุนไพร หวนนึกถึงการต่อสู้ในวันนี้
แม้จะสั้น แต่มันก็อันตรายยิ่ง
เขางัดเอาไพ่ตายของตัวเองออกมาใช้จนหมดแล้ว
สุดท้ายคือตอนที่เข้าสู่วิถียุทธ์ปรมาจารย์พยัคฆ์ขาว กระบวนท่าที่ตระหนักรู้จากการฝึกฝนท่ามกลางแสงดาวได้ทำลายการป้องกันลง จากนั้นก็เชื่อมต่อกับหมัดหยกสลายเพื่อทำลายหัวใจของอีกฝ่ายตามน้ำไป หากหลี่กวนอีรวบรวมปราณได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องซ้ำด้วยหมัดหลังเลย เพียงแค่อาศัยกระบวนท่าปรมาจารย์พยัคฆ์ขาวที่ตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเองก็เพียงพอแล้ว
รวบรวมปราณสินะ……
หลี่กวนอีนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น สูดลมหายใจเข้าออก พลังยาหลอมรวมเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นก็พยายามหล่อหลอมปราณภายในของตัวเอง แต่นี่เป็นงานหนัก คำว่างานหนัก ก็คือต้องใช้เวลาขัดเกลาไปทีละนิดทีละน้อย จิตใจของหลี่กวนอีสงบนิ่ง การรวบรวมปราณจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว
เพียงแต่น่าเสียดาย ที่ไม่อาจสำเร็จได้ในคราวเดียว
หลังจากแช่น้ำยาสมุนไพรเสร็จ เขาก็ลุกขึ้นมาร่ายรำกระบวนท่าหมัดมวยเพื่อกระตุ้นพลังปราณ ขณะที่เตรียมจะนั่งสมาธิต่อ
จู่ๆ กลางอกก็สั่นสะท้าน
ติ่งสำริดส่งเสียงหึ่งๆ กายาจำแลงมังกรแดงสว่างวาบ ทันใดนั้นหยาดน้ำหยกก็สะสมตัวขึ้น
ความรู้สึกคุ้นเคยนี้ทำให้แววตาของหลี่กวนอีเป็นประกาย เขาหันหลังเดินเร็วๆ ออกไป เห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว บนมุมกำแพง ชายฉกรรจ์ท่าทางองอาจผ่าเผยคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ในมือถือป้านสุรา เบื้องหลังมีมังกรเทพสีแดงบินวนอยู่
ชายผู้นั้นชูป้านสุราในมือขึ้น ใบหน้าเปื้อนยิ้ม "เป็นอยู่ไม่เลวนนี่"
"ผู้สมรู้ร่วมคิด!"
"จะมาดื่มด้วยกันสักหน่อยไหม?"
"ฮ่าๆๆๆ!"
อันดับสามสิบสี่ในทำเนียบขุนพลเทพ อันดับหนึ่งแห่งการรบภาคพื้นดิน
เยว่เชียนเฟิง!
ติ่งสำริด ส่งเสียงหึ่งๆ อย่างรุนแรง