'เมฆหมายเลขสองมีความเคลื่อนไหวอีกแล้ว คนบนเมฆร่วงลงมาตรงหน้าข้าแล้ว'
หลี่ผิงอันปรายตามองกระจกหลิวหลีในฝ่ามือ ความคิดแล่นปรู๊ดปร๊าด ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
เขายังคงวิ่งทะยานไปข้างหน้าเหนือผืนป่า พลางแผ่สัมผัสวิญญาณออกไปรอบทิศทางอย่างสุดความสามารถ
หลังจากมุ่งหน้าไปเช่นนี้ครู่หนึ่ง หลี่ผิงอันก็หยุดชะงักกะทันหัน ร่างกายร่วงหล่นลงไปในเรือนยอดของต้นไม้ใหญ่ ขมวดคิ้วมองไปเบื้องหน้า
มีหญิงสาวคนหนึ่งนอนตะแคงอยู่บนพื้นหญ้า ใบหน้าซีดเผือด ลมหายใจรวยริน ดูราวกับได้รับบาดเจ็บสาหัส ทว่าเพียงแค่มองแผ่นหลังก็ยังดูเย้ายวนมีเสน่ห์
หลี่ผิงอันกระโดดลงไปใต้ต้นไม้ทันที
ขณะที่เซียนสำนักหมื่นเมฆาทั้งสามบนท้องฟ้า ล้วนคิดว่าหลี่ผิงอันกำลังจะเข้าไปทำตัวเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงาม หลี่ผิงอันกลับประสานมือคารวะหญิงสาวผู้นั้นแต่ไกล พลางทอดถอนใจกล่าวว่า
"ข้ามีคำสั่งลับของสำนักติดตัว ไม่สะดวกก่อเรื่องวุ่นวาย หวังว่าแม่นางจะผ่านพ้นเคราะห์กรรมตรงหน้าไปได้อย่างราบรื่น"
——นี่คือคำพูดที่ตั้งใจให้เซียนบนเมฆได้ยิน
กล่าวจบ หลี่ผิงอันก็ประสานมุทราในมือ กลายร่างเป็นกลุ่มเมฆหมอกมุดลงไปในพื้นหญ้า ใช้วิชาหลบหนีพสุธาอ้อมไปทางทิศตะวันตกหลายลี้ แล้วมุ่งหน้าลงใต้ต่อไป
บนเมฆสีขาว ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งพยักหน้ายิ้มๆ ส่วนเวยเหยียนจื่อมีสีหน้าซับซ้อน
ในเมฆสีขาวอีกก้อน เซียวเยว่ ผู้เป็นเซียนแท้จริงและผู้อาวุโสฝ่ายนอกแห่งสำนักหมื่นเมฆาแค่นเสียงทางจมูกเบาๆ ดวงตาหงส์ทอแววขบขันใคร่รู้มากขึ้นเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เซียวเยว่จงใจแวะไปที่เมืองการค้าทะเลตะวันออกก่อน นางเลือกศิษย์หญิงที่มีหน้าตาและพรสวรรค์โดดเด่นที่สุดสามคนจากบรรดาศิษย์จดนามจำนวนมากของนาง พามาที่นี่เพื่อขัดขวางหลี่ผิงอัน
——ตามปกติแล้วศิษย์จดนามของนางล้วนอยู่ในเมืองการค้าภายใต้ชื่อของสำนักหมื่นเมฆา คล้ายกับศิษย์ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งยังไม่ได้ถูกบันทึกในรายชื่อศิษย์สำนักหมื่นเมฆา
เมื่อเห็นหลี่ผิงอันเมินเฉยต่อโอกาส 'วีรบุรุษช่วยสาวงาม' เช่นนี้ เซียวเยว่ก็แอบชื่นชมหลี่ผิงอันขึ้นมาเล็กน้อย
ด่านแรกพ่ายแพ้ เซียวเยว่ก็ไม่รีบร้อน ด้านหลังยังมีอีกสองด่าน นางอยากจะเห็นนักว่าหลี่ผิงอันจะรับมืออย่างไร
หลี่ผิงอันมุ่งหน้าลงใต้ไปได้ไม่ถึงร้อยลี้ ผ่านเมืองใหญ่สองแห่ง ก็มาถึงป่ารกร้างอีกผืนหนึ่ง
ขณะที่เขากำลังเร่งฝีเท้าเดินทางอยู่ในป่า เบื้องหน้าก็ปรากฏหมอกหนาทึบซ้อนกันเป็นชั้นๆ ภายในหมอกมีเสียงน้ำไหลริน และดูเหมือนจะมีแสงของวิเศษกะพริบวิบวับ
เก็บของวิเศษได้ตามทางงั้นหรือ?
หลี่ผิงอันแทบจะหลุดหัวเราะออกมา
ที่นี่คือดินแดนทางโลกใจกลางทวีปบูรพา เนื่องจากมีไอขุ่นมัวของทางโลกทำให้พลังวิญญาณปะปนกันมั่วซั่ว จึงแทบไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักใดมาตั้งรกราก ดังนั้นมันจึงกลายเป็น 'ดินแดนแสวงสมบัติ' ของบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร 'ระดับล่าง' ในทวีปบูรพา
โอกาสที่จะเก็บของวิเศษได้ในดินแดนแบบนี้ ยังต่ำกว่าโอกาสที่จะได้พบอาแปะของนางเซียนกำลังอาบน้ำเสียอีก
หลี่ผิงอันไม่ได้หยุดพัก เขาเดินอ้อมไปทางทิศตะวันออกสิบกว่าลี้ หลีกเลี่ยงบริเวณที่ถูกหมอกหนาปกคลุม
เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ก็ยังไม่ลืมยืนอยู่บนยอดไม้แล้วหันกลับไปมอง พลางถอนหายใจกล่าวว่า
"น่าเสียดายจริงๆ ข้ามีคำสั่งของสำนักติดตัว ไม่อาจเสี่ยงอันตรายใดๆ ได้ ของวิเศษชิ้นนี้คงไร้วาสนากับข้าแล้ว"
จากนั้นก็มุ่งหน้าลงใต้ต่อไป
บนเมฆสีขาว เวยเหยียนจื่อเริ่มรู้สึกทะแม่งๆ แล้ว ส่วนผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งก็ยิ่งมีรอยยิ้มอารีมากขึ้น
ผู้อาวุโสเซียวเยว่บนเมฆสีขาวอีกก้อน คิ้วเรียวดุจใบหลิวคู่นั้นขมวดเข้าหากันเล็กน้อยแล้ว
เด็กคนนี้ช่างระแวดระวังถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรตัวน้อยระดับหนิงกวงที่ยังไม่บรรลุขั้นสร้างรากฐาน อีกทั้งยังลงเขาเป็นครั้งแรก ไฉนจึงได้ดูแก่ประสบการณ์นัก?
เซียวเยว่ที่ตระหนักได้ว่าแผนการของตนตื้นเขินเกินไป เพิ่งจะคิดเรียกศิษย์หญิงคนที่สามกลับมาโดยตรง แต่เมื่อสัมผัสเซียนของนางกวาดผ่านไป กลับเห็นว่าหลี่ผิงอันอยู่ห่างจากศิษย์หญิงคนที่สามเพียงสิบกว่าลี้เท่านั้น
และครั้งนี้ ดูจากเส้นทางการมุ่งหน้าของหลี่ผิงอัน ดูเหมือนเขาจะไม่ได้หลบเลี่ยงอีก
……
'นี่เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบภายในสำนักงั้นหรือ? หรือว่าเป็นการจัดฉากของกลุ่มเซียนในสำนักที่หมั่นไส้ตาเฒ่าหลี่บ้านข้ากันแน่?'
หลี่ผิงอันคาดเดาอยู่ในใจ
สติปัญญาบอกเขาว่า น่าจะมีคนอยากขัดขวางไม่ให้เขาผ่านการทดสอบฝ่ายนอก เพื่อถือโอกาสหักหน้าท่านพ่อ
——เนื่องจากมีนักพรตคงหมิงผู้เป็นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักค้ำคออยู่ เฒ่าเทียนเซียนในสำนักไม่กี่คนที่แข่งขันแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักกับท่านพ่อ ก็คงทำได้เพียงระดับนี้เท่านั้น
แต่หลังจากผ่านพ้นด่าน 'วีรบุรุษช่วยสาวงาม' และ 'เก็บของวิเศษได้กลางทาง' สองด่านก่อนหน้านี้ หลี่ผิงอันก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วจริงๆ
หากเป็นการจัดฉากของคนเหล่านั้นจริงๆ มันจะไม่หยาบช้าเกินไปหน่อยหรือ? กลางป่าเขาลำเนาไพร ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่บาดเจ็บสาหัสคนไหนจะจงใจสวมกระโปรงผ้าโปร่งรัดรูปที่ไม่มีประโยชน์ในการป้องกันตัว แถมยังจงใจแอ่นส่วนโค้งเว้าของแผ่นหลังให้ดูพอดีเป๊ะขนาดนั้น?
ดินแดนเก็บของวิเศษนั่นยิ่งไร้สาระหนัก นอกเหนือจากแสงของวิเศษแล้ว ทำไมถึงมีหมอกหนาธรรมดาๆ มาบดบัง? ทำไมหมอกหนาเหล่านี้ถึงไม่มีพลังวิญญาณแฝงอยู่เลย?
สรุปก็คือ มีช่องโหว่เต็มไปหมด
หลี่ผิงอันบ่นอุบอิบในใจสองสามประโยค ก่อนจะสำรวจเส้นทางข้างหน้าอย่างระมัดระวังต่อไป และในไม่ช้าก็ค้นพบสถานที่ตั้งของด่านที่สาม
เอาเถอะ ระยะห่างระหว่าง 'ด่าน' ทั้งสามด่านดันเท่ากันเป๊ะ! สัมผัสวิญญาณของเขามองเห็นว่าที่ชายป่าห่างออกไปสิบกว่าลี้ มีหญิงชราคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้คดงอ ใบหน้าเศร้าหมอง นางกำลังโยนแถบผ้าขึ้นไปบนกิ่งไม้ ดูเหมือนกำลังจะคิดสั้น
หญิงชราผู้นี้……
มือขวาของหลี่ผิงอันรวบเป็นดัชนีกระบี่ ปาดจากซ้ายไปขวา ประกายแสงไม้สีเขียววูบไหวในส่วนลึกของดวงตา
ใบไม้บังตาเปิดเนตรใจ หมื่นทิศมิอาจพรางตาภูตผีปีศาจ! หญิงชราที่ไหนกัน นี่มันหญิงสาวเกล้ามวยผมสองข้างที่ใช้วิชาแปลงกายแสร้งทำเป็นแก่ชราต่างหาก ระดับพลังน่าจะอยู่ราวๆ ขั้นหนิงกวงระดับเจ็ดถึงแปด
หากผู้บำเพ็ญเพียรระดับหนิงกวงสามารถผูกคอตายได้ หลี่ผิงอันยอมขอให้ผู้ดูแลเวยเหยียนจื่อเปลี่ยนไปใช้แซ่ของนางเลย
คนผู้นี้อยู่ขั้นหนิงกวงระดับเจ็ด แถมยังใช้วิชาของสำนักหมื่นเมฆา อีกทั้งยังรู้วิชาแปลงกายที่หาได้ยาก……เป็นศิษย์ในสำนักงั้นหรือ? แล้วเป็นศิษย์จากยอดเขาไหนกันล่ะ?
หลี่ผิงอันเพิ่งจะคิดเอ่ยคำว่า 'ขออภัย' แล้วจากไป จู่ๆ ก็ได้ยินหญิงชราผู้นั้นร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า
"ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว! ลูกชายคนโตของข้าเข้าสำนักหมื่นเมฆาไปบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน ส่วนลูกคนรองกับคนเล็กก็ล้วนอกตัญญู! ข้ามีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ!"
ให้ตายสิ เริ่มใช้แผนเปิดเผยกับเขาแล้วงั้นหรือ? ——หากหญิงชราผู้นี้ไม่เอ่ยถึงสำนักหมื่นเมฆาก็แล้วไปเถอะ แต่พอเอ่ยถึงสำนักหมื่นเมฆาแล้ว หากเขายังคงหลบเลี่ยงอีก ก็จะถูกคนจับผิดเอาได้ง่ายๆ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหลี่ผิงอันรู้ดีอยู่แล้วว่า บนหัวของตนมีเซียนแห่งสำนักหมื่นเมฆาอยู่อย่างน้อยสองคน
หลี่ผิงอันออกเดินทางอีกครั้ง พุ่งตรงไปยังหญิงชราผู้นี้ ระหว่างทางยังแสร้งปล่อยกลิ่นอายออกมาสายหนึ่ง เพื่อให้อีกฝ่ายสามารถจับร่องรอยของตนได้
เมื่อรับรู้ได้ว่าหลี่ผิงอันกำลังเข้าใกล้มาอย่างรวดเร็ว ศิษย์หญิงที่ปลอมตัวเป็นหญิงชราก็เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วขึ้นมาก นางแขวนแถบผ้าเสร็จสรรพในสองสามที ผูกเงื่อนตาย แล้วเหยียบลงบนตอไม้ครึ่งท่อน
ขั้นตอนการผูกคอตายของนางช่างชำนาญยิ่งนัก
เมื่อหลี่ผิงอันปรากฏตัวบนยอดไม้ทางทิศเหนือ หญิงชราผู้นั้นก็เอาคอแขวนไว้บนแถบผ้าแล้ว ขาดเพียงแค่การเตะขาทิ้งตัวลงมาเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น
หลี่ผิงอันเอ่ยปากขึ้นกะทันหัน น้ำเสียงกังวานใส ไม่ช้าไม่เร็ว "ผู้อาวุโส ไฉนจึงคิดสั้นเล่า?"
หญิงชราผู้นั้นชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด นางหันหน้าไปมองในป่า เมื่อเห็นผู้บำเพ็ญเพียรชายหนุ่มคนหนึ่งเอามือไพล่หลังยืนอยู่บนยอดไม้ ก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึก
นางถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านคือเซียน...ท่านเซียนหรือเจ้าคะ?" ทักษะการแสดงนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
หลี่ผิงอันอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะถามอีกครั้ง "เมื่อครู่ได้ยินท่านบอกว่า ลูกชายคนโตของท่านเข้าสำนักหมื่นเมฆาไปบำเพ็ญเพียร เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?"
หญิงชราจับแถบผ้าไว้ พลางทอดถอนใจด้วยความโศกเศร้า "จริงแล้วจะทำไม ลูกชายคนโตแสนดีของข้าไปบำเพ็ญเซียนแล้ว เขามีอนาคตที่ดีเป็นของตัวเอง เขาไม่สนใจคนแก่คนนี้ ข้าก็ไม่โทษเขาหรอก!"
"ช่างบังเอิญเสียจริง"
หลี่ผิงอันหัวเราะพลางกล่าว "ข้าคือว่าที่ศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักหมื่นเมฆา ไม่อาจทนเห็นเรื่องเช่นนี้แล้วทำเป็นนิ่งดูดายได้"
"หา?"
หญิงชราหันไปมองหลี่ผิงอัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านรู้จักลูกชายคนโตแสนดีของข้าหรือไม่?"
หลี่ผิงอันส่ายหน้าทันที "ขออภัย ข้ายังไม่ได้เข้าบำเพ็ญเพียรในฝ่ายนอกอย่างเป็นทางการ รู้จักสหายเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น ศิษย์สำนักหมื่นเมฆามีจำนวนเท่าใดกันแน่ เรื่องนี้ข้าก็บอกไม่ถูก……ทว่า ในเมื่อท่านเป็นมารดาบังเกิดเกล้าของศิษย์สำนักหมื่นเมฆา ข้าก็สมควรทำอะไรให้ท่านบ้าง"
"เฮ้อ! ท่านเซียนไม่ต้องสนใจข้าหรอก! กระดูกแก่ๆ อย่างข้าไปที่ไหนก็มีแต่คนรำคาญ ทำให้คนรังเกียจ มีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไร้ความสุขจริงๆ! วันนี้ขอลาจากกันตรงนี้……ลาก่อนเถิด!"
หญิงชรามีอารมณ์พลุ่งพล่านเล็กน้อย นางสอดคอเข้าไปในแถบผ้าอีกครั้ง เตรียมจะเตะตอไม้ออกไปแล้ว
'แปลกจริง เขายังไม่ส่งเสียงห้ามอีกหรือ?'
ศิษย์หญิงที่ปลอมตัวเป็นหญิงชราบ่นพึมพำในใจ อดไม่ได้ที่จะปรายตามองไปที่ยอดไม้
หลี่ผิงอันยืนเอามือไพล่หลังอยู่อย่างเงียบๆ
แสงแดดสาดส่องลงมา บนใบหน้าที่สวมหน้ากากบางๆ ชั้นหนึ่งของเขา ยังคงมีรอยยิ้มอบอุ่นอยู่เสมอ
นี่มัน? หญิงชราหลับตาร้องไห้ หลี่ผิงอันยืนอมยิ้ม
หญิงชราถอนหายใจยาว หลี่ผิงอันไม่สะทกสะท้าน
ศิษย์หญิงที่ปลอมตัวเป็นหญิงชราตัดสินใจเด็ดขาด นางเตะเท้าออกไป ตอไม้ก็ล้มเอียงไปด้านข้าง แถบผ้าตึงเปรี๊ยะทันที
ในที่สุดหลี่ผิงอันก็เริ่มเคลื่อนไหว
เขาร่วงลงมาจากยอดไม้ ยืนอยู่บนทางเดินเล็กๆ ในป่าที่ค่อนข้างซีดขาว ประสานมือคารวะหญิงชรา พลางกล่าวเสียงดังฟังชัด "ในเมื่อข้ากับลูกชายคนโตของท่านเป็นสหายร่วมสำนัก ย่อมต้องเก็บกระดูกฝังศพ จัดการร่างไร้วิญญาณให้ท่าน เพื่อรักษาไมตรีระหว่างศิษย์ร่วมสำนัก"
หญิงชราเบิกตากว้าง เริ่มเตะขาไปมาในอากาศแล้ว
หลี่ผิงอันทอดถอนใจยาวอย่างเชื่องช้า "ท่านพ่อมักกล่าวเสมอว่า จงละทิ้งความอยากช่วยเหลือผู้อื่น เคารพความปรารถนาของผู้อื่น อย่าเอาความคิดของตนไปยัดเยียดให้ผู้อื่น แม้ข้าจะทนเห็นผู้อาวุโสท่านนี้ไปสู่ความตายไม่ได้ แต่ก็สมควรเคารพการตัดสินใจของนาง อนิจจา อนิจจัง เกิดเช้าตายค่ำ ดุจแมลงชีปะขาวในฟ้าดิน!"
หญิงชราตาเหลือกแล้ว ท่าทางการเตะขาเริ่มช้าลง
มือขวาของหลี่ผิงอันเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า เบื้องหน้าปรากฏโต๊ะหนังสือเพิ่มขึ้นมาหนึ่งตัว บนโต๊ะมีผลไม้ กระถางธูป และกระบี่ไม้ท้อวางอยู่
ตามด้วยมือซ้ายที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าอีกครั้ง เบื้องหน้าก็ปรากฏเตาหลอมโอสถขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยคราบสนิมเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งใบ
หลี่ผิงอันบ่นพึมพำ "เดี๋ยวค่อยเผาศพผู้อาวุโสท่านนี้ แล้วนำเถ้ากระดูกกลับไปให้ลูกชายคนโตที่สำนักก็แล้วกัน แม้เตาหลอมโอสถใบนี้จะมีมูลค่าไม่น้อย แต่อักขระอัคคีแท้หมิงต้งบนนั้นก็ใช้ได้อีกแค่สามสี่ครั้งเท่านั้น ทำเช่นนี้จะได้ช่วยให้ผู้อาวุโสท่านนี้ไม่ต้องตายไปในสภาพเปลือยเปล่า ช่วยให้ข้าไม่ต้องกระอักกระอ่วนใจตอนเก็บศพผู้อาวุโส อืม……เปิดเตา!"
ผึง! แถบผ้าของหญิงชราขาดสะบั้นกะทันหัน นางร่วงลงกระแทกพื้นอย่างทุลักทุเล เบิกตากว้างจ้องมองหลี่ผิงอันทั้งน้ำตา
หลี่ผิงอันรีบก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว เอ่ยถามแหวกอากาศ "ท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ข้ามีเชือกชั้นดีอยู่ที่นี่ จะให้ข้าช่วยแขวนให้ท่านหรือไม่?"
"มะ ไม่ต้องแล้ว! แค่ก! แค่กๆ! จู่ๆ ข้าก็นึกถึงหลานชายหลานสาวขึ้นมาได้……แค่กๆๆ!"
ใบหน้าเหี่ยวย่นของหญิงชราแดงก่ำ นางลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล แล้ววิ่งฉิวไปตามทางเดินเล็กๆ มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านห่างไกลอย่างรวดเร็ว
หลี่ผิงอันรีบตะโกนเรียก "ผู้อาวุโส! ข้าเตรียมของไว้พร้อมหมดแล้วนะ!"
"ไม่ล่ะๆ! ข้าคิดตกแล้ว! คิดตกแล้ว!"
แผ่นหลังของหญิงชราที่กำลังวิ่งหนีดูแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ
หลี่ผิงอันหัวเราะพลางส่ายหน้า เก็บโต๊ะหนังสือและเตาหลอมโอสถ เผยสีหน้าเสียดายอีกครั้ง พึมพำว่า "พลาดโอกาสดีๆ ที่จะได้ช่วยเหลือศิษย์ร่วมสำนักไปเสียแล้ว เดินทางต่อเถอะ"
กล่าวจบ หลี่ผิงอันก็กระโดดขึ้นไปบนยอดไม้ ปลายเท้าเหยียบลงบนใบไม้ที่ปลิวว่อน อาศัยใบไม้ต่างเรือ มุ่งหน้าลงใต้เพียงลำพัง
……
ขณะนี้ บรรยากาศบนเมฆสีขาวทั้งสองก้อนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฝั่งหนึ่งคือเวยเหยียนจื่อที่กุมท้องหัวเราะร่วนอย่างมีความสุข ส่วนผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งก็สูบยาสูบพลางยิ้มตาหยี
อีกฝั่งหนึ่ง ใบหน้างดงามเย้ายวนของเซียวเยว่มืดครึ้มดุจผืนน้ำ ศิษย์หญิงสาวสามคนที่นางเรียกตัวกลับมาก้มหน้าคุกเข่าอยู่ด้านหลังนาง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
โดยเฉพาะศิษย์หญิงร่างเล็กที่เกล้ามวยผมสองข้างคนนั้น ตอนนี้เอาแต่สะอื้นไห้ไม่หยุด
"ทะ ท่านอาจารย์! เขาเกือบจะเผาศิษย์แล้วเจ้าค่ะ!"
"หุบปาก! ร้องห่มร้องไห้ดูไม่ได้เลย!"
เซียวเยว่แค่นเสียง "เขามองทะลุวิชาแปลงกายไม่ได้เรื่องของเจ้าตั้งนานแล้ว แค่จงใจหลอกให้เจ้ากลัวเท่านั้น!"
"แล้วท่านอาจารย์ ต่อไปพวกเราควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ?"
"หลี่ผิงอันผู้นี้ พูดดีๆ ด้วยไม่ชอบ ชอบให้ใช้ไม้แข็ง"
เซียวเยว่กล่าวเสียงเรียบ "เดิมทียังอยากจะดูว่าพวกเจ้าคนไหนมีวาสนา สามารถคว้าโอกาสหาคู่บำเพ็ญเพียรที่มีเบื้องหลังลึกล้ำได้ แล้วถือโอกาสให้พวกเจ้าเข้าสำนักไปบำเพ็ญเพียร
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ปล่อยให้หลี่ผิงอันผู้นี้ลิ้มรสความลำบากเสียหน่อย
"หลิงเอ๋อร์?"
ศิษย์หญิงมวยผมคู่ก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว "ท่านอาจารย์โปรดสั่งการ"
"เฉินกงหมิ่น ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายนอกที่เขาต้องการตามหา เมื่อวานนี้ถูกข้าส่งไปที่เหมืองวิญญาณห่างออกไปสามร้อยลี้แล้ว
"ข้าจะส่งเจ้าไปที่อารามเต๋าของเฉินกงหมิ่น ให้เจ้าปลอมตัวเป็นศิษย์ของเฉินกงหมิ่น ต้องหลอกล่อเขาไปที่เหมืองวิญญาณให้ได้ ข้าได้วางค่ายกลลวงตาไว้ใกล้ๆ เหมืองวิญญาณ สามารถกักขังเขาไว้ได้เป็นเวลาร้อยวัน ทำให้เขาผ่านการทดสอบฝ่ายนอกไม่ได้
"เช่นนี้ อาจารย์ก็ถือว่าได้ให้คำอธิบายแก่ผู้อาวุโสหลายท่านในสำนักแล้ว"
เซียวเยว่กวาดสายตาดวงตาหงส์มอง "หากเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เจ้ายังทำไม่สำเร็จ วันหน้าก็ไม่ต้องมาทำงานให้ข้าอีก"
"หลิงเอ๋อร์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!"
จากนั้น เซียวเยว่ก็ขี่เมฆมุ่งหน้าต่อไป แต่ครั้งนี้ไม่ได้บินข้ามหัวหลี่ผิงอันโดยตรงอีก นางอ้อมไปทางทิศตะวันออกร้อยลี้
นางเก็บซ่อนความดูถูกเหยียดหยามต่อผู้บำเพ็ญเพียรตัวน้อยระดับหนิงกวงบางคนไปจนหมดสิ้นแล้ว