เสียงขานนามที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็สิ้นสุดลง
ปัญญาชนนับไม่ถ้วนทั่วทั้งลานต่างเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ตกตะลึงกับฉากอันยิ่งใหญ่นี้จนนิ่งอึ้งไร้สียง
ที่แท้งานชุมนุมกวีในวันนี้ กลับกลายเป็นงานเลี้ยงรับศิษย์ของท่านตงไหล!
เด็กอัจฉริยะชุยเซี่ยน คารวะท่านตงไหลเป็นอาจารย์
เสนาบดีแห่งสภาขุนนางทั้งสอง ตระกูลผู้ลากมากดี ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการบัณฑิต กระทั่งฉีอ๋องและองค์รัชทายาท ต่างก็ส่งตัวแทนมาร่วมแสดงความยินดี!
เดิมทีคิดว่า การแต่ง 'บทกวีสดับจักจั่น' ในงานชุมนุมกวีวันนี้ จะเพียงพอให้เด็กอัจฉริยะผู้นี้มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่นักปราชญ์อีกครั้ง
ผลปรากฏว่าฉากสำคัญที่แท้จริง อยู่ที่การคารวะรับศิษย์ต่างหาก!
เพียงแค่ดูรายนามแขกเหรื่อที่มาแสดงความยินดี ก็รู้แล้วว่างานเลี้ยงรับศิษย์ครั้งนี้ยิ่งใหญ่ตระการตาเพียงใด
วันนี้
ทั่วทั้งสองนครหลวงและสิบสามมณฑลแห่งราชวงศ์ต้าเหลียง ตั้งแต่วงการวรรณกรรมไปจนถึงแวดวงขุนนาง สายตาของคนทั่วหล้าต่างจับจ้องมาที่หนานหยาง
จับจ้องมาที่เด็กอัจฉริยะผู้นี้!
เมื่อคิดได้เช่นนี้
เหล่าปัญญาชนในงานชุมนุมกวีต่างหันขวับ มองไปยังชุยเซี่ยนในศาลาริมน้ำด้วยความตื่นตะลึงและเหม่อลอย
ชุยจ้งหยวนและชุยโป๋ซานทั้งสองคนหน้าแดงก่ำ อ้าปากค้างจนกว้าง
สองพี่น้องถึงกับคิดว่า ตระกูลผู้ดีนับร้อยต่างส่งของขวัญล้ำค่ามาให้เซี่ยนเกอ กระทั่งองค์รัชทายาทยังส่งตัวแทนมาแสดงความยินดี
ประเดี๋ยวพอขนของขวัญเหล่านี้กลับไปที่จวน ท่านแม่คงได้ตื่นเต้นจนเป็นลมพับไปอีกแน่!
ส่วนคุณชายทั้งสี่อย่างเผยเจียน จวงจิ่น เกาฉี และหลี่เฮ่ออวี้ ยิ่งมีสีหน้าตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างจนกลมดิ๊ก
สวรรค์!
คนเหล่านี้ ล้วนมาเพื่อแสดงความยินดีกับน้องเซี่ยนงั้นหรือ?
อย่าว่าแต่พวกเขาเลย
แม้แต่หนานหยางอ๋อง ผู้แทนพระองค์ใต้เท้าฉี นายอำเภอซ่ง และคนอื่นๆ ในศาลาริมน้ำ ต่างก็มีใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
พูดได้โดยไม่เกินจริงเลยว่า
มองไปทั่วทั้งราชวงศ์ต้าเหลียง ก็ไม่มีทางหางานเลี้ยงรับศิษย์ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าวันนี้ได้อีกแล้ว!
ทว่าตัวเอกของงานเลี้ยงรับศิษย์ครั้งนี้ กลับมีอายุเพียงแปดขวบ!
อายุน้อยเสียจนทำให้เหล่าบัณฑิตในที่แห่งนี้ต้องละอายใจ ทั้งยังอิจฉาและหลงใหลใฝ่ฝัน
ผู้อื่นอายุเพียงแปดขวบ ก็คว้าความสำเร็จที่พวกเขาไม่มีวันเอื้อมถึงไปได้ตลอดชีวิตแล้ว!
ภายในศาลาริมน้ำ
ชุยเซี่ยนที่ถูกจับจ้องจากคนทั้งลานก็ชะงักงันไปเช่นกัน
สุราสองสามจอกตกถึงท้อง เขาก็เริ่มมีอาการมึนเมาอยู่บ้างแล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่า งานเลี้ยงรับศิษย์งานหนึ่ง จะถูกอาจารย์จัดขึ้นอย่างเอิกเกริกและยิ่งใหญ่เกรียงไกรถึงเพียงนี้
เขาหรี่ตาที่พร่ามัวด้วยความเมามาย มองดูฉากนี้อย่างเหม่อลอย จากนั้นก็ไม่ปิดบังอารมณ์อีกต่อไป รอยยิ้มเจิดจ้าปรากฏขึ้นบนใบหน้า
สายลมเย็นปลายฤดูร้อนพัดโชย
เด็กหนุ่มในชุดแดงที่ยืนอยู่กลางศาลาริมน้ำ มีสีหน้าเบิกบาน วัยหนุ่มกำลังเบ่งบานพอดี
วันนี้ เป็นเวทีของเขาชุยเซี่ยน!
ดังคำกล่าวที่ว่า 'ยามสมหวังในชีวิต ควรเริงร่าให้เต็มที่'
วินาทีนี้ ชุยเซี่ยนคู่ควรกับคำว่า 'สมหวังในชีวิต' อย่างแท้จริง!
ท่านตงไหลมองไปยังศิษย์ตัวน้อย หัวเราะเบาๆ อย่างภาคภูมิใจแล้วกล่าวว่า "เป็นอย่างไรบ้าง งานเลี้ยงรับศิษย์ที่อาจารย์จัดเตรียมให้เจ้า พอใจหรือไม่?"
นั่นต้องเรียกว่าพอใจมากต่างหาก!
ชุยเซี่ยนประสานมือคารวะอาจารย์ พลางกล่าวยิ้มๆ ว่า "ขอบพระคุณความเมตตาของอาจารย์ ศิษย์..."
หากวันนี้ไม่ได้ดื่มสุราเข้าไปสักหน่อย ชุยเซี่ยนคงจะถ่อมตัวสักครั้ง แล้วเอ่ยประโยคที่ว่า 'ศิษย์ละอายใจมิกล้ารับ'
แต่ความเมามายกำลังได้ที่ ชีวิตกำลังสมหวัง
เขายังอายุน้อยถึงเพียงนี้ ในเวทีของตนเอง จะแสดงความโอหังออกมาสักหน่อย จะเป็นไรไปเล่า?
ดังนั้น
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชุยเซี่ยนก็เลิกคิ้วขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ท่าทางดูองอาจห้าวหาญ "ศิษย์ ขอน้อมรับไว้ด้วยความยินดีขอรับ!"
ช่างเป็นการน้อมรับที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร!
ท่านตงไหลปรบมือหัวเราะร่วน จากนั้นก็พยักพเยิดหน้าไปทางด้านนอก กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า "ไปเถิด ตระกูลผู้ดีนับร้อยมาแสดงความยินดีกับเจ้า เจ้าสมควรเดินออกไปรับคำอวยพรและคำชื่นชม"
"เพื่อให้พวกเขาได้เห็นด้วยว่า ชายชราผู้นี้รับศิษย์ได้ยอดเยี่ยมเพียงใด!"
คนทั้งงานต่างเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง
นี่ต้องพึงพอใจในตัวเด็กอัจฉริยะมากเพียงใด ถึงได้เอ่ยคำพูดที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ตามใจเช่นนี้ออกมาได้!
ภายใต้การจับจ้องของสายตานับไม่ถ้วน
ชุยเซี่ยนก้าวเท้าออกจากศาลาริมน้ำ ยืนอยู่บนขั้นบันได ยิ้มพลางประสานมือขอบคุณตัวแทนจากร้อยตระกูลที่มาแสดงความยินดี "ผู้น้อยชุยเซี่ยน ขอขอบคุณทุกท่านที่เดินทางไกลมาเพื่อมอบคำอวยพร"
"ทว่า เซี่ยนเป็นเพียงเด็กน้อยไร้ชื่อเสียงวัยแปดขวบ มิกล้าเย่อหยิ่ง ในใจย่อมตระหนักดีว่า การที่ทุกท่านนำของขวัญล้ำค่ามาในวันนี้ มิใช่เพราะเซี่ยน"
"แต่เป็นเพราะอาจารย์ของเซี่ยน ท่านตงไหล"
"ด้วยความเมตตาของอาจารย์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เซี่ยนจึงได้กลายเป็นศิษย์ของท่านตงไหล"
"เมื่อครู่ อาจารย์ถามข้าว่า พอใจกับงานเลี้ยงรับศิษย์ที่ท่านเตรียมไว้ให้หรือไม่"
"คิดดูแล้ว เพื่อจัดงานเลี้ยงรับศิษย์ครั้งนี้ อาจารย์คงต้องเตรียมการล่วงหน้ามาเนิ่นนาน ถึงได้มีงานอันยิ่งใหญ่ในวันนี้ได้"
"เซี่ยน รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก"
เมื่อพูดถึงตรงนี้
เขาหันกลับไปมองท่านตงไหลในศาลาริมน้ำ ยิ้มอย่างเจิดจ้า "เซี่ยนยังเด็ก ไม่อาจเลียนแบบความใจกว้างของอาจารย์ได้ แต่ก็อยากใช้กำลังอันน้อยนิดของตน ตอบแทนพระคุณอาจารย์"
"คิดว่าทุกท่านในที่นี้คงพอได้ยินมาบ้าง ว่าตอนนี้เซี่ยน ก็พอมีชื่อเสียงเล็กๆ น้อยๆ อยู่ภายนอกบ้างแล้ว"
อะไรนะ?
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนนับไม่ถ้วนในที่นั้นต่างก็ชะงักงัน
จากนั้นแต่ละคนก็เริ่มได้สติ เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น
สิ่งที่เด็กอัจฉริยะเรียกว่า 'ชื่อเสียงเล็กๆ น้อยๆ' ย่อมมาจากบทกวีสามบทอย่าง 'สงสารชาวนาสองบท' และ 'กวีห่าน' อย่างแน่นอน!
หรือว่า เด็กอัจฉริยะจะแต่งบทกวีมอบให้อาจารย์ตงไหลต่อหน้าทุกคน?
สวรรค์!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ คนนับไม่ถ้วนในที่นั้นก็ส่งเสียงร้องอุทาน
สองศิษย์อาจารย์คู่นี้ ยังคิดว่างานเลี้ยงรับศิษย์วันนี้ยังยิ่งใหญ่ไม่พออีกหรือ?
ต่อจาก 'บทกวีสดับจักจั่น' และการแสดงความยินดีจากร้อยตระกูลใหญ่
เด็กอัจฉริยะยังจะแต่งบทกวีสดๆ อีก!
ไม่อยากจะคิดเลยว่า เมื่องานชุมนุมกวีวันนี้จบลง จะก่อให้เกิดความฮือฮาในแวดวงบัณฑิตแห่งราชวงศ์ต้าเหลียงมากเพียงใด!
และแล้วก็เป็นจริงดังคาด
ท่ามกลางเสียงอุทานของฝูงชน ชุยเซี่ยนยังคงกล่าวยิ้มๆ ต่อไป "อาจารย์เหน็ดเหนื่อยจัดการเพื่อศิษย์ เซี่ยนไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน จึงอยากแต่งบทกวีสักบท ในงานเลี้ยงรับศิษย์ครั้งนี้ ภายใต้การเป็นประจักษ์พยานของทุกท่าน เพื่อมอบแด่อาจารย์ของข้า ท่านตงไหล"
ทั่วทั้งลานเดือดพล่านขึ้นมาทันที!
ท่านตงไหลคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าศิษย์จะมาไม้นี้อย่างกะทันหัน ทั้งประหลาดใจและตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
หนานหยางอ๋องยิ่งกล่าวด้วยความตื่นเต้น "เด็กๆ เตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกมา เปิ่นอ๋องจะฝนหมึกให้คุณชายชุยด้วยตัวเอง!"
ร้อยตระกูลใหญ่เป็นพยาน
หนานหยางอ๋องทรงฝนหมึกด้วยองค์เอง
ปัญญาชนนับไม่ถ้วนร่วมเป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ
ที่แท้งานเลี้ยงรับศิษย์ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่อาจารย์ที่เตรียมการมาอย่างพิถีพิถัน
ผู้เป็นศิษย์เองก็ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน!
ไม่นาน พู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกก็ถูกเตรียมพร้อม
ภายใต้การจับจ้องของสายตานับไม่ถ้วน ชุยเซี่ยนหันหลังเดินกลับเข้าไปในศาลาริมน้ำ
มือหนึ่งของเขาจับพู่กัน ก่อนอื่นกล่าวขอบคุณหนานหยางอ๋อง จากนั้นก็มองไปทางท่านตงไหลพลางยิ้มกล่าว "ก่อนหน้านี้ ข้าเคยประชันกวีกับผู้อื่น อีกฝ่ายแต่งบทกวี 'สรรเสริญไผ่ใหม่' มอบให้อาจารย์ของตน ทั้งยังจับพลัดจับผลู ชนะบทกวี 'กวีห่าน' ของข้าไปได้"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผู้คนต่างก็พากันหัวเราะ
เรื่องตลกขบขันนี้ เมื่อชื่อเสียงของเด็กอัจฉริยะโด่งดังขึ้น ตอนนี้ก็เป็นที่รู้จักของคนมากมายแล้ว
แต่เหตุใดเด็กอัจฉริยะถึงได้หยิบยกเรื่องเก่านี้ขึ้นมาพูดโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยเล่า?
แล้วก็เห็นชุยเซี่ยนกล่าวต่อว่า "เรื่องเล็กน้อยนี้ไม่สำคัญอันใด ทว่า สิ่งที่อาจารย์ของผู้อื่นมี อาจารย์ของเซี่ยน ย่อมไม่อาจล้าหลังผู้อื่นได้เช่นกัน"
"ดังนั้น บทกวีที่เซี่ยนจะมอบให้อาจารย์ มีชื่อว่า..."
พูดถึงตรงนี้ เขาก็หัวเราะออกมาก่อน
หลังจากหัวเราะจบก็กล่าวต่อ "มีชื่อว่า 'สรรเสริญไผ่ใหม่' ขอรับ"
ทั่วทั้งลานส่งเสียงหัวเราะครืนด้วยความเอ็นดู
ยังไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาของบทกวีนี้ว่าเป็นอย่างไร เพียงแค่ชื่อนี้ ก็เพียงพอที่จะเรียกว่า 'มีอารมณ์ขันอย่างมีระดับ' แล้ว!
ตั้งแต่โบราณกาลมา
มีบทกวีสรรเสริญอาจารย์มากมาย ในหัวของชุยเซี่ยนเองก็ไม่ขาดแคลนประโยคทองยอดฮิตตลอดกาลอย่าง 'ไหมฟ้าตราบสิ้นชีพใยจึงสิ้น' หรือ 'บุปผาร่วงโรยมิใช่ไร้เยื่อใย'
แต่นี่คืองานเลี้ยงคารวะอาจารย์ ชุยเซี่ยนกับอาจารย์เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน
'ไร้หัวข้อ' เล่าถึงความรักความผูกพันของหนุ่มสาวที่ต้องจากลากัน ภายหลังถูกนำมาตีความขยายความเป็นการสรรเสริญอาจารย์
'กวีเบ็ดเตล็ดปีจี่ไฮ่' เล่าถึงความทุกข์ระทมของการลาออกจากราชการและต้องจากเมืองหลวง
ไม่เพียงแต่บริบทจะไม่เข้ากัน แม้แต่อารมณ์ก็ยังไม่เข้ากันเลย
งานเลี้ยงคารวะอาจารย์บ้านไหนกัน ที่ทำให้อาจารย์ต้องเป็น 'ไหมฟ้าสิ้นชีพ' แล้วยังต้องเป็น 'เทียนไขมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน' อีก?
ช่างหมดสนุกเสียจริง!
ช่างขมขื่นเกินไปแล้ว!
บัณฑิตในงานมีมากมาย ท่านตงไหลเองก็เป็นปราชญ์ผู้มีชื่อเสียง หากคัดลอกบทกวีออกมาส่งเดช มีหวังได้กลายเป็นตัวตลกแน่
โชคดีที่ต้องขอบคุณบรรพบุรุษที่มีความสามารถทางวรรณกรรมอันยอดเยี่ยมมากมาย คุ้ยเขี่ยดูสักหน่อย ก็มักจะเจอบทกวีชื่อดังสักสองสามบทเสมอ!
อย่างเช่นบทกวี 'ไผ่ใหม่' ของเจิ้งป่านเฉียวบทนี้
ทั่วทั้งบทกวีมีความหมายอันเจริญงอกงาม ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต แฝงไว้ด้วยความกตัญญูและคำอวยพรต่อผู้อาวุโส
เหมาะสมกับสถานการณ์ในวันนี้ที่สุด!
ภายใต้การจับจ้องของท่านตงไหลและสายตานับไม่ถ้วน
ชุยเซี่ยนจรดพู่กัน เขียนไปพลาง อ่านออกเสียงไปพลาง "'สรรเสริญไผ่ใหม่ ณ จวนหนานหยางอ๋อง มอบแด่อาจารย์ตงไหล'!"
เมื่อได้ยินชื่อนี้ ใบหน้าชราของหนานหยางอ๋องก็แทบจะยิ้มจนค้างไปแล้ว
เขารู้ว่า นี่คือการที่ชุยเซี่ยนกำลังขอบคุณที่ตน 'ฝนหมึก' ให้นั่นเอง!
ส่วนคนอื่นๆ ในงานชุมนุมกวี ต่างก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง จับจ้องไปที่เด็กอัจฉริยะเขม็ง เกรงว่าจะไปรบกวนความคิดของเขา
จวนอ๋องอัดแน่นไปด้วยผู้คนอย่างเห็นได้ชัด ทว่ากลับเงียบสงัด
สายลมยังคงพัดโชย
ที่ริมสระบัว ป่าไผ่เอนไหวส่งเสียงซู่ซ่าตามแรงลม
ไผ่แก่ของปีที่แล้วสูงและแข็งแรงกว่า ไผ่ใหม่ที่เติบโตในปีนี้ แม้จะเตี้ยกว่าเล็กน้อย แต่กลับเขียวชอุ่มยิ่งกว่า
ยังมีไผ่ใหม่อีกหลายต้นที่เติบโตอย่างดุดันน่าชื่นชม แตกปล้องงอกงาม กระทั่งสูงกว่าไผ่แก่เสียอีก
กอไผ่ใหม่และเก่าพันเกี่ยวกัน เป็นพุ่มไม้เขียวขจี
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของคนนับไม่ถ้วน
ก็เห็นเด็กอัจฉริยะเงยหน้าขึ้นมองป่าไผ่ผืนนั้น จากนั้นก็ยิ้มจรดพู่กัน เขียนไปพลางอ่านไปพลาง "ไผ่ใหม่สูงล้ำกิ่งไผ่เก่า ล้วนพึ่งต้นเฒ่าคอยค้ำจุน!"
เมื่อสองประโยคแรกถูกเอ่ยออกมา ทั่วทั้งลานต่างก็ส่งเสียงโห่ร้องชื่นชม!
ไม่เพียงใช้ตัวอักษรที่กระชับที่สุด บรรยายถึงท่วงท่าของไผ่ใหม่และเก่า
ประโยคนี้ ยังเป็นการยืมไผ่ เพื่อขอบคุณอาจารย์ตงไหลอีกด้วย!
ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ เด็กอัจฉริยะตั้งชื่อบทกวีนี้ว่า 'สรรเสริญไผ่ใหม่'
สรรเสริญคือไผ่ใหม่ ทว่าแท้จริงแล้วกลับยกย่อง 'ไผ่แก่' ต่างหาก!
เป็นไปตามคาด
เมื่อท่านตงไหลได้ยินสองประโยคแรกนี้ ก็ยิ้มจนตาหยี สีหน้าพึงพอใจอย่างที่สุด "ประเสริฐยิ่ง!"
บทกวีของชุยเซี่ยน ยังคงเขียนต่อไป
ในเมื่อขอบคุณอาจารย์ผู้เป็น 'ไผ่แก่' ไปแล้ว เช่นนั้นต่อไป จะเขียนอย่างไรต่อดีเล่า?
ลมในจวนอ๋อง เริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ
ผิวน้ำในสระเกิดระลอกคลื่น
ใบสนร่วงหล่นดังสวบสาบ ป่าไผ่เอนไหวร่ายรำอย่างบ้าคลั่งตามแรงลม
เสื้อคลุมสีแดงของชุยเซี่ยน ก็ปลิวไสวไปตามสายลม ประกอบกับความเมามายสามส่วน ทำให้เขาทั้งคนดูองอาจห้าวหาญ เจิดจ้าสะดุดตา
ฉากสำคัญที่เรียกได้ว่าน่าตื่นตะลึงนี้ จะต้องตราตรึงอยู่ในใจของผู้คนมากมาย ยากจะลืมเลือนไปอีกนานแสนนานอย่างแน่นอน
ท่ามกลางสายลมกรรโชกแรง
ชุยเซี่ยนเลิกคิ้วขึ้น ยิ้มมองท่านตงไหลแวบหนึ่ง
จากนั้นภายใต้สายตาที่จับจ้องจนตื่นตะลึงไปทั้งงาน เขาตวัดพู่กันดั่งมังกรผงาดงูเหิน วาดจุดจบอันสมบูรณ์แบบให้กับบทกวีนี้
น้ำเสียงอันกังวานและหนักแน่นของเด็กหนุ่ม ดังก้องไปทั่วจวนอ๋อง เผยให้เห็นถึงความสดใสเบิกบาน และความองอาจห้าวหาญอย่างเต็มที่!
"ปีหน้าหากมีหน่อใหม่ผุด หลานมังกรสิบจั้งล้อมสระหงส์!"
หลานมังกร (หลงซุน): อีกชื่อหนึ่งของต้นไผ่
สระหงส์ (เฟิ่งฉือ): มักใช้เปรียบเปรยถึงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี
ดังนั้นต่อให้ในบทกวีนี้จะมีทั้ง 'มังกร' และ 'หงส์' ก็ไม่ถือว่าเป็นการล่วงละเมิดกฎเกณฑ์
นี่ต้องเป็นศิษย์ที่เคารพและกตัญญูต่ออาจารย์ถึงเพียงใด จึงจะสามารถเขียนคำอวยพรที่งดงาม เปี่ยมล้นไปด้วยพลังและจริงใจเช่นนี้ออกมาได้!
เมื่อประโยคนี้หลุดออกมา
ทั่วทั้งจวนอ๋องก็ระเบิดเสียงโห่ร้องและเสียงชื่นชมดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง
ส่วนตัวท่านตงไหลเอง ยิ่งตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำไปหมด
หลานมังกรสิบจั้งล้อมสระหงส์!
ช่างเป็น 'หลานมังกรสิบจั้งล้อมสระหงส์' ที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร!