เสียงร้องของวานรดังขึ้นติดต่อกันสองครั้งดังก้องไปทั่วท้องฟ้าเหนือขุนเขาและแม่น้ำ
ที่แท้เสียงร้องอันกังวานใสของวานรที่ได้ยินก่อนหน้านี้ กลับถูกเปล่งออกมาจากสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายและน่ารังเกียจพวกนี้งั้นหรือ?
หลินเจวี๋ยไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้แล้ว เพราะวานรตัวที่สูงใหญ่และแข็งแรงที่สุดได้วิ่งตรงเข้ามาหาเขา วานรตัวอื่นๆ ด้านหลังเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบทิ้งย่ามตำราแล้ววิ่งตามมาติดๆ
พวกมันคิดจะทำอะไรกันแน่?
หลินเจวี๋ยเบิกตากว้าง ทว่าไม่คิดจะถอยหนี จึงกำกริชในมือแน่นแล้วสูดหายใจเข้าลึก
"ซี้ด..."
แม้จะเป็นช่วงกลางฤดูร้อน แต่อากาศร้อนระอุที่สูดเข้าปากกลับกลายเป็นความเย็นเยียบ เมื่อลงไปถึงช่องท้องก็ไปกระตุ้นพลังไฟที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายให้ลุกโชนขึ้นมาในทันที
พวงแก้มพองออก ก่อนจะพ่นลมหายใจพรวดออกมา!
"พรึ่บ..."
ลูกไฟดวงหนึ่งแตกกระจายและพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า!
"อ๊าก!"
ฝูงวานรตกใจจนกรีดร้องออกมาทันที เสียงนั้นบาดหูเป็นอย่างยิ่ง
ในเวลาเดียวกัน วานรพวกนี้ไม่เพียงหยุดฝีเท้าลงทั้งหมด แต่ยังพากันถอยร่นไปด้านหลังระยะหนึ่งพลางจ้องมองหลินเจวี๋ยอย่างระแวดระวัง
ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันชั่วคราวและต่างฝ่ายต่างประเมินกันและกัน
หลินเจวี๋ยรู้ดีว่าวานรพวกนี้ไม่ใช่วานรธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป ส่วนสูงของพวกมันแทบไม่ต่างจากเขาเลย และพอจะเดาได้ว่าพวกมันน่าจะแข็งแรงกว่าคนปกติทั่วไปมาก
หลินเจวี๋ยทำได้เพียงใช้ไฟบีบให้พวกมันถอยไปชั่วคราว โดยตั้งความหวังว่าพวกมันจะหวาดกลัวเปลวไฟเหมือนสัตว์ป่าทั่วไป
ดูจากตอนนี้แล้ว ความคิดนั้นถูกต้อง
วานรพวกนี้ไม่กล้าก้าวเข้ามาอีกจริงๆ
กระทั่งมีบางตัวเลือกที่จะถอยกลับไปรื้อค้นของในย่ามตำราของหลินเจวี๋ยต่อ
ทว่าไม่นานหลินเจวี๋ยก็พบว่า ถึงวานรพวกนี้จะกลัวไฟ แต่มันก็ฉลาดมาก...
พวกมันรู้จักใช้หินปาใส่คน!
"ปั้ก... ปึ้ก..."
โชคดีที่ทั้งสองฝ่ายยังรักษาระยะห่างกันอยู่ช่วงหนึ่ง ภายใต้ความจดจ่ออย่างเต็มที่ หลินเจวี๋ยอาศัยการถอยหลบและความปราดเปรียว ทำให้ไม่ถูกปาโดน
จนกระทั่งถูกบีบให้ถอยร่นมาไกลพอสมควรและห่างจากย่ามตำรามาได้ระยะหนึ่งแล้ว วานรพวกนี้จึงหยุดไล่ต้อนหลินเจวี๋ย แต่ยังคงจ้องมองเขาอยู่
หลินเจวี๋ยโกรธจนกัดฟันกรอด ทว่ายังคิดหาวิธีไม่ออกชั่วคราว จึงทำได้เพียงมองดูวานรพวกนั้นกินเสบียงแห้งของเขา รื้อค้นย่ามตำราของเขา ทั้งยังจ้องมองเขาตาเป็นมันและเผชิญหน้ากับเขาต่อไป
มีดสั้นในมือกำแน่นขึ้นและแน่นขึ้นอีก
ทันใดนั้นเอง เขาก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นจากด้านหลัง
วานรเบื้องหน้าเองก็เงยหน้าขึ้นและมองข้ามหลินเจวี๋ยไปยังด้านหลังของเขา
"กรับ กรับ กรับ..."
เสียงฝีเท้าม้าขยับเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
ขณะที่หลินเจวี๋ยกำลังคิดว่าจะหันกลับไปมองดีหรือไม่ และถ้าหันไปจะถูกวานรพวกนี้จู่โจมกะทันหันหรือเปล่า เขาก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศแผ่วเบาดังขึ้น
"ฟิ้ว!"
ตามมาด้วยเสียงฉึก
วานรตัวหนึ่งเบื้องหน้าถูกลูกธนูยิงเข้าอย่างจังและล้มหงายหลังไปทันที
ฝูงวานรตกใจสุดขีดและเกิดความโกลาหลขึ้นในพริบตา
"ฟิ้ว!"
ธนูอีกลูกถูกยิงออกไป ทว่าคราวนี้ไม่โดนเป้าหมาย
ในเวลาเดียวกัน เสียงฝีเท้าม้าก็มาถึงด้านหลังหลินเจวี๋ยและหยุดลงอย่างกะทันหัน
ตอนนี้หลินเจวี๋ยไม่กังวลแล้วว่าวานรพวกนี้จะฉวยโอกาสลอบโจมตีตอนที่เขาหันหน้าไปหรือไม่ เขารีบหันขวับไปมอง จึงเห็นว่าผู้ที่มาเยือนด้านหลังคือบุรุษในชุดผ้าป่าน ดูอายุยังน้อย ขี่ม้าตัวใหญ่สง่างาม บนหลังม้าแขวนทวนยาวที่หุ้มปลายด้วยผ้าผืนหนึ่ง ที่เอวเหน็บดาบยาว และในมือถือคันธนู
ยามนี้คนหนึ่งเงยหน้า คนหนึ่งก้มมอง
"บัณฑิตใจกล้า ตัวคนเดียวยังกล้าใช้เส้นทางนี้อีกหรือ? แถมยังกล้าเผชิญหน้ากับวานรประหลาดพวกนี้อีก!"
"พวกมันคือลิงอะไรกัน? ทำไมถึงตัวใหญ่ขนาดนี้?"
"เจ้าไม่รู้หรือ?"
"ไม่รู้..."
"มิน่าเล่าถึงได้ใจกล้าขนาดนี้!" ชายผู้นั้นกล่าว "เจ้าไม่เห็นหรือว่าคนอื่นๆ ล้วนหยุดพักรวมกลุ่มกันที่หมู่บ้านด้านหลัง รอให้คนเยอะก่อนถึงค่อยออกเดินทาง?"
"ก็ไม่เห็นเหมือนกัน..."
"เจ้าไม่รู้จริงๆ สินะ!"
บุรุษบนหลังม้าประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยกับเขาว่า "วานรประหลาดพวกนี้เดิมทีอาศัยอยู่ในภูเขา แต่เริ่มลงมาป้วนเปี้ยนแถวเส้นทางภูเขาตั้งแต่ปีที่แล้ว พวกมันทำเรื่องชั่วร้ายสารพัด หากชายที่เดินทางคนเดียวมาพบเข้าก็จะถูกพวกมันกัดทึ้งและรุมทุบตี ก่อนจะแย่งชิงเสบียงและสัตว์พาหนะไป หากในขบวนเดินทางมีสตรี ก็จะถูกพวกมันฉุดคร่าไปย่ำยีทรมาน มีเพียงยอดฝีมือที่ฝึกวรยุทธ์กับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เดินทางร่วมกันเท่านั้นถึงจะกล้าผ่านทางนี้"
ระหว่างที่พูดคุยกัน วานรประหลาดพวกนั้นกลับมีพฤติกรรมราวกับมนุษย์ พวกมันรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ไม่เพียงแต่เข้าไปตรวจดูอาการบาดเจ็บของพรรคพวก ทว่ายังรู้สึกโกรธแค้นอย่างมากจนส่งเสียงคำรามออกมาไม่หยุด
เพียงแต่พวกมันก็ฉลาดพอที่จะไม่เข้ามาใกล้กว่าเดิม และเอาแต่ชะเง้อมองไปด้านหลังของทั้งสองคนต่อไป
ระหว่างนั้นก็มีเสียงคำรามดังขึ้นเป็นระยะ ราวกับกำลังสื่อสารกัน
หลินเจวี๋ยเองก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองอีกครั้ง
ด้านหลังมีคนกลุ่มหนึ่งเดินมา ประมาณยี่สิบถึงสามสิบคน ทั้งหมดเป็นผู้ชาย จูงล่อ ม้า และลา ดูแล้วส่วนใหญ่น่าจะเป็นพ่อค้าและนักเดินทาง
วานรประหลาดพวกนี้กำลังหวาดเกรงพวกเขา
"วันนี้เจ้าโชคดีที่บังเอิญมาเจอข้าพอดี" บุรุษบนหลังม้ากล่าว "รอให้คนข้างหลังเดินมาถึง เจ้าก็จงตามพวกเขาไปเถอะ"
"พวกเขาหรือ? แล้วท่านล่ะ?"
"ข้าหรือ? ฮ่าฮ่า!"
บุรุษผู้นั้นกลับหัวเราะลั่นออกมาอย่างมีกลิ่นอายของชาวยุทธ์ "นายอำเภอตานซวินออกประกาศจับ ให้รางวัลค่าหัววานรประหลาดพวกนี้ หัวละสองตำลึงเงิน บังเอิญว่าเดินทางมาตลอดทาง เงินทองชักจะร่อยหรอแล้ว... วานรประหลาดพวกนี้แม้จะดุร้ายแถมยังอาฆาตมาดร้ายและมีใจพยาบาทสูง แต่มันก็เจ้าเล่ห์และระแวดระวังตัว พวกเจ้ามีคนเยอะ พวกมันเอาแต่วิ่งหนีแน่ รอพวกเจ้าไปแล้ว พวกมันถึงจะเอาหัวลิงมาประเคนให้ข้าถึงที่"
"ท่านคนเดียวหรือ?"
หลินเจวี๋ยมองเขาอย่างอึ้งๆ ไปเล็กน้อย
วานรประหลาดที่ตัวสูงเท่าคนพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาเพียงคนเดียวจะรับมือได้ แม้จะมีธนูและมีดดาบก็ตาม ทว่าตอนที่หลินเจวี๋ยอยู่หมู่บ้านซู เขาก็มักจะได้ยินผู้เฒ่าในหมู่บ้านเล่าเรื่องราวความกล้าหาญในยุทธภพนอกเหนือจากเรื่องเล่าลี้ลับที่ศาลาริมสะพานอยู่บ่อยครั้ง ว่ามักจะมียอดฝีมือที่มีวรยุทธ์สูงส่ง เปี่ยมล้มไปด้วยพลังสายเลือดและความกล้าหาญ ทั้งยังมีวิชาติดตัว กระทั่งสามารถใช้ดาบผ่าผีสาง ใช้กระบี่ฟาดฟันภูตผีปีศาจได้
หรือว่าคนที่เขาพบในวันนี้ก็คือยอดฝีมือที่ว่า?
"ไปเก็บสัมภาระของเจ้าเถอะ!"
บุรุษผู้นั้นไม่ตอบคำถาม เพียงแต่ควบม้าเดินไปข้างหน้า
ตอนนั้นเองกลุ่มพ่อค้านักเดินทางยี่สิบกว่าคนด้านหลังก็เดินมาถึง ในกลุ่มมีคนที่ถือมีดและกระบองอยู่ด้วย เมื่อเห็นวานรประหลาด พวกเขาก็มีท่าทีหวาดกลัวและพากันวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ แต่ก็ยังคงเดินตามหลังม้าของบุรุษผู้นั้นไปข้างหน้า
คนหมู่มากย่อมมีพลังอำนาจ แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ดูฮึกเหิมน่าเกรงขาม
ดังนั้นเมื่อกลุ่มคนเดินหน้าไปช่วงหนึ่ง ฝูงวานรก็จะถอยร่นไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งพวกมันออกห่างจากถนนหลวงและจ้องมองพวกเขาอยู่บนต้นไม้ไกลๆ
ส่วนหลินเจวี๋ยก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาย่ามตำรา
เขารีบเก็บข้าวของขึ้นมาและตรวจสอบความเสียหาย
ข้างกายมีเสียงของพ่อค้านักเดินทางดังขึ้น:
"จอมยุทธ์ วานรประหลาดพวกนี้ท่านตัวคนเดียวรับมือไม่ไหวหรอก! นอกจากพวกมันจะตัวใหญ่แล้ว ได้ยินมาว่าจ่าฝูงยังพ่นเมฆคายหมอกได้ ทำให้ม้าหวาดกลัวจนไม่กล้าก้าวเดิน! เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการอำเภอมาตั้งหลายรอบก็ยังทำอะไรพวกมันไม่ได้ ท่านอย่ามาเสี่ยงชีวิตที่นี่เพื่อเงินรางวัลแค่นี้เลย ไว้คราวหน้าค่อยเรียกเพื่อนฝูงมาด้วยกันเถอะ!"
"วานรประหลาดจะไปมีวิชาอาคมอะไรกัน? เมฆหมอกจะป้องกันมีดดาบได้หรือ?" คนบนหลังม้าไม่ฟัง ซ้ำยังลั่นวาจาว่า "ทุกท่านไม่เคยได้ยินเรื่องราวของแม่ทัพใหญ่ราชวงศ์ก่อนที่ฟันยักษ์เยี่ยชาในยามวิกาลหรือ?"
นั่นเป็นเรื่องราวก่อนที่แม่ทัพใหญ่ราชวงศ์ก่อนจะเข้าร่วมกองทัพ
เล่าขานกันว่าอนุภรรยาของเขาสิ้นใจ ศพถูกตั้งไว้ในโถงวิญญาณ กลางดึกมียักษ์เยี่ยชามากินศพ แม่ทัพในตอนนั้นยังไม่มีชื่อเสียงระบือไกล ภายในใจย่อมมีความหวาดกลัวอยู่บ้าง ทว่าทนเห็นศพของอนุภรรยาอันเป็นที่รักถูกกินไม่ได้ จึงรวบรวมความกล้าชักกระบี่วิเศษออกมา เพียงแค่กริยาฮึกเหิมก็ทำให้ยักษ์เยี่ยชาตกใจจนถอยหนีไป ยักษ์เยี่ยชาตนหนึ่งวิ่งหนีช้าเลยถูกฟันไปหนึ่งดาบ
ผู้คนไม่สะดวกจะพูดให้มากความ ทำได้เพียงจับกลุ่มเดินจากไป
ส่วนหลินเจวี๋ยยังคงตรวจนับสัมภาระต่อไป
นอกจากเสบียงแห้งจะถูกกินจนเกลี้ยงแล้ว โครงหลังคาด้านบนของย่ามตำราก็ถูกกระชากพัง กระบอกน้ำถูกเหยียบแตก และยังมีหนังสืออีกเล่มที่ถูกวานรประหลาดพวกนี้โยนทิ้งจนขาดไปหลายหน้า
เสบียงแห้งไม่เป็นไร หมดแล้วก็แค่ซื้อใหม่ อย่างมากก็แค่ทนหิวไปตลอดทาง ทว่าของอย่างอื่นกลับไม่ธรรมดา
ย่ามตำราเป็นของที่ท่านผู้เฒ่าหวังแห่งหมู่บ้านเหิงมอบให้ ไม่ว่าจะมีความสนิทสนมกับท่านผู้เฒ่าหวังมากน้อยเพียงใด ในเมื่อเป็นของที่ผู้อื่นมอบให้ ย่อมเป็นน้ำใจ อย่างไรเสียก็มีค่ามากกว่าการไปซื้อใหม่ที่ตลาดในตอนนี้ ส่วนหนังสืออีกหลายเล่ม แม้จะพกมาเพื่อใช้ตบตาตำราโบราณเล่มนั้นเป็นหลัก แต่ก็ไม่มีเล่มไหนที่หลินเจวี๋ยซื้อมาเองเลย ล้วนเป็นหนังสือที่เขาไปขอยืมในหมู่บ้าน แล้วมีคนเห็นใจและประทับใจในความใฝ่รู้ของเขาจึงมอบให้
กระบอกน้ำนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ลุงใหญ่เป็นคนขึ้นเขาไปตัดไผ่มาทำให้ด้วยตัวเองเลยทีเดียว
ของพวกนี้! ช่างน่าเจ็บใจนัก!
หลินเจวี๋ยโกรธจัดจนแทบจะขบกรามแน่น
ความโกรธแค้นนี้จะให้ทนกลืนลงไปง่ายๆ ได้อย่างไร?
คนที่เผชิญหน้ากับปีศาจยังสามารถแสดงความเหี้ยมโหดจนขู่ให้พวกมันถอยหนีไปได้ คนที่เผชิญหน้ากับผีทหารยังสามารถพูดคุยด้วยได้อย่างใจเย็น มีหรือจะหวาดกลัวฝูงสัตว์ป่าที่มีรูปร่างกำยำขึ้นมาหน่อย? หากวันนี้เผชิญหน้ากับเดรัจฉานพวกนี้แล้วเดินหนีไป คราวหน้าที่เจอภูตผีปีศาจบนเส้นทางแสวงหาวิถีเซียน ตนจะรับมืออย่างไรและจะรับประกันได้อย่างไรว่าความฮึกเหิมจะไม่ลดทอนลง?
หลินเจวี๋ยเก็บย่ามตำราให้เรียบร้อยอย่างสงบ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นและหันไปมอง พ่อค้าบางคนข้างกายเดินไปข้างหน้าแล้ว แต่ก็มีบางคนที่เห็นเขายังเก็บของอยู่ จึงหยุดรอเขา
ทว่าสิ่งที่เขามองกลับเป็นอาวุธในมือของชายฉกรรจ์คนหนึ่ง
"พี่ชาย! ขอยืมดาบสักเล่มเถิด!"
"หืม?"
"ข้าเองก็จะขอเอาอย่างแม่ทัพใหญ่ราชวงศ์ก่อน!"
"เจ้า..."
ดาบพั่วเล่มหนึ่งถูกโยนข้ามมาและตกลงข้างเท้าเขา
"จะคืนอย่างไร?"
"ในเมืองตานซวิน ร้านน้ำชาตรงประตูเมืองทิศเหนือ"
"ขอบคุณพี่ชาย!"
หลินเจวี๋ยเก็บดาบพั่วขึ้นมา จากนั้นจึงหันขวับไปพูดลอดไรฟันกับผู้ฝึกยุทธ์ข้างกายว่า "ข้าจะขอช่วยท่านอีกแรง ตัดหัวลิงพวกนี้มา เงินรางวัลถือเป็นของท่านทั้งหมด!"
"บัณฑิตใจกล้า!"
ชายผู้นั้นรับคำอย่างเต็มปากเต็มคำ นัยน์ตาเป็นประกาย:
"ข้าชื่อหลัวเซิง!"
"หลินเจวี๋ย"
"ตรงนี้ทำเลไม่ดีนัก เราเปลี่ยนที่กันเถอะ"
"ตามใจท่าน!"
พูดกันแค่สองประโยคก็เดินห่างออกไป
วานรประหลาดพวกนั้นยังคงมองพวกเขาอยู่บนต้นไม้ แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและชิงชัง เมื่อเห็นพวกเขาเดินจากไปก็พากันตามมาติดๆ
หลัวเซิงเลือกมุมที่แม่น้ำและลำธารมาบรรจบกัน แล้วเป็นฝ่ายเดินเข้าไปในนั้น ฝูงวานรที่ไล่ตามมาจึงปิดล้อมพวกเขาไว้ในมุมนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างหันไปมองกลุ่มพ่อค้านักเดินทางที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปเป็นระยะ
ในที่สุด วานรประหลาดเบื้องหน้าก็เริ่มกระสับกระส่าย
เสียงร้องอู้อ้าดังขึ้นระงม
วานรประหลาดพวกนี้ทนไม่ไหวอีกต่อไป
ส่วนผู้ฝึกยุทธ์แซ่หลัวกลับไม่สะทกสะท้าน เขาง้างธนูขึ้นพาดสาย
"ฟิ้ว!"
ธนูดอกหนึ่งพุ่งทะยานเจาะทะลุฝูงวานรไป
"ปึก!"
เสียงทึบหนักดังขึ้น ธนูดอกนั้นพุ่งไปปักเข้ากับลำต้นของต้นไม้ด้านหลัง
ทว่าการกระทำนี้กลับยั่วยุฝูงวานรจนโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด
"อู้ว! อ๊าก!"
จ่าฝูงที่แข็งแรงที่สุดในหมู่วานรประหลาดหันไปมองลูกธนูบนต้นไม้แวบหนึ่ง ก่อนจะหยัดยืนขึ้นทันที มันกางแขนทั้งสองข้างออกเพื่อข่มขวัญ ทั้งยังเขย่ากิ่งไม้ข้างกายราวกับกำลังเรียกขุนพลใต้บังคับบัญชา ซึ่งก็เรียกเสียงตอบรับดังระงมขึ้นมาทันที
ริมแม่น้ำมีเสียงคำรามดังก้องอย่างต่อเนื่องและดังไปไกลแสนไกล
จากนั้นป่าไม้และพงหญ้าก็สั่นไหวอย่างรุนแรง
ฝูงวานรประหลาดพากันพุ่งพรวดเข้ามา
หลินเจวี๋ยไม่เคยผ่านการต่อสู้เข่นฆ่าเช่นนี้มาก่อน เขาโก่งตัวเตรียมพร้อมมาแต่เนิ่นๆ เพ่งสมาธิทั้งหมดจดจ่อไปยังวานรประหลาดเบื้องหน้า สองมือก็กำด้ามไม้ของดาบพั่วในมือไว้แน่น
ชาวยุทธ์แซ่หลัวข้างกายกลับมีท่าทีสงบเยือกเย็น เขาทิ้งมือลงไปจับทวนยาวบนหลังม้าก่อน ทว่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ปล่อยมือ เปลี่ยนมาดึงดาบที่เอวออกอย่างไม่เร่งรีบ พลิกตัวลงจากหลังม้า แล้วเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาฝูงวานร
ฝ่ายหนึ่งปีนป่ายวิ่งกระโจนเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ฝ่ายหนึ่งก้าวเดินอย่างหนักแน่นมั่นคง
ทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันในชั่วพริบตา
หลินเจวี๋ยได้ยินเสียงดาบตวัดผ่านอากาศ ตอนนี้ดวงอาทิตย์กำลังเจิดจ้า จึงมักจะมีแสงแดดอันร้อนแรงสะท้อนจากดาบยาวตกลงไปในป่าอันมืดมิดหรือส่องผ่านตาเขาไป แต่เขาก็ไม่เคยหันไปมอง และไม่เคยกะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว เบื้องหน้าเขามีเพียงวานรประหลาดสองตัวที่พุ่งตรงเข้ามาหาเขาเท่านั้น
วานรประหลาดทั้งสองตัวล้วนตัวสูงเท่าคน แขนยาว พวกมันพุ่งเข้ามาตัวหน้าตัวหลังด้วยท่าทีดุร้าย
หลินเจวี๋ยไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย
นั่นเป็นเพราะแม้ดาบพั่วจะยาวกว่าดาบยาว จัดว่าเป็นอาวุธด้ามยาว แต่ระยะโจมตีของใบมีดที่อยู่หน้าสุดกลับมีจำกัด พูดให้ชัดก็คือมันเป็นเพียงมีดตัดฟืนที่ต่อกับกระบองยาวเท่านั้น เขาจำต้องกะระยะให้ดี
มิฉะนั้นดาบพั่วก็คงกลายเป็นแค่กระบอง
ภายใต้ความตึงเครียดกลับไม่ส่งผลกระทบต่อความคิด
ในชั่วอึดใจ วานรประหลาดตัวหน้าก็พุ่งมาถึงตรงหน้าเขาแล้ว ทว่ามันกลับชะลอความเร็วลงเล็กน้อย พลางจ้องมองดาบพั่วในมือเขาอย่างระแวดระวังไปพร้อมกับกวัดแกว่งแขนเพื่อหยั่งเชิงขณะบีบเข้าใกล้เขา
กลับกลายเป็นวานรประหลาดตัวหลังที่มีท่าทีดุดันกว่า
หลินเจวี๋ยเปลี่ยนความคิด สองมือตวัดกวัดแกว่งดาบพั่ว
เขารู้สึกเพียงว่ามีดตัดฟืนที่ปลายดาบพั่วนั้นหนาหนักเป็นอย่างมาก หัวหนักด้ามเบา เวลาแกว่งไกวแรงเหวี่ยงจึงเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ พละกำลังก็หนักหน่วงมากเช่นกัน
"วูบ!!"
มีดตัดฟืนฟันแหวกอากาศ ทิ้งประกายดาบสว่างวาบไว้สายหนึ่ง
วานรประหลาดตัวหน้าเตรียมตัวมาแต่เนิ่นๆ ตามคาด มันรีบกลิ้งตัวหลบ ขณะที่วานรประหลาดด้านหลังกลับอาศัยจังหวะนั้นเร่งความเร็ว แยกเขี้ยวแหลมคมพร้อมกับส่งเสียงร้องลั่นพุ่งเข้าใส่หลินเจวี๋ย ในมือของมันกำก้อนหินแหลมคมไว้ก้อนหนึ่ง
ดาบพั่วนี้ยาวมาก หัวดาบก็หนักมาก เวลาแกว่งไกวถึงจะทรงพลัง ทว่าหากฟันออกไปแล้วไม่โดนเป้าหมาย เรี่ยวแรงและระยะทางที่ต้องใช้ในการดึงกลับมาฟันอีกครั้งย่อมต้องใช้มากขึ้น อาจเป็นเพราะต่อสู้กับคนมาเยอะ สิ่งมีชีวิตพวกนี้จึงฉลาดและเข้าใจมนุษย์มากกว่าที่หลินเจวี๋ยคิดไว้
อย่างไรก็ตาม พวกมันไม่รู้เลยว่าหลินเจวี๋ยเองก็เตรียมตัวมาเช่นกัน
แม้ดาบพั่วจะถูกเหวี่ยงออกไปแล้ว แต่ใบหน้าของหลินเจวี๋ยก็ยังคงหันไปทางทิศนั้น ลมหายใจเฮือกหนึ่งถูกสูดเข้าไปจนเต็มช่องท้องนานแล้ว ส่งผลให้พวงแก้มพองออก
"พรึ่บ..."
พลังไฟถูกพ่นออกมา เปลวเพลิงกลุ่มหนึ่งระเบิดกระจาย ราวกับการเล่นกลในงานวัดก็ไม่ปาน ทว่ามันกลับหยุดยั้งการโจมตีของวานรประหลาดได้ในชั่วพริบตา
ขณะเดียวกัน เปลวไฟก็บดบังทัศนวิสัยของทั้งสองฝ่าย
หลินเจวี๋ยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ภายในใจมีเพียงความโกรธแค้น เขากำดาบพั่วแน่น ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในร่างกายตวัดฟันออกไปอย่างแรง
"วูบ!!"
กระบองส่งเสียงหวีดหวิว ดาบสาดประกายเย็นเยียบ มีดตัดฟืนกวาดขวางผ่านเปลวเพลิง กระทั่งบนคมดาบก็ยังมีหางเปลวไฟติดมาด้วย
"ฉัวะ!"
เลือดสดๆ พุ่งกระฉูด หัววานรร่วงหล่นลงมาในแนวเฉียง







